กลับไป sathai โฮมเพจ

เวทีเสวนา
บทเรียนการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ

โดยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
และโครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาวะ


วันที่ 16 สิงหาคม 2550
ณ เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้ดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เพื่อให้เกษตรกรดำเนินการผลิตทางการเกษตรและมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เอื้ออำนวยต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม อยู่ในสังคมที่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเกษตรกร หากยังหมายรวมถึงผู้บริโภคด้วยอย่างสำคัญ การดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกที่ผ่านมาสามารถช่วยให้เกษตรกรจำนวนมากปรับเปลี่ยนระบบการผลิตสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งนอกจากส่งผลให้เกษตรกรหลุดพ้นจากสภาวะหนี้สิน ยังช่วยให้เกษตรกรมีสภาวะจิตใจและอารมณ์ดีขึ้น สภาพแวดล้อมได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู รวมทั้งก่อให้เกิดกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจำนวนมากในทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสังคมไทยโดยรวมไปสู่สภาวะที่พึงประสงค์หรือสุขภาวะ

จนกระทั่งเมื่อเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาวะโดยมียุทธศาสตร์ในการดำเนิน 3 ยุทธศาสตร์ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักในพิษภัยของสารเคมีการเกษตร การยกระดับและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือผู้บริโภคและภาคีทุกระดับ โดยเห็นว่าพลังของผู้บริโภคและสาธารณะชนเป็นพลังสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการในพื้นที่ ภายใต้การดำเนินงานโครงการที่ผ่านมามีความก้าวหน้าในหลายด้าน อาทิด้านพิษภัยสารเคมีทางการเกษตร ที่เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในพิษภัยของสารเคมีอันนำไปสู่การการผลักดันในมีมาตรการในการจัดการสารเคมีขึ้นในชุมชนและการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนได้รับการยอมรับมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายสมาชิกที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพิ่มขึ้น ด้านการผลักดันนโยบายมีการประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการผลักดันให้มีองค์กรอิสระด้านเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการส่งเสริมพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและกระบวนการทำงานดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้เผยแพร่ในวงกว้างสู่สาธารณะชน และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทุกภาคส่วน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจึงได้จัดเวทีเสวนา “ บทเรียนการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ” ขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2550 ณ ห้องประชุมนนทรี 1 เค.ยู. โฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน


ก่อนเริ่มเวที คุณสุนีย์ ทองชัย ผู้จัดการโครงการฯ ได้กล่าวว่าสืบเนื่องมาจากการทำงานพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนและและบทเรียนจากการทำงานในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้โครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เวทีครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่องค์ความรู้จากการดำเนินงานโดยเกษตรกร องค์กรชุมชน และภาคี ทั้งในด้านบทเรียน ประสบการณ์ และศักยภาพหรือความพยายามของเกษตรกรและองค์กรชุมชนที่จะแก้ปัญหาของตนเองและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งนำเสนอทางเลือกสู่สังคม และขยายผลการรับรู้สู้สาธารณะ








คุณเดชา ศิริภัทร
ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้กล่าวเปิดงาน พร้อมกับให้ข้อคิดเห็นว่าการศึกษาวิจัยของอาจารย์ธันวา จิตสงวน พบว่าการทำเกษตรยั่งยืนจะมีแรงจูงใจอย่างเดียวไม่เพียงพอแต่ต้องมีแรงบันดาลใจ เช่นกรณีของกลุ่มสันติอโศกมีสัมมาทิฐิจึงทำเกษตรยั่งยืนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ดังนั้น จึงคิดว่า กระบวนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกษตรกรหรือการสร้างสัมมาทิฐิต้องมีกระบวนการทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องเชิงเทคนิคไปจนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและนโยบาย

ช่วงรัฐบาลทักษิณมีการตั้งเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติเพราะมองจากตลาดต่างประเทศเป็นตัวตั้ง และไทยมีศักยภาพที่จะทำได้ แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้เลย ลดการใช้สารเคมีไม่ได้ และเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้เพราะไม่เอาจริง ถ้าจะทำจริงหนึ่ง ต้องเลิกโฆษณาการใช้สารเคมี สอง การขยายพื้นเกษตรอินทรีย์โดยการให้เงินกรมพัฒนาที่ดินไปตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ แต่การตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์กลับทำให้ชาวบ้านเข้าถึงปุ๋ยอินทรีย์ได้น้อยลง เพราะโรงงานกลายเป็นตัวที่ไปช่วงชิงวัตถุดิบมาจากเกษตรกรแล้วมาทำกำไร สุดท้ายโรงงานปุ๋ยหลายแห่งก็ต้องปิดตัวลง







เวทีอภิปราย “เกษตรกรรมยั่งยืน: แนวทางสร้างสังคมสุขภาวะภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

โดย
ดร.กนกศักดิ์ แก้วเทพ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นางมณเฑียร ธรรมวัติ ตัวแทนเกษตรกร เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
นายเดชา ศิริภัทร ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
นายธำรงค์ แสงสุริยจันทร์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ
ดำเนินรายการโดย นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ มูลนิธิสุขภาพไทย

.....

