<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
โดย
ศาสตราจารย์ระพี สาคริก
ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี
ดำเนินรายการโดย คุณจุฬารัตน์ นิรัติศัยกุล

หมายเหตุ เรียบเรียงจากเวทีสาธารณะ เรื่อง
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม : ว่าด้วยชุมชน เกษตรกรรมและเศรษฐกิจพอเพียง
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2550 ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ
50 ปี
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโดยคณะทำงานประชาชนฟื้นฟูแผ่นดิน
ศาสตราจารย์ระพี
สาคริก
เมื่อวานก็มาบรรยายปฐมนิเทศที่นี่
วันนี้จะมีเรื่องที่เกี่ยวกับเมื่อวานด้วย พูดถึงเรื่องการเกษตรไทย เกษตรกรคือกองทัพเศรษฐกิจของชาติ
ประเทศของเราหลายๆ ครั้งเพรียงพล้ำจนจะสุดๆ อยู่แล้ว จนมีการพูดถึงกองทัพความมั่นคงของชาติ
เรามักคิดว่าจะต้องมีกองทัพติดอาวุธที่เข้มแข็ง ซึ่งเพราะเราคิดแบนี้ทำให้เรื่อง
3 จังหวัดภาคใต้จึงแก้ไม่ตก
เรื่องการเกษตร ผมนึกถึงปรัชญาอันหนึ่งที่เอามาแปลเป็นภาพเขียนฝาผนัง
การประสูติของพระพุทธองค์ที่ออกมาจากครรภ์มารดา เราเชื่อไหม? ไม่เชื่อ นี่เป็นความผิดพลาดของการศึกษาที่มองแต่ด้านร่างกาย
การจัดการศึกษาของไทยทำให้คนลืมตัว ลงไม่ถึงพื้นดิน เช่นเดียวกับที่ท่านพุทธทาสพูด
หมาหางด้วน แต่ผมว่า การศึกษาทำให้คนไม่มีตีน หรือ วัวลืมตีน และเอาแต่เปลือก
หลักธรรมะ ถ้าไม่มีสิ่งนั้นจริงไม่มีสิ่งนี้ การทำเกษตรจะต้องเจอกับความยากลำบาก
เจอกับความยากลำบากแล้วสนุกจึงจะประสบกับความสำเร็จ ความพอเพียงมี 2 ด้าน
คนที่รู้จักก็ทำงานอย่างมีความสุข เศรษฐกิจตกก็ยังอยู่ได้ และเป็นโอกาสที่จะชูให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของความพอเพียง
การเกษตรไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมไม่ใช่ภาพหลอก
เช่น การเล่นดนตรีไทย ฯลฯ แต่วัฒนธรรมคือการรักแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเอง สังคมไทย
วัฒนธรรมไทยมันแตก คนไทยส่วนใหญ่อยู่ด้วยความประมาท เห็นปัญหาเรื่องฝุ่นควันที่เชียงใหม่เป็นมานาน
และมองแค่ต้นปัญหาว่าเผาป่า ซึ่งจริงๆ เกิดการจากทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ถ้าเราคนไทยยังมีจิตวิญญาณที่ฝากไว้กับแผ่นดินถิ่นเกิดผืนนี้อยู่
การฟื้นฟูจะทำได้ง่ายโดยการเราฟื้นฟูจิตใจของเรา ถ้าเราทำได้สำเร็จ ทุกอย่างจะทำได้สำคัญและเป็นไปโดยธรรมชาติ
รัฐธรรมนูญจึงต้องมีการเอาจิตวิญญาณใส่เข้าไปในนั้นด้วย
การศึกษาก็เช่นกันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องสร้างศาสตร์ของแผ่นดินถิ่นเกิด
สรุปแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ คนที่สร้างการฟื้นฟูแผ่นดิน ต้องมีจิตวิญญาณรักแผ่นดินถิ่นเกิด
โดยตั้งอยู่ความไม่ประมาทและพร้อมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถทำการฟื้นฟูได้
ทุกอย่างเป็น วัฏจักร เราจะเข้าใจมันและยอมรับไหม?
