DESIGNED BY JOOMLATD
Print

Written by Super User. Posted in แหล่งพันธุกรรมข้าวอีสาน category

กลุ่มบ้านนา ทุ่งกุลา (โรงเรียนใต้ต้นตะขบ) 


1. ชื่อกลุ่ม :
 กลุ่มบ้านนา ทุ่งกุลา (โรงเรียนใต้ต้นตะขบ) 

2. ที่ตั้งและภูมินิเวศ
 
          2.1 ที่ตั้ง: นาแปลงรวมเป็นพื้นที่อนุรักษ์สายพันธุ์ข้าว มี 2 แห่ง 
                    1) ในพื้นที่นาของนางสาวทองทิพย์ ภูมิวงศ์ จำนวน 2 งาน เลขที่ 102 หมู่ 10 บ้านสังข์ใหญ่ ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 
                    2) ในพื้นที่ของครูโรงเรียนบ้านร้านหญ้า จำนวน 4 ไร่ อยู่ติดโรงเรียนบ้านร้านหญ้า หมู่ 3 บ้านร้านหญ้า ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่เรียนรู้การทำนาอินทรีย์ของชุมชนบ้านร้านหญ้าและเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านร้านหญ้า 
          2.2 ลักษณะภูมินิเวศ : 
          - แปลงที่ 1 ต.ทุ่งกุลา เป็นทุ่งราบ ดินเหนียวปนทราย 
          - แปลงที่ 2 ต.ทุ่งหลวง เป็นทุ่งทาม น้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลากบางปี 

3. ขนาดพื้นที่นาแปลงรวม: 4 ไร่ 2 งาน แบ่งเป็นแปลงที่ 1 จำนวน 2 งาน แปลงที่ 2 จำนวน 4 ไร่ 

4. ความเป็นมา :
 
