<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
ระหว่างวันที่ 2-3 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา ณ ที่ว่าการอำเภอเมือง
ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้มีการจัดกิจกรรมที่นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างหน่วยภาครัฐ
สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคประชาชนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายประชาชนสีเขียวจังหวัดมหาสารคาม
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมหาสารคาม เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศูนย์วิจัยข้าว (อุบลราชธานี,
ขอนแก่น, ชุมแพ) เครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพระดับจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น
ซึ่งองค์กรต่างๆ เหล่านี้ต่างเห็นความสำคัญของพันธุกรรมท้องถิ่นได้มาร่วมกันผลักดัน
ส่งเสริมและพัฒนางานด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างเหมาะสม
โดยใช้ชื่องานว่า มหกรรมพันธุกรรมท้องถิ่นเพื่อการพึ่งตนเอง
ทั้งนี้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมหาสารคาม และเครือข่ายประชาชนสีเขียวจังหวัดมหาสารคาม
ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการประสานให้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น นับเป็นองค์กรเกษตรกรที่ทำงานส่งเสริมระบบการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนการผลิตจากการใช้สารเคมีการเกษตรในการผลิตมาเป็นการผลิตปลอดสารเคมีตั้งแต่
ลด ละ เลิกการใช้สารเคมีจนถึงขั้นปฏิเสธการใช้สารเคมีในแปลงเกษตร และในชีวิตประจำวัน(มาตรฐานเกษตรอินทรีย์)
การดำเนินงานของเครือข่ายฯ ยังมีการพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านโดยองค์กรเกษตรกรเป็นผู้ผลิต
ใช้ประโยชน์ และอนุรักษ์พันธุ์พื้นบ้านโดยเฉพาะพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ในการดำเนินงานของเครือข่ายฯ
ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เหมาะสมกับระบบนิเวศน์ ภูมิศาสตร์ของพื้นที่มหาสารคาม
19 สายพันธุ์ ,พันธุ์ผัก 111 สายพันธุ์ ซึ่งในจำนวนพันธุกรรมพื้นบ้านเหล่านี้เครือข่ายได้มีการพัฒนาคัดเลือกความเหมาะสมในการผลิตและศักยภาพของสายพันธุ์เพื่อนำมาสร้างความนิยมในการบริโภคในชุมชน
โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นการขยาย และอนุรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้านไว้เป็นการนำไปสู่ความมั่นคงในการผลิตที่ยั่งยืนของเกษตรกร
โดยทุกปีเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกฯจะมีการจัดเวทีมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
และพันธุกรรมพื้นบ้านขึ้นภายในการดำเนินงานของเครือข่ายฯเองร่วมกับองค์กรชาวบ้านต่าง
ๆ ที่มีเป้าหมายการทำงานร่วมกัน
งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมหาสารคามในปีนี้ภายใต้ชื่อ
"มหกรรมพันธุกรรมท้องถิ่นเพื่อการพึ่งตนเอง" จึงเป็นการการส่งเสริมและให้กำลังใจเกษตรกรที่ทำการพัฒนา
อนุรักษ์ และขยายพันธุพื้นบ้านรวมทั้งการรณรงค์ให้กับกลุ่มผู้บริโภคผ่านงานตลาดสีเขียว
ซึ่งเครือข่ายฯได้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เล็งเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพื้นบ้าน
และการบริโภคที่ปลอดภัยในจังหวัดมหาสารคามมหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงานคือ
1. เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับเกษตรกรภายในเครือข่าย และเกษตรกรที่สนใจในการพัฒนา
อนุรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้านทั้งด้านองค์ความรู้ และเมล็ดพันธุ์
2. เพื่อรณรงค์กับผู้สนใจทั่วไป ผู้บริโภคในเมืองในการบริโภคอาหารพื้นบ้าน
และกระบวนการทำงานพันธุกรรมพื้นบ้านของเครือข่าย
3. เพื่อสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค
หน่วยงาน องค์กรที่ร่วมงานมหกรรม
สรุปเนื้อหาการจัดงาน
1. การแสดงนิทรรศการการดำเนินงานของเครือข่ายในด้านต่าง ๆ เช่น การผลิต เทคนิคเกษตรกรรมยั่งยืน
งานพันธุกรรมฯ
ดูรายละเอียด
2. การแสดงนิทรรศการจากหน่วยงาน และองค์กรร่วมจัดอื่นๆ
ดูรายละเอียด
3. ห้องเรียนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกร และผู้สนใจ เช่น การเพาะพันธุ์ไม้ป่า,
เทคนิคการปรับปรุงดิน, การคัดเลือก/การปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การทำลูกประคบสมุนไพร
เป็นต้น
ดูรายละเอียด
4. การแสดงและจำหน่ายผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร
ดูรายละเอียด
5. เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง ข้าวเป็นหลัก ผักเป็นยา ปูปลาเป็นอาหาร
ดูรายละเอียด
6. เวทีวิชาการ เรื่อง พื้นที่สุขภาพเมืองมหาสารคาม : ระบบอาหารปลอดภัย
ดูรายละเอียด
7. กิจกรรมชิมข้าวพื้นบ้านและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน
ดูรายละเอียด
8. กิจกรรมพาแลงอีสาน เวทีแสดงวัฒนธรรม และภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ดูรายละเอียด
ตัวอย่างการแสดงนิทรรศการการดำเนินงานของเครือข่ายในด้านต่าง ๆ
(กลับด้านบน)
ตัวอย่างการแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานและองค์กรร่วมจัดอื่นๆ
(กลับด้านบน)
ห้องการเรียนรู้สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจ
1. ห้องเรียนการเพาะพันธุ์ไม้ป่า
วิทยากร
นายสุรพล อุทกโยธะ เกษตรกรจากอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
สรุปเนื้อหา
พันธุ์ไม้ป่ามีคุณค่าหลากหลาย มีความเหมาะสมกับสภาพนิเวศแต่ละที่ และพันธุ์ไม้ป่าบางชนิดมีมูลค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง
เช่น ผักหวานป่า ผักติ้ว ส้มโมง เป็นต้น
ผักหวานป่ามีการเพาะปลูกด้วยเมล็ด โดยเมล็ดมีขนาดประมาณข้อมือประกอบด้วย
3 ชั้น
การเพาะกล้าทำโดยการนำเมล็ดมาล้างยางออก แกะเปลือกนอก ผึ่งลมไว้ประมาณ
3 วัน จึงเอามาเพาะลงดิน โดยฝั่งเมล็ดให้ลึกลงไปประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วนให้โผล่พ้นผิวดิน
รดน้ำทุกวัน
เพาะกล้าไว้ประมาณ 20 วันจะเริ่มออกราก ถ้านาน 2 เดือนแล้วยังไม่แตกใบให้หักรากที่โผล่ขึ้นมา
รดน้ำไปอีกระยะจึงจะแท่งใบขึ้นมา ซึ่งกล้าที่เพาะไว้นี้เก็บเอาไว้นานจะไม่ดี
วิธีการปลูกผักหวานป่า ให้ขุดหลุมลึกประมาณ 25 ซม. ปลูกพืชพี่เลี้ยงให้ร่มก่อน
เช่น พริก มะเขือ จากนั้นจึงค่อยปลูกผักหวานป่าตาม โดยการปลูกให้เอาถุงกล้ามาวางให้ดินในดินในถุงดินโผล่ขึ้นเหนือดิน
นำโอ่งน้ำมาฝั่งติดๆ กันไว้ เพื่อให้ความชุ่มชื่น ทั้งนี้ก้นหลุมให้ใส่ด้วยปุ๋ยคอกเก่า
(ห้ามใช้ปุ๋ยคอกใหม่ๆ)
การปลูกผักติ้ว ใช้ดินผสมกับแกลบเก่าในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง
การปลูกส้มโมง ให้แกะเปลือกออกจนเห็นเนื้อสีขาว ฝังเมล็ดปลูกในแนวนอน
2. ห้องเรียนเทคนิคการปรับปรุงดิน