ขอให้ทำดีที่สุด และมองเห็นคุณค่าของการทำ ไม่ใช่งอมืองอเท้า
บนพื้นฐานของความหลากหลาย วัดอยู่ที่ใจไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง มหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน
เข้าใจ คือสิ่งที่เข้าไปอยู่ในใจ
เปลี่ยนคนอื่นเปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนตัวเองเปลี่ยนได้ และสามารถไปสร้างศรัทธาในคนอื่นได้ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัวและทำเพื่อคนอื่น
และอยากให้เราทุกคน...ยิ้มได้เมื่อภัยมา
(
อ่าน วิถีการเปลี่ยนแปลงภายในกระบวนการเกษตรไทย
กับผลกระทบจากการจัดการศึกษา - โดย ระพี สาคริก )
ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ผมมาที่นี่ทีไรรู้สึกว่ามาผิดเวที
แต่วันนี้รู้สึกว่ามาถูกเวที ที่ผ่านมามีช่องว่างของการศึกษา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมืองด้วย
เมื่อวานได้ไปที่ภาคใต้ ฟังพี่น้องมุสลิมได้สะท้อนความเห็นซึ่งใกล้เคียงกับสภาพความจริงที่เกิด
ซึ่งคำถามที่ต้องตั้งและต้องตอบ ต่อการฟื้นฟูแผ่นดินไทย คือ
1. แผ่นดินไทยคืออะไร เรารู้จักแผ่นดินไทยมากน้อยแค่ไหน ?
2. ฟื้นฟูแผ่นดินนี่ ฟื้นฟูอะไร และฟื้นฟูอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ?
3. อะไรที่กำลังเกิด อะไรเป็นปัญหา ?
4. ปฏิรูปการเมืองคืออะไร ?
5. เราควรต้องทำอะไรกันบ้าง ในฐานะที่มีความแตกต่างหลากหลาย และมีจุดร่วม
หรือองค์รวมอย่างไร ?
เรารู้จักแผ่นดินไทยแค่ไหน ?
เรามักมองว่าแผ่นดินไทยเป็นสังคมเดียว ตามแบบวัฒนธรรมที่เรารับรู้มาจากตะวันตก
แผ่นดินไทย ไม่ใช่ผืนแผ่นดินที่มีอาณาเขต ซึ่งมองแบบนี้จะมีปัญหามาก องค์ประกอบของแผ่นดินจะต้องมองทั้ง
คน และ ธรรมชาติ คนมีชุมชน ชาติพันธุ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี การศึกษา และคน/ชุมชนนั้นมีความหลากหลาย
ธรรมชาติมีความหลากหลายที่มีค่าอย่างยิ่ง แต่เรากลับมองข้ามและให้ต่างชาติมาทะลุทะลวง
และไม่รู้ฉลาดหรือเขลาที่เราไปร่วมจับมือกับเขาอย่างกรณีมะละกอจีเอ็มโอ เราประท้วง
นักวิชาการเขาว่าเราตามรถไฟไม่ทัน อันนี้คือปัญหา เราไม่เห็นค่าทรัพยากร
เราจึงปู้ยี่ปู้ยำโดยแลกเอากับผลกระโยชน์จากการค้าเล็กๆ น้อยๆ จากคนข้างนอก
หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ไม่เข้าใจคำว่าแผ่นดินไทยคืออะไร การนำการศึกษาที่ไม่เข้าใจแบบนี้เข้าไปในชนบทมันเป็นอันตราย
และเป็นการทรยศต่อแผ่นดิน
เราจะฟื้นฟูอะไรกัน ?
การปฏิรูปการเมือง มองว่าปัญหาของเราส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องคน ไม่ใช่เรื่องระบอบสักเท่าไหร่?
เรามองว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ แล้วก็ไปใช้ความรู้จากคนจากที่ต่างๆ
กระบวนการปฏิรูปการเมืองในทุกวันนี้เป็นความล้มเหลว เราต้องมองสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุด
ซึ่งจะทำให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถูกจังหวะ
วิกฤติ / ปัญหา คืออะไร ?
