กลับไป sathai โฮมเพจ


ชิมน้ำพริกชนเผ่า เล่าเรื่องผักเมืองหนาวอินทรีย์


<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



สุมาลี พะสิม เล่าเรื่อง/ถ่ายภาพ


       “ชิมน้ำพริกชนเผ่า เล่าเรื่องผักเมืองหนาวอินทรีย์”
เป็น 1 ในโครงการทัวร์น้ำพริกพิทักษ์โลก ซึ่งจะนำเสนอตำรับอาหารท้องถิ่น และรณรงค์ให้มีการรับประทานน้ำพริกและเห็นคุณค่าของการกินน้ำพริก รวมถึงอาหารท้องถิ่นและคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อรักษาฐานทรัพยากรอาหารชุมชนท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งครั้งนี้ทาง ISAC คลังเกษตรอินทรีย์ จะเป็นผู้พาเราไปสู่ยอดดอย บ้านป่าไผ่ ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่กันค่ะ

       จากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าไปตามเส้นทางเชียงใหม่ – แม่วิง – ขุนวิน – แม่แฮ รายทางมีดอกบัวตอง และหมอกให้ดูแก้เหมารถเป็นระยะๆ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเราก็จะถึงหมู่บ้านรายรอบด้วยดอยเขาสูงที่ความสูงประมาณ 1,080 เมตร จากระดับน้ำทะเลทีเดียวคะ

นักสู้ภาคเกษตรอินทรีย์แห่งหมู่บ้านป่าไผ่

        หมู่บ้านป่าไผ่ส่วนใหญ่เป็นคนชนเผ่าม้ง ซึ่งเป็น 1 ในชุมชนม้งที่ม่อนยะนั่นก็คือ บ้านม่อนยะเหนือ บ้านม่อนยะใต้ บ้านม่อนยะกลาง และบ้านม่อนยะใหม่ ของหมู่ที่ 13 ตำบล แม่วิน อำเภอ แม่วาง จังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งบ้านป่าไผ่เป็นชุมชนที่ย้ายมาจากม่อนยะและปักหลักอยู่ที่นี่กว่า15 ปีแล้ว อาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่ นายบุญยิ่ง เลาว้าง เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เล่าให้ฟังว่า

        แต่เดิมชาวบ้านปลูกฝิ่นกันทั้งหมู่บ้านจนมีการปราบปรามอย่างจริงจัง และมีการเข้ามาของโครงการหลวงแนะนำอาชีพให้กับชาวบ้านทั้งอาชีพปลูกกาแฟ และปลูกผัก ใน 1 ปีจะมีการปลูกผักกันถึง 4 ครั้ง ผักที่ปลูกกันได้แก่ ผักกาดแก้ว ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี ผลไม้ก็คือลูกพลับและเมื่อมีการปลูกผักกันมากก็จะมีการใช้สารเคมีกันมากเช่นกัน ทุกๆ 7 วันจะมีการฉีดยา 1 ครั้ง จนเกิดผลเสียต่อร่างกายเกิดขึ้นทั้งปวดหัว ปวดท้อง และมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงขึ้นทุกวัน พี่บุญยิ่ง จึงคิดที่จะเปลี่ยนวิธีการผลิตของตัวเองโดยใช้วิธีการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ จึงเข้ารับการอบรมและนำวิธีการที่ได้อบรมมาใช้กับแปลงเกษตรของตัวเอง

        “ตอนหันมาทำเกษตรอินทรีย์ใหม่ๆ ชาวบ้านก็มาถามว่าจะทำได้เหรอขนาดฉีดสารเคมีแมลงต่างๆ ยังก่อกวนไม่ได้หยุดหย่อน นี่ไม่ได้ฉีดอะไรเลยจะเป็นไปได้อย่างไร ผมก็ยืนยันที่จะทำ ในช่วงปีแรกผลผลิตไม่ค่อยได้มากนักเพราะว่าที่ดินของเราเสียไปมากแล้ว ใช้สารเคมีมากว่า 10 ปีจึงทำให้ดินเสื่อม แต่ผมก็ไม่ท้อยังยืนยันทำต่อไป ช่วงปีแรกก็จะใช้ปุ๋ยหมักต่างๆ น้ำหมักชีวภาพบำรุงดินตลอดระยะเวลา 1 ปี จนเข้าปีที่ 2 และปีที่ 3 จึงพอจะมีเงินเก็บเป็นก้อนอยู่บ้าง“