วิทยากร
นายชาย ประกอบมี เกษตรกรจากอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
นายคำบ่อ รัฐเมือง เกษตรกรจากอำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม
สรุปเนื้อหา
การทำนาห้ามเผาตอซังเพาะเป็นการทำลายดิน ควรใช้การไถกลบตอซังหรือถ้ารดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ด้วยจะยิ่งดี
หากมีการปลูกปอเทืองเพื่อไถกลบเป็นป๋ยพืชสดนับเป็นการปรับปรุงดินที่ดีวิธีหนึ่งเหมาะกับพื้นที่นาโคก
สูตรการทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี และเป็นการปรับปรุงดินอีกทางหนึ่ง
ส่วนผสม (ขึ้นอยู่กับขนาดของกองปุ๋ย)
1. แกลบดิบ สูงประมาณ 2 นิ้ว
2. ปุ๋ยคอก สูงประมาณ 2 นิ้ว
3. เศษวัสดุเหลือใช้ในแปลง สูงประมาณ 2 นิ้ว
4. รำอ่อน 3 กิโลกรัม
5. หัวเชื้อดินดี สูงประมาณ 1 นิ้ว
6. กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม
7. น้ำหมักชีวภาพ 6 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำกองปุ๋ยหมัก
1. นำน้ำ 3 ปี๊ป ผสมกับกากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพคนให้เข้ากัน
2. ชั้นที่ 1 เทแกลบดิบสูงประมาณ 2 นิ้ว ชั้นที่ 2 เทปุ๋ยคอกสูงประมาณ 2
นิ้ว ชั้นที่ 3 เทเศษวัสดุที่เหลือใช้ในแปลงเกษตร (ใบไม้ เศษผัก วัชพืช ฯลฯ)
ชั้นที่ 4 โรยหน้าด้วยรำอ่อนอประมาณ แล้วรดน้ำที่ผสมกากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพพอชุ่ม
ทำซ้ำกัน 3 รอบจากขั้นตอนที่ 1 4
3. หมักนาน 15 วัน กลับกองปุ๋ยแล้รดด้วยน้ำที่ผสมกากน้ำตาลพอชุ่ม
4. หมักต่ออีก 15 วัน แล้วนำไปใช้ได้
ประโยชน์และการนำไปใช้ ใช้ได้ กับ นาข้าว ไม้ผลและต้นไม้ทุกชนิด ใช้ได้ดีกับผัก
ปริมาณการใส่ปุ๋ยหมักชีวะภาพขึ้นอยู่กับสภาพของดิน
3. ห้องเรียนการคัดเลือก/การปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