          ชุมชนบ้านจานเตย เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นตำบลขนาดกลาง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 80 กิโลเมตร มีพื้นที่อาณาเขตติดแม่น้ำมูน ใจกลางผืนแผ่นดินทุ่งกุลา ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก มีที่ดินทำกินของครอบครัวต่อครัวเรือนจำนวนเฉลี่ย 30 ไร่ ที่นี้จึงเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดีที่ขึ้นชื่อและยังผลิตข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอีกด้วย 
          ดินแดนทุ่งกุลาซึ่งเดิมได้ชื่อว่าแห้งแล้ง เป็นพื้นที่ที่อยู่ในความสนใจของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน ในปี พ.ศ. 2530 สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้เข้ามาทำงานในพื้นที่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมสร้างรายได้หลังจากว่างจากการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลัก จากการประชาคมหมู่บ้านทำให้ได้ข้อสรุปว่าชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ และสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะเป็นฝ่ายการตลาดให้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้า การย้อมสีธรรมชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่ของสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้เข้ามาอบรมเทคนิคการย้อมแบบต่างๆให้ ชาวบ้านในตำบลทุ่งกุลา 3 หมู่บ้านได้ทอผ้าฝ้ายร่วมกับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นต้นมา 
          มีการทำเกษตรผสมผสานร่วมกับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม จากนั้นสมาชิกกลุ่มที่เหลือกับสมาชิกใหม่ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยภูมินิเวศทุ่งกุลาร้องไห้ในปี พ.ศ. 2544 มีการส่งเสริมปัจจัยการผลิตในแบบการให้กู้ยืมเงินและสนับสนุนเงินส่วนหนึ่ง เช่น การขุดสระน้ำ การล้อมรั้ว การทำปศุสัตว์ การสร้างแนวคิดเกษตรอินทรีย์ในกลุ่ม และการส่งเสริมการทำงานกลุ่ม มีการเรียนรู้ร่วมกันในเรื่องเกษตร เช่น การปลูกไผ่ร่วมกัน จากนั้นประมาณปี พ.ศ. 2549 กลุ่มได้ไปศึกษาดูงานเรื่องพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านที่อ.กุดชุม จ.ยโสธร และที่จ.อุบลราชธานี ในเรื่องต่างๆ เช่น การผสมพันธุ์ข้าว การบำรุงดิน การปลูกพืชหลังนา การทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น 
          หลังจากกลับมาจากยโสธรและอุบลราชธานี บางคนในกลุ่มอยากทำงานเรื่องพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2550 ไม่มีกิจกรรมกลุ่มเพราะปิดโครงการนำร่องฯ แล้ว นางสาวทองทิพย์ ภูมิวงศ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของกรรมการโครงการนำร่องฯ ยังมีความสนใจเรื่องพันธุกรรมและด้วยหน้าที่การงานที่เป็นครูผู้จัดกระบวนการที่โรงเรียนชุมชนชาวนาบ้านปลาบู่ ต.หนองแสง อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม มีโอกาสไปงานพันธุกรรมในนามเจ้าหน้าที่โรงเรียนชุมชนชาวนาบ่อย จึงเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืชพื้นบ้านทั้งข้าว ผัก สมุนไพร มาปลูกในแปลงส่วนตัวและแบ่งปันให้สมาชิกในกลุ่มและเพื่อนบ้านที่ต้องการในช่วงกลับมาเยี่ยมบ้าน 
          เมื่อปี พ.ศ. 2551 นางสาวทองทิพย์ลาออกจากงานประจำ เนื่องจากมีแนวคิดว่าคนเราเกิดมาจะเอาอะไรมากมายกับชีวิต น่าจะเพียงพอแค่ กินอิ่ม นอนหลับ จึงไม่คิดจะทำงานประจำอีกแล้ว และประกอบกับอยากมีเวลาอยู่กับตัวเอง ไปวัด เนื่องจากตนเองสนใจธรรมะ ตนมีที่นา 1 แปลง จำนวน 8 ไร่ ที่แม่ยกให้เป็นของขวัญแต่งงาน กลับมาช่วงแรกมีแนวคิดเกษตรอินทรีย์ เริ่มปลูกผักบุ้งส่งร้านก๋วยเตี๋ยวละแวกบ้าน ชาวบ้านก็จะมีคำถามว่าทำไมจบปริญญาตรีแล้วกลับมาทำเกษตรที่บ้าน ไม่ทำงานประจำ เกิดความกดดันจึงย้ายมาอยู่ที่แปลงนาแทนบ้านในชุมชน ปลูกผักบุ้งเป็นหลักส่งร้านก๋วยเตี๋ยว ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วงอก งา มัน และได้ย่ำดินสำหรับทำบ้านดิน เริ่มฝันที่จะทำที่นาส่วนตัวให้เกิดแปลงเรียนรู้ภายในระยะ 10 ปี โดยแบ่งเป็น 3 ปีแรกทำแปลงตนเองให้เป็นรูปธรรม 3 ปีต่อมาให้เป็นการทำงานกับกลุ่ม และอีก 4 ปีให้เป็นการพัฒนากลุ่ม เป็นภาพในอนาคตที่มีคนมาร่วมกิจกรรมในแปลงนาอย่างมีความสุข เช่น มีบ้านพัก มีแปลงผัก มีห้องสมุด เป็นต้น 
          ประมาณปี พ.ศ. 2552 ทำกิจกรรมกับเด็ก ชวนเด็กมาถักโครเชต์ ให้เด็กเล่นแบดมินตัน สอนการบ้านให้ฟรี ให้อ่านหนังสือและทำกิจกรรมในแปลง เช่น ขุดแย้ งมหอย หาปลา ทำกับข้าวกินร่วมกัน โดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนและไม่ได้ใช้งบประมาณมากเพราะให้เด็กห่อข้าวมากิน ในงานด้านเกษตรก็ได้ไปช่วยงานนอกพื้นที่เรื่องการจัดตั้งกลุ่มเกษตร ให้เด็กมาเรียนรู้เกษตรที่บ้านหนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ไปวัดป่าโสมพนัสเพื่อปฏิบัติธรรม ช่วงนั้นสมาชิกกลุ่มก็ยังไม่ได้มารวมกลุ่มกันทำอะไร 
          ปี พ.ศ. 2553 ผอ.โรงเรียนบ้านฮ่องสังข์ ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ได้มาชวนไปเป็นครูอัตราจ้างเนื่องจากเห็นตนทำกิจกรรมกับเด็ก และมีเด็กๆ มาร่วมกิจกรรม เริ่มเห็นว่าการทำงานในระบบจะทำให้ทำงานพัฒนาในพื้นที่ตนเองได้รับการยอมรับ จึงไปเป็นครูประจำชั้น ป.4 และเริ่มเอากระบวนการพัฒนาไปใช้ในโรงเรียน เช่น ก่อนเริ่มเรียนให้เล่นเกม ทำกิจกรรม ผอ.เห็นว่าตนชอบปลูกผัก ก็ให้ชวนเด็กปลูกผัก โดยให้เด็กเอาพันธุ์จากที่บ้านมาปลูกในโรงเรียน ก็ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องพันธุ์ต่างๆ เช่น มัน ผัก และอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ถามจากเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ได้ให้เด็กทำสมุดบันทึกเล่มเล็กเรื่องพันธุ์ผักพันธุ์มันในต.ทุ่งกุลา ให้แลกเปลี่ยนกันระหว่างครูกับเด็ก 
          จากนั้นเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานได้ประสานงานเพื่อจะจัดงานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลา จึงเลือกให้จัดตรงกับงานบุญข้าวจี่ที่วัดบ้านจานเตยในเดือนพฤษภาคม 2553 ตนได้พาเด็กนักเรียนในชั้นไปร่วมเรียนรู้ ความเป็นกลุ่มเกษตรในโครงการนำร่องฯ ก็เสมือนกลับมาพบกันอีกครั้ง ในงานแลกเปลี่ยนพันธุกรรม ชาวบ้านในพื้นที่ก็ได้ร่วมแลกเปลี่ยนพันธุกรรม ได้นำพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านจากงานนี้มาปลูกในแปลงตนเอง 
          หลังจากงานครั้งนั้น นางสาวทองทิพย์รู้สึกว่าชาวบ้านมีความสุขจากการมาคุยและแลกเปลี่ยนกันในเรื่องพันธุกรรม และกิจกรรมกลุ่ม จึงเกิดความคิดที่จะรวมกลุ่มชาวบ้านกลับคืนมาดีหรือไม่ จึงไปถามประวัติความเป็นมาและการบริหารจัดการกลุ่มจากแม่ซึ่งเคยเป็นกรรมการโครงการนำร่องฯ พบว่าต้องมีงบประมาณในการบริหารจัดการกลุ่ม เช่น จ่ายค่าเดินทาง ซึ่งตนเองไม่มี จึงตัดสินใจทำงานกับกลุ่มเด็กต่อซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณอะไร เพราะให้เด็กห่อข้าวห่อน้ำมาเอง แล้วพาเด็กไปเยี่ยมสมาชิกกลุ่ม พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเรื่องการทำมาหากิน มีการขอพันธุ์ผัก พันธุ์พืชไปปลูกต่อที่บ้าน ซึ่งพันธุ์เหล่านั้นมีอยู่ในพื้นที่และก็ได้มาจากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันกับญาติมิตร คนที่เป็นสมาชิกกลุ่มนำร่องฯ เดิมก็มีคำถามว่ากลุ่มจะเดินต่อไปอย่างไร สมาชิกใหม่ เช่น ยายบัวไข ซึ่งขายของที่ตลาดนัดได้แลกเปลี่ยนพันธุ์กับตน จึงถามไปว่าถ้าจะทำกลุ่มจะร่วมหรือไม่ คนที่ตลาดก็อยากจะร่วม 
          ปี พ.ศ. 2554 มีการประชุมกลุ่มเรื่องพันธุกรรมข้าว จึงเสนอโครงการค้นหาพันธุ์ข้าวก่ำที่เหมาะสมกับพื้นที่บ้านจานเตย กลุ่มจึงได้กลับมาทำกิจกรรมร่วมกันอีกครั้ง มีการเยี่ยมแปลง ศึกษาดูงาน เริ่มนำข้าวพันธุ์หลากหลายจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานมาปลูก ไม่เฉพาะแปลงของนางสาวทองทิพย์ เกิดแปลงนารวม (แปลงทดลอง) โดยใช้ที่นาของนางสาวจำปี เหลาพิมพ์ มีการเรียนรู้เรื่องพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน เช่น การตกกล้า ตัดข้าวปน การบันทึกลักษณะประจำพันธุ์ การผสมพันธุ์ เทคนิคการทำนาให้ได้ผลผลิตสูง การคัดเลือกพันธุ์ เป็นต้น 
          แต่ความรู้เหล่านี้ไม่ได้ถูกถ่ายทอดไปยังสมาชิกกลุ่มอย่างทั่วถึง เพียงแต่แกนนำสามารถชวนชาวบ้านทำกิจกรรมได้ และในเวลานั้นส.ป.ก.ร้อยเอ็ด และกรมการข้าวเข้ามาร่วมสนับสนุน นางสาวทองทิพย์ก็ยังทำกิจกรรมกับเด็กอย่างต่อเนื่อง ไม่ค่อยได้มาร่วมบริหารจัดการกลุ่ม เนื่องจากการประชุมจะมีในวันจันทร์-ศุกร์ซึ่งตนเองทำงานในโรงเรียน ไม่สามารถไปได้ หลังจากนั้นเปลี่ยนวันประชุมมาเป็นช่วงเสาร์อาทิตย์หรือตอนกลางคืน ซึ่งตนเองมีฐานการทำงานพัฒนามาก่อน ตนจึงได้ร่วมประชุมและเป็นผู้ดำเนินการประชุม เริ่มคิดว่าบ้านสมาชิกมีพันธุ์ผักพันธุ์พืชอะไรก็ให้นำมาแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็เข้ามาร่วมกลุ่มอย่างต่อเนื่อง และให้ใช้สถานที่ที่แปลงนาของตนเองเป็นที่ทำกิจกรรมกลุ่มถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในชื่อ “โรงเรียนใต้ต้นตะขบ” ซึ่งทำกิจกรรมกับเด็ก และกลุ่ม “บ้านนา ทุ่งกุลา” ที่ทำเกษตรกับผู้ใหญ่ จนจบโครงการ ซึ่งเหตุที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “บ้านนา ทุ่งกุลา” เพราะมีสมาชิกมาจากบ้านอื่นๆ ใน ต.ทุ่งกุลาด้วยไม่เฉพาะบ้านจานเตย 
          หลังจากนั้นไม่มีการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งใดๆ แต่กลุ่มก็ยังทำกิจกรรมต่ออย่างเข้มแข็งด้วยวิธีการห่อข้าวห่อแกงมาจากบ้านแล้วกินร่วมกัน และใช้เงินส่วนตัวในการจ่ายอาหารส่วนกลางและค่าเดินทางสมาชิกประมาณ 10 คน ยังคงมีการทำแปลงนารวมร่วมกันโดยใช้ความรู้เรื่องพันธุกรรมข้าวที่ได้ไปศึกษาอบรมมา เช่น การตัดข้าวปน ส่วนตัวก็มีเพื่อนในทางธรรมะจากการไปปฏิบัติธรรมมาร่วมช่วยทำกิจกรรมในแปลงนาด้วย ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวของปี พ.ศ. 2554 นางสาวทองทิพย์ได้ลาออกจากงานครูที่โรงเรียนบ้านฮ่องสังข์(หมดสัญญาจ้าง) กลุ่มสมาชิกบ้านนา ทุ่งกุลา และกลุ่มสมาชิกเด็กโรงเรียนใต้ต้นตะขบได้มาเกี่ยวข้าวร่วมกัน และตัดข้าวปนแบบรวง แต่เนื่องจากเด็กมาเกี่ยวข้าวด้วยจึงทำให้ข้าวแต่ละสายพันธุ์ปะปนกันจำนวนหนึ่ง ทำให้เก็บพันธุ์เพื่อปลูกต่อไม่ได้ ผู้ใหญ่ในกลุ่มจึงแก้ไขปัญหาด้วยการนำข้าวมาสีรวมกันด้วยเครื่องสีมือหมุน(ใช้แรงงานคน) ของกะเหรี่ยงโพล่วจากประเทศพม่า ออกมาเป็นข้าวหลายสีหลากพันธุ์ เอามาหุงกินแล้วอร่อยและเด็กต้องการนำไปฝากพ่อแม่จึงกรอกใส่ขวดเล็กๆ กลับไปบ้านเป็นผลงานของเด็ก รวมทั้งส่งไปให้เพื่อนที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยทำข้อมูลประชาสัมพันธ์กลุ่มให้เป็นที่รู้จักในเฟสบุ๊ก “บ้านนา ทุ่งกุลา” และเขาได้ส่งข้าวให้เพื่อนๆ ของเขาได้กินด้วย ได้รับการตอบรับจากเพื่อนว่าอร่อยและต้องการสั่งซื้อจากกลุ่ม ซึ่งตนเองมีโจทย์อยู่แล้วว่าจะขายข้าวอย่างไรที่ไม่ใช่ขายข้าวเปลือกให้โรงสี จึงมาคิดชื่อตราข้าวหลากสีหลายสายพันธุ์ที่จะส่งขาย ด้วยเหตุที่วันที่เด็กมาทำข้าวปนกันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นวันดีดี ที่ก่อเกิดข้าวที่หอมอร่อย เป็นที่ชื่นชอบของคนกินและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อตรา “ข้าววันดีดี” จากนั้นมาก็ปรึกษาหารือเรื่องการทำตลาดข้าวของกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง 
          ปีพ.ศ. 2555 สมาชิกกลุ่ม 3 ครอบครัวได้ขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากออแกนิคไทยแลนด์เป็นปีแรก และได้นำกลุ่มสมาชิกบ้านนา ทุ่งกุลา และกลุ่มเด็กๆ โรงเรียนใต้ต้นตะขบเข้าร่วมงาน จัดนิทรรศการ แสดงละครเรื่องเจ้าแม่โพสพ ในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ซึ่งได้รับการยอมรับเพราะนิทรรศการสวย ตอบคำถามคนมาร่วมงานได้ ได้รับรางวัลการแสดง เริ่มมีตัวตนชัดเจนและเป็นที่รู้จักในเครือข่าย และยังเป็นครั้งแรกที่ได้นำข้าวกล้องตราวันดีดีกับเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน อาหารพื้นบ้าน กาแฟออแกนิกส์ไปขายในงาน ในปีเดียวกันสถาบันบ่มเพาะจิตเพื่อการแปรเปลี่ยนทางสังคม โดยดร.ธรรมนนท์ กิจติเวชกุล ได้สนับสนุนตนโดยชวนไปร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเอง เดินทางจาริกธรรมกับหลวงพี่ป๊อบ (ภิกษุณีสุโพธา) เรียนรู้เรื่องสมุนไพรและการพัฒนาตนเองด้านใน การดูแลสุขภาพด้วยการพึ่งตนเอง เดินทางไปประเทศจีนเพื่อไปเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่แบ่งปันแนวคิดการใช้ฐานการภาวนามาทำงานเกษตรกรรม ในขณะที่กลุ่มก็ยังคงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 
          ปลายปี พ.ศ. 2555 วางแผนจะไปบรรพชาสามเณรีที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม แต่เนื่องจากมีหนังสือราชการเรียกตัวไปทำงานตำแหน่งครูธุรการโรงเรียน จึงไม่ได้ไปบรรพชาสามเณรี และได้ใช้เงินเดือนเดือนแรกร่วมหุ้นกับกัลยาณมิตรมาซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กเป็นของส่วนตัว เนื่องจากสมาชิกยังไม่พร้อมจะรวมกลุ่มทำเรื่องการตลาด จากนั้นมีเพื่อนที่ต้องการทำเกษตรแต่ยังไม่มีความพร้อมจะกลับไปทำงานที่บ้านเกิดมาพักอยู่ด้วยและช่วยทำกลุ่ม เช่น ประชุม เยี่ยมแปลง เป็นต้น 
          ปี พ.ศ. 2556 ได้รับทุนเอื้อปัญญาจากสถาบันบ่มเพาะจิตเพื่อการแปรเปลี่ยนทางสังคมเป็นปีที่สอง เป็น ทุนสนับสนุนคนกลับบ้านเกิดเพื่อมาทำงานในพื้นที่จากพอช.เป็นเวลา 1 ปีในการพัฒนาแปลง สำหรับทุนเอื้อปัญญาเป็นทุนให้เปล่าเพื่อการเติบโตด้านในของตนเอง ซึ่งได้นำมาซื้อฉางใส่ข้าว ล้อมรั้ว พัฒนาแปลง ซื้อพันธุ์ไม้ และทำกิจกรรมกับกลุ่ม รวมถึงเริ่มมีความคิดจะสร้างศาลาและห้องน้ำเพื่อใช้ส่วนรวมเวลามีกิจกรรม จากนั้นได้กลับมาทำงานโครงการอีกครั้งในชื่อโครงการ “ใต้ต้นตะขบนี้ดีจัง” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ได้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างคนสองวัยคือผู้ใหญ่กับเด็กในเรื่องพื้นที่สร้างสรรค์ หลักๆ คือเรื่องพันธุกรรมข้าวและพืชผักพื้นบ้าน การทำสีย้อมจากธรรมชาติ ศิลปะ โดยใช้แม่ครูพ่อครูที่เป็นสมาชิกในกลุ่มและวิทยากรภายนอกบ้าง ซึ่งเป็นช่วงที่สมาชิกสามารถให้เวลากับกิจกรรมกลุ่มได้เต็มที่เนื่องจากมีทุนสนับสนุนอย่างเป็นระบบ กลุ่มขยายตัว มีครูภูมิปัญญาที่ได้รับเชิญมาเป็นวิทยากร ครูในโรงเรียนใกล้บ้านและกลุ่มผู้ปกครองเด็กเข้ามาร่วมกลุ่มบ้านนา ทุ่งกุลาด้วย สมาชิกจาก 10 คนจึงเพิ่มมาเป็น 20 คน กลุ่มก็ยังมีกิจกรรมต่อเนื่อง มีการปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้นกว่า 60 สายพันธุ์ในแปลงรวมซึ่งได้มาจาก จ.ยโสธร งานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมภาคอีสาน และเพื่อนๆ เริ่มมีการขายข้าวก่ำในตรา “ข้าวก่ำอีแม่” และปลูกพืชผักสมุนไพรหลากหลายชนิดมากขึ้นในแปลงของสมาชิกกลุ่มที่สะสมมาเรื่อยๆ ตลอดการทำงานกลุ่ม สมาชิกเริ่มเข้ามามีบทบาทแปรรูปสมุนไพรและพืชผักในแปลงของสมาชิก เช่น น้ำยาล้างจานมะเฟือง น้ำยาซักผ้ามะเฟือง แชมพูมะกรูด ใช้เองแต่ยังไม่มีการจำหน่าย ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักชีวภาพ ส่วนในแปลงสมาชิกก็มีการนำข้าวพันธุ์พื้นบ้านไปปลูก เช่น ข้าวก่ำใบเขียว เพราะขายดีในตลาดนัดชุมชนและชาวบ้านใช้ในงานบุญประเพณี มะลิแดงซึ่งมีข้อมูลโภชนาการที่ระบุว่ามีปริมาณน้ำตาลต่ำ หอมนิลซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ สันป่าตอง เล้าแตก ปลูกเพราะเหนียว นุ่ม หอม กินอร่อย ขณะที่ข้าววันดีดี ข้าวก่ำอีแม่ มีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และมีความต้องการข้าวหอมมะลิ 105 จากผู้บริโภค 
          ปี พ.ศ. 2557 ไม่ได้รับทุนให้เปล่าจากกองทุนเอื้อปัญญา และไม่ทำงานโครงการต่อ เพราะต้องการพัฒนาข้าว วันดีดี และกลุ่มต่อ แต่ยังคงขอรับทุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งสนับสนุนทุนให้สรุปบทเรียนการทำงานที่ผ่านมาของกลุ่ม ในปีนี้จึงได้ชวนโรงเรียนที่ตนเองทำงานธุรการอยู่ ครู ผู้ปกครองและคนที่มาช่วยงานในแปลงทำเกษตรอินทรีย์ สมาชิกกลุ่มจึงเพิ่มขึ้นมาเป็น 30 ครอบครัว โดยมีสมาชิก 14 ครอบครัวที่ทำในระบบอินทรีย์ (มี 3 ครอบครัวที่ขอการรับรองและผ่านมาตรฐานออแกนิคไทยแลนด์) และในขณะเดียวกันในปีนี้ ส.ป.ก.ร้อยเอ็ดก็ติดต่อเข้ามาเพื่อหาแนวทางสนับสนุนกลุ่มในปีงบประมาณ 2558 
          ประมาณกลางปี พ.ศ. 2557 กองทุนเอื้อปัญญายื่นข้อเสนอให้เงินกู้ยืมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าววันดีดีโดยไม่คิดดอกเบี้ย ซึ่งเมื่อสอบถามสมาชิกแล้วก็ยังไม่มีความพร้อมจะทำโรงสีในระบบกลุ่มแต่สะดวกที่จะเป็นสมาชิกแบบถือหุ้นโรงสี ตนจึงตัดสินใจจะนำเงินดังกล่าวมาซื้อเครื่องสีข้าวกล้องที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เพื่อลดการจัดการในด้านการแปรรูปข้าวกล้อง 
          ดังนั้นการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์กับภาคีที่มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นความพยายามใหม่อีกครั้ง กับการฟื้นฟูแกนนำคนทำงาน พัฒนากลุ่มให้มีความเข้มแข็ง ดำเนินกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง คึกคัก เพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากลุ่ม พัฒนาเด็กและเยาวชน และการพัฒนาประเด็นพันธุกรรม เป็นต้น โดยหวังว่าทิศทางการทำงานเช่นนี้จะสามารถสร้างการเรียนรู้ในชุมชน นำชุมชนไปสู่เป้าหมายการพึ่งตนเองและเป้าหมายในเชิงอุดมคติส่วนตนด้วยเช่นเดียวกัน 

5. วัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่ม : 
          1. เพื่อหนุนเสริมกระบวนการทำงานขององค์กรชาวบ้านในเขตพื้นที่ต.ทุ่งกุลา 
          2. เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำและแกนนำเด็ก-เยาวชนในการจัดการเรียนรู้ให้กับลูกหลานเกษตรกร 
          3. เพื่อสร้างรูปธรรมงานพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านในตำบลทุ่งกุลา 
                    วิสัยทัศน์ 
                    เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคนเรื่องสมุนไพร ข้าว และพืชพื้นบ้าน และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคน 

6. โครงสร้างกลุ่มและสมาชิก :
 
โครงสร้าง        ประธาน                                        นางสาวทองทิพย์ ภูมิวงศ์ 
                    รองประธาน                                   นายบุญเลื่อน ซุยน้ำเที่ยง 
                    ประชาสัมพันธ์และเลขานุการ            นางสาวอรุษา กิตติวัฒน์ นางสาวนัยนา ภูมิวงศ์ 
                    ที่ปรึกษา                                      นางสาวธรรมนนท์ กิจติเวชกุล ผู้อำนวยการสถานบันบ่มเพาะจิตวิญญาณเพื่อการแปรเปลี่ยนสังคม 
                                                                      นางปรียานุช ป้องภัย กป.อพช.อีสาน 
                                                                      นางสาวปัทมา ราตรี นักวิชาการอิสระ 

สมาชิก ต.ทุ่งกุลา 
1.บ้านสังข์ใหญ่ หมู่ 10
          จำนวน 5 คน 
          1) นางสาวทองทิพย์ ภูมิวงศ์ 
          2) นายบุญเลื่อน ซุยน้ำเที่ยง 
          3) นางหนูเพียร แสวงจันทร์ 
          4) นางแดง พลสิม 
          5) นางสาวอรุษา กิตติวัฒน์ 
2. บ้านสังข์น้อย หมู่ 3           จำนวน 9 คน 
          1) นางทองนาค ภูมิวงศ์ 
          2) นางบัวทอง ศรีบุปผา 
          3) นางบุญโฮม พลสิม 
          4) นางเพ็ญธิภา ราศี 
          5) นายทอง ดำโพนทัน 
          6) นายพร ลำใย 
          7) นางประดับจิต เทพวงษ์ 
          8) นางสุภาพ เขาภูเขียว 
          9) นางบุญยัง สอนสนาม 
3. บ้านจาน หมู่ .5,6,12,13,14.          จำนวน 7 คน 
          1) นายชำนาญ ตันทาสุวรรณ 
          2) นางบัวไข สืบเพ็ง 
          3) นางไพร จุลเสริม 
          4) นางสาวนัยนา ภูมิวงศ์ 
          5) นายสุทธี วิจิตรขากี 
          6) นางจำปี เหลาพิมพ์ 
          7) นางสมพร ศรีสุกใส 
          8) นางทองพูล แสงดาว 
          9) นางโฉมยง บัวลี 
4. บ้านโนนเม็ก หมู่ 4           จำนวน 4 คน
          1) นางเหลาทอง พลสิม 
          2) นางเหรียญ สิงห์โพนงาม 
          3) นางวรรณ โพนห้างหว้า 
          4) นางนารี ซุยน้ำเที่ยง 

ต.ทุ่งหลวง

1. บ้านร้านหญ้า หมู่ 3           จำนวน 5 คน 
          1) นายวิพัฒน์ สุวรรณธาดา 
          2) นายสวัสดิ์ คุณมาศ 
          3) โรงเรียนบ้านร้านหญ้า 
          4) นายสัมพันธ์ ภูหินกอง (แปลงนาอยู่ต.ดอกไม้ อ.สุวรรณภูมิ) 
          5) นางสมมาศ ภูกลาง 

ระบบควบคุมกลุ่ม 
          1. ซื้อข้าวจากสมาชิกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานออแกนิคไทยแลนด์หรือกลุ่มเท่านั้น 
          2. ต้องเข้าร่วมการประชุมอย่างต่อเนื่อง 

7. กิจกรรมของกลุ่ม : 

          1. ประชุมตามวาระที่มีกิจกรรม 
          2. รวบรวมอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้านและพืชผักอื่นๆ 
          3. พัฒนาปรับปรุงพันธุกรรมข้าว 
          4. ประเมินเพื่อค้นหาพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ 
          5. บันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าว 
          6. แปรรูปข้าวและสมุนไพร 
          7. รณรงค์เผยแพร่ 
                    7.1 ประชาสัมพันธ์ผ่านงานบุญชุมชน (งานบุญข้าวสาก/บุญข้าวจี่) 
                    7.2 ประชาสัมพันธ์แบบพูดคุยในชีวิตประจำวัน 
                    7.3 ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น เฟสบุ๊ก ยูทูป 
          8. งานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมภาคอีสาน 
          9. จัดทำหลักสูตรโรงเรียนทางเลือกร่วมกับเครือข่ายการศึกษาทางเลือกแห่งชาติ เช่น เรื่องการทำนาอินทรีย์ สมุนไพร การดูแลสุขภาพเบื้องต้น 
          10. จัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เช่น วาดรูป การถ่ายภาพ อ่านหนังสือนิทาน เป็นต้น 

8. ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประสานงาน : 
          นางสาวทองทิพย์ ภูมิวงศ์ บ้านเลขที่ 102 หมู่ที่ 10 บ้านสังข์ใหญ่ ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด หมายเลขโทรศัพท์ 091-4182079 อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 

9.ผู้ให้ความรู้/ผู้สื่อสารเรื่องราวภายในกลุ่ม :
 
          1. นางสาวทองทิพย์ ภูมิวงศ์           การบันทึกลักษณะพันธุ์ข้าว การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การทำน้ำหมักชีวภาพ การปลูกพืชบำรุงดิน การส่งเสริมการรวมกลุ่มทำเกษตร การจัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แนววอล ดรอฟ 
          2. นายบุญเลื่อน ซุยน้ำเที่ยง           การทำปุ๋ยหมัก การตอนกิ่ง การทำน้ำหมักชีวภาพ การส่งเสริมการรวมกลุ่มทำเกษตร 
          3. นายวิพัฒน์ สุวรรณธาดา           การส่งเสริมการรวมกลุ่มทำการเกษตร การทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ การจัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน 
          4.นางสาวนัยนา ภูมิวงศ์           การจัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน 
          5.นางจำปี เหลาพิมพ์              การเก็บรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว ผักและพืชพื้นบ้าน 
          6. นางเหลาทอง พลสิม           การเก็บรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว ผักและพืชพื้นบ้าน 

10. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน :
 
          1. ผลผลิตข้าวยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด 
          2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่เห็นความสำคัญเรื่องข้าวพื้นบ้านและเกษตรอินทรีย์ 

11. แนวทางการทำงานและทิศทางการทำงาน/ความต้องการการสนับสนุนจากภายนอก :
 
          1. เครื่องมือ องค์ความรู้ เทคนิค และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็ก 
          2. ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงกลุ่ม 

12. ความโดดเด่น : 
          กลุ่มบ้านนา ทุ่งกุลา (โรงเรียนใต้ต้นตะขบ) เป็นกลุ่มที่เน้นกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมสร้างสรรค์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยมีหลักสูตรโรงเรียนทางเลือกร่วมกับเครือข่ายการศึกษาทางเลือก เช่น เรื่องการทำนาอินทรีย์ สมุนไพร การดูแลสุขภาพเบื้องต้น และมีการแปรรูปข้าวออกสู่ตลาด 

Print

Written by Super User. Posted in แหล่งพันธุกรรมข้าวอีสาน category

กลุ่มทำนาอินทรีย์ลุ่มน้ำเสียวน้อย 
 
 

1. ชื่อศูนย์ : กลุ่มทำนาอินทรีย์ลุ่มน้ำเสียวน้อย 

2. ที่ตั้งและภูมินิเวศ 
          2.1 ที่ตั้ง: แปลงนาของนายช่วย สาสุข และสถานที่จัดกิจกรรมกลุ่ม เลขที่ 14 หมู่ 12 บ้านโพนละมั่ง ต.หินกอง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 
          2.2 ลักษณะภูมินิเวศ : ทุ่งราบ ดินร่วนปนทราย 

3. ขนาดพื้นที่นาแปลงรวม : ไม่มีแปลงรวม นาข้าวพันธุ์พื้นบ้านและข้าวพันธุ์ผสมขนาด 40 ไร่ อยู่ในแปลงนาของนายช่วย สาสุข ประกอบด้วยข้าวพื้นบ้าน ประมาณ 80 สายพันธุ์ และข้าวพันธุ์ผสมอีกประมาณ 20 สายพันธุ์ และอีกประมาณ 40 สายพันธุ์ที่เกิดเองจากแปลง และอยู่ในช่วงการทดลองปลูก 