รากหญ้ามีปัญหา ซึ่งนำมาซึ่งหายนะต่างๆ ที่เริ่มจากสมัยจอมพลสฤษดิ์ โดยเอาเป้าหมายทางอุตสาหกรรมที่ถูกยัดเยียดจากสหรัฐ
โดยนำมาพัฒนาเพื่อทำร้ายสังคมเรา เรามีความแตกต่างกันมากเรื่องความมี ความจน
ซึ่งมักจะพูดกันในเชิงปัญหาทางเทคนิค เช่น กันหาการกระจายรายได้ เราต้องเติมเงิน
และฟังเสียง ธนาคารโลก ว่าใครเป็นคนจน เกณฑ์ของคนจนคืออะไร แต่เราไม่เคยดูคุณภาพการเป็นอยู่ของคน
เช่น ความสุขเลย
เราเลื่อมใสคนที่มีความรู้ การศึกษาได้ แต่การศึกษาไทย
ผู้ที่มีความรู้การศึกษาต้องถูกตั้งข้อสังเกต ปัญหาการศึกษาคือช่องว่างความลักลั่นของการศึกษาของคนทั่วๆ
ไป ผลที่เกิดต่อสังคมก็คือ การเกิดช่องว่างของคนในสังคม ความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเราก็ยังแก้ปัญหากันแบบทางเทคนิคเท่านั้น
ปัญหาการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มคนมีการศึกษากำลังทำตัวเป็น
ปัญญาชนนายหน้า ซึ่งคนทำหน้าที่แทนประชาชนไม่ได้เปิดเผยให้คนในประเทศได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย
ซึ่งนี่เป็นปัญหา
เราต้องเกรงใจต่างชาติ ความมั่นใจต่อการลงทุนต่างชาติ เป็นทาสอาณานิคม
แล้วกล่อมว่าเราต้องรักชาติแล้วบอกว่า เราเป็นหนึ่งในกระแสโลกที่ต้องทำตามกระแสของเขา
เป็นการถลำลึกเข้าสู่การเป็นทาส จนเข้ามาสู่ระบอบทักษิณ ซึ่งนิยามระบบ CEO
และประเทศไทยเป็นบริษัท ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญปี 2540
เราปฏิรูปอะไรกันแน่ ?
การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น - ต้องมีการปฏิรูปที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ให้คนที่ถูกกระทำได้สามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ การกระจายอำนาจต้องคำนึงถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากร
และชุมชนซึ่งเป็นคนรักษาและกู้คืนทรัพยากร การกระจายอำนาจต้องเชื่อมโยงกับสิทธิชุมชน
และให้คนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญ
เราต้องทำอะไร?
เวลานี้ปัญหาใหญ่อยู่ที่ช่องว่างของความเข้าใจของคนในชาติ ความเข้าใจในตัวตนและแผ่นดินของเราที่มีผู้คนที่หลากหลาย
ทรัพยากรที่หลากหลาย และเราได้กระจายความเป็นธรรมและสิทธิของเขาแล้วหรือยัง
ซึ่งน่าจะเริ่มที่คนชนบท โดยเราจะทำอย่างไร? เราอยากเห็นพวกเรามีปราณเพิ่มขึ้น
และมีเสียงดังมากขึ้น และส่งเสียงไปยังคนที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ฝากไว้กับทุกคนครับ
เรื่องที่มาพูดเป็นอาการของโลก
ในยามนี้คงจะต้องมองให้พ้นจากปัญหาของเราไปสู่ปัญหาที่เป็นสมมติฐานของโรคที่แท้จริง
และสิ่งที่พูดมันไม่ใช่สูตรสำเร็จ หากเจ้าของสิทธิไม่พยายามกลั่นกรองและหาทางออก
หรือคำตอบด้วยตนเอง แต่เมื่อหาคำตอบและทางออกได้แล้วเจ้าของสิทธิจะต้องรู้จักตัวเองให้ดีพอด้วย
(
อ่าน ข้อเสนอปฏิรูปการเมือง
กรอบการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น - โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ )
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ
วะสีี
โชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนรู้จากอาจารย์ทั้ง
2 ท่านมานาน และซึมซับมาอยู่กับตัวเอง เป็นมงคล
การฟื้นฟูแผ่นดินเป็นสิ่งที่ความสำคัญที่สุด ผมตั้งคำถามคล้าย อ.เสน่ห์ แผ่นดินคืออะไร
