Print

การเดินทางของพันธุกรรม..สู่อิสระภาพ

Written by Super User. Posted in ความรู้ เทคนิค category

 

 

การเดินทางของพันธุกรรม...สู่อิสรภาพ

 

                หลังจากที่มีการปฏิวัติด้านการเกษตรกรรมภายในประเทศขนานใหญ่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พันธุกรรมในการผลิต อันเนื่องมาจากระบบแบบใหม่นั้นเน้นการผลิตเชิงเดี่ยวที่เข้มข้น มีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่สูงโดยใช้พันธุกรรมเพียงไม่กี่ชนิดโดยอาศัยกลไกทางการตลาด จนส่งผลให้บทบาทของเกษตรกรในฐานะผู้มีความเชี่ยวชาญในการคัดเลือก อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์สายพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะสมกับลักษณะนิเวศภายในแปลงของตนเอง รวมถึงการลดทอนคุณค่าจากการเป็นผู้มีความรู้สู่การเป็นแรงงานและผู้พึ่งพาด้านความรู้และปัจจัยการผลิตจากภายนอก

 

          ระบบการผลิตแบบใหม่ที่นำไปสู่การผูกขาดด้านความรู้ พันธุกรรมและเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรได้ เนื่องมาจากการผลิตที่มากขึ้น เข้มข้นขึ้นไม่ได้ช่วยให้มีรายได้ที่มั่นคง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนนำไปสู่การสร้างกระบวนการในการวิเคราะห์ทบทวนถึงนโยบายด้านการพัฒนาที่ผ่านมาโดยกลุ่มเกษตรกร และองค์กรพัฒนาเอกชนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้พันธุกรรมที่ไม่หลากหลายทั้งที่ด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจนเกิดแนวคิดในรื้อฟื้นภูมิปัญญาในการจัดการพันธุกรรมของตนเองขึ้นมาอีกครั้งโดยมีกระบวนการสำคัญ 4 ประการ คือ

 

          การอนุรักษ์พันธุ์ พันธุกรรมพื้นบ้านมีการคัดเลือก ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมกับลักษณะนิเวศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม จึงมีความแข็งแรง ทนทานมากกว่าสายพันธุ์สมัยใหม่  แต่ส่วนหนึ่งได้สูญหายไปในช่วงที่มีการสนับสนุนการเกษตรแผนใหม่ เช่น จากการสำรวจในพื้นที่ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร* พบว่าข้าวที่ปลูกเกือบทั้งหมดมีเพียง 2-3 สายพันธุ์ในช่วงปี2550 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการส่งเสริมมาจากภายนอก หรือสายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านที่เคยมีอยู่หลากหลายได้สูญหายไปจากตลาดพบเพียงพันธุ์หมอนทอง ก้านยาวและชะนี เป็นต้น จึงเกิดการรวมรวมพันธุกรรมพื้นบ้านกลับมาสู่ชุมชนอีกครั้งโดยการออกสำรวจ ค้นหาพันธุกรรมเหล่านี้จากทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงรื้อฟื้นภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการดูแลรักษา เก็บพันธุกรรมทั้งในรูปแบบของเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรและผู้สนใจในระดับครอบครัว เช่น การสำรวจพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานในปี2540 พบว่ามี 32 สายพันธุ์ จึงจัดเวทีในการสร้างกระบวนการวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนพันธุกรรมขึ้นในเวลาต่อมาซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายในการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมากขึ้น หรือการรวมรวมองค์ความรู้และพันธุกรรมในพื้นที่ไร่หมุนเวียนของเครือข่ายเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงซึ่งพบว่ามีความหลากหลายถึงกว่าร้อยสายพันธุ์มีทั้งพืชอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอยและพืชที่ใช้ในพิธีกรรม เป็นต้น

 

          การปรับปรุงพันธุ์ หลังจากที่มีการสำรวจและรวบรวมพันธุกรรมพื้นบ้านนำมาอนุรักษ์ในถิ่นที่อยู่แล้วได้มีการรื้อฟื้น พัฒนาองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ที่มีความบริสุทธิ์(มีความนิ่ง ความคงตัว มีคุณสมบัติตามลักษณะที่แท้จริงของพันธุ์)ควบคู่กันไป ผ่านการศึกษาเรียนรู้จากที่ต่างๆ เช่น การเรียนรู้เรื่องการคัดพันธุ์ข้าวแบบแกะข้าวกล้องจากมูลนิธิข้าวขวัญ หรือการปักดำแบบกีบเดียว(System of Rice Intensification, SRI) จากศูนย์วิจัยข้าวจนนำมาสู่การพัฒนารูปแบบการทำแปลงนารวมคัดเลือกข้าวพันธุ์กรโดยการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากทั้ง 2 แหล่งเข้าด้วยกัน เป็นต้น 

