กลับไป sathai โฮมเพจ


แสงแดดและรอยยิ้ม...กลางผืนนา

เยาวชนกับเรื่องราวของข้าวพื้นบ้านจังหวัดพัทลุง


<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

เก็บภาพมาเล่าโดย นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย



         จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวมาอย่างยาวนาน ถือเป็นเมือง “อู่ข้าว” ของภาคใต้ เดิมข้าวที่ผลิตได้ส่งไปเลี้ยงเมืองต่าง ๆ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ตรัง ตลอดถึงชายแดนและประเทศมาเลเซีย ซึ่งวิถีชาวนาพัทลุงในสมัยก่อนนั้นทำนาแบบพอเพียง ทำนาเพื่อบริโภค เหลือจึงขาย การทำนาจะใช้ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ฤดูกาล สามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างมีสุข มีพิธีกรรมต่างๆ ที่แฝงไว้ด้วยคติความเชื่อความศรัทธาต่อธรรมชาติที่ให้คุณ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของชาวนา
         ในอดีตข้าวของจังหวัดพัทลุงมีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านหลายร้อยพันธุ์ เพราะมีการปลูกที่มากชนิดพันธุ์ ตำบลหนึ่งปลูกไม่ต่ำกว่าร้อยชนิด จึงทำให้เกิดการผสมกลายเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ที่มีลักษณะเด่นต่างๆกันออกไปอยู่ตลอดในทุกปีการผลิต ข้าวพันธุ์พื้นบ้านพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาส่วนใหญ่จะเรียกชื่อตามชื่อของเจ้าของที่นานั้น เป็นการง่ายแก่การรู้ที่มา เช่น ข้าวสาวเล็ก ข้าวพูนเกิด ข้าวนางดำ เป็นต้น หรืออาจเรียกตามลักษณะของเมล็ดหรือรสชาติเมื่อหุงสุก เป็นต้น
         การปลูกข้าวหลากหลายชนิดในแต่ละปีการทำนาของชุมชน นอกจากเพื่อให้ได้คุณภาพสำหรับการบริโภคแล้ว ยังเป็นการจัดสรรให้เหมาะสมกับเวลา สถานการณ์และดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญด้วย เพื่อเป็นหลักประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ด้วยข้าวแต่ละชนิดอายุไม่เท่ากัน ชอบหรือไม่ชอบสภาพต่างๆ แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสามารถสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ชุมชนได้ ไม่ว่าสภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนไปเช่นไร....

         แต่ด้วยแนวนโยบายพัฒนาประเทศและค่านิยมสังคมที่แปรเปลี่ยน ทำให้ชาวนารับเอาวิธีการทำนาแบบสมัยใหม่ที่เน้นการลงทุน ใช้ข้าวและพืชพันธุ์ใหม่ เครื่องจักรกล สารเคมี และเน้นการว่าจ้างแรงงานมากกว่าการลงแขกช่วยเหลือเหมือนสมัยก่อน ประกอบกับข้อจำกัดของข้าวพื้นบ้านที่มักให้ผลผลิตน้อย ทำได้ปีละครั้งและไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ทำให้ชาวนาปัจจุบันมีการปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านน้อยลง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นท่ามกลางสถานการณ์การรุกของยางพาราและปาล์มน้ำมัน และการรุกของบรรษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ที่ต้องการเข้ามาครอบครองเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ทำให้สถานการณ์คงอยู่ของข้าวพื้นบ้านเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกขณะ

         เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ณ วิชชาลัยเกลอนา ตำบลตำนาน อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง น้องๆ เยาวชนหญิงชายประมาณ 15 คน (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย) ได้มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมศึกษาและอนุรักษ์วิถีชาวนาเมืองลุง (พัทลุง) ซึ่งน้องๆ กลุ่มนี้เคยรวมตัวกันทำกิจกรรมที่น่าสนใจมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าค่ายเพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น การอบรมเขียนบทความเพื่อการสื่อสาร ไปจนถึงล่าสุดคือการเข้าไปร่วมจัดรายการวิทยุชุมชน