รูปธรรม 2 คือ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ ป่า อากาศ ความหลากหลาย และ
คน
นามธรรม 2 คือ วัฒนธรรม วิถีชีวิตร่วมกันที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ
ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ไม่มีใครดีเหนือใคร ทุกคนเท่ากันเพราะว่ามีความหลากหลาย
มีประวัติศาสตร์ มีภูมิปัญญาที่ติดอยู่ และ ความเป็นธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์
และมนุษย์กับธรรมชาติ ความสุขที่ยังยืนคือความสุขที่สันติ
ขณะนี้แผ่นดินเจ็บป่วยขนาดหนัก เข้า ICU สูญเสียแผ่นดินเอกราชยิ่งกว่าเสียงกรุงในสมัยพระนเรศวร
ผลกระทบมันรุนแรงกว่า เราสูญเสียความคิด การศึกษา ฯลฯ มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
เราเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ของคนในแผ่นดินทุกคนไปสู่ผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย
การตัดเผาป่า การใช้สารเคมีการเกษตร เราพัฒนาแบบใหม่ ซึ่งแต่เดิมเราไม่มีเงินเราอยู่ได้
แต่เปลี่ยนมาว่าเราต้องมีเงินก็เกิดปัญหา เช่นที่ระยอง มีอีสเทิร์นซีบอร์ด
เกิดปัญหาสารเคมีเป็นพิษในอากาศ
สิ่งที่ทำลายแผ่นดินและวัฒนธรรม คือ 1. อำนาจรัฐ 2. อำนาจเงิน เอาทุนมาเด็ดยอดจากฐานความรู้ที่เราพัฒนามา
เช่น ไต้หวันมาซื้อกิจการกล้วยไม้ มาทำฮับสุขภาพ 3. การศึกษาที่อยู่นอกวัฒนธรรม
มีคนเตือนเมื่อการศึกษาแบบนี้ออกมา 8 ปีว่าจะทำให้คนไทยขาดรากเหง้าวัฒนธรรม
การเมือง การปกครองที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถรักษาทรัพยากรได้
รักษาความเป็นธรรมได้ ไม่สามารถแก้วิกฤติและสร้างช่องว่างให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
การฟื้นฟูแผ่นดินที่อยากเห็น เราต้องเข้าใจว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม
เราพูดเรื่องธรรมะอย่างเดียวให้ประชาชนฟังก็คงแก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่ทำเชิงโครงสร้าง
และทำไม่ได้จากการทำจากข้างบนและจากข้างนอก เพราะธรรมชาติของข้างบนและข้างนอกคือการเอาเปรียบ
ต้องคืนวิถีชีวิตให้ชุมชน วัฒนธรรมชุมชน ระบบเศรษฐกิจชุมชน กรดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน
ระบบการดูแลสุภาพและสวัสดิการของชุมชน ฯลฯ เพราะชุมชนพิสูจน์ตัวเองมานานว่าจัดการตัวเองให้สมดุลได้
จัดการทรัพยากรให้เป็นธรรมในชุมชน สังคมได้ เพราะเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง ขณะนี้พิสูจน์มาพอแล้วว่าอำนาจรัฐไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
และกำลังเข้าสู่วิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ
การคืนวิถีชีวิตให้ชุมชน กับรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องง่าย ดูจากการสร้างพระเจดีย์
โดยสร้างจากฐาน ถ้าฐานแข็งแรงองค์พระเจดีก็จะสูงขึ้นไปได้ การเมืองประชาธิปไตย
ต้องพูดถึงการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตยในชุมชน การศึกษา เศรษฐกิจ ก็เช่นเดียวกัน
และฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ถ้าคนทั้งตำบล 7,000 ชีวิตหายจน
เขาก็จะมีอำนาจซื้อเยอะ เศรษฐกิจที่เป็นยอดอยู่ข้างบนก็จะสามารถมั่นคงได้โดยไม่ต้องไปแกว่งจากการงทุนองต่างประเทศ
การฟื้นฟูแผ่นดิน - รัฐธรรมนูญ
ถ้าทำไม่ได้ จะเกิดความล่มสลาย และการนองเลือด รุนแรงล่มสลายทางอารยะธรรมในประเทศ