         พี่บุญยิ่งบอกว่าแรกๆที่ปลูกผักได้ก็ส่งผลิตให้กับโครงการหลวง แต่ปัจจุบันส่งให้กับสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่
ครั้นถามว่าหลังจาก 3 ปีที่พิสูจน์ตัวเองด้วยการทำเกษตรอินทรีย์จนสำเร็จแล้วมีเพื่อนบ้านอยากทำบ้างหรือเปล่านั้น พี่บุญยิ่งตอบว่าก็มีคนมาถามว่าทำอย่างไรเช่นกัน แต่ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ต้องทำจริงและเอาใจใส่ ต้องหมักน้ำหมักชีวภาพ หมักปุ๋ยเอง บริเวณม่อนยะ มีชาวบ้านที่ปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด 25 ครัวเรือน จาก 135 ครัวเรือน ที่บ้านป่าไผ่มีการปลูกทั้งหมด 3 ครัวเรือน

         “พอเราทำได้ สุขภาพเราก็ดีขึ้นไม่ปวดหัวอย่างแต่ก่อน ผู้บริโภคก็จะได้กินผักที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงสิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ผักที่ผมปลูกก็จะมีพริก ผักชีม้ง ผักคะน้าม้ง ผักกาดม้ง มะเขือส้ม แครอท ถั่วแขกม้ง ชีวิตก็พออยู่พอกิน และชีวิตของผู้บริโภคก็ดีขึ้นด้วย” บุญยิ่งกล่าว

         เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันเรื่องเกษตรอินทรีย์ มาทำความรู้จักกันสักหน่อยค่ะ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่คำนึงถึงการใช้ปัจจัยการผลิต จากสารอินทรีย์ เพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติ และเลี่ยงการปฏิบัติที่เสี่ยงต่อ การปนเปื้อนของมลสารในผลผลิต และรักษาสภาพแวดล้อม และความหลากหลาย ทางชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ และหลีก เลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม รวมถึงการนำ ภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย



      เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นมาดูกันหน่อยค่ะว่าผักที่ชาวบ้านปลูกกันโดยใช้สารเคมีนั้นใช้สารเคมีกันกี่ชนิด

      ผักสลัดแก้ว จากการจัดเก็บข้อมูล พบว่า มีการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในผักสลัดแก้วทั้งหมดประมาณ 16 ชนิดทีเดียว สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ใช้เป็นลำดับที่ 1 ในผักสลัดแก้วได้แก่ แมนโคเซ็บ ซึ่งเป็นสารป้องกันและกำจัดโรคพืช ตามมาด้วยไดฟีโคลนาโซล ซึ่งเป็นสารป้องกันและกำจัดโรคพืช เช่นกัน และการใช้อยู่ที่ร้อยละ 20.97 โดยสารเคมีฯทั้งสองชนิดนี้จะใช้ 4 ครั้งต่อการปลูก 1 รอบ ซึ่งใน 1 ปีจะปลูกกันโดยเฉลี่ย 3 ครั้ง


ตารางที่ 1สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักสลัดแก้ว


         ผักกาดขาวปลี มีการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในผักกาดขาวปลีทั้งสิ้น 13 ชนิด โดยอัตราการใช้สารเคมีฯ เกือบทั้งหมดจะอยู่ในเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด หรือมากกว่าที่กำหนดในปริมาณที่ไม่มากนัก สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในลำดับที่ 1-3 ในผักกาดปลีเป็นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ซึ่งได้แก่ แมนโคเซ็บ , อะฟอกซิลโตรฟิน และ ไดฟีโคลนาโซล ตามลำดับ โดย จะใช้ประมาณ 4-5 ครั้งต่อการปลูก 1 ครั้ง จะมีการปลูกโดยเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง

ตารางที่ 2
สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักกาดขาวปลี




         กะหล่ำปลี มีการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในกะหล่ำปลี ทั้งหมด 12 ชนิด สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ใช้เป็นลำดับที่ 1 ในกะหล่ำปลีได้แก่ แมนโคเซ็บ ซึ่งเป็นสารป้องกันและกำจัดโรคพืช ลำดับที่ 2 และ3 ได้แก่ โพรพิโนฟอส และ ไดควอวอส ตามลำดับ ซึ่งสารเคมีฯทั้งสองเป็นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลง โดยจะใช้ประมาณ 5-6 ครั้งต่อการปลูก 1 ครั้ง จะปลูกโดยเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง

ตารางที่ 3 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในกะหล่ำปลี


          พลับ ใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในพลับ ทั้งสิ้น 4 ชนิด สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในลำดับที่ 1ในพลับเป็นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ซึ่งได้แก่ แมนโคเซ็บ ส่วนในลำดับที่ 2 และ 3 เป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งได้แก่ ไกลโฟเสท และ พาราควอท ไดคลอไรด์ ตามลำดับ โดยสารเคมีฯทั้งสามชนิดนี้ได้มีค่าเฉลี่ยของความถี่ในการใช้ต่อปี เท่ากับ 1-3 ครั้ง

ตารางที่ 4 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในพลับ


น้ำพริกชนเผ่าม้ง ต้นตำรับแม่ฮัว

         “ใน 1 ถ้วยน้ำพริก มีการเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเป็นมาของเจ้าของตำรับด้วยเช่นกัน” ขอหยิบคำจากเอกสารประกอบ น้ำพริกมาประกอบการแนะนำน้ำพริกของชนเผ่าม้ง บ้านป่าไผ่

         น้ำพริกกับชนเผ่าม้งเป็นของควบคู่กัน กินกันแทบทุกมื้อ ส่วนประกอบหลักคือตะไคร้ เพราะทำให้ไม่ปวดท้อง มีกลิ่นหอม และช่วยเพิ่มความอร่อย และนิยมกินกับผักต้มสุก

         แม่ฮัวหรือนางฮัว เลาว้าง เจ้าของสูตรน้ำพริกผักชีที่เคยนำมาโชว์แล้วที่ลานน้ำพริก 4 ภาค งานมหกรรมสมุนแห่งชาติ ครั้งที่ 4 เมืองทองธานี ครั้งนี้เราตามมาเจอตัวจริงต้นตำรับและตำกันเองชิมกันเองเลยค่ะ

         สูตรแรกน้ำพริกผักชีหรือ กัว จ๊อ โย๊ะ ชี้ ในภาษาม้งนั่นเองค่ะ เหตุของความอร่อยของน้ำพริกผักชีอยู่ที่รสเผ็ด เค็ม และมีกลิ่นหอมของผักชีนั่นเอง และสามารถทำได้ทุกฤดูการ เรียกได้ว่าเป็นน้ำพริกยอดนิยม ทำก็ง่ายและที่สำคัญคืออร่อย นอกจากอร่อยแล้วในผักชียังคุณสมบัติช่วยแก้อาการปวดท้อง และช่วยย่อยอาหาร และมีเบตาแคโรทีน และรสเผ็ดร้อยช่วยขับลมบำรุงธาตุ แก้คลื่นไส้ได้อีกด้วย
         มาดูเครื่องปรุงและวิธีทำกันดีกว่าค่ะ ซึ่งเครื่องปรุงมีเพียงแค่ 6 อย่างเท่านั้นคือ เกลือ พริกขี้หนู ผักชีม้ง ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ มะเขือส้ม
         วิธีปรุงง่ายๆค่ะแม่ครัวหัดใหม่หลายคนยิ้มออกได้ทันที เพียงใส่เกลือ พริกขี้หนู ตะไคร้ ลงในครกและ ตำให้ละเอียด หลังจากนั้นใส่ผักชีและมะเขือส้มที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วลงไป แล้วก็โขลกให้ส่วนผสมเข้ากัน ชิมรสชาติและตักใส่ถ้วยได้เลยค่ะ (ตำเสร็จแล้วหอมไหมคะ)




