|
|
||||||||||||||||||
|
เวทีเสวนา บทเรียนการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ โดยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และโครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาวะ วันที่ 16 สิงหาคม 2550 ณ เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
||||||||||||||||||
<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง
จนกระทั่งเมื่อเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาวะโดยมียุทธศาสตร์ในการดำเนิน 3 ยุทธศาสตร์ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักในพิษภัยของสารเคมีการเกษตร การยกระดับและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือผู้บริโภคและภาคีทุกระดับ โดยเห็นว่าพลังของผู้บริโภคและสาธารณะชนเป็นพลังสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการในพื้นที่ ภายใต้การดำเนินงานโครงการที่ผ่านมามีความก้าวหน้าในหลายด้าน อาทิด้านพิษภัยสารเคมีทางการเกษตร ที่เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในพิษภัยของสารเคมีอันนำไปสู่การการผลักดันในมีมาตรการในการจัดการสารเคมีขึ้นในชุมชนและการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนได้รับการยอมรับมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายสมาชิกที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพิ่มขึ้น ด้านการผลักดันนโยบายมีการประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการผลักดันให้มีองค์กรอิสระด้านเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการส่งเสริมพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและกระบวนการทำงานดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้เผยแพร่ในวงกว้างสู่สาธารณะชน และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทุกภาคส่วน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจึงได้จัดเวทีเสวนา บทเรียนการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่สังคมสุขภาวะ ขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2550 ณ ห้องประชุมนนทรี 1 เค.ยู. โฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
ช่วงรัฐบาลทักษิณมีการตั้งเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติเพราะมองจากตลาดต่างประเทศเป็นตัวตั้ง และไทยมีศักยภาพที่จะทำได้ แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้เลย ลดการใช้สารเคมีไม่ได้ และเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้เพราะไม่เอาจริง ถ้าจะทำจริงหนึ่ง ต้องเลิกโฆษณาการใช้สารเคมี สอง การขยายพื้นเกษตรอินทรีย์โดยการให้เงินกรมพัฒนาที่ดินไปตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ แต่การตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์กลับทำให้ชาวบ้านเข้าถึงปุ๋ยอินทรีย์ได้น้อยลง เพราะโรงงานกลายเป็นตัวที่ไปช่วงชิงวัตถุดิบมาจากเกษตรกรแล้วมาทำกำไร สุดท้ายโรงงานปุ๋ยหลายแห่งก็ต้องปิดตัวลง