4. ความเป็นมา : 
          เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานจัดงานแลกเปลี่ยนพันธุกรรม นายช่วย สาสุข มีความคิดจะปลูกข้าวพื้นบ้านตั้งแต่ปีแรกที่จัดงาน และจากนั้นมาได้ไปร่วมงานทุกปี การหาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเริ่มจากแลกเปลี่ยนมาจากเครือข่ายเกษตรซึ่งระดมมาจากอุบลราชธานี อุบลราชธานี มหาสารคาม และธนาคารเชื้อพันธุ์ รวมทั้งหาพันธุ์พื้นบ้านที่มีอยู่ในหมู่บ้านโพนละมั่ง 
          ครั้งแรกนายช่วย สาสุข เอามาทำแปลงหว่าน ดำ แยกเป็นพันธุ์ๆ ประมาณ 5 พันธุ์จากเครือข่ายเกษตรฯ ได้แก่ นางนวล โสมาลี ก่ำใบเขียว พม่า และหอมใบเตย และในท้องถิ่นต.หินกองมีพันธุ์มะลิดั้งเดิมเป็นหลัก ข้าวรากไผ่ ปลาซิว ป้องแอ้ว หมากม่วย ขาวใหญ่ ขาวกุง ปลูกข้าวดังกล่าวมาเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้นมาก็พยายามเก็บพันธุ์ สุดท้าย ณ ปัจจุบันที่ได้ปรับปรุงพันธุ์ เมื่อข้าวที่มันปนมาแล้วออกรวงก่อนก็จะเก็บเป็นพันธุ์ปรับปรุง สำหรับเกษตรกรคนอื่นจะตัดพันธุ์ปน แต่นายช่วยจะเก็บไว้ทำพันธุ์ปรับปรุง นำเอาภูมิปัญญาปู่ย่าตายายมาทำ คือเก็บข้าวปน จากพันธุ์หลักอะไร เช่น ข้าวปนจากแปลงข้าวขาว ลองมาปลูก 3 ฤดูการผลิต ให้มันนิ่งแล้วเอามาใช้ประโยชน์ ยังออกเค้าเดิมแต่ยังไม่นิ่ง ถือว่าพระแม่โพสพให้มาเป็นข้าวทิพย์ พันธุ์ปรับปรุงที่ทำอยู่ในลักษณะนี้มี 40 พันธุ์ แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ คิดไว้ว่าถ้าตั้งชื่อก็จะล้อกับพันธุ์เดิมเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน 
          สมัยยังทำนาแบบปู่ย่าตายาย ไม่มีปุ๋ย ไม่มีสารเคมี เมื่อระยะหนึ่งปุ๋ยเข้ามา รัฐบาลให้ฟรีในปีแรก ปีต่อไปก็ขายให้ชาวบ้าน ในช่วงวัยหนุ่ม นายช่วย มาขายแรงงานในเมืองหลวงด้วยการรับจ้างทำอิฐบล็อก เพราะจบแค่ป.4 แต่อาศัยความขยันจึงสร้างตัวได้ กระทั่งยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ปี พ.ศ. 2540 เขาจึงกลับบ้านพร้อมเงิน 800,000 บาทกับรถยนต์ 2 คัน ไปทำนาที่เคยซื้อไว้ 30 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2516 ในราคา 30,000 บาท เขากลับมาเริ่มทำนาเคมีปลูกข้าวพันธุ์มะลิดั้งเดิม ขายโรงสี และปลูกข้าวพื้นบ้านไว้กิน นายช่วยพบว่าข้าวที่ไปขายโรงสี ที่จริงแล้วเราไม่ได้ขายข้าว เราแค่เอาข้าวไปส่ง เพราะโรงสีเขาชั่งเอง ตั้งราคาเอง วัดความชื้นเอง ตรวจข้าวเอง ได้ราคาครั้งแรกโลละ 8.50 บ. แต่พอช่วงบ่ายเอาข้าวชุดเดิมไปขายได้ราคาม 5.80 บ. ก็พบว่าโรงสีน่าจะโกง เมื่อไปซื้อรำข้าว โรงสีขาย 6 บาทต่อกิโลกรัม ก็รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ คิดว่าทำอย่างไรจึงจะพึ่งตนเองได้ 
          กระทั่งปี พ.ศ. 2544 มีเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทุ่งกุลาร้องไห้เกิดขึ้น และมีการอบรมให้ความรู้การทำนาอินทรีย์ไม่พึ่งสารเคมี นายช่วยและกลุ่มลุ่มน้ำเสียวน้อยได้เข้าร่วมโครงการนําร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย มีความคิดหาทางที่จะขายข้าวอินทรีย์ให้ได้ โดยปี พ.ศ. 2546 กลุ่มที่ทำด้วยกันมีอยู่ที่ อ.ปทุมรัตต์ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ และอ.ท่าตูม ประชุมกันว่าจะทำนาอินทรีย์ โดยใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทุ่งกุลาร้องไห้ สมัครขอรับรองมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) สมัคร 22 คน ประกอบด้วยสมาชิกในกลุ่มนายสุริยา นายวีรยุทธ กลุ่มหนองเม็ก กลุ่มพ่อศูนย์ และกลุ่มนายช่วย ผลปรากฎว่าผ่าน 12 คน ได้แก่ นายช่วย นายคำเบ้า นายบุญธรรม นายวันชัย และสมาชิกอีก 2 คน กลุ่มนายสุริยา นายวีรยุทธ พ่อศูนย์ และหนองเม็ก 
          ปี พ.ศ. 2547 ส่งข้าวไปขายกองทุนข้าวอินทรีย์สุรินทร์ พันธุ์หอมนิล มะลิแดง และมะลิ 105 โดยยังคงปลูกข้าวพื้นบ้านกินเองเหมือนเดิม ได้ต่อมาตรฐานมกท.ทุกปี ส่งข้าวให้กองทุนข้าวอินทรีย์สุรินทร์จนปี พ.ศ. 2551 คุณส้มป่อยบอกว่าข้าวอินทรีย์ที่เกษตรกรส่งออก คนไทยไม่ได้กิน นายช่วยจึงขอออกมาทำเองเพื่อให้คนไทยได้กิน 
          ช่วงที่เงินกองทุนหมดไม่ได้ต่อการขอรับรองมาตรฐานจากมกท. นายช่วย เริ่มทำตลาดข้าวเองด้วยการซื้อตะบันเก็น 1 ตัวจากยโสธรในราคา 2,000 บาท หมุนวันละ 400 ก.ก.(ข้าวเปลือก) จ้างคนมาฝัด 2 คนวันละ 100 บาท จากนั้นมาการทำข้าวขายก็เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น ในจุดนี้สมาชิกที่ทำไม่ไหวก็หยุดทำนาอินทรีย์ ในกลุ่มนายช่วยมีนักพัฒนาเข้ามาช่วยพาไปขายข้าวตามงานออกร้านต่างๆ ต่อมาพัฒนาชุมชนเข้ามาในปี พ.ศ. 2553 ขอข้าว 6 กิโลกรัมแบบพร้อมขายเพื่อไปคัดสรรวัดระดับผลิตภัณฑ์ ผลปรากฏว่าได้ 4 ดาว จากนั้นมาก็นำข้าวไปขายตามงานต่างๆ เรื่อยมา โดยนายช่วยจะซื้อข้าวจากสมาชิกที่ทำนาอินทรีย์มาสีขายด้วย 
          ปี พ.ศ. 2553-2556 การขายข้าวก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ตามลำดับ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดให้สติ๊กเกอร์ และให้เครื่องซีลสูญญากาศ 
          ปี พ.ศ. 2556 บริษัทโฟร์ลีฟฟอร์ไลฟ์ มาตกลงกับนายช่วย ให้ทำข้าว 101 สายพันธุ์ส่งให้ขาย ในวันแรกที่ออกสู่ตลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และขอนแก่น 5 คนวันนั้นที่มาร่วมงานวันข้าวหอมมะลิโลกที่บึงพลาญชัย ให้เกษตรกรหุงข้าวให้คนร่วมงานชิม 29 แห่ง (29 หม้อ) ของนายช่วย 101 สายพันธุ์ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดชิมแล้วเรียกผู้ว่าฯ ด้วยกันชิมต่อ ทุกคนยกนิ้วหัวแม่โป้ง ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดท่านถามว่าข้าวมาจากไหน ใครทำ นายช่วยตอบว่า ตนเป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาทำนา อยู่ที่อ.สุวรรณภูมิ ท่านก็บอกว่าข้าวนี่หาไม่มี ไม่มีใครเหมือนที่คนจะทำอย่างนี้ บอกว่าข้าวนี้ต้องขายกิโลกรัมละ 150 บาท ซึ่งนายช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในวันที่ไปอบรมที่โรงแรมเพชรรัตน์ รองผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด บอกว่าข้าวหอมมะลิโลกทุ่งกุลานั้นขึ้นชื่อ แต่ข้าวนามจังหวัดร้อยเอ็ดยังไม่มีใครทำ เมื่อได้ยินรองผู้ว่าฯ พูดอย่างนี้ก็จุดประกายความคิดของนายช่วยว่าตนมีข้าวอยู่ 120 สายพันธุ์ ถ้าจะรวมกันทำไมจะทำไม่ได้ จึงเลยกลับมาทดลองรวมข้าวทั้งหมดที่มี 4 ครั้งจึงได้สูตรที่หุงแล้วอร่อย กลิ่นเหมือนข้าวหลามหนองมน ซึ่งข้าวสูตรนี้ก็ขายติดตลาดจนทุกวันนี้ 
          ปัจจุบันในกลุ่มมีสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ 3 คน ได้แก่ นายช่วย สาสุข นายคำเบ้า ลีแวง และนายบุญธรรม เศษแสนวงษ์ ซึ่งร่วมกลุ่มกันมาตั้งแต่สมัยโครงการนำร่องฯ ส่วนสมาชิกรายอื่นก็ทำนาขายข้าวให้โรงสี แต่มีกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน เช่น วัวควาย ส่วนสมาชิกอีก 34 คน เป็นสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามาหลังจากจบโครงการนำร่องฯ ซึ่งเดิมชื่อกลุ่มคือ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ลุ่มน้ำเสียวน้อย แต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น กลุ่มทำนาอินทรีย์ลุ่มน้ำเสียวน้อย โดยมีสมาชิกมาจากหลายที่และมีอาชีพอื่นนอกจากภาคเกษตรด้วย เช่น ผอ.รร. ตำรวจ พัฒนากรอำเภอ เป็นต้น 

5. วัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่ม :
 
          1. เพื่อรวบรวม อนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น 
          2. เพื่อพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ 
          3. เพื่อเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายพันธุ์ข้าว 
                    วิสัยทัศน์ 
          ปลูกธำรง รักษา สร้างคุณค่า/มูลค่า พันธุกรรมหลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร 

6. โครงสร้างกลุ่มและสมาชิก : 
(สมาชิก 39 คน) 
          โครงสร้าง       1. นายช่วย สาสุข                               ประธาน 
                              2. นายบุญทัน เศษแสนวงค์ 
                              3. นายคำเบ้า ลีแวง 
                              4. นายสง่า สังฆะมณี 
                              5. นางสมปอง ทำจันทา 
                              6. นายรัตน์ สาหาร (นางกองทอง สาหาร) 
                              7. นายสังวร หาญสระคู 
                              8. นายสำราญ คำมณี 
                              9. น.ส.ระพีพร หาญสระคู 
                              10. นายเกษม จันทะคาม 
                              11. นางคำพอง ยามโสภา 
                              12.นายสมศักดิ์ ภักดิ์อภิสิทธิ์ 
                              13. นายณรงค์ วงศ์ณรัตน์ 
                              14. นางว่าน ขาวผ่อง 
                              15. นายศูนย์ สีหาวงษ์ 
                              16. นายประยูร พลภูงา 
                              17. นางสุดใจ เศษแสนวงษ์ 
                              18. นายอุดม บุญชะโด 
                              19. นายสมนึก สีดาว 
                              20. นายบุญลือ ทองประเสริฐดี 
                              21. นางบัวแย้ม หาญตับเหล็ก 
                              22. นางสุมาลี ทองหนา 
                              23. นายสมชาติ อุดมทรัพย์ 
                              24. นางคมขำ อุดมทรัพย์ 
                              25. นายร่วม อะทาโส 
                              26. นางชัญญา ธรรมสีดา 
                              27. นายจรูญ พลภูงา 
                              28. นายเฉลิม ทำจันทา 
                              29. นางอุดร กลางคาร 
                              30. นางทองวาส เสาร์สูงยาง 
                              31. นายประสิทธิ์ หาญตับเหล็ก 
                              32. นางบุญมี ใต้เขา 
                              33. นายธีรวัฒน์ วรรณปะเต 
                              34. นายสีพัดสอน กองพิธี 
                              35. นางนิรัตน์นิภัณฑ์ ศรีสุวรรณ 
                              36. นางประดับ โทขันธ์ 
                              37. นายสมชาย ศิลา 
                              38. นายสว่าง แจ้งสนาม 
                              39. นางอาภรณ์ คำแก้ว 

7. กิจกรรมของกลุ่ม :
 
          1. ประชุมปีละ 4 ครั้ง 
          2. รวบรวมอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน 
          3. พัฒนาปรับปรุงพันธุกรรมข้าว 
          4. ประเมินเพื่อค้นหาพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ 
          5. บันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าว 
          6. รณรงค์เผยแพร่ 
                    6.1 ประชาสัมพันธ์ผ่านงานบุญผะเหวดในชุมชน (งานบุญเดือนสี่) และงานบุญคุนลาน (งานบุญเดือนสาม) ที่จ.ยโสธร 
          7. งานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมภาคอีสาน 
          8. เข้าร่วมกิจกรรมกับกรมการข้าวในเรื่องการส่งเสริมเรื่องเกษตรปราดเปรื่องและวิศวกรรมไร่นา และเรื่องการตลาด 
          9. จัดอบรมเรื่องการปรับปรุงดินในระบบเกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรอินทรีย์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์หลักให้แก่สมาชิก นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจ 
          10. ให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจทั่วไปในเรื่องเกษตรอินทรีย์และวิถีเศรษฐกิจพอเพียง 

8. ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประสานงาน : 
          นายช่วย สาสุข เลขที่ 14 หมู่ 12 บ้านโพนละมั่ง ต.หินกอง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 หมายเลขโทรศัพท์ 086-1286819 

9.ผู้ให้ความรู้/ผู้สื่อสารเรื่องราวภายในกลุ่ม :
 
          1. นายช่วย สาสุข การปรับปรุงดิน การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำปุ๋ยชีวภาพ การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุกรรมข้าว การทำปศุสัตว์ และการฝึกควายไถนา 
          2. นายบุญทัน เศษแสนวงค์ การทำปุ๋ยชีวภาพ การรักษาโรคสัตว์แนวทางปศุสัตว์ เช่น วัวควาย ไก่ หมู เป็ด 
          3. นายคำเบ้า ลีแวง การทำปุ๋ยหมัก และการทำฮอร์โมน 

10. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน : 
          เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำการเกษตรในระบบอินทรีย์ทั้งหมดได้ เนื่องจากครอบครัวยังไม่เห็นพ้องต้องกัน และยังมีหนี้สินเดิม รวมทั้งส่วนใหญ่เป็นลักษณะผู้จัดการนา ไม่ได้ทำนาเอง 

11. แนวทางการทำงานและทิศทางการทำงาน/ความต้องการการสนับสนุนจากภายนอก :
 
          ในเงื่อนไขที่ถ้ากลุ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบนาอินทรีย์ได้ทั้งหมด กลุ่มจะใหญ่ขึ้น ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีเงินกู้แบบไม่มีดอกเบี้ย มาเป็นเงินซื้อข้าวของสมาชิกกลุ่มมาสีขาย แล้วเมื่อขายได้ก็นำเงินคืนกองทุน 

12. ความโดดเด่น :
 
          กลุ่มทำนาอินทรีย์ลุ่มน้ำเสียวน้อย เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้านหลากหลายสายพันธุ์ ผลิตและแปรรูปข้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาด และมีการอบรมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปที่สนใจ 

Print

Written by Super User. Posted in แหล่งพันธุกรรมข้าวอีสาน category

ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน นายวีระยุทธ สุวัฒน์

 

1. ชื่อกลุ่ม : ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน นายวีระยุทธ สุวัฒน์

 

2. ที่ตั้งและภูมินิเวศ

          2.1 ที่ตั้ง : นาแปลงรวมและศูนย์ประสานงานอยู่ที่บ้านนายวีระยุทธ สุวัฒน์ บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 5 บ้านสำราญ ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด 45190

          2.2 ลักษณะภูมินิเวศ : ที่ดอน ดินร่วนปนทราย มีห้วยจานใต้อยู่บ้านจานเหนือ ทิศตะวันออกใต้ห้วยเป็นดินทาม ส่วนมากใช้พันธุ์ข้าว กข 6 และมะลิ 105

 

3. ขนาดพื้นที่นาแปลงรวม : 2 ไร่ ทำแปลงทดลอง 1.5 งาน (150 ตร.ม.)