วิทยากร
นายบุญรัตน์ จงดี ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี
นายสนิท เหล่าวงษี เกษตรกรจากอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
สรุปเนื้อหา
โดยทั่วไปผู้หญิงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดพันธุ์ข้าว
การคัดพันธุ์ที่เหมาะสมทำให้ได้ข้าวพันธุ์ดี มีลักษณะตรงตามพันธุ์ และเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านเมล็ดพันธุ์
ลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ในการผลิต ไม่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภายนอก และทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนพันธุ์ทุกๆ
ปี
การคัดพันธุ์ของนายสนิท ใช้วิธีการดูจากรวง เลือกรวงที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุด
เอาเมล็ดจากรวงมาแกะเป็นข้าวกล้องเลือกให้ได้เมล็ดข้าวกล้องที่ดีที่สุดนำไปตกกล้าในแปลงที่เตรียมไว้
และหากปลูกโดยวิธีปลูกข้าวต้นเดียวได้จะเป็นการดียิ่งขึ้น
การผลิตเมล็ดพันธุ์ตามหลักการของศูนย์วิจัย ทำโดยการเลือกรวงที่สมบูรณ์ที่สุดมาปลูก
โดยตกกล้าทั้งรวง (ข้าว 1 รวงมาจากข้าว 1 เมล็ด) สิ่งที่สำคัญคือต้องหมั่นตัดข้าวปน
(ข้าวเรื้อ) อย่างเหมาะสมใน 3 ระยะ คือ ระยะออกดอก ระยะแตกกอ และ ระยะโน้มรวง
การผลิตเมล็ดพันธุ์อาจไม่จำเป็นต้องทำทุกครอบครัว โดยสามารถรวมกลุ่มกันเป็นศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านของชุมชนเพื่อนำมาขยายแจกจ่ายให้กับสมาชิก
ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งมีความยินดีที่จะให้การสนับสนุนแก่กลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร
การให้เกษตรกรมาเลือกพันธุ์ที่ต้องการ รวมถึงการเข้าไปช่วยสนับสนุนในแปลงของกลุ่มเกษตรกร
เป็นต้น
4. การทำลูกประคบสมุนไพร
วิทยากร
เจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สรุปเนื้อหา
ลูกประคบสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำสมุนไพรทั้งสดหรือแห้งหลายชนิดมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วนำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ
ตำพอแตก ใช้สดหรือทำให้แห้ง นำมาห่อหรือบรรจุรวมกันในผ้าให้ได้รูปทรงต่างๆ
เช่น ทรงกลม ทรงหมอน สำหรับใช้นาบหรือกดประคบส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ลูกประคบตำรับสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ตัวยาสมุนไพรประกอบด้วย 1) พืชสมุนไพรหลักที่มีน้ำมันหอมระเหยอย่างน้อย
3 ชนิด เช่น ไพล หัวข่า ตะไคร้ และผิวหรือใบมะกรูด 2) กลุ่มสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ
เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบติ้ว 3) กลุ่มสารที่มีกลิ่นหอม จะระเหยออกมาเมื่อถูกความร้อน
เช่น การบูร พิมเสน และเกลือ ช่วยดูดความร้อน
การทำลูกประคบ เริ่มจากการล้างสมุนไพรส่วนที่ใช้ใบให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
โขลกให้พอแหลก นำหัวไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ มะกรูด ล้างทำความสะอาดนำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ
ตำพอหยาบๆ แล้วคลุกเคล้ากับสมุนไพร จากนั้นใส่การบูร คลุกเคล้าให้เข้ากัน
นำสมุนไพรทั้งหมดใส่ผ้า ห่อเป็นลูกประคบ รัดด้วยเชือกให้แน่น จากนั้นนำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งไอน้ำให้ร้อน
ประมาณ 15-20 นาที จึงนำมาประคบบริเวณที่ต้องการ
ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร คือ บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการปวดบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ
ข้อต่อ หลัง 24-48 ชั่วโมง ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อพังผืดยืดตัวออก
ลดอาการติดขัดของข้อต่อ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต เป็นต้น
(กลับด้านบน)
ตัวอย่างการแสดงและจำหน่ายผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร

การแสดงและจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มเกษตรกร อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
|

การแสดงและจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มเกษตรกร อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
|

การแสดงและจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มเกษตรกร อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
|

จำหน่ายผลผลิตและน้ำสมุนไพรโดยกลุ่มเยาวชนบ้านดอนแดอง อำเภอกันทรวิชัย
จังหวัดมหาสารคาม |

การจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มตลาดมั่นยืน
|

การแสดงและจำหน่ายหนังสือของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมหาสารคาม
|
(กลับด้านบน)
เวทีเสวนาวิชาการ
เรื่อง ข้าวเป็นหลัก ผักเป็นยา ปูปลาเป็นอาหาร

โดย
พระครูศุภัทรโธ (ขวา)
คุณพ่อประสาสตร์ รัตนปัญญา (ซ้าย)
ดำเนินรายการโดย
คุณอุบล อยู่หว้า (กลาง)
สรุปเนื้อหาการเสวนา
คุณอุบล
อยู่หว้า
คนอีสานมีวัฒนธรรมการกินที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่ในวิถีชีวิตมายาวนาน จนพ่อประสาสตร์กล่าวได้ว่า
ข้าวเป็นหลัก ผักเป็นยา ปูปลาเป็นอาหาร
ปัจจุบันการตลาดชี้นำการบริโภค วัฒนธรรมท้องถิ่นถูกทุนทำลาย ในสถานการณ์นี้จะต้องทำให้เกิด
ท้องถิ่นวิวัฒน์ มาแทน โลกาภิวัตน์
พ่อประสาสตร์
รัตนปัญญา
พื้นฐานการกินของคนอีสานมาจากพฤติกรรมของผู้คนในสังคม คนอีสานมักตั้งหลักปักฐานใกล้แหล่งน้ำ
ตามหลักฐานโบราณในแผ่นดินอีสานเคยมีเมืองโบราณอยู่ถึง 36 เมือง และพบเมล็ดพันธุ์ข้าวกระจายอยู่ทั่วไป
ทั้งการทับถมของชั้นดินที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ในภาคอีสานมีมากถึง 11 รุ่น
ซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป โดยพบว่าในชั้นที่ 7-8 พบกระดูกวัวควายและสัตว์ต่างๆ
ส่วนชั้นที่ 9 พบเบ็ดตกปลาทำจากสำริด จึงแสดงถึงวัฒนธรรมการกินได้
คำว่าข้าวเป็นหลัก เพราะคนอีสานต้องมีข้าวอยู่ในเล้า และชอบกินข้าวเหนียวเมล็ดป้อม
เพราะเชื่อว่ามีแร่ธาตุอาหารให้พลังงานสูง สำหรับกินผักเป็นยาเพราะคนสมัยก่อนหากินตามป่า
และในป่ามีพืชสมุนไพรต่างๆ โดยผัก ผลไม้และธัญพืชต่างๆ มีสรรพคุณทางยาและรักษาโรคได้เกือบทุกชนิด
ส่วนปลาถือว่าเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุดและหาได้จากธรรมชาติ
โรคสมัยใหม่ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ไม่ได้เกิดจากตัวเชื้อโรค แต่เกิดจากการกินที่ผิดวิถีดั้งเดิม
คนไทยทุกวันนี้กินข้าวเป็นหลักแต่กินแค่แกนข้าวมีแต่แป้ง ส่วนสิ่งที่ดีๆ
ไปอยู่กับหมูกับไก่ ส่วนกินผักก็มีแต่สารพิษ พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก
เพราะทุกอย่างต้องใช้อาหาร ถ้ากินอาหารผิดจะเป็นโทษ
ระบบเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในวิถีของคนอีสานมาช้านานแล้ว คนในสังคมต้องช่วยกันฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลับคืนมา
เช่น ย่านางถือเป็นอาหารสุดยอดช่วยรักษาโรคเก๊าได้ ซึ่งเป็นงานวิจัยด้วยชีวิตของคนโบราณ
ทุกวันนี้สื่อเป็นตัวสำคัญในการทำลายวัฒนธรรม มีการการมอมเมา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนจึงต้องเริ่มต้นที่สื่อก่อน
ทำอย่างไรให้คนไทยมีอิสระทางความคิดให้ได้
พระครูศุภัทรโธ
ในปัจจุบันสื่อเป็นของนายทุนทั้งหมด โทรทัศน์คือตัวมอมเมาประชาชน
พระธรรมว่าไว้ ไฟบรรลัยกัลป์ไม่สามารถเผาไหม้ผู้มีบุญ คำว่าไฟบรรลัยกัลป์ในปัจจุบันคือ
ไฟโลภะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ (โลภ โกรธ หลง) ดังนั้นผู้คนต้องตระหนักในสิ่งเหล่านี้จึงจะไม่ถูกเผาไหม้
สังคมปัจจุบันเข้าทำนองว่า ไหใหญ่ล้น ไหน้อยบ่เต็ม เปรียบเสมือนคนร่ำรวยมั่งมีด้วยอำนาจวาสนา
ก็รวยล้นฟ้า แต่คนจนกลับยากจนข้นแค้นลงทุกวัน หาเงินมาได้เท่าไรก็ถูกสื่อและการตลาดชักนำมาใช้กับสิ่งมอมเมาที่คนรวยเป็นเจ้าของ
คนจนหาเงินได้เท่าไรก็หมด
สังคมไทยทุกวันนี้ต้องใช้ความรู้และสติในการแก้ไขปัญหา
ขอยกคำกลอนที่ว่า
ใช้ความรู้ต่อสู้ระบบมาร
หยุดพึ่งพาอาศัยในทหาร
เลิกใช้ดาบฟาดฟันประจัญบาน
ไม่เหมือนยุดชาวบ้านบางระจัน
จากมือตีนพัฒนาหาสมอง
จากกระบองพัฒนามาหลายชั้น
จนเป็นคอมพิวเตอร์ให้เจอกัน
ยุคฟาดฟันด้วยสื่อเครื่องมือมาร
ยุคระเบิดปืนผาฆ่ากันนั้น
คนล้มหายตายกันเลือดแดงฉาน
ทั้งชาวโลกเห็นเลือดก็เดือดพาล
ทัพทหารล้าสมัยในทันที
ยุคทหารสิ้นท่าล้าสมัย
คนยุคใหม่ก็เข้ามาแทนที่
เปิดประเทศประชาค้าเสรี
หลอกขยี้เป้าหมายให้ล่มจม
จากการเมืองการบ้านการศึกษา
ถูกการค้าข่มขืนจนขื่นขม
กับความเลวเหลวแหลกแทรกระบม
ทำลายชาติประชาคมประเทศไทย
เขาใช้แผนล้างผลาญชาญฉลาด
ไทยเป็นทาสสงครามการรับใช้
ผู้ชนะเรียกว่า ประชาธิปไตย
ส่วนผู้แพ้คือลูกไก่ในกำมือ...
(กลับด้านบน)
เวทีวิชาการ เรื่อง พื้นที่สุขภาพเมืองมหาสารคาม : ระบบอาหารปลอดภัย