กิจกรรมช่วงเช้าเป็นเวทีอภิปรายในหัวข้อเรื่อง เกษตรกรรมยั่งยืน: แนวทางสร้างสังคมสุขภาวะภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนงานเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งมิติการเชื่อมโยงวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนกับการสร้างสังคมสุขภาวะ ซึ่งเนื้อหาจากเวทีอภิปรายโดยสังเขป มีดังนี้
สอง เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติให้เป็นจริง ที่เป็นทั้งการปฏิบัติ เศรษฐกิจ ศีลธรรม และปัญญา เป็นเรื่องนามธรรมมากตั้งแต่คำว่าพอประมาณคืออะไร การมีเหตุผลคืออะไร การมีภูมิคุ้มกันคืออะไร การแปรความหมายให้เป็นไปในทางปฏิบัติมันยาก และต้องอยู่ภายใต้กรอบความรู้และคุณธรรม ดังนั้นภายใต้เศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงเมตตาให้รูปธรรมของเกษตรทฤษฎีใหม่ ระดับแรกคือทำให้พออยู่พอกิน ระดับสอง เหลือขายก็ขายในท้องถิ่นก่อน ระดับสาม ถ้ามันเหลือก็ร่วมมือกันในรูปสหกรณ์แล้วส่งออกขาย นี่คือรูปธรรมตัวอย่าง แต่คำถามคือว่ากระทรวงเกษตรได้แปรเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายหรือยัง สาม เรื่องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกษตรกรถูกล้างสมองไปแล้ว ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปแล้ว การจะใส่ความคิดอะไรเข้าไปก็ดีดออกหมด ดังนั้น เราต้องพาเกษตรกรมาเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ มาแลกเปลี่ยนในกลุ่มวิเคราะห์กันเอง ทดลองทำกันเอง ทำเป็นกลุ่ม ทุกขั้นตอนทำเอง สุดท้ายกระบวนทัศน์ก็เปลี่ยน กระบวนการกลุ่มมีกลังเข้มเข็งและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อกลุ่มเปลี่ยนเราก็เปลี่ยน กระบวนการกลุ่มกับกระบวนการเรียนรู้เป็นปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้ แต่มันยากและใช้เวลามาก การเปลี่ยนคนให้ทำเกษตรยั่งยืนนี่ยากที่สุด เพราะต้องเปลี่ยนที่กระบวนทัศน์เปลี่ยนวิธีคิด แต่ต้องทำ พอเราทำเกษตรกรรมยั่งยืนมามากก็จะพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกคือปัญหาเรื่องกระบวนทัศน์ จะช่วยให้โลกได้รอดต้องเปลี่ยนที่กระบวนทัศน์ เพราะถ้ามันล่มก็ล่มไปด้วยกัน ถ้าเราจะทำให้ไม่ให้มันล่มจึงเป็นเรื่องยาก ธำรงค์ แสงสุริยจันทร์
อย่าไปคิดมากว่าจะทำอย่างไร ทำเท่าที่เราเป็นอยู่ อย่างในอโศกมีปัญหาต้นไมยราพมาก เป็นปัญหา ก็เอามาทำปุ๋ยซะเลย นักวิชาการบอกว่าต้องใส่ธาตุอาหารนั่นนี่ แต่เราไม่ต้องไปคิดมาก ก่อนนี้เราก็พยายามไปหาแกลบรำอะไรมาผลิตปุ๋ยหมัก ตอนหลังพบว่าวัตถุดิบมันแพงและใส่แล้วยังไม่งาม ก็เลยหันมาเน้นวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาหมุนเวียนใช้กันในธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ของเราไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลง และจะปลูกอะไรที่มันกินได้ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี่ยาก ต้องเอามาดูให้เห็น คนที่มาดูงานกับอโศก จะให้ดูตัวอย่างว่าเราทำอย่างนี้ กลับไปก็ไปทำเองได้ เราจัดงานที่มหาลัยอุบลฯมีเกษตรกรมาดู เราทำให้ดู ใครอยากจะรู้ มาเรียนรู้เอา ประสบการณ์บทเรียนจากการทำงานกับชาวบ้านคือชุมชนอโศกไม่ว่าที่ไหน ถึงจะมีศูนย์อบรมสถานที่ทันสมัย แต่ว่าถ้าเกษตรกรรมไม่ประทับใจ ชาวบ้านจะเปลี่ยนน้อย แต่ถ้าศูนย์อบรมทำเกษตรดีมาก ถึงสถานที่เป็นกระต๊อบมุงจาก แต่ปรากฏว่าชาวบ้านเปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะเขาเห็นของที่เป็นจริง และเป็นไปได้ใกล้เคียงกับเกษตรกรเอง