         สำหรับกิจกรรมในวันนี้ กลุ่มเยาวชนจะได้ฝึกปฏิบัติเป็นนักทดลองในแปลงนา โดยการลงไปบันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ปลูกรักษาอยู่ในแปลงนารวมซึ่งทางเครือข่ายเกษตรทางเลือกเมืองลุงได้รวมกันสร้างขึ้นเป็นศูนย์เรียนรู้ของเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่
กิจกรรมบันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เคยมีอยู่มากมายในอดีต แต่มีอันต้องลดน้อยลงไปจากวิถีการทำนาที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งการบันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าวพื้นบ้านนั้นมีความสำคัญหลายประการ เช่น เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการระบุและจำแนกพันธุ์ข้าวแต่ละชนิดว่ามีคุณลักษณะประจำพันธุ์อย่างไร เพื่อสามารถนำมาใช้ในการอ้างอิงภายหลังได้ และเพื่อให้เห็นคุณสมบัติที่แตกต่างกันของแต่ละพันธุ์สำหรับการตัดสินใจนำมาปลูกรักษาในฤดูการผลิตต่อไป เช่น ทำให้ทราบว่าพันธุ์ใดให้ผลผลิตมากน้อย พันธุ์ใดต้านทานโรคและแมลง หรือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวแตกต่างกันอย่างไร ทำให้ชาวนาสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนการผลิตได้ เป็นต้น

          ในวันนั้น...แม้ว่าแสงแดดจะร้อนแรง เด็กๆ จะต้องตากแดดและลงไปลุยโคลนในแปลงนารวม แต่เสียงหัวเราะและเสียงตะโกนซักถามก็ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน พี่ๆ น้าๆ หลายคนที่เข้าร่วมกิจกรรมก็อดไม่ได้ที่จะกระโจนลงไปช่วยน้องๆ บันทึกข้อมูล
และต่อไปนี้คือบรรยากาศความประทับใจที่เกิดขึ้น


 
เริ่มต้นจากแกนนำชาวบ้าน นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน ร่วมประชุมกับกลุ่มเยาวชน โดยตัวแทนเยาวชนได้เล่าถึงที่มาของกลุ่มฯ และกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมาแล้ว
จากนั้นตัวแทนเกษตรกร ร่วมกับตัวแทนจากศูนย์วิจัยข้าวและนักพัฒนาเอกชนได้อบรมเรื่องการบันทึกลักษณะพันธุ์ข้าวพื้นบ้านให้กลุ่มเยาวชน เพื่อเตรียมตัวลงไปปฏิบัติในแปลงนารวม
 
 
เมื่ออบรมในเบื้องต้นเสร็จแล้ว ก็เป็นเวลาลงไปฝึกอบรมและปฏิบัติจริงในแปลงนารวมซึ่งปลูกรักษาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้ 27 สายพันธุ์
 
ถึงเวลานี้ต่างคนก็แยกย้ายกันไปบันทึกข้อมูลตามที่ได้รับมอบหมาย
 
 
พร้อมกันนั้นก็ได้ให้เยาวชนบางส่วนฝึกปฏิบัติเป็นผู้บันทึกภาพและบันทึกวีดีโอกิจกรรมเหล่านี้
คนที่คอยบันทึกข้อมูลก็บันทึกไป คนที่จะถ่ายวีดีโอก็เดินตามไปเก็บภาพอย่างสนุกสนาน
 
 
บ้างคนมีอุปกรณ์ไม่ครบก็ใช้เทคนิคเฉพาะตัวเอา
ถึงตอนนี้น้องๆ บางคนก็ฉายแววนักทดลองท้องนาได้อย่างสมจริงสมจัง
 
 
แม้ว่าอากาศจะร้อนจนเหงื่อไหลอาบแก้ม
แต่ก็ไม่เคยหยุดยิ้มและหัวเราะสนุกสนานตามประสา
 
 
เมื่อลงมือภาคปฏิบัติแล้วกลุ่มเยาวชนก็ได้กลับมาสรุปร่วมกันว่าการลงไปบันทึกลักษณะพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ทำให้ได้เรียนรู้อะไร และจะมีแผนการดำเนินงานอะไรต่อไปในอนาคต
ซึ่งกลุ่มเยาวชนได้ตกลงกันว่าจะกลับมาช่วยกันทำป้ายชื่อพันธุ์ข้าวที่อยู่ในแปลงนารวมในโอกาสต่อไป
 
 


กิจกรรมกลางท้องนาที่เต็มไปด้วยแสงแดดและรอยยิ้มครั้งนี้ สำหรับน้องๆ คงทำให้ได้เรียนรู้อะไรไปไม่มากก็น้อย แต่สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ กิจกรรมนี้ก็คล้ายเป็นโอกาสอันดีให้ได้หันกลับมามองตัวเองด้วยว่า นานแค่ไหนแล้วที่ฝ่าเท้าไม่ได้สัมผัสผืนโคลนและท้องนา ถิ่นแหล่งกำเนิดข้าวปลาอาหารของเรามาช้านาน