<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
สืบเนื่องจากการเจรจาระหว่างสมัชชาคนจนกับนายกรัฐมนตรี
พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี
จากเวทีเจรจาวันนั้น ท่านนายกได้รับปากว่าจะให้มีการเปิดเจรจาสำหรับทุกกรณีปัญหาของสมัชชาคนจนในวันที่
23-25 พฤษภาคม 2550 สมัชชาคนจนจึงได้เดินมาตามนัดหมายเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 บริเวณถนนข้างกระทรวงศึกษาธิการ
จึงคึกคักไปด้วยชาวบ้านคนจนที่เดินทางมาจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย แม้ในช่วงแรกจะพบว่าชาวบ้านบางกลุ่มไม่สามารถเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
มาได้ เนื่องจากถูกสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ แต่การชุมนุมก็ยังคงมีต่อไปและสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ยอมให้ชาวบ้านส่วนที่เหลือเดินทางมาสมทบจนได้
(แม้ว่าชาวบ้านบางคนอาจต้องเดินเท้ากันเข้ามาในบางช่วงก็ตาม)
แม้ว่าการเข้ามาชุมนุมเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาคราวนี้เป็นไปตามนัดหมายที่รัฐบาลไว้
แต่กระบวนการเจรจาในกรณีปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของเครือป่าไม้ เครือข่ายที่ดิน
เครือข่ายเขื่อน สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย
เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้
ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ตามวันเวลาที่ตกลงกัน การชุมนุมจึงมีต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงช่วงค่ำของวันที่
29 พฤษภาคม 2550 จึงได้ข้อสรุปและชาวบ้านที่จากบ้านมานานจึงได้ทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา
สำหรับการหารือกรณีปัญหาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้ข้อสรุปและมีบันทึกข้อตกลงในวันที่
28 พฤษภาคม 2550 ซึ่งรายละเอียดของข้อเสนอฯ และบันทึกข้อตกลงฯ ที่เกิดขึ้น
มีดังนี้
ข้อเสนอเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
สมัชชาคนจน
บันทึกข้อตกลงในการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และสมัชชาคนจน
ข้อเสนอเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
สมัชชาคนจน
๑. กองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เหตุผลและความจำเป็นของการมีกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายการพัฒนาการเกษตรของรัฐที่ผ่านมากว่า ๔๐ ปีมุ่งเน้นเป้าหมายความเติบโตของการส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก
ส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออก ขาดกระบวนการกำหนดนโยบายที่ใช้องค์ความรู้อย่างครบถ้วนเป็นฐานสนับสนุน
และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายด้านการเกษตร
ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินการ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ยังคงมุ่งสู่การตอบสนองเป้าหมายการเติบโตด้านการส่งออกเป็นสำคัญ
ในขณะเดียวกันการจัดกลไกของรัฐด้วยโครงสร้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นไปในลักษณะสั่งตรงจากกระทรวงตามนโยบาย แยกส่วนการดูแลจัดการหรือส่งเสริมเป็นเรื่องๆ
ไป ซึ่งไม่เอื้อต่อการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ต้องอาศัยการทำงานในเชิงระบบเป็นองค์รวมและต่อเนื่อง
ตลอดจนต้องกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนามาจากการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง
นอกจากนั้นในโครงสร้างปัจจุบันยังมีความซ้ำซ้อน ขาดระบบและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในทุกระดับ
และทุกภาคส่วน เพื่อแปลงนโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม และนิเวศน์ของแต่ละชุมชน
แนวคิด
จากปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะจากโครงสร้างองค์กรในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน
เป็นเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรเพื่อให้การดำเนินงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นระบบ
มีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับอย่างแท้จริง สามารถแปลงนโยบายของประเทศด้านเกษตรกรรมยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติได้มีประสิทธิภาพ
ด้วยการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
กลไกการบริหารจัดการองค์กรด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะเกษตรกร
เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัว สามารถคัดสรรบุคลากรที่มีความเหมาะสม มีคุณภาพเข้ามาทำงานในองค์กรได้โดยไม่ติดกับระเบียบข้อบังคับในระบบราชการ
และเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระ สามารถปฏิบัติหน้าที่ในด้านการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติจริง
สอดคล้องกับสภาพความต้องการของสังคม และความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอโดยไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายต่างๆ
จุดเริ่มและพัฒนาการ
จากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๔ ตามข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจน
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ที่ให้มีการปรับกลไกและงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างจริงจัง
และได้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ขึ้นภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน เพื่อการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์
และแผนการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
องค์กรเกษตรกร นักวิชาการ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอในรายละเอียด
คณะทำงานได้ทำการรวบรวมข้อมูล ระดมแนวคิดจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและจากงานศึกษาวิจัย
จัดการสัมมนาหลายครั้ง และได้มีข้อเสนอในการพัฒนาโครงสร้างองค์กรเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
โดยมีกลไกสำคัญ คือ ให้จัดตั้งสถาบันที่เป็นองค์กรอิสระในกำกับของรัฐ และให้มีกองทุนที่งบประมาณมาจากภาษีสารเคมีการเกษตรโดยการจัดทำเป็นพระราชบัญญัติ
นอกจากข้อเสนอเรื่องกลไกและกองทุนแล้ว คณะทำงานได้ประมวลข้อเสนอและกลไกทั้งหมดจัดทำเป็น
กรอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เสนอต่อคณะอนุกรรมฯ และคณะอนุกรรมการฯ ได้นำกรอบนโยบายฯ เวียนให้กับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้ความเห็นเพิ่มเติม
หลังจากนั้นประมาณปลายปี ๒๕๔๕ คณะอนุกรรมการฯ ได้ส่งกรอบนโยบายฯ ให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้นคือนายเนวิน
ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนและคณะรัฐมนตรี
แต่กรอบนโยบายฯ ดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด
และเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีก็ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการที่เกิดขึ้น
คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ จึงหยุดการดำเนินงานนับตั้งแต่นั้น
ข้อเรียกร้อง
ให้มีการตราพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นตามร่างของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
(อ่านร่างพระราชบัญญัติ)
๒. การแก้ไขพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.
....
สภาพปัญหา
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย
(ฉบับที่..) พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย
พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ส่งสำนักงานกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไปนั้น
เนื่องจากพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบกับสุขภาพ
สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมของประชาชนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม อีกทั้งเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน
ได้แก่ หน่วยงานของรัฐและเอกชนในภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคสุขภาพ
ภาคสิ่งแวดล้อม และภาคประชาสังคม และร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่..)
พ.ศ. .... นั้น ยังมีเนื้อหาที่ขาดความสมบูรณ์ ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกหลายประเด็น
จึงควรพิจารณาแก้ไขกฎหมายนี้อย่างรอบด้าน
ข้อเรียกร้อง
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมีข้อเรียกร้องต่อการแก้ไข พรบ. ฉบับดังกล่าวดังนี้
คือ เปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ
ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน โดยมีคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นที่มีองค์ประกอบจากตัวแทนทั้ง
๓ ภาคในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและประเด็นต่างๆ ก่อนพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป
๓. ข้อตกลงเขตการค้าเสรี
สภาพปัญหา
การเจรจาและลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีหรือ เอฟทีเอ ที่ริเริ่มขึ้นสมัยรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประเทศไทย ทั้งในมิติเศรษฐกิจ