 

4. ความเป็นมา :

          นายวีระยุทธ สุวัฒน์ เริ่มรวบรวมพันธุ์ข้าวปี พ.ศ. 2545 โดยใช้พันธุ์ข้าวหอมนางนวล พม่าหอม มะลิแดง มะลิดำ และเริ่มมีข้าวหลายสายพันธุ์ในปี พ.ศ. 2550 เช่น หอมนิล สันป่าตอง สามารถแปรรูปขายได้ราคาดี เลยเพิ่มข้าวสีขึ้น ข้าวกล้อง ขนมโดนัทจากข้าวมะลิ 105 จมูกข้าวกล้อง มีหน่วยงานระดับจังหวัดเข้ามาสนับสนุนเรื่องต่างๆ อาทิ พาณิชย์จังหวัดเข้ามาสนับสนุนเรื่องตลาด อุตสาหกรรมและพัฒนาชุมชนในเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์ เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินจังหวัดในเรื่องการปรับปรุงดิน

 

5. วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน :

          1. ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต

          2. ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว

 

6. โครงสร้างกลุ่มและสมาชิก :

โครงสร้าง       ประธาน                            นายวีระยุทธ สุวัฒน์

                    รองประธาน                   นางประสาน พาโคกธม

                    เหรัญญิก                          นางทองม้วน สุวรรณประภา

                    เลขานุการ                       นางสุบิน มลธิแสง

                                                   นางจันทร์เพ็ญ ศรีตะสังข์

                    ฝ่ายส่งเสริม                    นายจำลอง เขียวคลำ

                                                   นางมยุรี หลานคำ

                                                   นางมยุรา มะปะปู

                                                   นางอุทัย กิ่งไธสงค์

                    ฝ่ายตลาด                        นายปัญญา ทะวะวงค์

                                                   นายสมดี มาศศรี

                                                   นางนารีรัตน์ ปักกาเวส

                    กรรมการ                          นายเพียร วรศรี

                                                   นายสุวิทย์ พลละคร

                                                  นางลำใย เหลาสนิท

                    สมาชิก                     ฝ่ายผลิต 50คน

                                                  ฝ่ายแปรรูป5 คน

                                                  ฝ่ายการตลาด           5           คน

                                                  บ้านสำราญ หมู่ที่ 5              10 คน

                                                  บ้านสาวปอ หมู่ที่ 6           9     คน

                                                  บ้านสามปอ หมู่ที่ 12            12คน

                                                  บ้านเหล่าปอแดน หมู่ที่ 11                  5  คน

                                                  บ้านแดนสวรรค์ หมู่ที่ 9                     5  คน

                                                  บ้านจานใต้ ต.โนนสูง           5   คน

                                                  บ้านกู่โป้ หมู่ที่ 7                  5  คน

                                                  บ้านดู่ปางใหม่ หมู่ที่ 3, 4,13, 14           10คน

                                                  บ้านหนองเขียวแก้ว หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 3 ต.บ้านฝาง อ.เกษตรวิสัย    5           คน       

 

7. กิจกรรมของศูนย์ฯและเครือข่าย :

          1. ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

          2. ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ถั่วปรับปรุงดิน

          3. ตลาดสีเขียว

          4. อบรมของศูนย์ปราชญ์

 

8. ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประสานงาน :

          นายวีระยุทธ สุวัฒน์ สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 5 บ้านสำราญ ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด 45190 หมายเลขโทรศัพท์ 080-7673562

 

9.ผู้ให้ความรู้/ผู้สื่อสารเรื่องราวภายในกลุ่ม :

          1. นางประสาน พาโคกทม                  ไร่นาสวนผสม การเก็บเมล็ดพันธุ์ผัก

          2. นายจำลอง เขียวขำ          ปศุสัตว์

          3. นางทองม้วน สุวรรณประภา             เศรษฐกิจพอเพียง การแปรรูปข้าว

          4. นายวีรยุทธ สุวัฒน์            การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การขยายพันธุ์พืช การต่อกิ่ง ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง       

10. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน :

          1. สมาชิกยังไม่เข้าใจและเห็นความสำคัญของการตัดข้าวปน ส่งผลให้กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีจำนวนน้อย

          2. เรื่องการเก็บรักษาข้าวแปรรูปและเมล็ดพันธุ์

          3. เรื่องตลาดข้าวแปรรูป ไม่มีเงินทุนไปรับซื้อข้าวจากสมาชิกเวลามีรายการสั่งซื้อมากๆ ตั้งแต่ข้าว 10 ตันขึ้นไป

          4. ผลผลิตข้าวแปรรูปไม่เพียงพอต่อตลาด ประเภทข้าวสี เช่น ข้าวก่ำ หอมนิล ไรซ์เบอร์รี่ มะลิดำ

          5. ไม่มีโรงสีข้าวกล้อง ไปจ้างโรงสีกระสอบละ 30 บาท

 

11. แนวทางการทำงานและทิศทางการทำงาน/ความต้องการการสนับสนุนจากภายนอก      อุปกรณ์ เช่น โรงสีข้าวกล้อง เครื่องซีลสูญญากาศ

 

12. ความโดดเด่น :

          ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน นายวีระยุทธ สุวัฒน์ ต.หนองแคน เป็นกลุ่มที่เริ่มจากงานเกษตรผสมผสานมาสู่งานเกษตรอินทรีย์ มีการแปรรูปข้าวกล้องอินทรีย์ขาย ทำงานขยายกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์โดยเป็นศูนย์อบรมให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ขยายพันธุ์พืช เช่น มะละกอ ไผ่ ให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก รวมถึงผลิตลูกไก่พันธุ์โรดไอส์แลนด์เรด พันธุ์ประดู่ดำ และพันธุ์ผสม 3 สายเลือดขาย ผลิตตู้ฟักไข่ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

Print

Written by Super User. Posted in แหล่งพันธุกรรมข้าวอีสาน category

กลุ่มเกษตรผสมผสานลุ่มน้ำเสียว ต.กู่กาสิงห์

 

1. ชื่อกลุ่ม : กลุ่มเกษตรผสมผสานลุ่มน้ำเสียว ต.กู่กาสิงห์

 

2. ที่ตั้งและภูมินิเวศ

          2.1 ที่ตั้ง: นาแปลงรวมเป็นพื้นที่เก็บอนุรักษ์พันธุ์ข้าว มี 1 แห่ง และสถานที่จัดกิจกรรมกลุ่มอยู่ในพื้นที่นาของนายสุริยา แจ้งสนาม จำนวน 1 ไร่ เลขที่ 209 หมู่ 4 บ้านหนองอีดำ ต.กู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ส่วนการพัฒนาสายพันธุ์อยู่ในแปลงสมาชิก

          2.2 ลักษณะภูมินิเวศ : ทุ่งที่ราบลุ่ม ดินร่วนปนทราย มีแหล่งน้ำธรรมชาติคือหนองบัว แต่ไม่ได้นำมาใช้ในการเกษตร

 

3. ขนาดพื้นที่นาแปลงรวม: 1 ไร่

 

4. ความเป็นมาของการจัดตั้งศูนย์:

          ประมาณปี พ.ศ. 2539 มีกลุ่มนักพัฒนาซึ่งทำงานในพื้นที่ชื่อนายเดชา ลาฮุลี กลุ่มฮักแพงแปงสร้าง ทำงานเรื่องแหล่งอาหารโปรตีน มีการเลี้ยงปลาในกระชังในสระน้ำขุดเองในที่ดินตัวเอง ช่วงนั้นชาวบ้านมีโอกาสไปดูงานการทำเกษตรผสมผสานที่อ.สนม จ.สุรินทร์ ตอนนั้นในชุมชนยังไม่นิยมทำเกษตรแบบผสมผสาน มีอยู่บ้างแต่ไม่กี่ครอบครัว แหล่งอาหารอยู่ตามหนองสาธารณะ แหล่งน้ำธรรมชาติคือหนองบัว มีการปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวเหนียวกข 6 และข้าวสันป่าตอง

          ปี พ.ศ. 2540 พี่น้องทางเขื่อนราษีไศลมีปัญหา ซึ่งเป็นเครือข่ายกันในทุ่งกุลา ทางกลุ่มจึงไปช่วยร่วมผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่กรุงเทพฯ

          จนกระทั่งปีพ.ศ. 2544 มีเกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย จึงมาตั้งเป็นกลุ่มเกษตรผสมผสานลุ่มน้ำเสียว แรกเริ่มมีสมาชิก 13 ครอบครัว จนปี พ.ศ. 2545 มีเข้ามาเพิ่ม 12 ครอบครัว รวมเป็น 25 ครอบครัว รวมกันเพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน ก่อนหน้านี้ในช่วงโครงการฮักแพงฯ ก็พยายามรวมกันเพื่อทำเกษตรผสมผสานแต่ขาดปัจจัยงบประมาณในการทำกิจกรรม และการขุดสระ ปี พ.ศ. 2544 จึงรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อรับการสนับสนุนจากโครงการนำร่องฯ เพราะจำเป็นต้องขุดสระเพื่อให้สมาชิกมีน้ำในการทำการเกษตร

          ช่วงนั้นนายเดชา ลาฮุลี ประสานงานรวบรวมเครือข่ายชาวบ้านในทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ อ.ท่าตูม อ.สุวรรณภูมิ อ.เกษตรวิสัย อ.ปทุมรัตต์ อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อทำโครงการไปรับงบสนับสนุนจากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนในนามเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทุ่งกุลาร้องไห้

          เมื่อได้รับโครงการนำร่องฯ นายเดชาเป็นผู้ประสานงานโครงการ เน้นองค์รวมเกษตรผสมผสานเป็นหลัก ลดละเลิกการใช้ปุ๋ยใช้ยาในการผลิต โดยในปี พ.ศ. 2544-2545 ทำงานวิจัยเรื่องสถานะการคงอยู่และหายไปของข้าวพันธุ์พื้นบ้าน ศึกษาใน 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าตูม อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ อ.ปทุมรัตต์ อ.โพนทราย และอ.ราศีไศล ไปค้นหาว่าพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่อยู่กับใครบ้าง คงเหลือพันธุ์อะไรบ้าง ถามกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ว่าบ้านไหนมีข้าวพันธุ์พื้นเมืองอยู่บ้าง แล้วทำไมยังทำอยู่ หรือทำไมไม่ทำแล้ว ทำให้กลุ่มได้พันธุ์พื้นเมืองกลับคืนมา เช่น ข้าวหอมนางนวล ข้าวป้องแอ้ว ข้าวสันป่าตอง ข้าวรากไผ่ (ส่วนใหญ่เป็นข้าวดอ ซึ่งหมายถึงข้าวอายุสั้น ใช้ปลูกในนาดอน ต้องการน้ำน้อย) เมื่อได้ข้าวพันธุ์ดังกล่าวมาแล้ว ก็มาทดลองปลูกในแปลงตัวเอง ตอนนั้นยังไม่มีแปลงรวม

          จากนั้นมีงานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของภาคอีสานที่บ้านดอนแดง จ.มหาสารคามประมาณปี พ.ศ. 2546-2547 ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในภาคอีสานหรือฟื้นคืนพันธุ์ข้าวพื้นเมือง หลังจากนั้นสมาชิกในกลุ่มได้พันธุ์มาแล้วมีความกระตือรือร้น เอามาปลูกในพื้นที่ เช่น พันธุ์มะลิแดง มะลิดำ อยากเห็นว่าเป็นอย่างไร รสชาติเป็นอย่างไร มาดูความเหมาะสมกับพื้นที่ตัวเองในด้านความต้านทานโรคภัย และความอร่อย

          เมื่อปลูกแล้วปีแรก ได้มาชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร พบว่ารสชาติดี ก็ขยายพื้นที่ปลูก ทางเครือข่ายก็ให้หาตลาด ไม่ใช่อนุรักษ์อย่างเดียวก็ต้องหาตลาดด้วย ช่วงแรกเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกที่ประสานงานหาข้าวไปขาย เช่น งานบุญกุ้มข้าวใหญ่ที่กาฬสินธุ์ ก็เอาข้าวทุ่งกุลาไปขาย นอกจากขายแล้วให้เน้นคุณค่าทางโภชนาการด้วย เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ลดน้ำตาลในเลือด ที่กาฬสินธุ์เอาคนเป็นเบาหวานมากินข้าวมะลิแดงปรากฎว่าน้ำตาลลด กินแล้วคุยสู่กันฟังว่า “ข้าวมันแซบ” ทางเครือข่ายก็เอาข้อมูลมาให้เกษตรกรได้รู้เพื่อเวลาขายจะได้ประชาสัมพันธ์คุณสมบัติ และได้ไปขายข้าวในงานที่หน่วยงานภาครัฐจัด มีเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนเข้ามาประสานงานให้เอาผลผลิตไปขายในนามกลุ่ม ส่วนในชุมชนเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่กู่กาสิงห์ กลุ่มสภาวัฒนธรรมซึ่งรับผิดชอบงานท่องเที่ยวร่วมกับเทศบาลจะมาเอาข้าวของกลุ่มไปช่วยประชาสัมพันธ์และขายเป็นของดีทุ่งกุลาร้องไห้

          ประมาณปี พ.ศ. 2552-2553 มีการอบรมการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองให้บริสุทธิ์ ได้แกะข้าวกล้อง มาเพาะกล้า แล้วไปปักดำในแปลงรวมซึ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้เอง ซึ่งเป็นแปลงในที่นาของนายสุริยา แจ้งสนาม มีกิจกรรมร่วมกันคือ ตกกล้าเป็นรวง ปักดำ มีการบันทึกลักษณะประจำพันธุ์ ตัดพันธุ์ปน มีการกำจัดวัชพืช เก็บเกี่ยวร่วมกัน คัดเลือกรวงตามลักษณะที่เกษตรกรต้องการจะทำพันธุ์ต่อไป ส่วนในแปลงสมาชิกมีแปลงพันธุ์ของแต่ละคนต่างหาก