ปัญหาของอโศกตอบยากเพราะมีกฎกติกาที่เข้มงวดแม้จะเป็นตัวอย่างที่ดี ทุกคนจะเห็นแต่ภาพปัจจุบัน ไม่เห็นภาพประสบการณ์ช่วงที่ผ่านมา แต่ที่สำคัญต้องไม่ติดกับดักว่าทำเกษตรอินทรีย์แล้วจะร่ำรวย ชุมชนอโศก คนที่มาทำเกษตรทำธรรมชาติเริ่มจากชุมชนคนมีศีล เริ่มจากไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต กินมังสวิรัติ ดังนั้นก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี แต่สำหรับคนทั่วไปจะให้เริ่มจากมีศีลเป็นเรื่องยาก มันไม่เหมือนกัน แต่กระบวนการกลุ่มช่วยได้ ดังนั้นเราจะต้องทำ 2 ยุทธศาสตร์ หนึ่ง ควานหาคนที่มีแวว ต้องสรุปบทเรียน อะไรที่ล้มเหลวต้องยอมรับ สอง คือ เปลี่ยนวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ แต่ก่อนจะเปลี่ยนต้องหาตัวอย่างที่จะเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต และการมีวินัยคือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ลำดับถัดมาสำหรับคนที่ทำเกษตรยั่งยืนแล้วต้องมีขั้นที่สองตามมาคือการสร้างแบบแผน และสร้างบุคลากรรุ่นหลัง เพราะ ที่ผ่านมาเกษตรกรเหล่านี้เมื่อกลายเป็นปราชญ์ก็หลุดจากชุมชน เป็นประสบการณ์ที่เราต้องสรุป ซึ่งเราต้องสร้างคนรุ่นที่สอง เช่น ประสบการณ์ของอโศกได้เตรียมคนรุ่นสองแล้ว แต่ของเราส่งไปเข้าโรงเรียนรัฐและหลุดจากฐาน ถ้าเป็นไปได้ควรจะพยายามเอาลูกๆ ห่างโรงเรียนรัฐไว้ยิ่งดี เพราะเยาวชนที่อยู่ในระบบจะเป็นเยาวชนยุคใหม่ ที่ไม่อยากเรียนแต่อยากรวย จริยธรรมไม่เอา ความรู้ก็ไม่อยากได้ ที่สำคัญคือคือเวทีนี้ต้องมีพี่เลี้ยง เพราะเรามีคนที่สนใจจะปรับเปลี่ยน แต่ความรวยยังตามมาหลอกหลอน ชุมชนหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จแล้วและยั่งยืนในระดับหนึ่ง รวยบุญ รวยจริยธรรม ครอบครัวมีความสุข บทบาทพี่เลี้ยงคือ การสนับสนุนเรื่องวิธีคิดเรื่องความสุขแบบเรียบง่าย และย่นย่อประสบการณ์ เช่น การจัดการเรื่องปุ๋ย ประสบการณ์ของอโศกเป็นชุมชนสวนกระแส เสน่ห์ของเกษตรยั่งยืนคือการสวนกระแส มณเฑียร ธรรมวัติ
ในตอนแรกที่เริ่มต้นก็ใช้วิธีการไปคุยกับ ธกส. ว่าต้องการจะหยุดหนี้ เจรจาให้ซื้อหนี้ทั้งหมดแล้วเราก็มาเริ่มทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี มีอบรมที่ไหนไปหมด ไม่ว่าคิวเซ สันติอโศก ตอนไปมาใหม่ๆ ไฟแรงมาก แต่พอสักพักกับมาถึงบ้านพบว่าได้มาแค่เทคนิคแต่วิธีคิดของเขาไม่ได้เอามา ตอนหลังหาเพื่อนมาได้ 50 คน ไปอบรมกับคิวเซ ทุกคนไฟแรงมากกลับมาจะพลิกทุกอย่างกลับด้วยฝ่ามือแต่พอเจอกระแสต้านก็เริ่มหดลง ก็ต้องมาหาวิธีใหม่ สิ่งที่สู้ยากมากที่สุดคือสู้กับตัวเองว่าทำยังไงจะรู้ชัดเรื่องนี้ว่าได้ผลจริงและตอบตัวเองได้ จากพืชทุกอย่างในสวนที่ไม่ใส่เคมีมันฟื้นขึ้นมาได้ หลังจากหยุดสารเคมีเวลาเดินไปบนสวนเหยียบดินมันไม่ลื่นไถลลงข้างล่างเหมือนเมื่อก่อน ลูกเราก็ตอบได้ สามีเริ่มยอมรับเพราะแกไปฟังอาจารย์บัญชรพูดเรื่องหนูที่วิ่งอยู่ในกรง (คลิกอ่านบทความเรื่องของหนูกับกรง...