         มาว่ากันด้วยสูตรที่สองกันเลยดีกว่าเป็นน้ำพริกมะเขือส้ม หรือกัว จ๊อ จี ลือ ซัว เป็นน้ำพริกที่มีน้ำเยอะ มีรสเผ็ด เค็ม เปรี้ยว มะเขือส้มจะเป็นลูกเล็กๆ มีรสเปรี้ยวอมหวาน จะรับประทานกันในช่วงฤดูแล้งกับฤดูฝนค่ะเพราะมีมะเขือส้มที่เป็นพันธ์พื้นบ้านที่ขึ้นง่ายนั่นเอง
         เครื่องปรุงส่วนประกอบหลักยังเป็นเกลือ พริกขี้หนู ตะไคร้ ผักชีม้งหายไม่มีใช้ผักชีธรรมแทนได้ค่ะ จะเพิ่มมาก็คือ สะระแหน่ มะเขือส้ม ส่วนการปรุงก็คือนำเกลือ พริกขี้หนู มาโขลกกับตะไคร้หั่นละเอียด แล้วใส่มะเขือส้มที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกให้เข้ากัน หลังจากนั้นใส่ผักชีม้ง สะระแหน่ หั่นละเอียด ลงไป คลุกให้เข้ากัน ชิมรส แล้วตักใส่ด้วยเลยค่ะ




         มาว่าต่อกันด้วยน้ำพริกตูน หรือ กัว จ๊อ กา หยื่อ กันดีกว่าค่ะ ต้นตูน จะมีลักษณะคล้ายๆ ต้นบอนค่ะ แม่ฮัวบอกว่า น้ำพริกตูนเด็กๆ จะชอบกินกันมาก ความอร่อยไม่แพ้น้ำพริกทั้ง 2 ถ้วยที่ผ่านมา
เครื่องปรุงยังคงเป็น เกลือ พริกขี้หนู ตะไคร้ ผักชีม้ง หอมม้ง สะระแหน่ และที่ขาดไม่ได้คือ ตูนนางเอกของเรานั่นเอง
การปรุงง่ายๆค่ะ นำเกลือ พริกขี้หนู มาโขลกกับตะไคร้หั่นละเอียด แล้วนำตูนมาปอกเปลือกหั่นให้ละเอียดค่ะ ขยำเอาน้ำออก แล้วนำมาคลุกให้เข้ากับพริกที่โขลกไว้ นำต้นหอมม้ง ผักชีม้ง สะระแหน่ หั่นละเอียด มาคลุกให้เข้ากันอีกครั้งค่ะ ชิมรส ตักใส่ถ้วยค่ะ



         ชาวม้งนิยมกินน้ำพริกกับผักต้มสุกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นถั่วแขกม้ง คะน้าม้ง ผักกาดม้ง ยอดฟักทอง ซาโยเต้หรือยอดฟักแม้วนั่นเอง ผักกูด เห็ด มะเขือขม(ซึ่งขมสมชื่อ) อร่อยทุกคำค่ะและทุกคำก็อร่อยแตกต่างกันออกไป รับรองร่างกายแข็งแรงแน่นอนค่ะ

น้ำพริกชนเผ่าพิทักษ์โลก

         นางดวงใจ เหลืองธนโภค ชาวจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกตลาดเจเจอิ่มบุญ เธอบอกว่าได้ทราบข่าวการทัวร์ “ชิมน้ำพริกชนเผ่า เล่าเรื่องผักเมืองหนาวอินทรีย์” จากตลาดเจเจ ซึ่งเป็นตลาดที่ขายผักอินทรีย์นั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วป้าดวงใจจะรับประทานผักอินทรีย์เป็นประจำอยู่แล้วพอได้รู้ข่าวว่าจะได้ไปดูต้นทางของผักอินทรีย์ก็ยินดีที่จะร่วมเดินทางกับทัวร์ครั้งนี้
         ปกติป้าดวงใจ กินน้ำพริกบ่อยมากเพราะชอบทำอาหาร และแบ่งให้กับเพื่อนบ้านข้างๆด้วย น้ำพริกของป้าก็จะมีน้ำพริกตาแดง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกมะเขือส้ม ส่วนผักที่กินกับน้ำพริกอร่อยก็คือยอดฝักแม้ว ผักกาดเขียว พอได้ขึ้นมาชิมน้ำพริกชนเผ่า ป้าดวงใจจะกลับไปทำน้ำพริกชนเผ่าม้งกินบ้าง