          หลังจากเกษตรกรเอาพันธุ์ข้าวที่กลุ่มอนุรักษ์ไปแล้ว เช่น นายสุริยา มีพันธุ์ของตัวเอง มั่นใจในสายพันธุ์ที่ตัวเองทำ ไม่หลอกตัวเอง เพราะการที่เกษตรกรไปซื้อพันธุ์จากสหกรณ์หรือที่อื่นยังไม่ค่อยได้คุณภาพ แต่เกษตรกรในกลุ่มทำเองมีความมั่นใจมากกว่าซื้อจากแหล่งอื่นซึ่งมีข้าวปน ทำให้รายจ่ายเมล็ดพันธุ์ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ เช่น จากเคยใช้ 100 ลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง ช่วงปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมาทำเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ปริมาณยังไม่เพียงพอในครอบครัวตัวเองและในกลุ่ม เพราะส่วนใหญ่ทำการผลิตข้าวขายเป็นข้าวเปลือกให้โรงสีเป็นหลัก แต่ในปี พ.ศ. 2557 สมาชิกเพิ่มพื้นที่ทำเมล็ดพันธุ์ข้าวมากขึ้น จึงมีเมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงพอสำหรับครอบครัวตัวเองและกลุ่ม เช่น ปี พ.ศ. 2557 พ่อใหญ่สุวรรณ ทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ 7 ไร่ โดยเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากนาแปลงรวมของปี พ.ศ. 2556 มาปลูกในแปลงตนเองปี พ.ศ. 2557 ผลผลิตออกมาได้คาดว่าปลายปี พ.ศ. 2557 จะได้ไร่ละ 400 กิโลกรัม ก็จะได้ประมาณ 3 ตัน ทำให้เห็นว่าในกลุ่มสมาชิกปี พ.ศ. 2558 จะไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากที่อื่น เช่น สหกรณ์การเกษตรอ.เกษตรวิสัยแล้ว ซึ่งการที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขายก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายกลุ่มและสภาพดินฟ้าอากาศว่าเอื้ออำนวยหรือไม่ เป้าหมายที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ ตอนแรกคิดว่าทำยาก ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมือตัวเอง จึงยังไม่คิดจะทำ แต่เมื่อหน่วยงานสหกรณ์การเกษตร เข้ามาให้บางครอบครัวซึ่งอยู่ในกลุ่มให้ทำเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์หลักส่งให้ ซึ่งเมื่อทำแล้วผ่านมาตรฐานจึงขายให้สหกรณ์ปี พ.ศ. 2555 และขายได้ราคา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อพันธุ์ของสหกรณ์ ทางเกษตรกรในกลุ่มก็รู้สึกไม่ค่อยยอมรับ และราคาข้าวที่ขายให้โรงสีก็ต่ำ จึงเห็นว่ากลุ่มทำเป็นและสามารถพัฒนาพันธุ์ได้ ข้าวในกลุ่มเมื่อนำไปตรวจสอบแล้วมีคุณภาพกว่าข้าวในท้องตลาด ซึ่งในท้องตลาดยังมีข้าวปน จึงเป็นเหตุผลให้กลุ่มคิดที่จะทำเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย

          โครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา ชาวนาในกลุ่มและชาวบ้านในแถบต.กู่กาสิงห์ได้เข้าร่วมขายข้าวให้โรงสี โดยเหลือไว้กินและทำพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้เข้าโครงการเพิ่งได้รับเงินจำนำข้าวที่ค้างไว้เมื่อไม่นานมานี้ในราคาต่ำกว่าที่ตกลงไว้ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าว กลุ่มฯ และชาวนาส่วนใหญ่ที่กู่กาสิงห์ปลูกข้าวขายโรงสีเป็นหลัก ไม่ได้ทำกลุ่มแปรรูปข้าวเป็นหลัก

          ปี พ.ศ. 2557 กลุ่มวางเป้าหมายว่าจะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายในชุมชน เพราะในชุมชนส่วนใหญ่จะทำนาหว่าน ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 30-40 กิโลกรัมต่อไร่ กลุ่มมีข้อตกลงร่วมของสมาชิกที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเมื่อ 26 มิถุนายน 2557 ว่า 1) สมาชิกจะทำนาหว่านหรือนาดำก็ได้ แต่ไม่เกินคนละ 10 ไร่ 2) มีการเตรียมดินไถกลบอย่างน้อย 3 ครั้ง 3) ตัดข้าวปนอย่างน้อย 3 ครั้ง 4) ตัดข้าวปนร่วมกันของสมาชิกในกลุ่ม 1 ครั้ง (ในแปลงย่อยจะมีสมาชิกไปช่วย 1 ครั้ง) 5) มีมาตรฐานร่วมกันคือ พันธุ์บริสุทธิ์ 98 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเจือปนไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ ข้าวแดงข้าวสีดำรวมกันไม่เกิน 5 เมล็ดต่อ 1 กิโลกรัม ความชื้นไม่เกิน 14 เปอร์เซ็นต์ ความงอกไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ยินยอมให้กรรมการตรวจแบบสุ่มตรวจมาตรฐานพันธุ์ 1 กิโลกรัม กรรมการตรวจแปลง 2 ครั้งช่วงข้าวกำลังออกรวง ตอนนี้มีสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 13 ครอบครัว สมาชิกทั่วไป 41 ครอบครัว รวม 54 ครอบครัว ซึ่งข้อตกลงนี้ เมื่อสมาชิกนำไปปฏิบัติแล้วก็จะมาสรุปปัญหากันอีกครั้งว่าที่ข้อตกลงดังกล่าวมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร เพื่อให้มีมาตรฐานที่คนในชุมชนไว้ใจได้

 

5. วัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่ม :

          1. เพื่อให้คนในชุมชนเกิดการอนุรักษ์ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและมีความภูมิใจในสมบัติทางพันธุกรรมในพื้นที่ เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์จากนโยบายภาครัฐและการตลาด

          2. เพื่อให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมชุมชน งานประเพณีในชุมชนก็จะมีข้าวมาเกี่ยวข้องทุกอย่าง เช่น บุญข้าวจี่ บุญกุ้มข้าวใหญ่

          3. เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้พันธุกรรมข้าวที่มีอยู่มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพตามความเป็นจริง

          4. เพื่ออนุรักษ์ข้าวพื้นบ้านให้สืบทอดไปถึงลูกหลาน

 

6. โครงสร้างกลุ่มและสมาชิก :

          โครงสร้าง                ประธาน                นายสุริยา แจ้งสนาม

                              รองประธาน                นายสุวรรณ บัวกฎ

                              รองประธาน                นายเสรี กลีบแก้ว

                              เลขานุการ                   นางระวี ใจแก้ว

                              เหรัญญิก                       นางอุสมา ก๋าแก้ว

                              กรรมการ                      นางพิทยาภรณ์ อยู่สำโรง

                              กรรมการ                       นายอ่อน ศรีนนท์

                              กรรมการ                      นางบัวพิมพ์ สีแก

 

          สมาชิก

 

          หมู่ 1 บ้านคุ้มตะวันรอน

                    1)    นายเสรี กลีบแก้ว  

                    2)    นางพิทยาภรณ์ อยู่สำโรง

                    3)    นายอ๊อด นามหงษา

                    4)    นางทองลิ้ม จาบทอง

                    5)    นายอ่อน ศรีนนท์

                    6)    นายสุนันท์ สายสุข

                    7)    นายสุภาพ สายสุข

                    8)    นายสวาสดิ์ แสงงาม

                    9)    นางใจ เจริญภักดิ์

                    10)  นายสุวรรณ บัวกฎ

                    11)  นางสาวลอง สมสีใส

                    12)  นางคำจร อาจหนองหว้า

                    13)  นางหลุน สีแก

                    14)  นางมูล ขาวงาม

                    15)  นางละมุล ตรีคาม

                    16)  นางลอง อาจหนองหว้า

                    17)  นางละวี ใจแก้ว

                    18)  นางบัวศรี จันทะคาม

                    19)  นางเพ็ญจันทร์ จุลเหลา

                    20)  นางสุทิพย์ ลุนภูงา

                    21)  นางประดิษฐ์ วาสนาม

                    22)  นางนาง แจ้งสนาม                    

                    23)  นายประสิทธิ หาญตับเหล็ก

 

          หมู่ 2 บ้านหนองเมืองแสน

                    1)    นายสุริยา แจ้งสนาม

                    2)    นางบัวพิมพ์ สีแก

                    3)    นางมณีรัตน์ พลอาสา

                    4)    นางอุทัย รัตนสังข์

                    5)    นางเสงี่ยม แสงสงค์

                    6)    นางลออ จาบทอง

                    7)    นางต่อม แจ้งสนาม

                    8)    นางบุญ บุญทัน

                    9)    นางบังอร โกฏแสน

                    10)  นางสงวน สูงพล

                    11)  นางหนูพุ่ม ผุดบัวดง

                    12)  นางแสงอาทิตย์ นุเสน

                    13)  นางญุ่น ผารัตน์

                    14)  นายวิไล สูงพล

 

          หมู่ 3 บ้านบูรพากู่น้อย

                    1)    นางอุสมา ก๋าแก้ว

 

          หมู่ 4 บ้านหนองอีดำ

                    1)    นายเสรี กลีบแก้ว

                    2)    นายคำภา คันทัพไทย

                    3)    นางเนียน พิศวงค์

                    4)    นางวันเพ็ญ คชสีห์

                    5)    นางสุดีย์ จันทะบุดศรี

                    6)    นางสอน นามเขต

                    7)    นายสุพจน์ ภูสนาม

                    8)    นายวิรุฬ ภูสนาม

                    9)    นายอำพร ศรีสัจจา

 

          หมู่ 9 บ้านหนองสิม

                    1)    นางนวย สัมฤทธิ์

                    2)    นายเหมือน พาพานต์

                    3)    นายวันดี ลานรอบ

                    4)    นางเกี้ยว ประทุม

                    5)    นายอนันต์ ภาชนะวรรณ

                    6)    นางสาวบุญสี สีหาวงษ์

 

          หมู่ 10 บ้านหนองอ้อ

                    1) นายศูนย์ สีหาวงษ์

 

7. กิจกรรมของกลุ่ม :

          1. ประชุมตามวาระที่มีกิจกรรมหรือสถานการณ์เร่งด่วน

          2. เป็นฐานเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

          3. ทำแปลงเกษตรผสมผสานและมีแปลงตัวอย่าง

          4. รวบรวมอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน

          5. พัฒนาปรับปรุงพันธุกรรมข้าว

          4. ประเมินเพื่อค้นหาพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่

          5. บันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าว

          6. รณรงค์เผยแพร่

                    6.1 ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรับทราบโดยการขายข้าวและผลผลิตทางการเกษตรที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ปางกู่ บ้านบูรพากู่น้อย ต.กู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย

                    6.2 ประชาสัมพันธ์ในงานบุญชุมชน (งานบุญเดือนสาม/บุญกุ้มข้าวใหญ่/บุญกุ้มข้าวจี่)

                    6.2 ประชาสัมพันธ์ในงานระดับอำเภอ เช่น งานบุญกุ้มข้าวใหญ่(บุญคุนลาน) โดยไปออกร้านขายสินค้า นิทรรศการของกลุ่ม และแสดงพันธุ์ข้าวของชุมชน ให้ความรู้เรื่องข้าว

          7. งานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมภาคอีสาน

          8. ขยายเครือข่ายการพัฒนาและผลิตเมล็ดพันธุ์ ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและกรมการข้าว

          9. งานนโยบาย ร่วมคัดค้านนโยบายการค้าเสรี ผลักดันนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน และผลักดันให้มีการยกเลิกการขึ้นทะเบียนสารเคมีอันตราย 4 ชนิด และคัดค้านเรื่องสิทธิพันธุ์ข้าว อนุสัญญายูปอฟ รวมถึงติดตามนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

          10. จัดทำหลักสูตรและฝึกอบรมเรื่องต่างๆ อาทิ ทำปุ๋ยหมัก ทำสมุนไพรไล่แมลง ฮอร์โมนไข่ น้ำหมักชีวภาพ เรื่องการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน การปรับปรุงดิน การปลูกแตงโมปลอดสารพิษ

 

8. ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประสานงาน :

          1. นายสุริยา แจ้งสนาม บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 2 บ้านหนองเมืองแสน ต.กู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด หมายเลขโทรศัพท์ 086-0730823

          2. นายสุวรรณ บัวกฎ บ้านเลขที่ 158 หมู่ที่ 1 บ้านคุ้มตะวันรอน ต.กู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด หมายเลขโทรศัพท์ 080-1883548

 

9.ผู้ให้ความรู้/ผู้สื่อสารเรื่องราวภายในกลุ่ม :