 

          พัฒนาพันธุ์ เมื่อมีการปลูกอนุรักษ์ ปรับปรุงให้ได้พันธุกรรมที่มีความบริสุทธิ์แล้ว เกษตรกรยังได้นำพันธุ์เหล่านั้นไปพัฒนาให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น โดยอาศัยความรู้ที่ตนเองมีอยู่มาปรับใช้จนเกิดเป็นพันธุกรรมใหม่ๆที่พัฒนาโดยเกษตรกรให้ได้ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด เช่น การผสมพันธุ์ข้าวของหวัน เรืองตื้อจนเกิดเป็นข้าวสายพันธุ์หวัน1 หวัน2 หรือการอนุรักษ์ทุเรียนกว่า 50 สายพันธุ์ของชาตรี โสวรรณตระกูล มีการพัฒนาสายพันธุ์มาเรื่อยๆจนเกิดเป็นสายพันธุ์มี่มีลักษณะเฉพาะตัว อย่าง นมสด เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์ความรู้ เทคโนโลยีและพันธุกรรมได้ฟื้นคืนกลับมาอยู่ในมือเกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

 

          การรณรงค์เผยแพร่และขับเคลื่อนทางนโยบาย หลังจากที่พันธุกรรมฟื้นบ้านได้เดินทางกลับคืนมาสู่แปลงอีกครั้ง กระบวนการที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความรู้ใหม่ที่เกิดจากการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผนวกกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการทดลองในแต่ละพื้นที่ซึ่งไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เฉพาะในกลุ่มเท่านั้นยังถูกนำมารณรงค์เผยแพร่ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นทั้งในระดับชุมชนผ่านงานบุญ พระเพณีต่างๆ ไปจนถึงเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ เช่น การจัดเวทีแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้าน มหกรรมชาวบ้านภาคอีสาน หรือเวทีวิชาการชาวบ้านกับการจัดการความรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร พันธุกรรมเพื่อความเป็นไทหรือ การตั้งเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรมในปี 2553 เป็นต้น

 

          นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพันธุกรรมร่วมกับหน่วยงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิจัยข้าว กรมการข้าว สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) สถาบันทางการศึกษาและนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์พันธุกรรมชุมชนในหากหลายรูปแบบ ทั้งศูนย์ข้าวชุมชนที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเพื่อรองรับกับความต้องการของท้องถิ่น ศูนย์พันธุกรรมบนพื้นที่สูงซึ่งรวบรวมพันธุ์พืชในระบบไร่หมุนเวียน สวนสมลม(ผสม)ในภาคใต้ที่มีการจัดการไม้ผลและไม้ป่าให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลไปจนถึงแหล่งพันธุกรรมทางทะเลอย่างธนาคารปู ธนาคารปลา ล้วนแล้วแต่ช่วยให้พันธุกรรมกลับมาสู่อิสรภาพยิ่งขึ้น

 

          การสูญเสียของพันธุกรรมเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างให้รูปธรรมในพื้นที่ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นกลับมาช่วยในการผลักดันส่งที่เป็นประโยชน์ที่แท้จริงให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเรื่องของสิทธิเกษตรกรในการเป็นเจ้าของพันธุกรรมผ่านการจัดการเมล็ดพันธุ์ของชุมชนให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย การรับรองการใช้ประโยชน์จากพืชในท้องถิ่นผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น การจัดโครงการข้าวคืนนาเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวภายในถิ่นที่อยู่ด้วยสร้างความร่วมมือในการนำข้าวออกมาจากธนาคารเชื้อพันธุ์ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีแล้วปลูกดูแลรักษาร่วมกับเกษตรกร ไปจนถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านพืชจีเอ็มโอเป็นต้น

 

          พันธุกรรมมีการเดินทางเปลี่ยนผ่านจากช่วงยุคสมัยหนึ่งสู่ยุคสมัยหนึ่งผ่านนโยบายภายใต้ระบบการค้าเสรีที่อิงกับกลไกตลาดเป็นสำคัญ แต่การคงอยู่ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากคุณค่าในการเป็นทรัพยากรต้นกำเนิดของสรรพชีวิตทุกสิ่งบนโลก เป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงภายใต้ความหลากหลายที่มีอยู่ การกักขัง หน่วงเหนี่ยว ไว้เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจมิใช่หนทางแห่งความอยู่รอด สิ่งที่ดีที่สุด คือ การปลดปล่อยให้พันธุกรรมเดินทางสู่อิสรภาพ..........