กิจกรรมช่วงเช้าเป็นเวทีอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “เกษตรกรรมยั่งยืน: แนวทางสร้างสังคมสุขภาวะภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนงานเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งมิติการเชื่อมโยงวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนกับการสร้างสังคมสุขภาวะ ซึ่งเนื้อหาจากเวทีอภิปรายโดยสังเขป มีดังนี้


เดชา ศิริภัทร
ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

การขับเคลื่อนงานเกษตรกรรมยั่งยืน สิ่งสำคัญคือ หนึ่ง เรื่องความคิดนามธรรม การมองทิศทางของเกษตรกรรมยั่งยืนต้องวางความคิดเก่าให้หมด แม้แต่เรื่องปุ๋ยเคมีต้องเอาออก เพราะเรื่องเทคนิคการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีนั้นเป็นไปได้จริงพิสูจน์กันไม่ยาก แต่เรื่องปุ๋ยเคมีกลับเถียงกันไม่ตก และเรื่องปุ๋ยเคมีมันก็โยงไปกับเรื่องจีเอ็มโอ สิ่งที่เรามาคุยกันจึงเป็นเรื่องยาก

สอง เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติให้เป็นจริง ที่เป็นทั้งการปฏิบัติ เศรษฐกิจ ศีลธรรม และปัญญา เป็นเรื่องนามธรรมมากตั้งแต่คำว่าพอประมาณคืออะไร การมีเหตุผลคืออะไร การมีภูมิคุ้มกันคืออะไร การแปรความหมายให้เป็นไปในทางปฏิบัติมันยาก และต้องอยู่ภายใต้กรอบความรู้และคุณธรรม ดังนั้นภายใต้เศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงเมตตาให้รูปธรรมของเกษตรทฤษฎีใหม่ ระดับแรกคือทำให้พออยู่พอกิน ระดับสอง เหลือขายก็ขายในท้องถิ่นก่อน ระดับสาม ถ้ามันเหลือก็ร่วมมือกันในรูปสหกรณ์แล้วส่งออกขาย นี่คือรูปธรรมตัวอย่าง แต่คำถามคือว่ากระทรวงเกษตรได้แปรเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายหรือยัง

สาม เรื่องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกษตรกรถูกล้างสมองไปแล้ว ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปแล้ว การจะใส่ความคิดอะไรเข้าไปก็ดีดออกหมด ดังนั้น เราต้องพาเกษตรกรมาเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ มาแลกเปลี่ยนในกลุ่มวิเคราะห์กันเอง ทดลองทำกันเอง ทำเป็นกลุ่ม ทุกขั้นตอนทำเอง สุดท้ายกระบวนทัศน์ก็เปลี่ยน กระบวนการกลุ่มมีกลังเข้มเข็งและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อกลุ่มเปลี่ยนเราก็เปลี่ยน กระบวนการกลุ่มกับกระบวนการเรียนรู้เป็นปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้ แต่มันยากและใช้เวลามาก การเปลี่ยนคนให้ทำเกษตรยั่งยืนนี่ยากที่สุด เพราะต้องเปลี่ยนที่กระบวนทัศน์เปลี่ยนวิธีคิด แต่ต้องทำ พอเราทำเกษตรกรรมยั่งยืนมามากก็จะพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกคือปัญหาเรื่องกระบวนทัศน์ จะช่วยให้โลกได้รอดต้องเปลี่ยนที่กระบวนทัศน์ เพราะถ้ามันล่มก็ล่มไปด้วยกัน ถ้าเราจะทำให้ไม่ให้มันล่มจึงเป็นเรื่องยาก

ธำรงค์ แสงสุริยจันทร์
ประธานเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ

คือมันเป็นวิถีชีวิตของอโศกไปแล้วตั้งแต่เริ่มตั้งกลุ่มสันติอโศกมา มันก็เลยรู้ว่าทำได้ไม่ยาก กลุ่มอโศกทำทุกเรื่องเพื่อให้มีสารพิษในโลกน้อยที่สุด เราทำที่ตัวเราก่อนเพราะไม่รู้จะไปเรียกร้องใคร ก็เป็นเรื่องที่เราต้องพิสูจน์ ล่าสุดเราได้ทำหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัยอุบลฯ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วม ได้ปรับพื้นที่สี่เดือนกลายเป็นอินทรีย์ทั้งหมด งามกว่าพื้นที่จัดของเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ผักอะไรที่บอกว่าปลูกไม่ได้เราปลูกได้ทั้งนั้นถ้าเราจะทำ ปุ๋ยเราไม่ได้ซื้อเพราะเราทำเอง พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นจริงได้

อย่าไปคิดมากว่าจะทำอย่างไร ทำเท่าที่เราเป็นอยู่ อย่างในอโศกมีปัญหาต้นไมยราพมาก เป็นปัญหา ก็เอามาทำปุ๋ยซะเลย นักวิชาการบอกว่าต้องใส่ธาตุอาหารนั่นนี่ แต่เราไม่ต้องไปคิดมาก ก่อนนี้เราก็พยายามไปหาแกลบรำอะไรมาผลิตปุ๋ยหมัก ตอนหลังพบว่าวัตถุดิบมันแพงและใส่แล้วยังไม่งาม ก็เลยหันมาเน้นวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาหมุนเวียนใช้กันในธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ของเราไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลง และจะปลูกอะไรที่มันกินได้

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี่ยาก ต้องเอามาดูให้เห็น คนที่มาดูงานกับอโศก จะให้ดูตัวอย่างว่าเราทำอย่างนี้ กลับไปก็ไปทำเองได้ เราจัดงานที่มหาลัยอุบลฯมีเกษตรกรมาดู เราทำให้ดู ใครอยากจะรู้ มาเรียนรู้เอา ประสบการณ์บทเรียนจากการทำงานกับชาวบ้านคือชุมชนอโศกไม่ว่าที่ไหน ถึงจะมีศูนย์อบรมสถานที่ทันสมัย แต่ว่าถ้าเกษตรกรรมไม่ประทับใจ ชาวบ้านจะเปลี่ยนน้อย แต่ถ้าศูนย์อบรมทำเกษตรดีมาก ถึงสถานที่เป็นกระต๊อบมุงจาก แต่ปรากฏว่าชาวบ้านเปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะเขาเห็นของที่เป็นจริง และเป็นไปได้ใกล้เคียงกับเกษตรกรเอง