โดย
คุณถวิล ชนะบูลย์ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช (ซ้ายสุด)
คุณบุญเลิศ สดสุชาติ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค จังหวัดมหาสารคาม (ที่สองจากขวา)
คุณประสงค์ อุทัยประดิษฐ์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมหาสารคามา (ขวาสุด)
ดำเนินรายการโดย
คุณสุเมธ ปานจำลอง (ที่สองจากซ้าย)
สรุปเนื้อหาการเสวนา
คุณถวิล ชนะบูลย์
จากการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการกินของคนอีสานเกิดการเปลี่ยนแปลง จากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกลายมาเป็นการซื้อขาย
การได้มาของอาหารก็มาจากสารเคมี คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ชุมชนก็เห็นแก่ตัวมากขึ้น
มองที่เงินเป็นหลัก การกินเกี่ยวข้องกับตลาดมากขึ้น อาหารกลายเป็นสินค้า
วัฒนธรรมการกินของคนอีสานมาจากพื้นฐาน 3 ประการคือ
- กินจากดินถึงฟ้า แสดงถึงความหลากหลายในการกิน
- กินตามรสชาติ สอดคล้องกับนิสัยใจคอ
- กินตามข้อขะลำ ซึ่งเป็นภูมิปัญหาดั้งเดิมแบบหนึ่งที่แยกคาย
หากยังเป็นเช่นนี้ไม่เกิน 10 ปี วัฒนธรรมท้องถิ่นจะล่มสลาย ดังนั้นจะต้องปลูกฝังจิตสำนึกให้กับลูกหลาน
ให้รู้จักวิถีการกินที่ถูกต้อง กินตามฤดูกาล และต้องมีการอธิบายว่าข้อขะลำมีความหมายอย่างไร
(ขะลำคือวิถีการกินให้ปลอดภัย)
ต้องส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ได้ภายใต้ทรัพยากรของตนเอง อนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
ท้องถิ่นต้องรู้จักท้องถิ่นก่อน ก่อนไปช่วยคนอื่น
คุณบุญเลิศ
สดสุชาติ
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอาหารมีสารพิษมากมาย เน้นแต่ความสวยงาม เด็กน้อยบางคนไม่รู้จักแม้กระทั่งกระติบข้าวเหนียว
อีกทั้งพ่อแม่ก็ปล่อยให้ทีวีเป็นตัวสอนลูกหลานของตนซึ่งไม่ถูกต้อง
ข้อเสนอต่อการกินอาหารปลอดภัยคือ
- แสวงหาความรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน
- ถ้าเป็นไปได้ควรปลูกผักกินเอง จะปลูกในกระถางหรือในเนื้อที่เท่าที่มี
- ต้องรู้จักเลือกกินและแยกแยะอาหารต่างๆ
- ผู้บริโภคควรอุดหนุนผู้ผลิตที่ผลิตอาหารปลอดภัย
อยากเตือนให้รู้ว่าเนื้อย่างเกาหลีเป็นอาหารอันตราย รวมทั้งการใช้ผงชูรสที่มากเกินไปจะเกิดผลเสียอย่างมาก
คุณประสงค์
อุทัยประดิษฐ์
เศรษฐกิจดีต้องดีตั้งแต่ครอบครัว มีการพึ่งตนเอง มีข้าวกิน ปลูกผักกิน
ทำกินเองก่อนขาย
ทุกวันนี้ปัญหาต่างๆ ตกเป็นของเกษตรกร เกษตรกรรับทุกอย่าง จึงต้องเริ่มต้นจากตัวเกษตรกรให้พึ่งตนเองได้
สร้างเศรษฐกิจของตนเองให้ได้ก่อน
สรุปได้ว่าบ้านเมืองไม่ใช่เครื่องทดลอง พี่น้องเกษตรกรคนจนไม่ใช่ทาส ขอให้พี่น้องคนไทยทั้งชาติมีสำนึกที่ดี
จงสร้างบารมีลดละอำนาจ ขอให้คนไทยทั้งชาติมีสำนึกเพื่อชาติและปวงประชา สรรค์สร้างประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นให้พี่น้องได้อยู่ดีกินดีบ้านเมืองจะยั่งยืน
(กลับด้านบน)
ภาพกิจกรรมชิมข้าวและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