          1. นางเที่ยง ลานรอบ  การแปรรูปและช่องทางการตลาดผักและข้าว

          2. นายสุวรรณ บัวกฎ  วัฒนธรรมชุมชนในด้านการผลิตข้าว วิถีชีวิตการทำนา และพันธุกรรมข้าว

          3. นายศูนย์ สีหาวงษ์   การทำปุ๋ยชีวภาพ

          4. นายสุริยา แจ้งสนาม            การทำเกษตรผสมผสาน การทำน้ำหมัก และการปรับปรุงดิน

          5. นางสุภามาส แจ้งสนาม        พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

 

10. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน :

          1. สมาชิกยังไม่ให้ความสำคัญในการนำข้าวไปพัฒนาพันธุ์ ส่วนมากเอาไปปลูกทำพันธุ์ให้ตัวเองปลูกปีต่อไป ทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวไม่ต่อเนื่อง การที่จะผลิตข้าวพันธุ์ขายให้กลุ่มและชุมชนจึงต้องกระตุ้นให้สมาชิกทำให้ต่อเนื่อง

          2. สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนวัยกลางคน ลูกหลานไม่สืบทอด เช่น พ่อสุวรรณอายุ 60 ปีกว่าแล้ว ถ้าลูกไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาพันธุ์ข้าวก็จะไม่มีคนสืบทอด คือหมายความว่าเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นและยังคงเป็นเกษตรกรแต่ไม่เอาแนวคิดวิธีการแบบนี้ไปปฏิบัติ

          3. ไม่มีคนในชุมชนสนใจที่จะพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ทำให้ไม่มีสมาชิกเพิ่ม (แต่มีคนส่วนหนึ่งในชุมชนที่พัฒนาพันธุ์โดยภูมิปัญญาชาวบ้านไว้ใช้เอง มีกลุ่มของเกษตรตำบลที่รับพันธุ์ข้าวจากเกษตรตำบล แต่เทคนิค ไม่ใช่เทคนิคแบบดำต้นเดียว-ตกกล้าเป็นรวง)

          4. ไม่มีฝ่ายการตลาดข้าวแปรรูป จึงไม่ได้ทำข้าวแปรรูปแล้ว

 

11. แนวทางการทำงานและทิศทางการทำงาน/ความต้องการการสนับสนุนจากภายนอก

          1. เครื่องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์

          2. ต้องการเครื่องชั่งแบบแท่นชั่ง (ตาชั่งเหล็กอ่านลูกตุ้ม) ปัจจุบันใช้เครื่องชั่งแบบสปริง (ตาชั่งหน้าปัด 60 กิโลกรัม)

 

12. ความโดดเด่น :

          กลุ่มเกษตรผสมผสานลุ่มน้ำเสียว ตำบลกู่กาสิงห์ เป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับชุมชน เป็นฐานการเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศเกษตร และมีหลักสูตรฝึกอบรมด้านเกษตรผสมผสาน

Print

Written by Super User. Posted in แหล่งพันธุกรรมข้าวอีสาน category

กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง ตำบลกำแมด 


1. ชื่อศูนย์ :กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร 

2. ที่ตั้งและภูมินิเวศ 
          2.1 ที่ตั้ง : นาแปลงรวมเป็นพื้นที่พัฒนาสายพันธุ์ข้าว มี 2 แห่ง 
                    1) ในพื้นที่นาของนายวรรณา ทองน้อย จำนวน 1 ไร่ เลขที่ 151 หมู่ 16 บ้านกำแมด ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร 
                    2) ในพื้นที่นาของนายดาวเรือง พืชผล จำนวน 1 ไร่ เลขที่ 147 หมู่ 4 บ้านกุดหิน ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร 
          2.2 ลักษณะภูมินิเวศ : ทุ่งราบปานกลาง ดินร่วนปนทราย 

3. ขนาดพื้นที่นาแปลงรวม: 2 ไร่ แปลงละ 1 ไร่ 

4. ความเป็นมา : 
          ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร ประกอบด้วยหมู่บ้านจำนวนทั้งหมด 18 หมู่บ้าน สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ลุ่มสลับที่ดอน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาข้าวเป็นหลักและมีอาชีพอื่นๆ เป็นอาชีพเสริมบ้าง เช่น ค้าขาย งานก่อสร้าง เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น 
          การทำอาชีพทางการเกษตรของต.กำแมดไม่ว่าจะเป็นการทำนา การปลูกผัก โดยส่วนใหญ่ทำเพื่อบริโภค และการขายเป็นรายได้บางส่วน การเกษตรส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีโดยเฉพาะปุ๋ยเคมี การใช้พันธุกรรมจากภายนอก มีการจ้างแรงงานสูง ซึ่งระบบการเกษตรแบบนี้ทำให้เกษตรกร ต้องพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ นำมาซึ่งการไม่สามารถพึ่งตนเองได้ในระดับครัวเรือนและชุมชน ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมา 
          ในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรมีการเก็บรักษาพันธุกรรมพื้นบ้านทั้งข้าว ผัก สัตว์ ผลไม้ไว้ในครัวเรือนของตนเอง มีการจัดการวางแผนการผลิตอย่างสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ มีแรงงานอย่างเพียงพอต่อการผลิต มีการวางระบบการทำนาที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เช่น ในที่ลุ่มน้ำขังยาวนานก็จะปลูกข้าวที่เป็นข้าวหนัก เช่น ข้าวสันป่าตอง ข้าวที่ปลูกในนาดอนก็จะเป็นข้าวเบาต้องการน้ำน้อย อายุสั้น เป็นต้น ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องแรงงานและปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยการมีพันธุกรรมพื้นบ้านที่มีความหลากหลายในระบบการผลิต 
          แต่ปัจจุบันเกษตรกรในต.กำแมด ส่วนมากไม่มีพันธุกรรมพื้นบ้านไว้ในระบบการผลิต ลืมภูมิปัญญาพื้นบ้าน ในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ชาวบ้านหันไปนิยมใช้เมล็ดพันธุ์ส่งเสริมจากภาครัฐและกลุ่มธุรกิจเกษตรโดยเฉพาะพันธุ์ข้าว และพันธุ์ผัก เวลาชาวบ้านต้องการปลูกกินเองก็จะต้องไปพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ผักจากตลาดเกือบทั้งหมด จนเป็นคำพูดกับชาวนาด้วยกันว่า “พันธุ์เราดีไม่เท่าของเขา” เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ทำนาหันไปใช้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ คือ พันธุ์ข้าวกข.6 กข.15 และข้าวหอมมะลิ 105 การปลูกผักก็ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกระป๋องจากร้านค้าธุรกิจเกษตรเป็นหลัก ส่งผลให้พันธุกรรมข้าวและผักพื้นบ้านหลายชนิดสูญหายไป บางชนิดก็กำลังสูญหาย ข้าวบางชนิดคนรุ่นปัจจุบันไม่รู้จัก เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในช่วงโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย พูดถึงเกษตรกรรมยั่งยืนว่าถ้าตัวผู้ผลิตยังต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ แล้วจะใช่เกษตรกรรมยั่งยืนหรือไม่ จึงวิเคราะห์ว่ายังไม่ใช่ เพราะยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอกทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา ชาวบ้านในต.กำแมดมีพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านหลายสายพันธุ์ ด้วยเหตุผลที่ว่าเหมาะกับพื้นที่ เช่น ข้าวดอหรือข้าวเบาเหมาะกับพื้นที่ดอน ข้าวกลางเหมาะกับพื้นที่ลุ่มกึ่งดอน ข้าวหนักเหมาะกับพื้นที่น้ำขังนานๆ เป็นต้น นอกเหนือจากจะเหมาะกับสภาพพื้นที่แล้วก็ยังกระจายแรงงานให้สอดคล้องกับการจัดการผลผลิตในช่วงการเก็บเกี่ยวด้วย ถือว่าพันธุกรรมข้าวเป็นตัวกำหนดระบบการผลิตของชาวนา ให้มีความเหมาะสมกับสภาพภูมินิเวศและสอดคล้องต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคน สัตว์ พืช และธรรมชาติ 
          จากการทำงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภูมินิเวศยโสธรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา มีพื้นที่ดำเนินการใน 3 อ.ของจ.ยโสธร คืออ.เมือง อ.กุดชุม อ.ทรายมูล มี 8 ต. 21 หมู่บ้าน มีสมาชิกในเครือข่ายจำนวน 200 ครอบครัว โดยในต.กำแมดมี 3 หมู่บ้าน เป้าหมายคือ บ้านกำแมด บ้านโนนยาง และบ้านกุดหิน มีสมาชิกเครือข่ายจำนวน 36 ครอบครัว กิจกรรมที่เครือข่ายได้มีการสนับสนุนให้มีการดำเนินการมีหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ประชุมสัมมนา งานสนับสนุนการผลิต แปรรูปตลาด งานรณรงค์ ผลักดันทางนโยบาย ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมีอธิปไตยทางอาหารของเกษตรกร สามารถพึ่งตนเองได้ในด้านปัจจัยการผลิตด้วยระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 
          เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในจังหวัดต่างๆ มีข้อตกลงว่าให้สำรวจพันธุ์ข้าวพื้นบ้านหรือที่ใช้อยู่ในแต่ละพื้นที่ซึ่งขณะนั้นที่ยโสธรแทบไม่หลงเหลือ จึงหารือกันว่าน่าจะมีการรวบรวมเก็บมาปลูก จากการทำงานที่ผ่านมาของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภูมินิเวศยโสธร ได้มีสมาชิกกลุ่มจำนวน 16 คน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 หมุ่บ้าน ในต.กำแมด ได้เล็งเห็นความสำคัญของพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน ซึ่งถือว่า ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน มีเกษตรกรที่ยังคงรักษาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านไว้ ในบ้านกำแมด มี 3 ครอบครัวคือ นายวรรณา ทองน้อย นายบุญสง ทองน้อย นางวิฑูรย์ เมฆมน บ้านโนนยางมี 4 ครอบครัวคือ นายอนนท์ งิ้วลาย นายบุญกอง สุวรรณเพชร นายบุญส่ง มาตขาว นายถาวร พิลาน้อย และบ้านกุดหิน มี 1 คือนายดาวเรือง พืชผล 
          การขยายตัวของบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ชาวนาเองก็ไม่อยากเก็บพันธุ์ จึงมีข้อตกลงร่วมกันว่าควรมีกลุ่มคนมาทำเรื่องนี้ กลุ่มนี้เกิดจากคนสนใจจริงๆ 12 ครอบครัว จากสมาชิกโครงการนำร่องฯ เดิม 200 ครอบครัว แล้วมาจัดตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาปี พ.ศ. 2548 ก็นำข้าวพื้นบ้านมาปลูกครั้งแรก 15 พันธุ์ในปีแรก ปีที่สองเพิ่มมาเป็น 30 สายพันธุ์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีข้าวพื้นบ้าน 80 สายพันธุ์ รวมกับข้าวที่หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมรวมประมาณ 100 สายพันธุ์ กลุ่มสามารถฟื้นฟูข้าวพื้นบ้านให้กลับมาปลูกในแปลงนาแล้ว 13 สายพันธุ์จากที่เคยมีมากกว่า 50 สายพันธุ์ คือ ข้าวขาวใหญ่ เล้าแตก สันป่าตอง หอมเสงี่ยม นางนวล ข้าวก่ำ มะลิดำ โสมาลี มะลิแดง เหนียวแดง แสนสบาย ดอฮี เจ้าแดง โดยมีการปลูกรักษาพันธุ์ไว้ในแปลงเกษตรในพื้นที่ปลูกประมาณ 35 ไร่ นอกจากนั้นกลุ่มยังได้มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านทั่วไปเห็นคุณค่าข้าวพื้นบ้านโดยการร่วมจัดนิทรรศการข้าวพื้นบ้าน ประกวดหุงข้าว นึ่งข้าวพื้นบ้าน ชิมข้าวพื้นบ้าน 8 สายพันธุ์ในงานบุญเดือนสาม (กุ้มข้าว) ที่บ้านกำแมด นอกจากนั้นยังได้มีการสร้างแปลงเรียนรู้ในนาม กลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์พัฒนาและปรับปรุงพันธุกรรมพื้นบ้าน เครือข่ายเกษตรทางเลือกยโสธร ที่บ้านกำแมด จำนวน 1 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้ชาวบ้านมาเรียนรู้พันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน 

5. วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน :  
          1. เพื่อรวบรวม อนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น 
          2. เพื่อพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ 
          3. เพื่อเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายพันธุ์ข้าว 

                    วิสัยทัศน์ ปลูกธำรง รักษา สร้างคุณค่า/มูลค่า พันธุกรรมหลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร 

6. โครงสร้างกลุ่มและสมาชิก : 
โครงสร้าง        ประธาน           นายดาวเรือง พืชผล 
                    รองประธาน      นายอนนท์ งิ้วลาย 
                    เลขานุการ        นายสนิจ ทองน้อย 
                    เหรัญญิก         นายวรรณา ทองน้อย 
                    ที่ปรึกษา         นายบุญส่ง มาตขาว 