ดร.กนกศักดิ์ แก้วเทพ
คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้อ่านข่าวพบว่าสาเหตุที่คนเป็นมะเร็งเสียชีวิตปีละ 4 ล้าน มาจากการบริโภคอาหารปนเปื้อน เราควรต้องตอบโจทย์แบบนี้ว่าโรคมะเร็งมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เราต้องใช้วิธีโฆษณาเพื่อรณรงค์คนที่บริโภคอาหารปนเปื้อน ต้องรณรงค์ว่าเรานำเข้าสารเคมีเข้ามาแล้วเราต้องเสียค่าใช้จ่ายค่ารักษาโรคมะเร็งอีกเท่าไหร่ ถ้าอยากผลิตแบบใช้สารเคมีก็ทำไปเพราะเราตอบโจทย์กลุ่มนี้ไม่ได้ แต่เรามีผู้บริโภคคนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสินค้าที่ปลอดสารเคมี เราต้องทำสองทางคือดึงผู้บริโภคเพื่อไปบีบคนผลิต เราต้องมองแบบมียุทธศาสตร์ต้องทำการบ้านมากขึ้น ใครที่ไม่อยากรอดปล่อยเขาไป ใครที่อยากรอดไปหามา ต้องจำแนกแยกแยกว่าใครมีแนวโน้มที่จะเข้ามากับเรา

ปัญหาของอโศกตอบยากเพราะมีกฎกติกาที่เข้มงวดแม้จะเป็นตัวอย่างที่ดี ทุกคนจะเห็นแต่ภาพปัจจุบัน ไม่เห็นภาพประสบการณ์ช่วงที่ผ่านมา แต่ที่สำคัญต้องไม่ติดกับดักว่าทำเกษตรอินทรีย์แล้วจะร่ำรวย ชุมชนอโศก คนที่มาทำเกษตรทำธรรมชาติเริ่มจากชุมชนคนมีศีล เริ่มจากไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต กินมังสวิรัติ ดังนั้นก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี แต่สำหรับคนทั่วไปจะให้เริ่มจากมีศีลเป็นเรื่องยาก มันไม่เหมือนกัน แต่กระบวนการกลุ่มช่วยได้ ดังนั้นเราจะต้องทำ 2 ยุทธศาสตร์ หนึ่ง ควานหาคนที่มีแวว ต้องสรุปบทเรียน อะไรที่ล้มเหลวต้องยอมรับ สอง คือ เปลี่ยนวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ แต่ก่อนจะเปลี่ยนต้องหาตัวอย่างที่จะเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต และการมีวินัยคือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต

ลำดับถัดมาสำหรับคนที่ทำเกษตรยั่งยืนแล้วต้องมีขั้นที่สองตามมาคือการสร้างแบบแผน และสร้างบุคลากรรุ่นหลัง เพราะ ที่ผ่านมาเกษตรกรเหล่านี้เมื่อกลายเป็นปราชญ์ก็หลุดจากชุมชน เป็นประสบการณ์ที่เราต้องสรุป ซึ่งเราต้องสร้างคนรุ่นที่สอง เช่น ประสบการณ์ของอโศกได้เตรียมคนรุ่นสองแล้ว แต่ของเราส่งไปเข้าโรงเรียนรัฐและหลุดจากฐาน ถ้าเป็นไปได้ควรจะพยายามเอาลูกๆ ห่างโรงเรียนรัฐไว้ยิ่งดี เพราะเยาวชนที่อยู่ในระบบจะเป็นเยาวชนยุคใหม่ ที่ไม่อยากเรียนแต่อยากรวย จริยธรรมไม่เอา ความรู้ก็ไม่อยากได้

ที่สำคัญคือคือเวทีนี้ต้องมีพี่เลี้ยง เพราะเรามีคนที่สนใจจะปรับเปลี่ยน แต่ความรวยยังตามมาหลอกหลอน ชุมชนหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จแล้วและยั่งยืนในระดับหนึ่ง รวยบุญ รวยจริยธรรม ครอบครัวมีความสุข บทบาทพี่เลี้ยงคือ การสนับสนุนเรื่องวิธีคิดเรื่องความสุขแบบเรียบง่าย และย่นย่อประสบการณ์ เช่น การจัดการเรื่องปุ๋ย ประสบการณ์ของอโศกเป็นชุมชนสวนกระแส เสน่ห์ของเกษตรยั่งยืนคือการสวนกระแส

มณเฑียร ธรรมวัติ
ตัวแทนเกษตรกร เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

ทำไมถึงเบี่ยงเบนตัวเองมาสู่เกษตรยั่งยืน ? ครอบครัวตนเองเปลี่ยนจากที่เกือบเอาชีวิตของตัวเองไปสังเวยให้กับ สารเคมี ความอยากรวยทำให้เราดิ้นรนใจใหญ่ใจโต เราทำได้ดีมาก แปลงหนึ่งแค่สิบกว่าไร่คนอื่นทำกาแฟได้ห้าตันเราทำได้สิบหกตัน ใครแนะนำอะไรมาทำหมด แต่ 6 ปีให้หลังทั้งต้นกาแฟและคนก็จะตายพร้อมกัน สามีเป็นอัมพฤกษ์จากสารเคมี รักษาก็ไม่หาย โชคดีที่มีคนมาสะกิด อีกอย่างช่วงตอนเด็กเคยมาคลุกคลีกับสังคมอโศก จึงเริ่มไปเรียนรู้กับอโศกและเริ่มบำบัดสามีด้วยวิธีธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เอาพืชผักธรรมชาติมากิน ตอนนี้สามีสามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมซึ่งมีคุณค่ามากกว่าเงินตรา