สังคม ไปจนถึงการเมือง ความเสียหายอันเป็นผลมาจากการค้าเสรีที่ผ่านมาหลีกหนีไม่พ้นที่ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้แบกรับภาระ
ตัวอย่างเช่นความตกลงระหว่างไทยกับจีนภายใต้กรอบอาเซียน-จีนได้เป็นส่วนสำคัญทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมจำนวนมากต้องเดือดร้อนประสบปัญหากับรายได้ที่ตกต่ำอย่างรุนแรง
ในกรณีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมนั้นจะไม่สามารถหลบพ้นความล่มสลายได้เช่นกันจากผลของเอฟทีเอระหว่างไทยกับออสเตรเลีย
นอกจากนี้ยังมีความตกลงอื่นๆ อีก ที่จะส่งผลเสียหายต่อสังคมเศรษฐกิจไทย เช่นกรณีของเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น
โดยเฉพาะในเรื่องขยะของเสียอันตรายและทรัพยากรทางชีวภาพ
ขณะที่ความเสียหายได้เป็นที่ประจักษ์และยอมรับของฝ่ายต่างๆ
เพิ่มขึ้น แต่ผลประโยชน์อันเกิดจากความตกลงเหล่านี้กับคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง
คำกล่าวอ้างว่าภาคธุรกิจจะสามารถส่งออกได้มากขึ้นกลับไม่เคยได้รับการพิสูจน์เลยว่า
พี่น้องผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้รับผลประโยชน์มากน้อยเพียงใด แม้แต่ในภาคเกษตรเอง
ปริมาณการส่งออกสินค้าการเกษตรที่สูงขึ้นกลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นเพียงตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนชนบทที่เพิ่มขึ้นตาม
ข้อเรียกร้อง
ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระงับการเจรจาต่างๆ เอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการประเมินผลของความตกลงที่ผ่านมาอย่างรอบด้านในหลากหลายมิติ
และทบทวนความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจาอย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
นอกจากนี้กระบวนการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่ผ่านมาเองได้ก่อให้เกิดปัญหาจนนำไปสู่ความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการเมือง
ต่อประเด็นนี้ ปัญหาที่เด่นชัดก็คือรัฐสภาและประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ขั้นตอนการเจรจาขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสก่อให้เกิดความระแวงในผลประโยชน์ทับซ้อน
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมและมีกฎหมายว่าด้วยการเจรจาจัดทำความตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำกับกระบวนการให้มีความเป็นประชาธิปไตย
ดังนั้น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจึงมีเรียกร้องดังต่อไปนี้
๑. ระงับการเจรจา เอฟทีเอต่างๆ จนกว่าจะมีการประเมินผลของความตกลงที่ผ่านมา
โดยตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อทบทวนปัญหาของเอฟทีเอทั้งหมด ก่อนเดินหน้า เอฟทีเอ
อื่นๆ ต่อไป โดยมี ศ.ระพี สาคริก เป็นประธาน และคณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากภาคประชาชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
(คตส.) และผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ศ.จรัล จัทนลักขณา รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
๒. สนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๖ ดังนี้
๒.๑ นอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำหนดอยู่ในร่างเพื่อรับฟังความคิดเห็น จำเป็นต้องมีข้อกำหนดให้ประเภทของหนังสือสัญญาดังต่อไปนี้ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนแสดงเจตนาผูกพัน
๒.๑.๑ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันการค้าหรือการลงทุน หรือ
๒.๑.๒ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันรายจ่ายหรืองบประมาณของประเทศอย่างสำคัญ
หรือ
๒.๑.๓ มีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประชาชนอย่างกว้างขวาง
๒.๒ ก่อนการแสดงเจตนาผูกพันในหนังสือสัญญาใด คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น
โดยให้เวลาในการศึกษาและแสดงความคิดเห็นที่เพียงพอ ทั้งนี้รายละเอียดทั้งหมดจะเป็นการเปิดเผยในช่วงเวลาภายหลังจบการเจรจาแล้ว
แต่ก่อนการให้ความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อมิให้เสียท่าทีการเจรจา ขณะเดียวกันรัฐสภาจะมีข้อมูลที่ครบถ้วน
รัดกุมยิ่งขึ้นในการพิจารณา ลดโอกาสการเกิดปัญหาดังที่ผ่านมา
๒.๓ แก้ไขมาตรา ๒๙๕(๔) ให้มาตรา ๑๘๖ ทั้งมาตรามีผลบังคับใช้กับการจัดทำสนธิสัญญาที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
