DESIGNED BY JOOMLATD
Print

เกษตรรุ่นใหม่นยุคชาวนารุ่นสุดท้าย

Written by Super User. Posted in ความรู้ เทคนิค category

เกษตรรุ่นใหม่ในยุคชาวนารุ่นสุดท้ายใกล้สูญพันธุ์

 

ที่ผ่านมา คนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนทำหน้าที่สนับสนุนองค์กรชุมชน ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนารูปแบบทางเลือกการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเกษตรยั่งยืน และสนับสนุนการพึ่งตนเองของชุมชน ขณะที่ตัวเองต้องใช้ชีวิตที่พึ่งพาภายนอกเป็นส่วนใหญ่ เช่น เงินเดือนและงบประมาณอุดหนุนที่ต้องเขียนโครงการขอสนับสนุนจากแหล่งทุน วิถีการบริโภคที่ต้องซื้อ กิน ใช้ ดื่ม ฯลฯ ซึ่งเป็นวิถีผู้บริโภคที่มิอาจผลิตเพื่อการพึ่งตนเองได้

 

องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหลายได้ทบทวนตนเองถึง ระบบการพึ่งตนเองและมีหลายองค์กรที่ริเริ่มพัฒนารูปแบบการพึ่งตนเองขององค์กรขึ้นมา รวมทั้งคนทำงานหลายคนได้ปรับวิถีการดำเนินชีวิตมาสู่วิถีแห่งการพึ่งตนเองมากขึ้น เช่น การซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ รวมถึงการปรับวิถีการลดการบริโภค เช่น การปลูกผักกินเอง การทำน้ำยาล้างจาน สบู่ แชมพู ใช้เอง เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มของคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นอยู่ จึงเป็นที่มาของหลักสูตร ต้นกล้าเกษตรกรรมยั่งยืนสำหรับองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งได้จัดกิจกรรม 4 วันรวด คือ วันที่ 16-19 มิถุนายน 2554 ณ สวนลุงโชค วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา งานนี้มีผู้เข้าร่วมด้วยกัน 30 ชีวิต อันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่คนทำงานด้านพัฒนาหลายแขนงมารวมตัวขึ้น งานฝึกอบรมครานี้จึงมีสีสันต่างออกไปจากหลักสูตรต้นกล้าเกษตรกรรมยั่งยืนที่เคยจัดมาโดยที่เน้นกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

แต่ละกระบวนการได้เชิญมืออาชีพ เช่น คุณอุบล  อยู่หว้า, คุณสุภา  ใยเมือง และคุณคมสัน หุตะแพทย์ เป็นต้น  มาช่วยบรรยายและชวนมองเปิดเพดานความคิด ตามลำดับชุดกิจกรรม ต่อไปนี้

 

การวิเคราะห์เชื่อมโยงสถานการณ์ทางสังคม และระบบโลกาภิวัตน์ 

เน้นให้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อนข้ามภาค ข้ามข่าย ได้เห็นมุมมองการเป็น  เอ็นจีโอในยุคสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง และฝึกการทำกิจกรรมโลกาภิวัตน์และการวิเคราะห์สถานการณ์ ข้อมูล ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของตัวเอง และสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานกับชุมชนต่อไปได้

องค์ความรู้เชิงระบบ และเทคนิคความรู้เชิงปฏิบัติการเพื่อการพึ่งตนเอง 

กิจกรรมนี้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระบบและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับระบบภูมินิเวศที่แตกต่างกัน  ประเด็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบฟาร์มแบบยั่งยืน อีกทั้งเรื่องการวิเคราะห์ดิน จุลินทรีย์ในดิน โรคและแมลง พันธุกรรม และการออกแบบระบบฟาร์มที่เอื้อกับวิถี กินได้ใช้ได้และขายได้ส่วนในมุมของเรื่องพลังงานได้ให้ความรู้และแลกเปลี่ยนในเรื่องพลังงานทางเลือกเพื่อการพึ่งตนเองในครอบครัวและในไร่นา ได้แก่ พลังงานน้ำ พลังงานจากพืช พลังงานจากแสงอาทิตย์ ฯลฯ  ทั้งหมดคือเรื่องราวในส่วนที่เป็นเนื้อหา แต่ความรู้ที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจำเป็นต้นลงมือปฏิบัติจริง จึงได้มีการทดลองปฏิบัติการเชิงเทคนิคเพื่อวิถีพึ่งตนเอง ได้แก่ การทำแปลงผัก การปลูกผัก  การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักจุลินทรีย์  การทำอาหารและการแปรรูปอาหาร (การทำแป้งข้าวเจ้า การนำแป้งข้าวเจ้ามาทำขนม/ขนมปัง/ไอศกรีม ฯลฯ)  การทำแชมพู สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำมัน ฯลฯ สำหรับใช้เอง  และวิถีสุขภาพพึ่งตนเอง อาหาร ยา โยคะ สมาธิ ฯลฯ 