ความท้าทายเกษตรกรไทย) คำพูดนั้นมันโดนใจเขา ดังนั้นถ้าวิธีคิดไม่เปลี่ยนไม่มีทางที่จะเปลี่ยนได้ กรณีครอบครัวแม่สายม่าน มาเริ่มทำโดยครอบครัวไม่เห็นด้วย สามีบอกว่าแพ้แกลบขึ้นผื่น แต่แม่สายม่านก็ทดลองทำเอง ปรากฏว่าแปลงที่ทำชีวภาพ ลดปุ๋ยเคมีไปครึ่ง ต้นทุนลดแต่ผลผลิตไม่ลด พอหน้าแล้ง สวนอื่นเหี่ยว แต่สวนแกไม่เหี่ยว แกบอกว่าเงินไม่ใช่ที่สุดของชีวิต แกเริ่มคิดว่าราคาดีไม่ดีไม่สนใจ ตอนนี้ขนทุเรียนไปสองคันรถกลับบ้านเดิมที่อีสานแลกข้าวกลับมา แต่ที่ได้มากกว่านั้นคือสายสัมพันธ์ญาติพี่น้อง ปีนี้ทุเรียนสวนอื่นหล่นหมด แต่สวนทุเรียนกาแฟของแม่สายม่านยังเขียวอยู่ ถามว่าสวนข้างๆทำไมไม่ทำ เขาบอกว่ามันยุ่งยาก มันเป็นเรื่องของหัวใจคนไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น ปิดมันทั้งหูทั้งตา แต่อย่างแม่สายม่านแกพอใจในสิ่งที่แกเห็น ลูกหลานสามีตอนนี้มาช่วยแบกแกลบทำปุ๋ย แกสามารถเล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยความภูมิใจเพราะวิธีคิดแกเปลี่ยนแล้ว วิถีชีวิตเลยเปลี่ยนตาม ลูกหลานของแกก็มากินในสวนของแก แกบอกว่านี่แหละความสุขที่แกได้คือมีลูกหลานอยู่ใกล้ ตอนนี้เริ่มเอาผลผลิตขายในชุมชน ความสุขของแกคือไม่ได้เอาของมีสารพิษไปให้คนกิน ตอนหลังมาเริ่มมีรายได้ ไม่มีหนี้สิน มีเงินเหลือเก็บ พวกลูกที่ยังไม่เปลี่ยนความคิดต้องมายืมเงินแกไปใช้ แกบอกว่าถ้าลูกหลานไม่มาอยู่ข้างๆแกก็ไม่มีความสุข นี่คือประสบการณ์จัดการหนี้สินได้ อย่างที่อาจารย์บอกว่าหาคนที่มีแววอยากเปลี่ยน กรณีครอบครัวหวาบ่าว มีแนวคิดเรื่องเห็นหญ้าเป็นศัตรูยังมีอยู่ ตอนนี้หญ้ากลายเป็นปุ๋ย ก่อนนี้มองหญ้าเป็นศัตรูต้องจัดการ เดี่ยวนี้เลิกคิดวิธีนั้นแล้ว ให้อยู่กับมันอย่างมีความสุข มีหนูมีนกก็ยิงมันเอามาบ้าง มีอาหารมาให้ลูกหลาน มีงานทำตลอดทั้งวัน สิ่งที่แกได้เพิ่มคือ พอปลูกอะไรไว้ รสชาติดี ลูกหลานก็มาหากินจากสวนแก ตอนนี้ลูกหลานทุกครอบครัวแกปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรยั่งยืนหมด ชีวิตแกมีความสุข แกไม่ต้องดิ้นรน มีเงินเหลือแกก็เก็บไว้ ลูกหลานจำเป็นต้องใช้ก็มาเอาไป รอบสวนกลายเป็นป่า มีนกกระรอก กระแต เขียด ปู เรไร อยากให้ลองไปนั่งฟังที่สวนแก แกบอกว่าชีวิตแกสมบูรณ์และมีความสุข จากประสบการณ์ครอบครัวตัวเองถ้าไม่ยึดมั่นในความคิด ป่านนี้ก็ยังคงเป็นเกษตรเคมี กว่าเราจะมาได้ขนาดนี้เราประคับประคองจนสามีจนหายเป็นปกติ เราเป็นครอบครัวที่รักดูแลกัน เหมือนเรื่องการทำเกษตรทำด้วยหัวใจรัก ไม่ใช่การจ้าง เวลาอยู่สวนมันรู้สึกสบาย ในสวนของเรามีนกมาร้องเพลงให้ฟัง พืชผลอะไรที่มันงอกได้ปลูกหมด พ่อแม่เคยบอกว่าลูกเอ๋ยเรามาอยู่ถูกที่แล้ว ที่นี่มันเป็นป่าหิมพานต์กาหยู ปลูกอะไรงอกหมด ถ้าอยากมีความสุขมีกิน อยู่ที่นี่ปลูกอะไรก็มีกิน ตอนนี้ถึงกระแสปาล์มกำลังมาแรง แต่ให้คิดว่าเลขศูนย์มันไม่อยู่ รักษากาแฟรักษาสวนไว้ เดี๋ยวเลขศูนย์มันก็กลับมา ปล่อยกระแสโลกมันวิ่งไปเถอะ แต่เราได้ให้สิ่งที่ดีๆ กับเพื่อนแล้ว
สันติอโศกเริ่มจากคนๆเดียวที่ออกบวชคือท่านโพธิรักษ์
ทุกวันนี้มีชุมชนกว่า 30 แห่งรวมสามหมื่น และมีแนวร่วมนอกชุมชนอีกเป็นแสน
ท่านโพธิรักษ์เคยกล่าวว่าแนวทางนี้จะใช้เวลา 500 ปี แต่ตอนนี้มันเห็นผลเร็วขึ้นเนื่องมาจากทุนนิยมมันกัดกินทำลายตัวเอง