ในตอนแรกที่เริ่มต้นก็ใช้วิธีการไปคุยกับ ธกส. ว่าต้องการจะหยุดหนี้ เจรจาให้ซื้อหนี้ทั้งหมดแล้วเราก็มาเริ่มทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี มีอบรมที่ไหนไปหมด ไม่ว่าคิวเซ สันติอโศก ตอนไปมาใหม่ๆ ไฟแรงมาก แต่พอสักพักกับมาถึงบ้านพบว่าได้มาแค่เทคนิคแต่วิธีคิดของเขาไม่ได้เอามา ตอนหลังหาเพื่อนมาได้ 50 คน ไปอบรมกับคิวเซ ทุกคนไฟแรงมากกลับมาจะพลิกทุกอย่างกลับด้วยฝ่ามือแต่พอเจอกระแสต้านก็เริ่มหดลง ก็ต้องมาหาวิธีใหม่ สิ่งที่สู้ยากมากที่สุดคือสู้กับตัวเองว่าทำยังไงจะรู้ชัดเรื่องนี้ว่าได้ผลจริงและตอบตัวเองได้ จากพืชทุกอย่างในสวนที่ไม่ใส่เคมีมันฟื้นขึ้นมาได้ หลังจากหยุดสารเคมีเวลาเดินไปบนสวนเหยียบดินมันไม่ลื่นไถลลงข้างล่างเหมือนเมื่อก่อน ลูกเราก็ตอบได้ สามีเริ่มยอมรับเพราะแกไปฟังอาจารย์บัญชรพูดเรื่องหนูที่วิ่งอยู่ในกรง (คลิกอ่านบทความเรื่องของหนูกับกรง...ความท้าทายเกษตรกรไทย) คำพูดนั้นมันโดนใจเขา ดังนั้นถ้าวิธีคิดไม่เปลี่ยนไม่มีทางที่จะเปลี่ยนได้

กรณีครอบครัวแม่สายม่าน มาเริ่มทำโดยครอบครัวไม่เห็นด้วย สามีบอกว่าแพ้แกลบขึ้นผื่น แต่แม่สายม่านก็ทดลองทำเอง ปรากฏว่าแปลงที่ทำชีวภาพ ลดปุ๋ยเคมีไปครึ่ง ต้นทุนลดแต่ผลผลิตไม่ลด พอหน้าแล้ง สวนอื่นเหี่ยว แต่สวนแกไม่เหี่ยว แกบอกว่าเงินไม่ใช่ที่สุดของชีวิต แกเริ่มคิดว่าราคาดีไม่ดีไม่สนใจ ตอนนี้ขนทุเรียนไปสองคันรถกลับบ้านเดิมที่อีสานแลกข้าวกลับมา แต่ที่ได้มากกว่านั้นคือสายสัมพันธ์ญาติพี่น้อง ปีนี้ทุเรียนสวนอื่นหล่นหมด แต่สวนทุเรียนกาแฟของแม่สายม่านยังเขียวอยู่ ถามว่าสวนข้างๆทำไมไม่ทำ เขาบอกว่ามันยุ่งยาก มันเป็นเรื่องของหัวใจคนไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น ปิดมันทั้งหูทั้งตา แต่อย่างแม่สายม่านแกพอใจในสิ่งที่แกเห็น ลูกหลานสามีตอนนี้มาช่วยแบกแกลบทำปุ๋ย แกสามารถเล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยความภูมิใจเพราะวิธีคิดแกเปลี่ยนแล้ว วิถีชีวิตเลยเปลี่ยนตาม ลูกหลานของแกก็มากินในสวนของแก แกบอกว่านี่แหละความสุขที่แกได้คือมีลูกหลานอยู่ใกล้ ตอนนี้เริ่มเอาผลผลิตขายในชุมชน ความสุขของแกคือไม่ได้เอาของมีสารพิษไปให้คนกิน ตอนหลังมาเริ่มมีรายได้ ไม่มีหนี้สิน มีเงินเหลือเก็บ พวกลูกที่ยังไม่เปลี่ยนความคิดต้องมายืมเงินแกไปใช้ แกบอกว่าถ้าลูกหลานไม่มาอยู่ข้างๆแกก็ไม่มีความสุข นี่คือประสบการณ์จัดการหนี้สินได้

อย่างที่อาจารย์บอกว่าหาคนที่มีแววอยากเปลี่ยน กรณีครอบครัวหวาบ่าว มีแนวคิดเรื่องเห็นหญ้าเป็นศัตรูยังมีอยู่ ตอนนี้หญ้ากลายเป็นปุ๋ย ก่อนนี้มองหญ้าเป็นศัตรูต้องจัดการ เดี่ยวนี้เลิกคิดวิธีนั้นแล้ว ให้อยู่กับมันอย่างมีความสุข มีหนูมีนกก็ยิงมันเอามาบ้าง มีอาหารมาให้ลูกหลาน มีงานทำตลอดทั้งวัน สิ่งที่แกได้เพิ่มคือ พอปลูกอะไรไว้ รสชาติดี ลูกหลานก็มาหากินจากสวนแก ตอนนี้ลูกหลานทุกครอบครัวแกปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรยั่งยืนหมด ชีวิตแกมีความสุข แกไม่ต้องดิ้นรน มีเงินเหลือแกก็เก็บไว้ ลูกหลานจำเป็นต้องใช้ก็มาเอาไป รอบสวนกลายเป็นป่า มีนกกระรอก กระแต เขียด ปู เรไร อยากให้ลองไปนั่งฟังที่สวนแก แกบอกว่าชีวิตแกสมบูรณ์และมีความสุข