ซึ่งถ้าเกิดเช่นนั้นจะต้องโทษ สมช. คมช. คุณสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขอให้คนไทยช่วยจำเรื่องนี้ไว้และพยายามฟื้นฟูรัฐธรรมฟื้นฟูแผ่นดินไทย
และต้องใส่ ประชาธิปไตยชุมชน เป็นประชาธิปไตยโดยตรงให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม
และไม่อาศัยการเลือกตั้ง ซึ่งเคยมีมาแต่ในสมัยโบราณ ที่บัญญัติประชาธิปไตยที่แท้จริงไว้
ชีวิตชุมชนในอัฟริกา/ชุมชนดั้งเดิมของเรา ใช้ระบบหัวหน้าเผ่า/ชุมชน
การตัดสินใจของหัวหน้าชุมชนจะต้องปรึกษาสมาชิกในชุมชน ซึ่งหัวหน้าเผ่าจะต้องเป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม
เป็นคนฉลาด เป็นคนสุจริต เป็นคนสื่อสารเก่งต่อผู้คน เป็นที่ยอมรับของคนทั้งปวง
ซึ่งข้อบัญญัติในประชาธิปไตยชุมชน มีดังนี้
1. สิทธิชุมชน ซึ่งเคยมีอยู่แต่เดิมแล้วรัฐไปริบเอามา
ชุมชนทำแผนแม่บทชุมชนเองโดยบูรณาการ สิทธิในการดูแลและใช้ทรัพยากรอย่างธรรมและยั่งยืน
มีเครื่องมือสื่อสารระหว่างภายในชุมชน และภายนอก มีการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
แก้ความยากจนได้ โดยประชาธิปไตยชุมชน ไม่ใช่การเอาเงินไปใส่ ซึ่งการเอาเงินไปให้
แล้วทำให้เขาเป็นหนี้มากขึ้นเป็นการหลอกลวงและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของเขา
2. สภาผู้นำชุมชน 3 ระดับ
ตำบล จังหวัด และชาติ ระดับตำบลมีขึ้นโดยธรรมชาติ ช่วยกันทำแผนแม่บทตำบล
พูดคุยกันเรื่องนโยบายที่เป็นบวก/ลบของชุมชน เรามีตำบล 78,000 ตำบล
3. การสื่อสารเพื่อชุมชน
มีการบัญญัติ 3 ประการ 1) มีการกำหนดเวลาให้ชุมชนได้สื่อสาร องค์กรสื่อสารสาธารณะของชุมชน
2) มีการสื่อสารเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ไม่มีโฆษณา และ 3) มี 1 อำเภอ
1 สถานีวิทยุ และมีผู้คนในชุมชนสื่อสารเข้าไป (800 สถานี)
4. การศึกษาและการวิจัยต้องสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน
ทำเป็น Human mapping
5. ตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อชุมชน
ที่เป็นอิสระ มีกองทุนสนับสนุน และบัญญัติที่มาของกองทุน โดยเอาเปอร์เซ็นต์จากปุ๋ย
ยาฆ่าแมลง ขนมหลอกเด็ก และสิ่งที่ทำลายประชาชน มาทำกองทุนให้สถาบันทำหน้าที่รวบรวมความรู้จากการวิจัยของชาวบ้านมาสังเคราะห์
และเผยแพร่
จุดสำคัญอยู่ที่การรวมตัว
ร่วมคิด ร่วมทำ ของคนทำเรื่องต่างๆ อย่างหลากหลายเต็มพื้นที่ และเชื่อมโยงกันหลายๆ
พื้นที่ ชุมชนท้องถิ่นต้องไปด้วยกันกับชุมชน ทำงานร่วมกันแล้วจะมีพลังมาก
อบต. กำลังดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับข้างบน ผู้นำชุมชนจะรวมทั้งผู้นำการเกษตร
ผู้นำสตรี วัด ฯลฯ ต้องเป็นเพื่อนร่วมงานกัน
หมายเหตุ
ปาฐกถาของราษฐรอาวุโสทั้งสามท่าน และสาระอื่นๆ จากเวทีสาธารณะกำลังอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่
กองเลขาคณะทำงานประชาชนฟื้นฟูแผ่นดิน
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 (ซอยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 02-591-1195-6, 02-580-2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org, walai_04@yahoo.com, narttapp@yahoo.com
เวปไซต์ : www.sathai.org
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
มอบพลังให้ท้องถิ่น
3 ราษฎรอาวุโสแนะ หนทางรอดของแผ่นดิน โดย นสพ.มติชน
|