          นางชูจันทร์ เสถียรราช ผู้บริโภคจากกรุงเทพมหานคร เธอมาพร้อมกับครอบครัว ซึ่งเธอเดินทางขึ้นลงระหว่างกรุงเทพและเชียงใหม่เป็นประจำ ได้ทราบข่าวทัวร์ฯ จากตลาดเจเจ มาเก็ต เช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วเธอก็รับประทานผักอินทรีย์เป็นประจำอยู่แล้ว เธอบอกว่าตอนอยู่กรุงเทพเธอก็จะหาซื้อผักจากร้านค้าของสันติอโศก แต่ว่าไม่ค่อยได้ทำกับข้าวกินเองสักเท่าไร
          “ไม่ค่อยไว้ใจผักในห้าง เพราะมีสารพัดที่เหลือเกินและก็ไม่แน่ใจในกระบวนการผลิตว่าจะปลูกโดยกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์จริงๆ หรือเปล่า การได้ลงมาดูพื้นที่การปลูกผักอินทรีย์ครั้งนี้ก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่ากระบวนการของการผลิตเป็นอินทรีย์จริงๆ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าผักที่ขายกันตามตลาดแต่คุณภาพก็คุ้มกับคุณำภาพชีวีต” ชูจันทร์กล่าว

คลังเกษตรอินทรีย์ คลังผักต่อชีวิตคนผลิตและผู้บริโภค

            พาไปถึงแหล่งผลิตแล้วจะไม่พามารู้จักคลังเกษตรอินทรีย์ก็คงไม่ได้ค่ะ คลังเกษตรอินทรีย์ (Organic’s Warehouse) เป็นแหล่ง จำหน่ายผลผลิตแปรรูป และผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ทั้งปลีกและส่งค่ะ
เนื่องจากปัจจุบันการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรนั้น มิได้ปลูกเพียงพืชผักอย่างเดียว แต่ยังมีการปลูกพืชไร่ เช่นข้าว ถั่วเหลือง มันฝรั่ง และอีกมากมาย ควบคู่กัน ทำให้เกษตรกรหลายกลุ่มประสบปัญหาการกระจายผลผลิตเป็นอย่างมาก ซึ่งการกระจายผลผลิตในรูปแบบตลาดนัดเพียงอย่างเดียว จึงกระจายผลผลิตของเกษตรกรได้หมด ทำให้เกษตรกรท้อถอยในการทำเกษตรอินทรีย์ และการขยายพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า
            ในส่วนของผู้บริโภคก็เช่นเดียวกัน ผู้บริโภคหลายท่าน รวมทั้งหลายหน่วยงานต้องการรับประทานผลผลิตอินทรีย์ แต่ไม่ทราบว่าผลผลิตนั้นเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริงหรือไม่ ทำให้หมดโอกาสในการเข้าถึงผลผลิตเกษตรอินทรีย์
            ทางสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายพันธมิตร ก่อตั้งคลังเกษตรอินทรีย์ขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2549 โดยมุ่งหวังที่จะนำพาเกษตรกรผู้ผลิตรายย่อย และผู้บริโภคได้มีโอกาสมาพบกันเพื่อลดปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นค่ะ



สำหรับผู้บริโภคที่สนใจติดต่อ คลังเกษตรอินทรีย์ (Organic’s Warehouse) ตั้งที่อยู่ : เจเจ มาเก็ต ถ.อัษฎาธร ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์/โทรสาร : 053-233694


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1.เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เอื้อเฟื้อ ผลการศึกษา การใช้และผลกระทบของสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในพื้นที่สูงภาคเหนือ
2. สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชน เอื้อเฟื้อข้อมูล คลังเกษตรอินทรีย์