จากประสบการณ์ครอบครัวตัวเองถ้าไม่ยึดมั่นในความคิด ป่านนี้ก็ยังคงเป็นเกษตรเคมี กว่าเราจะมาได้ขนาดนี้เราประคับประคองจนสามีจนหายเป็นปกติ เราเป็นครอบครัวที่รักดูแลกัน เหมือนเรื่องการทำเกษตรทำด้วยหัวใจรัก ไม่ใช่การจ้าง เวลาอยู่สวนมันรู้สึกสบาย ในสวนของเรามีนกมาร้องเพลงให้ฟัง พืชผลอะไรที่มันงอกได้ปลูกหมด พ่อแม่เคยบอกว่าลูกเอ๋ยเรามาอยู่ถูกที่แล้ว ที่นี่มันเป็นป่าหิมพานต์กาหยู ปลูกอะไรงอกหมด ถ้าอยากมีความสุขมีกิน อยู่ที่นี่ปลูกอะไรก็มีกิน ตอนนี้ถึงกระแสปาล์มกำลังมาแรง แต่ให้คิดว่าเลขศูนย์มันไม่อยู่ รักษากาแฟรักษาสวนไว้ เดี๋ยวเลขศูนย์มันก็กลับมา ปล่อยกระแสโลกมันวิ่งไปเถอะ แต่เราได้ให้สิ่งที่ดีๆ กับเพื่อนแล้ว

ทั้งนี้ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวสรุปไว้ว่าสมัยก่อนนี้เกษตรทางเลือกถูกมองว่าเป็นเรื่องโรแมนติก แต่ประสบการณ์ของคุณมณเฑียรเป็นความโรแมนติกที่จับต้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเหล่านี้มันต้องการพี่เลี้ยง ประสบการณ์ของคุณมณเฑียรได้ตอบคำถามเรื่องสุขภาวะหลายมิติ โดยเฉพาะที่สำคัญคือเรื่องสายใยสัมพันธ์ที่เกิดจากรูปธรรมเกษตรยั่งยืน กลับมาที่โจทย์ของการให้ผู้บริโภคกลับไปขับเคลื่อน ว่าพลังผู้บริโภคมีพลังสำคัญ การทำงานเรื่องนี้นอกจากภาคการทำงานของผู้ผลิต แต่การทำงานที่เปลี่ยนแปลงและมีพลังสูงจะมาจากพลังผู้บริโภค

และก่อนที่เวทีอภิปรายจะสิ้นสุดลง ผู้ร่วมอภิปรายมีข้อคิดเห็นฝากไว้กับผู้เข้าร่วมเวที ดังนี้


ตอนนี้ทำหลักสูตรโฮมสคูลให้ลูกชายเรียน ลูกชายมาขอเรียนเพราะเขาไม่อยากเรียนเหมือนเพื่อนที่จบแล้วเป็นแบบทั่วไป ในส่วนของการเปลี่ยนนโยบายรัฐ ไม่มีประเด็นไหนที่จะไปต่อสู้ได้นอกจากการต่อสู้เรื่องวิถีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและการต่อสู้ที่จะอยู่อย่างสงบสุขในแบบของเรา
มณเฑียร ธรรมวัตร

สันติอโศกเริ่มจากคนๆเดียวที่ออกบวชคือท่านโพธิรักษ์ ทุกวันนี้มีชุมชนกว่า 30 แห่งรวมสามหมื่น และมีแนวร่วมนอกชุมชนอีกเป็นแสน ท่านโพธิรักษ์เคยกล่าวว่าแนวทางนี้จะใช้เวลา 500 ปี แต่ตอนนี้มันเห็นผลเร็วขึ้นเนื่องมาจากทุนนิยมมันกัดกินทำลายตัวเอง เมื่อมนุษย์ถูกบีบคั้นมากๆ มันก็ต้องหาทางออก จาก 30 ปีที่อโศกทำงานมาเราเคยจัดงานรวมตัวกันที่ราชธานีอโศก เห็นแล้วมีความหวัง การมารวมกันทำของหลายกลุ่มหลายเครือข่ายน่าจะมีพลังที่ดี ให้ตรงนี้มันเคลื่อนไปได้
ธำรงค์ แสงสุริยจันทร์

เราต้องประเมินตัวปัญหา โดยที่ไม่โยนปัญหาออกไปจากตัวเอง เราต้องเห็นจุดอ่อนด้วยว่าตอนนี้เราจะต่อสู้กับทุกจุดทุกเรื่องเลย ทั้งกับรัฐบาล บริษัทสารเคมี แต่เรื่องที่จะเปลี่ยนตัวเองทุกคนไม่ทำ ขณะเดียวกันในการต่อสู้เรื่องผู้ผลิตผู้บริโภค เราต้องมองว่าเกษตรกรเป็นผู้บริโภคในตัวเองด้วย กินเอง เอาไปขาย และแจกบ้าง แบ่งให้เขาได้กินของดีๆ อย่าไปคิดว่าจะต้องขายทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วคือเราเป็นคนชี้ขาดปัญหานี้ แก้ได้เท่าที่เราทำได้ ต้องมองว่าเราเริ่มทำแบบนี้ต่างหากที่จะส่งผลระยะยาว
กนกศักดิ์ แก้วเทพ