วิถีคนทำงานแบบเอ็นจีโอกับอนาคตการพึ่งตนเองของคนทำงาน และการวิเคราะห์การเรียนรู้  สู่การวางแผนชีวิตตนเอง

 กิจกรรมในส่วนนี้ได้แก่ การแลกเปลี่ยนกันฉันท์พี่น้อง คุยกับลุงโชคเจ้าของสถานที่ และพี่ๆเอ็นจีโอที่เริ่มมีชีวิตทำงานควบคู่กับการทำเกษตรแบบยั่งยืน แลกเปลี่ยนแนวคิดการพึ่งตนเองกับการทำงานเพื่อสังคมว่า ไปกันได้หรือไม่?”  และทบทวนตัวเอง วางแผนการทำงาน การดำเนินชีวิต รวมทั้งข้อเสนอต่อการสนับสนุนเชื่อมร้อยเครือข่ายกันและกัน

งานอบรมครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของสององกรค์หลัก ได้แก่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย โดยมีทิศทางในการพัฒนายกระดับการจัดการความรู้ขึ้นเป็นสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืนในอนาคต ร่วมกับศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในการจัดทำโครงการ สืบสานต้นกล้าเกษตรกรมยั่งยืนเพื่อเป็นหลักสูตรนำร่องในการพัฒนาให้เกิดการจัดการเรียนรู้สู่สังคม

บทสรุปของการเข้าร่วมอบรมทั้ง 4 วันนี้ ในช่วงท้ายซึ่งทางวิทยากรกระบวนการได้เปิดโอกาสได้พูดถึงความรู้สึกและสิ่งที่ได้รับในการมาเข้าร่วมอบรม ผู้เข้าร่วมได้กล่าวถึงบทส่งท้ายก่อนกลับที่แตกต่างหลากหลายกัน เช่น 

การมาร่วมงานครั้งนี้ได้ประโยชน์มาก เพราะสามารถนำเอาแนวคิดและเทคนิคที่ได้มาใช้กับพื้นที่ ซึ่งไม่กี่เดือนเคยเกิดภาวะน้ำท่วม เพราะประเด็นวิเคราะห์ของการฝึกอบรม ทำให้สามารถหยิบไปใช้ชวนชุมชนร่วมกันสืบสาวราวเรื่องของต้นสายปลายเหตุของการเกิดภัยธรรมชาติในพื้นที่ชุมชนได้  ทิพ จ.นครศรีธรรมราช  ผมคิดว่าความรู้ด้าน เอดส์ด้านเพศ มีความเกี่ยวข้องกับงานทางด้านเกษตร ซึ่งหากไม่พิจารณาอย่างเชื่อมโยงอาจจะไม่เห็น คนทำงานด้านเกษตรก็ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ชัย เครือข่ายคนทำงานเอดส์  ตอนนี้กำลังขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวกับลุ่มน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชน การได้นำเอาความรู้ ทางด้านเกษตรอินทรีย์และการคิด วิเคราะห์ เชิงโครงสร้าง ไปใช้ร่วมด้วย ทำให้การขับเคลื่อนงานเกิดการเติมเต็มมีมุมกว้างมากขึ้นกัน จ.ปราจีนบุรีคงนำความรู้และเทคนิคด้านการเกษตรไปใช้กับชีวิต ซึ่งได้วางแผนไว้ว่าคงไปมีกิจกรรมกับแปลงของตัวเอง และพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด  สยาม  จ.ยโสธร

หลากสีสัน หลากความคิด หลากประสบการณ์ มารวมเป็นกระแสธารทางความคิด และเป้าหมายการมีชีวิตพึ่งตนเองแบบวิถีเกษตรกรรม แม้ท่ามกลางแวดล้อมของโลกาภิวัตน์ ความทันสมัย ที่คนต่างเร่งรีบ สะดวกใช้ สะดวกกิน มีบรรษัท บริษัทผูกขาดและกำหนดราคาสินค้า ฯลฯ คนทำงานด้านพัฒนาชุมชน ไม่ต่างจากผู้คนทั่วไปที่ส่วนมากยังดำรงอยู่ท่ามวงเวียนเหล่านี้  การค้นหาเพื่อเป็นอิสระจากประเด็นทุกข์  ย่อมเป็นการสร้างความสุขให้กับตนเองและสังคมได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นการพัฒนาที่มีฐานมั่นคงเริ่มจากความคิดด้านในของตนเอง สู่การปฏิบัติ

TOP