                    กรรมการผู้ดูแลสมาชิกแต่ละชุมชน 
                              - บ้านโนนยาง           นายสนิจ ทองน้อย และนายสุพิศ แสงศรีเรือง 
                              - บ้านหัวงัว               นายเหมี่ยว จงสดับกลาง 
                              - บ้านแสนศรี             นางมุกดา บุญศรี 
                              - บ้านกำแมด             นางบพิตร กอแก้ว 
                              - บ้านกุดหิน              นายดาวเรือง พืชผล 
                              - บ้านหนองตาไก้        นายสุคนธ์ ชาญกล้า 

                    คณะกรรมการศูนย์ 
                              1.นายเหมี่ยว จงสดับกลาง 
                              2. นางมุกดา บุญศรี 
                              3. นายสุคนธ์ ชาญกล้า 
                              4. นายบุญสา หูตาชัย 
                              5. นางอพรรณตรี โตศรี                              
                              6. นางบพิตร กอแก้ว 
                              7. นายผดุง เวฬุวนารักษ์ 

                    กรรมการผู้ตรวจสอบ 
                              1. นายสุพิศ แสงศรีเรือง 
                              2. นายผดุง เวฬุวนารักษ์ 
                              3. นายเหมี่ยว จงสดับกลาง 
                              4. นายอนนท์ งิ้วลาย 
                              5. นายดาวเรือง พืชผล 
                              6. นายวรรณา ทองน้อย 
                              7. นายบุญกอง สุวรรณเพ็ชร์ 

                    ผู้สังเกตการณ์ 
                              1. นางสาวมณี หงส์พิพิธ (ชมรมรักษ์ธรรมชาติ) 
          
สมาชิก ต.กำแมด 

          1. บ้านกำแมด  6 คน 
                    1) นายวรรณา ทองน้อย 
                    2) นายบุญสา หูตาชัย 
                    3) นางบพิตร กอแก้ว 
                    4) นายถาวร สินชัย 
                    5) นางบุญเกิด เวฬุวนารักษ์ 
                    6) นางวิจิตตรา เวฬุวนารักษ์ 

          2. บ้านโนนยาง  10  คน 
                    1) นายบุญส่ง มาตขาว 
                    2) นายอนนท์ งิ้วลาย 
                    3) นายบุญกอง สุวรรณเพ็ชร 
                    4) นายเริ่ม ชูรัตน์ 
                    5) นางพิมพ์ณิศา ดลโพธิ์ศรี 
                    6) นายถาวร พิลาน้อย 
                    7) นายสุพิศ แสงสีเรือง 
                    8) นายสี ทองน้อย 
                    9) นายสนิจ ทองน้อย 
                    10) นายเกษดา งิ้วลาย 

          3. บ้านกุดหิน  7  คน 
                    1) นายดาวเรือง พืชผล 
                    2) นางสุพรรณี แก่นจำปา 
                    3) นางไชยศรี แก่นจำปา 
                    4) นายสมบูรณ์ หอมหวล 
                    5) นางอนงค์ เตียงชัย 
                    6) นายสุภักดิ์ แก่นจำปา 
                    7) นางอ่อนจันทร์ พรมวงค์ 

          4. บ้านแสนศรี  4  คน 
                    1) นางมุกดา บุญศรี 
                    2) นายวิวัฒน์ ทองน้อย 
                    3) นางบุญเพ็ง ศรีมันตะ 
                    4) นางสุภาพ ศรีมันตะ 

          5. บ้านหัวงัว  8  คน 
                    1) นายเหมี่ยว จงสดับกลาง 
                    2) นายไชยยงค์ กองศรีมา 
                    3) นายบุญสม โสบุญ 
                    4) นางสมผล ศรีพูล 
                    5) นายรังสรรค์ โสภาบุตร 
                    6) นายประจักษ์ คุณุ 
                    7) นายกมล ไชยจันทร์ 
                    8) นายบุญมี วงษ์หินกอง 

          6. บ้านหนองตาไก้  2  คน 
                    1) นายสุคนธ์ ชาญกล้า 
                    2) นายไฉน นารมย์ 

ต.นาโส่ 

          1. บ้านหนองแคน 1 คน 
                    1) นายผดุง เวฬุวนารักษ์ 

ต.โนนเปือย 

          1. บ้านคำม่วงไข่  1  คน 
                    1) นายทองหล่อ ขวัญทอง 

ต.ไผ่ 
          1. บ้านไผ่  1  คน 
                    1) นายทองอินทร์ เวฬุวนารักษ์ 

          2. บ้านโคกกลาง  2  คน 
                    1) นายสมนึก พานิชกุล 
                    2) นายสุรัตน์ วรรณชาติ 

ต.หนองเป็ด
 
          1. บ้านหนองบ่อ  1  คน 
                    1) นายอุ่น ศรีวันคำ 

          กติกากลุ่ม  
                    1. มีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ของวันที่ 9 ทุกเดือน 
                    2. ขาดการประชุม 3 ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิก 
                    3. ผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานกลุ่มถือว่าไม่เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว 
                    4. สมาชิกต้องยินยอมให้ความร่วมมือคณะกรรมการตรวจแปลง 
                    5. ถ้าสมาชิกเปลี่ยนแปลงข้อมูลการผลิตให้แจ้งกรรมการ 

          ระบบควบคุมกลุ่ม 
                    1. เลือกพื้นที่ที่เหมาะสมกับพันธุ์ข้าว 
                    2. ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น 
                    3. ควรปักดำต้นเดียว 
                    4. ปลูกไม่เกิน 3 ไร่/คน/พันธุ์ 
                    5. ควรตัดข้าวปนอย่างน้อย 3 ครั้ง 
                    6. เก็บเกี่ยวด้วยมือเท่านั้น 
                    7. นวดด้วยมือหรือเครื่องสีเฉพาะเท่านั้น 
                    8. บรรจุด้วยภาชนะที่กลุ่มกำหนดให้ 

          มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ 
                    3 ชั้น ได้แก่ พันธุ์หลักพันธุ์ขยาย และพันธุ์จำหน่าย 
          พันธุ์หลัก 
                    1. ความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า  98 เปอร์เซ็นต์ 
                    2. พันธุ์อื่นปน  0  เปอร์เซ็นต์ 
                    3. สิ่งเจือปน  0  เปอร์เซ็นต์ 
                    4. ความงอกไม่ต่ำกว่า  80 เปอร์เซ็นต์ 
                    5. ความชื้นไม่เกิน  14  เปอร์เซ็นต์ 

          พันธุ์ขยายและจำหน่าย  
                    1. ความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า  98  เปอร์เซ็นต์ 
                    2. พันธุ์อื่นปนไม่เกิน  2 เมล็ดใน   1 กิโลกรัม 
                    3. สิ่งเจือปนไม่เกิน  2   เปอร์เซ็นต์ 
                    4. ความงอกไม่ต่ำกว่า  80  เปอร์เซ็นต์ 
                    5. ความชื้นไม่เกิน  14 เปอร์เซ็นต์ 

          ชั้นพันธุ์ขยายและจำหน่าย แบ่งออกเป็น 3 เกรด 
                    1. เกรดดีมาก 
                              - ความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์  98  เปอร์เซ็นต์ 
                              - มีพันธุ์อื่นปนไม่เกิน  3 เมล็ดใน  1 กิโลกรัม 
                              - สิ่งเจือปนไม่เกิน  2  เปอร์เซ็นต์ 
                              - อัตราความงอกไม่ต่ำกว่า  80  เปอร์เซ็นต์ 
                              - ความชื้นไม่เกิน  14  เปอร์เซ็นต์ 
                    2. เกรดดี 
                              - ความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์  98  เปอร์เซ็นต์ 
                              - มีพันธุ์อื่นปนไม่เกิน  6  เมล็ดใน  1  กิโลกรัม 
                              - สิ่งเจือปนไม่เกิน  2  เปอร์เซ็นต์ 
                              - อัตราความงอกไม่ต่ำกว่า  80  เปอร์เซ็นต์                               
                              - ความชื้นไม่เกิน  14  เปอร์เซ็นต์ 
                    3. เกรดพอใช้ 
                              - ความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์  98  เปอร์เซ็นต์ 
                              - มีพันธุ์อื่นปนไม่เกิน  10 เมล็ดใน  1 กิโลกรัม 
                              - สิ่งเจือปนไม่เกิน  2  เปอร์เซ็นต์ 
                              - อัตราความงอกไม่ต่ำกว่า  80  เปอร์เซ็นต์ 
                              - ความชื้นไม่เกิน  14  เปอร์เซ็นต์ 

7. กิจกรรมของกลุ่ม : 
          1. ประชุมเดือนละ 1 ครั้ง 
          2. รวบรวมอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน 
          3. พัฒนาปรับปรุงพันธุกรรมข้าว 
          4. ประเมินเพื่อค้นหาพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ 
          5. บันทึกลักษณะประจำพันธุ์ข้าว 
          6. รณรงค์เผยแพร่ 
                    6.1 ประชาสัมพันธ์ผ่านงานบุญชุมชน (งานบุญเดือนสาม) 
                    6.2 ประชาสัมพันธ์ผ่านรายการวิทยุชุมชน รายการเกษตรทางเลือก คลื่น 96.25 เมกกะเฮิร์ตซ และคลื่น 103 เมกกะเฮิร์ต (รายการคนรักสุขภาพ) และสปอตโฆษณาในสถานีวิทยุคลื่น อสมท.ยโสธร 
                    6.3 ประชาสัมพันธ์ผ่านป้ายรณรงค์ในจังหวัด อำเภอ ตำบล 
          7. งานแลกเปลี่ยนพันธุกรรมภาคอีสาน 
          8. ขยายเครือข่ายการพัฒนาและผลิตเมล็ดพันธุ์ ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและกรมการข้าว 
          9. งานนโยบาย ร่วมผลักดันนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน และผลักดันให้มีการยกเลิกการขึ้นทะเบียนสารเคมีอันตราย 4 ชนิด และคัดค้านอนุสัญญายูปอฟ รวมถึงติดตามนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เป็นต้น 
          10. จัดทำหลักสูตรและฝึกอบรมเรื่องการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านให้ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านในนามของนายบุญส่ง มาตขาว 

8. ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประสานงาน :
 
          1. นายดาวเรือง พืชผล บ้านเลขที่ 147 หมู่ที่ 4 บ้านกุดหิน ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร หมายเลขโทรศัพท์ 081-4700864 
          2. นายวรรณา ทองน้อย บ้านเลขที่ 151 หมู่ที่ 16 บ้านกำแมด ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร หมายเลขโทรศัพท์ 080-4663590 

9.ผู้ให้ความรู้/ผู้สื่อสารเรื่องราวภายในกลุ่ม :
 
          1. นายดาวเรือง พืชผล การผสมพันธุ์ข้าว การพัฒนาพันธุ์ การบันทึกลักษณะพันธุ์ข้าว การประเมินพันธุ์ข้าวของกลุ่ม มาตรฐานพันธุ์ข้าว การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน และการวางแผนผังแปลงเกษตร 
          2. นายวรรณา ทองน้อย การบันทึกลักษณะพันธุ์ การวางแผนผังแปลงเกษตร การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 
          3. นายอนนท์ งิ้วลาย การพัฒนาพันธุ์ข้าว การวางแผนผังแปลงเกษตร และการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 
          4. นายบุญกอง สุวรรณเพชร การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 
          5. นายบุญส่ง มาตขาว การพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูปข้าว และการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 
          6. นายถาวร พิลาน้อย การพัฒนาพันธุ์ข้าว 
          7. นายเริ่ม ชูรัตน์ การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนและการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ 
          8. นายเหมี่ยว จงสดับกลาง การแปรรูปข้าวและการตลาด 
          9. นายสนิจ ทองน้อย การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การตรวจแปลงแบบมาตรฐานมกท. การพัฒนาพันธุ์ข้าว 

10. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน : 
 
          1. ปริมาณการผลิตเมล็ดพันธุ์ยังไม่ได้ถึงปริมาณที่กลุ่มกำหนด 
          2. หน่วยงานภาครัฐยังไม่สนับสนุนกลุ่มโดยตรง แต่สนับสนุนในลักษณะให้เป็นสมาชิกของศูนย์ข้าวของรัฐซึ่งต้องผลิตเมล็ดพันธุ์ตามพันธุ์ที่รัฐกำหนด ยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าชาวนามีศักยภาพ ไม่มั่นใจในมาตรฐานของกลุ่ม ยังติดกรอบการทำงานในแบบเป็นทางการ 
          3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่เห็นความสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกลุ่ม 
          4. การควบคุมมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ สมาชิกยังไม่เห็นความสำคัญในการคัดพันธุ์ข้าว (ตัดข้าวปน) 

11. แนวทางการทำงานและทิศทางการทำงาน/ความต้องการการสนับสนุนจากภายนอก
 
          1. จำเป็นต้องมีสถานที่เก็บเมล็ดพันธุ์ เครื่องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ 
          2. ตาชั่งลานตาก เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ในการตรวจสอบมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ 

12. ความโดดเด่น : 
 
          กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง ตำบลกำแมด เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้านหลากหลายสายพันธุ์ ผลิตและแปรรูปข้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาด เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐาน และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรผู้สนใจในการทำนาอินทรีย์และการอนุรักษ์พัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน  

TOP