<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
โดย : พัชราวรรณ มาทีฆะ
เกษตรกรที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร
กล่าวว่าปีนี้ฤดูหนาวมาเร็ว หนาวลมพัดแรง และยังหนาวนานกว่าที่เคยเป็น จนกลางเดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ยังมีอากาศหนาวให้หลาย
ๆ คนได้ประหยัดน้ำประปาตอนเช้าไปได้มากทีเดียว ข้าวเปลือกได้ลาลานไปสู่ยุ้งฉาง
บางส่วนไปสู่โรงสีข้าวเรียบร้อยแล้ว ส่วนดอกจานก็ร่วงโรยลงสู่ท้องนา ทั้ง
ๆ ที่ปกติงานบุญเดือน 3 หรืองานบุญกุ้มข้าวหรืองานบุญเบิกบ้านของชาวอีสาน
จะยังคงได้เห็นดอกจานเบ่งบานสีแสดแดงบนคาคบต้นไม้ ให้เด็ก ๆ หนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ไปแห่เก็บดอกจานในวันเตรียมงานบุญกุ้มข้าว
แล้วเลยถือโอกาสเล่นน้ำสงกรานต์ล่วงหน้าด้วยการจุ่มดอกไม้ที่เก็บมาได้กับน้ำในห้วย
หรือในกระแป๋งหน้าบ้านที่ผู้ใหญ่จัดเตรียมไว้ให้เมื่อตอนขากลับเข้าหมู่บ้าน
ดอกไม้ชุ่มน้ำเมื่อถูกสะบัดใส่ในยามที่อากาศแห้งแล้ง ได้ช่วยคลายบรรยากาศความเหน็ดเหนื่อยจากการทำนามาเนิ่นนาน
เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานรื่นเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้แก่กันและกัน
งานบุญกุ้มข้าว ถือเป็นการทำบุญข้าวใหม่
ชาวบ้านในหมู่บ้านจะนำข้าวเปลือกมาบริจาคให้กับกองกลางของหมู่บ้าน เพื่อบริจาคให้แก่วัด
หรือคนยากจนก็แล้วแต่ตามข้อตกลงร่วมกัน พร้อม ๆ กับการเคารพไหว้เสาบ้านเสาเมืองของหมู่บ้าน
ในตอนเช้าของวันเตรียมงานที่ศาลาหมู่บ้าน กลุ่มผู้ชายก็จะมาร่วมช่วยกันจักสานทำเสาทำแคร่สำหรับใส่ของไหว้
และดอกไม้ ส่วนผู้หญิงก็ช่วยกันเมี่ยงสมุนไพรห่อใบมะยม กระทงหมากพลู ตอนบ่ายแต่ละบ้านก็จะแยกย้ายกันทำขนมหมก(คล้ายขนมเทียนของชาวจีน
แต่มักจะทำไส้มะพร้าว) ไว้ให้ลูกหลาน เพื่อนบ้าน และแขกที่มาเยี่ยมเยียน
ส่วนเวลาหัวค่ำเด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะรวมกลุ่มกันไปเซิ้งขนมหมกตามหน้าประตูบ้าน
เพื่อให้เจ้าของบ้านได้แบ่งปันขนม(คล้าย ๆ กับประเพณีฝรั่งในคืนวันผีหลอกเดือนตุลาคม)
หากบ้านใดไม่มีขนมให้ว่ากันว่าคำกลอนก็จะเป็นอีกบทหนึ่งที่ไม่น่าฟัง แต่เมื่อได้ยินก็จะยิ้มขันอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่กิจกรรมนี้ยังคงพบเห็นได้ที่บ้านกุดหิน อำเภอกุดชุมที่เดียวเท่านั้น
กลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์ พัฒนา
ปรับปรุงพันธุกรรมพื้นบ้าน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกยโสธร จึงถือโอกาสใช้งานบุญนี้
นำเสนอเรื่องราวข้าวพื้นบ้านให้แก่ชุมชนได้รับรู้ และชักชวนให้เห็นคุณค่า
ประโยชน์ของข้าวพื้นบ้าน เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว
และสนับสนุนให้เพื่อนเกษตรกร ลดภาระค่าใช้จ่ายภายนอก หันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น
ในเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงวันที่
16 กุมภาพันธ์ กลุ่มอาสาสมัครฯ ได้ร่วมจัดงานนิทรรศการข้าวพื้นบ้านกับงานบุญของชุมชนแล้ว
3 หมู่บ้าน คือที่โรงสีชมรมรักษ์ธรรมชาติ บ้านโสกขุมปูน ตำบลนาโส่ ที่บ้านกำแมด
และที่บ้านกุดหิน ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม กิจกรรมในงานมีทั้งสาระ ความรู้
ที่นอกเหนือไปจากนิทรรศการแสดงคุณลักษณะของแต่ละสายพันธุ์ข้าวที่สามารถพบเห็นได้ในภาคอีสาน
แล้วยังมีการแข่งขันหุงข้าวเจ้ามะลิดำที่ขัดสีแบบข้าวกล้อง โดยหุงข้าวด้วยหม้อดิน
ซึ่งขอให้นึกภาพว่าคนอีสานที่คุ้นเคยกับการนึ่งข้าวเหนียว แล้วต้องมานั่งลุ้น
คิดหาวิธีการการหุงข้าวเจ้าให้สวย เม็ดดีไม่นิ่มไม่แข็งจนเกินไป ที่สำคัญต้องถูกปากคนกิน
จึงเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แปลกใหม่ของเหล่าแม่บ้านอย่างยิ่ง การตัดสินการหุงอร่อย
ก็ใช้วิธีการลงคะแนนของผู้ที่เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการชิมข้าวเหนียว
8 สายพันธุ์ทั้งที่เป็นข้าวอุ่น และข้าวที่เย็นแล้ว เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของข้าวนึ่ง
ว่าบางสายพันธุ์ แม้จะเป็นข้าวเย็น ข้าวก็ยังคงนุ่มหอม ไม่แข็งหรือติดมือ
บางสายพันธุ์อาจจะกินดีเมื่อเป็นข้าวอุ่น อีกทั้งจะได้เปรียบเทียบลักษณะข้าวนึ่งที่แตกต่างกันว่าเมื่อนำไปนึ่งแล้ว
ยังเป็นเม็ดเรียว สวยน่ากินหรือไม่ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมสำหรับเยาวชน
ให้ได้สนุกสนานกับการเรียนรู้สายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน มีการตอบคำถาม เล่นเกม
การฝึกหัดทำข้าวแปรรูป เช่น การทำข้าวจี่ โดยส่วนมากจะใช้ข้าวเหนียวนึ่งที่เหลือกินมาปั้นก้อนกลมเสียบไม้
ย่างไฟ หมั่นทาด้วยไข่ ก็จะได้ข้าวร้อน หอมนุ่มน่ากิน และการทำข้าวโป่ง (ข้าวเกรียบว่าว)
ที่ทำมาจากข้าวเหนียว โดยมีเหล่าแม่บ้านของกลุ่มอาสาสมัครฯ มาเป็นวิทยากรให้
อีกทั้งทางกลุ่มอาสาสมัครยังได้นิมนต์พระครูสุภา จารุวัฒน์ จากวัดบ้านท่าลาด
ตำบลนาโส่ มาสนทนาธรรมเรื่องข้าวพื้นบ้านในกระแสโลกาภิวัตน์กับการพึ่งตนเอง
โดยมีคุณอุบล อยู่หว้าเป็นผู้ดำเนินรายการ กิจกรรมงานบุญยาวนานมาถึงเวลากลางคืน
ก็มีการเล่นบักตื้อ/ปะโมไท (หนังตะลุงอีสาน) เรื่องรามเกียรติ์ แต่ระหว่างการละเล่นก็ได้สอดแทรกเนื้อหาเรื่องพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเป็นระยะ
ๆ ด้วย
แม้นผู้เข้าร่วมงานจะมีไม่มากนัก
อาจจะเป็นเพราะภารกิจที่แต่ละบ้านต้องรับผิดชอบ แต่การที่ชุมชนให้โอกาสกลุ่มอาสาสมัครฯ