เมื่อมนุษย์ถูกบีบคั้นมากๆ มันก็ต้องหาทางออก จาก 30 ปีที่อโศกทำงานมาเราเคยจัดงานรวมตัวกันที่ราชธานีอโศก
เห็นแล้วมีความหวัง การมารวมกันทำของหลายกลุ่มหลายเครือข่ายน่าจะมีพลังที่ดี
ให้ตรงนี้มันเคลื่อนไปได้ เราต้องประเมินตัวปัญหา โดยที่ไม่โยนปัญหาออกไปจากตัวเอง
เราต้องเห็นจุดอ่อนด้วยว่าตอนนี้เราจะต่อสู้กับทุกจุดทุกเรื่องเลย ทั้งกับรัฐบาล
บริษัทสารเคมี แต่เรื่องที่จะเปลี่ยนตัวเองทุกคนไม่ทำ ขณะเดียวกันในการต่อสู้เรื่องผู้ผลิตผู้บริโภค
เราต้องมองว่าเกษตรกรเป็นผู้บริโภคในตัวเองด้วย กินเอง เอาไปขาย และแจกบ้าง
แบ่งให้เขาได้กินของดีๆ อย่าไปคิดว่าจะต้องขายทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วคือเราเป็นคนชี้ขาดปัญหานี้
แก้ได้เท่าที่เราทำได้ ต้องมองว่าเราเริ่มทำแบบนี้ต่างหากที่จะส่งผลระยะยาว
คนนี่ต้องเริ่มที่จิตใจก่อน
เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นพลังเหนือทุกอย่าง ถ้าเรามีความเชื่อในทางทีดี เราสู้ได้
เราเชื่อเรื่องจิตใจคนที่เชื่อเรื่องความดีงาม เรื่องแม่โพสพ เรื่องบุญบาป
เป็นสิ่งที่มีพลังจริง ทำอย่างไรจะดึงกลับมาใช้ได้
ส่วนกลาง โดย ทัศนีย์ วีระกันต์
พัฒนาการเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก :
ยุทธศาสตร์ปี 2548 -2550
: ภาคอีสาน โดย เรืองเดช โพธิ์ศรี ผลที่เกิดขึ้น
:
ผลที่เกิดขึ้น
: แนวทางต่อไปในอนาคต
:
เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคเหนือ
: ได้มีการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ระดับคือ ผลสรุปจากการทำงาน
:
ตัวอย่างรูปธรรมการมีความสุขจากการฟังเสียงนกร้อง การทำบุญแบ่งปัน หมายถึงความสุขทางจิตวิญญาณ ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนทำให้เกิดความสุขนั้นถ้ามองภาพทั้งหมดจะเห็นว่าสุขภาวะมีดุลยภาพระหว่างตัวคนและธรรมชาติเกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึงการพึ่งตนเอง หมายถึงการเคารพตัวเอง มีการเกื้อกูลสังคม เช่น กรณีการแลกเปลี่ยนผลผลิตจากระนองกลับไปชุมชนอีสานของแม่สายม่าน ตำบลลำเลียง จ.ระนอง ที่สำคัญมันมีความยั่งยืนในระบบคือไม่ทำลายธรรมชาติ เช่น ตัวอย่างที่มีเสียงนกกลับมาร้อง หอยร้อง เป็นสังคมดุลยภาพแห่งคน แห่งธรรมชาติ เคารพตนเอง สังคมและธรรมชาติ เป็นบทเรียนสำคัญที่จะนำไปขับเคลื่อนสังคมให้ได้ นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจ การพัฒนาชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน เวลาพูดถึงเกษตรเป็นเรื่องชุมชนไม่ใช่เรื่องครอบครัว มีระบบการผลิตดั้งเดิม มีมาตรการชุมชนเข้ามาป้องกันสารเคมี มีประเพณีวัฒนธรรมการเกื้อกูลกันเป็นชุมชน มีสวัสดิการชุมชน บางพื้นที่มีกลุ่มผู้หญิงเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน เช่น กรณีบ้านทัพไท เป็น ซึ่งบทเรียนการสร้างความตระหนัก เกิดจากปัจจัยหลายด้าน เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจ เป็นตัวขับเคลื่อน ประสบพิษภัยโดยตรง เกิดการสนับสนุน สร้างกระบวนการเรียนรู้ มีกระแสเศรษฐกิจพอเพียงผนวกเข้ามา และเกิดแรงผลักดันของกลุ่ม ทั้งนี้ พบว่ากระบวนทัศน์เกษตรกรไทย สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ
โลกภายนอกกว้างไกล ใครๆ รู้
|
||||||||||||||||||
![]() |