โดยบังคับใช้เฉพาะกับกระบวนการเจรจาส่วนที่เหลืออยู่ทันที (นับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญจนเสร็จสิ้นการเจรจา)
๓. ให้รัฐบาลสนับสนุนและผลักดันกฎหมายพระราชบัญญัติการจัดทำความตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศอย่างรวดเร็วที่สุด
ทั้งนี้สามารถเสนอเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาล (มาตรา ๒๙๓) ให้มีการดำเนินการจัดทำกฎหมายการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยมีหลักการสำคัญดังต่อไปนี้
๓.๑ กระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศต้องเป็นกระบวนการที่มีการถ่วงดุลตรวจสอบระหว่างอำนาจของฝ่ายบริหาร
ฝ่ายนิติบัญญัติ และภาคประชาชน โดยกำหนดบทบาท สิทธิ และหน้าที่ที่ชัดเจนของทั้งฝ่ายบริหาร
ฝ่ายนิติบัญญัติ และประชาชน
๓.๒ สร้างความโปร่งใส และกลไกการมีส่วนร่วมที่เป็นจริงของประชาชน
ในกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
๓.๓ กำหนดให้มีการศึกษาวิจัยแบบมีส่วนร่วม รอบด้านและเป็นอิสระทั้งก่อนการเจรจา
ก่อนการให้ความเห็นชอบ และภายหลังการบังคับใช้ความตกลง
๓.๔ เพื่อให้กระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพ
มีธรรมาภิบาล และเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม
๔. พืชดัดแปลงพันธุกรรม
(จีเอ็มโอ)
สภาพปัญหา
ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระ สูตะบุตร ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่
๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ว่าจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ห้ามปลูกทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาจนกว่าจะมีกฏหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพที่คณะกรรมการร่างกฎหมายมีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน
โดยนายธีระต้องการให้คณะรัฐมนตรีพิจรณาอนุญาตให้มีการปลูกทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาโดยเร็ว
โดยขณะนี้นายธีระได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรทำการศึกษาความพร้อมในเรื่องดังกล่าวอยู่
ก่อนหน้านี้ในวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ นายธีระ สูตะบุตร และนายยงยุทธ ยุทธวงศ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้ให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวแล้วครั้งหนึ่ง
โดยรมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อ้างว่าไทยมีศักยภาพที่จะควบคุมพืชดัดแปลงพันธุกรรมไม่ให้หลุดออกไปสู่ธรรมชาติได้อย่างแน่นอน
อีกทั้งขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังจัดทำร่างกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อควบคุมเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวแล้ว
หากทว่า ร่างกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อ้างนั้น
ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งจากนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน เกษตรกร และผู้บริโภค
โดยเฉพาะประเด็นของคณะกรรมการร่างกฎหมายที่มาจากธุรกิจที่มีผลประโยชน์ในพืชดัดแปลงพันธุกรรม
ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างนี้คือ การร่างกฎหมายใหม่
โดยต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
ข้อเรียกร้อง
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยควรยืนอยู่บนรากฐานของการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้เป็นแนวทางสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการให้ความสำคัญเป็นด้านหลักกับการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
เช่น เกษตรกรรมอินทรีย์ เป็นต้น มากกว่าการส่งเสริมการทดลองและปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม
การตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาดในกรณีพืชดัดแปลงพันธุกรรมจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
ความหลากหลายทางชีวภาพ การผูกขาดพันธุ์พืช การสูญเสียตลาด และความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค
จึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมีข้อเรียกร้องดังนี้
๑. ต้องคงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๔ คือห้ามมิให้มีการปลูกทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรมในระดับไร่นา
จนกว่าจะมีการดำเนินการให้มีกระบวนการร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพและคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความโปร่งใส
และเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้บริโภค และองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามนโยบายในเรื่องนี้ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎหมายไม่น้อยกว่ากระบวนการยกร่างกฎหมายที่เคยดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในช่วงปี
๒๕๔๔-๒๕๔๖ โดยเนื้อหาในกฎหมายต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ
การคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรและผู้บริโภค การชดเชยและเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งบทลงโทษที่เหมาะสม
เป็นต้น
ทั้งนี้โดยต้องผลักดันให้กฎหมายที่มีเนื้อหาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนถึงจะอนุญาตให้มีการทดลองในระดับไร่นาได้
เพื่อเป็นหลักประกันว่ามาตรการและกลไกต่างๆในการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะได้รับการนำไปใช้อย่างจริงจัง
๒. ต้องเปิดเผยผลการสอบสวนการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของมะละกอจีเอ็มโอเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างโปร่งใส
รวมทั้งมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการหลุดลอดของพืชดัดแปลงพันธุกรรมออกไปนอกพื้นที่ทดลอง
เหมือนดังกรณีที่เกิดขึ้นกับการทดลองเรื่องฝ้ายบีที และมะละกอต้านทานโรคใบด่างจุดวงแหวน
๕. สนับสนุนชุมชนในการคัดเลือก ปรับปรุง
และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
สภาพปัญหา
ในการทำนา เมล็ดพันธุ์ข้าว ถือว่ามีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสืบเผ่าพันธุ์ของต้นข้าว
หากในอดีตการทำนาชาวนาจะมีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยตนเองและมีการปลูกข้าวที่หลากหลายชนิดตามสภาพความเหมาะสมของพื้นที่และฤดูกาล
มีข้าวเบา ข้าวกลาง ข้าวหนักตามอายุและความต้องการแสงแดด ทำให้ชาวนามีข้าวกินได้ตลอดปี
แต่เมื่อเกิดการผลักดันนโนบายการค้าข้าวและส่งข้าวออกนอกประเทศเข้ามาส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการทำนาจากวิถีเดิมถูกเร่งรัดให้ตอบสนองระบบตลาดเป็นสำคัญ
พันธุ์ข้าวเองก็ถูกกระทำโดยใช้วิธีปรับปรุงพันธุ์เพื่อใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตสั้นและได้ผลผลิตในปริมาณสูง
ได้พันธุ์ข้าวที่รสชาติตรงตามความต้องการตลาด แต่ด้วยวิธีการดังกล่าวกลับได้ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวนารวมทั้งทำลายพันธุ์ข้าวที่หลากหลายกว่าหมื่นสายพันธุ์ให้เหลือและรู้จักกันอยู่ไม่กี่สายพันธุ์ในท้องนา
อย่างไรก็ตามในส่วนของภาครัฐได้มีการรวบรวมพันธุ์ข้าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๐
จนถึงปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวแห่งชาติได้รวบรวมพันธุ์ข้าวปลูกไว้จำนวน
๒๓,๙๐๓ ตัวอย่าง จัดเป็นข้าวพื้นบ้านทั่วประเทศ ๑๗,๐๙๓ ตัวอย่าง ข้าวสายพันธุ์ดี
๒,๓๓๕ ตัวอย่าง ข้าวสายพันธุ์ต่างประเทศ ๓,๓๙๑ ตัวอย่าง ข้าวป่า ๑,๐๖๕ ตัวอย่าง
และข้าวอื่นๆอีก ๑๙ ตัวอย่าง ซึ่งพันธุ์ข้าวหลากหลายเหล่านี้ไม่ได้ตกอยู่ในการเก็บและปลูกด้วยมือของชาวนาเลย
พันธุ์ข้าวพื้นบ้านและความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมีความสำคัญต่อการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยเหตุผลหลายประการคือ ๑. เป็นปัจจัยการผลิตที่ทำให้เกษตรสามารถพึ่งตนเองได้
เนื่องจากพันธุ์ข้าวพื้นบ้านถูกพัฒนามาด้วยภูมิปัญญาและเทคโนโลยีของท้องถิ่นจึงทำให้เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการ
เพาะปลูก และใช้ประโยชน์ได้เอง สามารถเป็นเจ้าของ คัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์
ได้โดยไม่ต้องซื้อหา หรือแม้แต่ยังสามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันได้ อีกทั้งข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่เหมาะสมในแต่ละระบบนิเวศช่วยให้ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตอื่นๆ
ขณะที่พันธุ์ส่งเสริมกลับต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรในการดูแลซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้
๒.เหมาะสมกับระบบนิเวศน์ท้องถิ่น เนื่องจากพันธุ์ข้าวพื้นบ้านผ่านการพัฒนาและปรับตัวมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งมีลักษณะพันธุ์ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศท้องถิ่น
คือสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศนั้นอย่างสมดุล มีความแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง
ให้ผลผลิตสูง เป็นต้น ๓. ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน เป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญของเกษตรกร
ชุมชน และสังคม สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เกษตรกรมีข้าวบริโภคทั้งปี
มีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น ตอบสนองรสนิยมการบริโภคที่หลากหลาย และตอบสนองต่อการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งได้สร้างและสืบทอดการใช้ประโยชน์จากข้าวพันธุ์ต่างๆ
มานาน ที่มิใช่เพียงแค่การหุงเป็นข้าวสวย เช่น ทำขนมจีน ขนมพื้นบ้านต่างๆ
ใช้ในงานพิธีกรรม เป็นต้น
อนึ่งลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์เป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการสร้างคุณค่าและพัฒนาการใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต
จึงอาจกล่าวได้ว่าข้าวพื้นบ้านและความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเป็นทุนสำคัญในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร
ชุมชน และประเทศ
ปัจจุบัน รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าว ได้มีนโยบายสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ชุมชน
แต่โครงการดังกล่าวเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการค้าและสนับสนุนการผลิตพันธุ์ข้าวที่เป็นพันธุ์ส่งเสริม
ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
ข้อเรียกร้อง
คุณค่าและความสำคัญของพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านถูกพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงจากชาวนา
โดยเฉพาะในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกที่ถือเอาการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพื้นบ้าน
ทั้งสัตว์และพืช เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตร ปฏิบัติการรื้อฟื้นภูมิปัญญาด้านการผลิต
การจัดการ การใช้ประโยชน์ในพันธุกรรมพื้นบ้าน และพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้ตอบสนองต่อสภาพสังคมในปัจจุบันจึงเกิดขึ้น
รวมถึงการค้นหาเชื้อพันธุ์ที่สูญหายและนำมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันให้ขยายวงกว้างออกไป
เครือข่ายมีข้อเรียกร้องคือ
๑. ให้รัฐบาลโดยกรมการข้าวสนับสนุนข้อมูล การรวบรวม การคัดเลือก และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านให้กับองค์กรเกษตรกรและองค์กรชุมชนในสมัชชาคนจนที่มีความประสงค์จะพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
การสนับสนุนดังกล่าวได้แก่ การสนับสนุนข้อมูล วัสดุอุปกรณ์ เทคนิค และงบประมาณ
๒. ให้รัฐบาลรณรงค์ให้ผู้บริโภครู้จักข้าวพื้นบ้านเพื่อให้มีการบริโภคมากขึ้นอันจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผลิตที่หลากหลายด้วย
|
บันทึกข้อตกลง
ในการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมัชชาคนจน
ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ห้อง 124
โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศาสตราจารย์ ดร.ธีระ สูตะบุตร)
เป็นประธาน
ข้อตกลงฉบับนี้จัดทำขึ้นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550
ด้วยสมัชชาคนจนนำโดยนายชัยพันธุ์ ประภาสะวัต และตัวแทนอีกจำนวน
35 คน ได้ขอเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเขื่อน
ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาประมงพื้นบ้าน และปัญหาเกษตรกรรมทางเลือก โดยสืบเนื่องจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงไปพบกับสมัชชาคนจนที่จังหวัดอุบลราชธานี
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้วได้ข้อยุติ
ดังนี้
1. ปัญหาเขื่อนที่สร้างแล้ว...............
2. ปัญหาเขื่อนที่ยังไม่ก่อสร้าง................
3. ปัญหาทิ่ดิน ส.ป.ก. ........................
4.
ปัญหาด้านเกษตรกรรมทางเลือก เรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
พ.ศ. ...
- ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นประธานกรรมการ โดยให้สมัชชาคนจนเสนอโครงสร้าง องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
- ในการยกร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ร่างของสมัชชาคนจนเป็นหลัก
และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
- กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการ การรับฟังความคิดเห็น
การยกร่าง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน
60 วัน
5. ปัญหาประมงพื้นบ้าน.............................
|
|