คนนี่ต้องเริ่มที่จิตใจก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นพลังเหนือทุกอย่าง ถ้าเรามีความเชื่อในทางทีดี เราสู้ได้ เราเชื่อเรื่องจิตใจคนที่เชื่อเรื่องความดีงาม เรื่องแม่โพสพ เรื่องบุญบาป เป็นสิ่งที่มีพลังจริง ทำอย่างไรจะดึงกลับมาใช้ได้
เดชา ศิริภัทร


นำเสนอ “ผลงานบทเรียนการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ”

ภาคเหนือ ชมชวน บุญระหงษ์
ภาคอีสาน เรืองเดช โพธิ์ศรี
ภาคใต้ อำนาจชัย สุวรรณราช
ส่วนกลาง ทัศนีย์ วีระกันต์


ส่วนกลาง โดย ทัศนีย์ วีระกันต์

นิยามของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก : เป็นเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรประชาชนเพื่อพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย

พัฒนาการเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก :
ช่วงที่ 1) ก่อตั้งเครือข่าย แสวงหารูปแบบเกษตรทางเลือกที่เหมาะสม ( 2528 – 2535)
- ปี 2532 เริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่ายภายใต้ชื่อเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
- แสวงหาระบบเกษตรที่เหมาะสม
ช่วงที่ 2) ประสานผู้ผลิต ผู้บริโภค ( 2535 – 2540)
- พัฒนาตลาดทางเลือก รวมถึงการเชื่อมประสานให้เกิดสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ตอลดจนเริ่มพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์
- จัดงานสมัชชาเกษตรกรรมทางเลือกครั้งที่ 1 ปี 2535, และครั้งที่ปี 2539
ช่วงที่ 3) การผลักดันการปรับเปลี่ยนนโยบายเกษตร (2540-2544)
- ผลักดันการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในแผนฯ 8 อย่างน้อยร้อยละ 20 ของพื้นที่การเกษตรหรือประมาณ 25 ล้านไร่ ( 2539-2540)
- ผลักดันและได้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยเพื่อพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืนที่เหมาะสมกับแต่ละภูมินิเวศน์ และบริหารจัดการงบประมาณโดยองค์กรชาวบ้าน(2544-2546)
ช่วงที่ 4) การผลักดันขยายผลและการมีองค์กรอิสระพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ( 2547 – ปัจจุบัน)
- สร้างความเข้าใจ ตระหนักในพิษภัยสารเคมีการเกษตร และปัจจัยคุกคามระบบเกษตรยั่งยืน เช่น เอฟทีเอ จีเอ็มโอ
- การมีองค์กรอิสระเพื่อปรับโครสร้างและการบริหารงบประมาณรัฐเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรประชาชน

ยุทธศาสตร์ปี 2548 -2550 :
การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่ชุมชนสุขภาวะ ภายใต้โครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาวะ
1) สร้างความตระหนักในพิษภัยสารเคมีการเกษตรทั้งในระดับเกษตรกรและสาธารณะ
2) การพัฒนาและยกระดับระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งในด้านการยกระดับความรู้และขยายผลสู่สาธารณะ
3) สร้างความร่วมมือและความเข้าใจกับผู้บริโภคและภาคีทุกระดับ

ภาคอีสาน โดย เรืองเดช โพธิ์ศรี

หลังโครงการนำร่อง ฯ ภาคอีสานมีการจัดสมัชชาเกษตรทางเลือกอีสานปี 2547 เพื่อพัฒนาการส่งเสริมเกษตรกรรมยังยืนโดยองค์กรชาวบ้าน ได้ข้อสรุป 3 เรื่อง
1) ให้ปรับกระบวนการทำงานโดยให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของและดำเนินโครงการเอง
2) เพิ่มการประสานความร่วมมือกับองค์กรส่วนท้องถิ่น
3) เพิ่มประเด็นงานสารเคมี การเชื่อมโยงกับผู้บริโภค สวัสดิการสังคม การศึกษาทางเลือก

สมาชิก : มีพื้นที่ 6 ภูมินิเวศน์

ยุทธศาสตร์ :
1) พัฒนาองค์ความรู้ เกษตรกรต้นแบบ พื้นที่ต้นแบบ
2) พัฒนารูปธรรมเกษตรยั่งยืนที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ (ภู โคก ทุ่ง ทาม) พันธุกรรม การจัดการดินน้ำ แปลงเกษตร
3) การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชาวบ้าน : บริหารติดตามกองทุน
4) การจัดการทรัพยากร
5) ติดตามนโยบายและประสานความร่วมมือ

ภายใต้โครงการฯสุขภาวะ ได้ดำเนินงานเรื่อง :
1) การสร้างความตระหนักสารเคมีการเกษตรในพื้นที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ อบต.สายนาวัง กาฬสินธุ์ และการพัฒนาระบบมาตรฐานเพื่อสร้างแรงจูงใจ
2) พัฒนาระบบพันธุกรรม
3) สร้างตลาดทางเลือกระดับเมือง อำเภอ และชุมชน เช่นที่ตลาดเขียวสุรินทร์ และมหาสารคาม

ผลที่เกิดขึ้น :
- เกิดการขยายความร่วมมือขยับไปสู่ประเด็นที่ดิน เช่น กองทุนการไถ่ถอนที่ดินกรณีของบ้านทัพไท สุรินทร์
- เกิดการค้นหาความรู้ พัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเรื่องพันธุกรรมและการจัดการแปลง
- เกิดการจัดการตลาดและทำงานเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภค


ภาคใต้ โดย อำนาจชัย สุวรรณราช

พื้นที่ภาคใต้ : ระบบนิเวศน์ควนเขา นา เล 10 พื้นที่

แนวคิดเป้าหมาย : เกษตรกรเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ยกระดับเกษตรทางเลือกสู่การสร้างขบวนการในชุมชน โดยมีกระบวนการทำงาน 3 แนวทาง
1) พัฒนาองค์กร
2) จัดการความรู้
3) สร้างพลังการผลิตของเกษตรกร

ผลที่เกิดขึ้น :
1) เกิดการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในระดับพื้นที่ โดยใช้กลไกกรรมการชาวบ้านที่เป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน เกิดการยกระดับสู่กลไกการเรียนรู้ร่วมในชุมชน ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนร่วมกับภาคีพันธมิตรในชุมชน
2) เกิดพื้นที่นำร่องที่เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรยั่งยืน และเกษตรกรต้นแบบใน 10 พื้นที่ มีกลไกเชื่อมร้อยการดำเนินงานในระดับสายน้ำ เช่น กรณีพะโต๊ะ มีบทเรียนการจัดการสารเคมีในระดับลุ่มน้ำ การจัดการสวัสดิการชุมชน และรูปแบบเกษตรยั่งยืน

บทเรียน :
1) เวทีแลกเปลี่ยนมีความจำเป็นต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรเปลี่ยนกระบวนทัศน์
2) เกษตรยั่งยืนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาวะ นำไปสู่เป้าหมายชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

แนวทางต่อไปในอนาคต :
1) เสริมศักยภาพองค์กรชาวบ้านให้เกิดการพัฒนาแกนนำเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
2) ขยายพื้นที่ต้นแบบและเกษตรกรต้นแบบเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้
3) ประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่น โดยมองเป้าหมายของชุมชนเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนและเพื่อขับเคลื่อนงานในระดับท้องถิ่น
4) เสริมพลังการให้เกษตรกรเป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจภายนอก และสามารถกำหนดอนาคตตนเอง


ภาคเหนือ โดยชมชวน บุญระหงษ์

สถานการณ์ภาพรวมช่วงต้นปี 2548
1) เกษตรกรยังเน้นปลูกพืชเคมีเชิงเดี่ยว ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
2) มีการประกาศเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ธันวาคม 2547 โดยมีฐานคิดคือการผลิตแบบอินทรีย์เชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก

ครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคเหนือ : ได้มีการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ระดับคือ
1) การสร้างพื้นที่รูปธรรม :
1.1 เน้นการสร้างความตระหนักพิษภัยสารเคมีการเกษตร: การผลิตสื่อเผยแพร่ ฯลฯ
1.2 การพัฒนาระบบเกษตร กรณีที่ราบ ที่สูง
1.3 ทำงานกับกลุ่มโรงเรียน สร้างหลักสูตรและสร้างช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่โรงเรียน
1.4 พัฒนามาตรฐานเกษตรกรรมอินทรีย์ภาคเหนือ
1.5 เกิดการขยายตลาดในระดับชุมชน ท้องถิ่น และโรงเรียน
2) การเผยแพร่สู่สาธารณชน
3) การผลักดันเชิงนโยบาย : การผลักดันนโยบายระดับท้องถิ่น การประกาศข้อสัญญาชุมชน กรณีบ้านเต๋ยมีการประกาศนโยบายห้ามใช้และห้ามนำเข้าสารเคมีรุนแรงในพื้นที่ชุมชนบ้านเต๋ย

ผลสรุปจากการทำงาน :
1) มีการพัฒนารูปธรรมหลายระดับแต่ยังมีน้อย และยังไม่ค่อยชัดเจน แต่การทำงานกับผู้บริโภคมีการขยายตัวและเกิดผลชัดเจน
2) ยังศึกษาและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนไม่ครอบคลุมทุกนิเวศวัฒนธรรม และครอบคลุมการแก้ไขปัญหาหนี้สิน
3) การพัฒนาระบบข้อมูลยังไม่ชัดเจน
4) ผู้ปฏิบัติการระดับสนามขาดประสบการณ์และวิธีคิดในการทำงาน ขาดการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์กับเกษตรกร เพื่อทำให้เกษตรกรขาดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์
5) กระบวนการทำงานที่แยกส่วนมากเกินไป ควรสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น


ประมวลสรุปผลงานและแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ

โดย อาจารย์บัญชร แก้วส่อง

......


ความหมายของ ‘สังคมสุขภาวะ’ ถ้ามองแบบอริยสัจ 4 เราอยู่ในสังคมทุกขภาวะที่จะไปสู่สังคมสุขภาวะ ที่เป็นนิโรธทางกายใจ และจิตวิญญาณ เราได้อาหารเป็นสุขภาวะทางกาย ตัวอย่างพื้นที่ของมณเฑียร หรือกรณีบ้านเต๋ย บ้านทัพไท การลดหนี้สินลงได้เพราะใจสงบเกิดสุขภาวะทางใจ มีความมั่นคงทางอาหาร หมายถึงจิตไม่ร้อนรนกระบวนกระวาย เป็นภาวะจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งเป็นการถักทอสายใยครอบครัว การแบ่งปันเกื้อกูล คือสุขภาวะของสังคมที่ดำรงอยู่

