|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บทบาทองค์กรประชาชนกับการจัดการสารเคมีทางการเกษตร 10 - 11 พฤษภาคม 2550 มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์ บางเขน |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้สารเคมีเกษตรมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สารเคมีการเกษตรส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ปริมาณการใช้สารเคมีการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน
น้ำ อากาศ พืชและสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่จะคงทนอยู่ในระบบนิเวศเป็นเวลานานหลายปี
นอกจากนั้นการเกษตรแผนใหม่ยังส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากร สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน
ชุมชนจำนวนมากสูญเสียสำนึกและความเชื่อมั่นต่อภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของตนเอง
และสูญเสียความหลายหลายทางวัฒนธรรมการเกษตรที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และระบบนิเวศ
ข้อสรุปจากเวทีทำให้ทราบว่าในปัจจุบันมีหลายชุมชนที่ได้เริ่มต้นดำเนินงานด้านการพัฒนากลไกและการสร้างมาตรการในการควบคุมสารเคมีในชุมชนขึ้นมาการจัดการสารเคมีทางการเกษตร อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญการจัดการสารเคมีทางการเกษตรจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เลยหากปราศจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและพลังประชาชนที่ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลจะกลายเป็นความหวังที่สำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดความยั่งยืนได้ ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมเวทีทุกท่านที่ได้ช่วยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ถ่ายทอดความรู้ และเป็นกำลังใจให้แก่กันในการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการสารเคมีทางการเกษตรในสังคมไทย ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() |