ได้นำเสนอผลงานการเรียนรู้ของกลุ่มที่ผ่านมา และกระจายเสียงกิจกรรมต่าง ๆ
ในงานผ่านหอกระจายเสียงชุมชน ก็ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่จะให้ชุมชนได้รับรู้
ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาที่จะให้ชุมชนเข้าใจในสาระสำคัญของข้าวพื้นบ้านและการพึ่งตนเอง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะไม่เกิดขึ้น ที่สำคัญ ณ วันนี้ ชุมชนได้รู้แล้วว่ามีกลุ่มอาสาสมัครฯ
อยู่ในพื้นที่ หากเกษตรกรคนใด ต้องการความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
ความเหมาะสมของพื้นที่กับสายพันธุ์ข้าว เทคนิคต่าง ๆ ในการเพิ่มผลผลิตข้าว
การพึ่งตนเอง ฯลฯ ชุมชนก็จะมีเพื่อนที่จะคอยช่วยเหลือ แนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และลงมือทำด้วยกัน ดั่งความตอนหนึ่งที่ท่านพระครูสุภา ได้เทศน์ไว้ว่าชุมชนจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีหลักการใช้ชีวิตร่วมกัน
5 ประการ คือ
1 ความซื่อสัตย์
2 ความเสียสละ เห็นแก่ส่วนรวม
3 ความรับผิดชอบ
4 ความไว้วางใจกันและกัน
5 การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
การแบ่งปันความรู้ สิ่งของ ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันและกัน
กลุ่มอาสาสมัครฯ ได้บทเรียนจากการเรียนรู้อนุรักษ์
พัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ข้าว จึงนำมาแบ่งปันเพื่อนบ้านและชุมชน แต่ถึงกระนั้นบทเรียนจะเพิ่มมากขึ้นเพราะกลุ่มอาสาสมัครฯ
ไม่ได้หยุดความรู้ไว้แค่นั้น แต่จะมีการค้นหาความรู้ แสวงหาการเรียนรู้ต่อ
ๆ ไป พร้อมกับการขยายผลเพิ่มสมาชิกให้มากขึ้นในฤดูกาลถัดไป
หมายเหตุ : การทำข้าวโป่ง
ข้าวเหนียว 2 กิโลกรัม น้ำตาลทราย ? กิโลกรัม เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำกะทิ 200 กรัม(1 กล่อง) น้ำใบเตยปั่นเอาแต่น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำ
1.นำข้าวเหนียวมาตำให้ละเอียด ไม่เป็นก้อนเม็ด
2.ใส่น้ำตาทรายหมดทีเดียว ใส่เกลือ ตำให้ข้าวเหนียวเข้ากัน จึงค่อย ๆ ใส่น้ำใบเตยจนหมด
3.ใส่น้ำกะทิ แล้วตำให้เข้ากัน จนเหนียวได้ที่ โดยทดสอบด้วยการคลึงใส่ฝ่ามือ
หากแผ่แล้วคืนตัว ถือว่ายังไม่เหนียวได้ที่ให้ตำต่อไป
4.เก็บข้าวเหนียวที่ตำแล้วใส่กระติกที่ทาน้ำมันไว้แล้ว
5.ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเท่าไข่ไก่ เอาไปวางลงบนแม่พิมพ์ทับให้แบนแผ่เท่ากัน
โดยวางแผ่นพลาสติกทั้งด้านบนและด้านล่าง กันติดกับแม่พิมพ์ และสะดวกในการลอกตาก
6.ลอกข้าวโป่งจากพลาสติก แล้วนำไปตากแดดทิ้งไว้ 1 วัน จึงเก็บ
7.เมื่อจะนำมาปิ้งไฟ ให้ใช้ไฟร้อนปานกลาง ข้าวเกรียบจะขยายตัวได้ดี ปิ้งกลับไปมาจะได้ไม่ไหม้ไฟ
|