การชิมข้าวเหนียว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวก่ำ ข้าวพม่าหอม ข้าวปลาซิว
ข้าวเล้าแตก และข้าวเหนียวแดง
|

ผลปรากฏว่าข้าวที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งคือ ข้าวก่ำ (จากอำเภอแกดำ)
เพราะมีความอ่อนนิ่มเป็นเหลือบมันดีรองลงมาคือ ข้าวปลาซิว (จากอำเภอแกดำ)
|

เมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชพื้นบ้านทั้งข้าวและผักที่เอามาแลกเปลี่ยนกัน
|

บรรยากาศการแลกเปลี่ยนอย่างสนุกสนาน |
(กลับด้านบน)
กิจกรรมพาแลงอีสาน เวทีแสดงวัฒนธรรม และภูมิปัญญาพื้นบ้าน

อาหารพื้นบ้านจากอำเภอต่างๆ เช่น อ่อมหอย ลาบปู แกงขี้เหล็ก น้ำพริก
ผักพื้นบ้านลวกจิ้ม เป็นต้น
|

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ร่วมงานพาแลงหลังจากเยี่ยมชมนิทรรศการของกลุ่มเกษตรกร
|

บรรยากาศงานพาแลงและเวทีแสดงวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง
|

เย็นย่ำกับอาหารเลิศรส ม้วนซื่นกันถ้วนหน้า.. |
(กลับด้านบน)
|