ตัวอย่างรูปธรรมการมีความสุขจากการฟังเสียงนกร้อง การทำบุญแบ่งปัน หมายถึงความสุขทางจิตวิญญาณ ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนทำให้เกิดความสุขนั้นถ้ามองภาพทั้งหมดจะเห็นว่าสุขภาวะมีดุลยภาพระหว่างตัวคนและธรรมชาติเกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึงการพึ่งตนเอง หมายถึงการเคารพตัวเอง มีการเกื้อกูลสังคม เช่น กรณีการแลกเปลี่ยนผลผลิตจากระนองกลับไปชุมชนอีสานของแม่สายม่าน ตำบลลำเลียง จ.ระนอง ที่สำคัญมันมีความยั่งยืนในระบบคือไม่ทำลายธรรมชาติ เช่น ตัวอย่างที่มีเสียงนกกลับมาร้อง หอยร้อง เป็นสังคมดุลยภาพแห่งคน แห่งธรรมชาติ เคารพตนเอง สังคมและธรรมชาติ เป็นบทเรียนสำคัญที่จะนำไปขับเคลื่อนสังคมให้ได้ นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจ

การพัฒนาชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน เวลาพูดถึงเกษตรเป็นเรื่องชุมชนไม่ใช่เรื่องครอบครัว มีระบบการผลิตดั้งเดิม มีมาตรการชุมชนเข้ามาป้องกันสารเคมี มีประเพณีวัฒนธรรมการเกื้อกูลกันเป็นชุมชน มีสวัสดิการชุมชน บางพื้นที่มีกลุ่มผู้หญิงเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน เช่น กรณีบ้านทัพไท เป็น ซึ่งบทเรียนการสร้างความตระหนัก เกิดจากปัจจัยหลายด้าน เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจ เป็นตัวขับเคลื่อน ประสบพิษภัยโดยตรง เกิดการสนับสนุน สร้างกระบวนการเรียนรู้ มีกระแสเศรษฐกิจพอเพียงผนวกเข้ามา และเกิดแรงผลักดันของกลุ่ม

ทั้งนี้ พบว่ากระบวนทัศน์เกษตรกรไทย สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ

กระบวนทัศน์
เป้าหมาย
วิธีการ
เกษตรเคมี
รายได้
ปุ๋ยเคมี สารเคมี พืชพาณิชย์เชิงเดี่ยว
เกษตรอินทรีย์
รายได้ สิ่งแวดล้อม
ปุ๋ยอินทรีย์ พืชพาณิชย์เชิงเดี่ยว
เกษตรกรรมยั่งยืน
พึ่งตนเอง ความสมดุลของธรรมชาติ
ปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตหลากหลาย
เกษตรจิตวิญญาณ
ความสุขทางจิตวิญญาณ
การผลิตบนฐานศรัทธาที่สอดคล้องกับนิเวศวัฒนธรรม


โดยสรุปแล้ว เกษตรกรรมยั่งยืนมีคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และจิตวิญญาณ แต่ยังอยู่ในวงแคบ มีพลังไม่เพียงพอต่อการยกระดับสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไทย หากต้องการไปให้ถึงเป้าหมายคือเศรษฐกิจพอเพียงของสังคมไทยบนรากฐานเกษตรกรรมยั่งยืน จำเป็นต้องมีกระบวนการทำงานหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องอุดมการณ์ชาวนาที่จำเป็นต้องได้รับความสนใจและยกระดับมาสู่การเคลื่อนงาน การสร้างความตระหนักต้องใช้รูปแบบผสมผสานและมีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์จนตกผลึกสู่การปฏิบัติจริง การค้นหาและพัฒนารูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนโดยใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการที่เกษตรกรมีส่วนร่วมเพื่อสร้างพลังการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง การพัฒนาระบบตลาดทางเลือกที่หลากหลาย การขับเคลื่อนนโยบายผ่านการสร้างฐานข้อมูลทางวิชาการ ภาคีและการสื่อสารสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและชาติ และประการสำคัญคือการขับเคลื่อนงานจำเป็นต้องมีการพัฒนาองค์กรและเครือข่าย และควรกำหนดเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของงาน


และก่อนที่จะจบเวทีเสวนา ดร.ทิพวัลย์ สีจันทร์ ซึ่งเป็นพิธีกรงานครั้งนี้ ได้ฝากบทกลอนทิ้งท้ายไว้ว่า

โลกภายนอกกว้างไกล ใครๆ รู้
โลกภายในลึกซึ้งอยู่ รู้บ้างไหม
จะมองโลกภายนอก มองออกไป
จะมองโลกภายใน ให้มองตน...










หมายเหตุ
ท่านสามารถดาว์นโหลดเอกสารประกอบ
เวทีเสวนาบทเรียนการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ
จัดทำโดย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก



• เอกสารหมายเลข 1 : ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เหมาะสมกับระบบนิเวศภาคเหนือ
• เอกสารหมายเลข 2 : ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เหมาะสมกับภูมินิเวศในภาคอีสาน
• เอกสารหมายเลข 3 : ป่า ควน สวน นา เล : ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนภาคใต้
• เอกสารหมายเลข 4 : วัชพืช นาข้าว และระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
• เอกสารหมายเลข 5 : องค์กรชุมชนกับบทบาทในการจัดการสารเคมีการเกษตร
• เอกสารหมายเลข 6 : บทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการสารเคมีทางการเกษตรตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• เอกสารหมายเลข 7 : บทเรียนและประสบการณ์ กรณีตลาดทางเลือก
• เอกสารหมายเลข 8 : “เสราะปึงเคนียแอง” : วิถีชุมชนทางเลือกทัพไทย จังหวัดสุรินทร์