Free Joomla Template by HostMonster Reviews

ทางเลือกภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

หมวด: ความรู้ เทคนิค category เผยแพร่เมื่อ วันจันทร์, 07 มกราคม 2562 เขียนโดย Super User

 

ทางเลือกภาคประชาชนในการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

การประชุมห้องย่อยเป็นหนึ่งในกิจกรรมของเวทีสัมมนาอธิปไตยของภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

วันที่ 23 ตุลาคม 2550 เวลา 13.30 - 17.00 น.  ณ ห้องพาเลช 2 โรงแรมปริ๊นพาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

 

          การประชุมห้องย่อยเรื่องทางเลือกภาคประชาชนในการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากร อย่างยั่งยืน เป็นเวทีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรียนรู้ทิศทางการพัฒนาทางเลือกใหม่ของภาคประชาชน จากชุดประสบการณ์ตรงของชุมชนต่างๆ ซึ่งถอดบทเรียนจากการต่อสู้เพื่อพิทักษ์อธิปไตยของตนและฐานทรัพยากร รวมถึงพิจารณาแนวทางและความพยายามในการขับเคลื่อนองค์องค์กรเกษตรกรและขบวน การภาคประชาชนจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิคต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม

 

          ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 การพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ฐานที่ 2 การจัดการป่า และฐานที่ 3 การพัฒนาทางเลือกของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรม (กรณีเหมือนแร่โปแตชในภาคอีสาน) ซึ่งสามารถสรุปเนื้อหาของแต่ละฐานได้ดังนี้

ฐานที่ 1 การพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

สถานการณ์

            นางศุภามาส แจ้งสนาม แม่หญิงเกษตรกรจากกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ภูมินิเวศทุ่งกุลาร้องไห้ กล่าวถึงปัญหาว่าปี 2544-45 ชุมชนเกิดปัญหาน้ำท่วม ไม่มีเมล็ดพันธุ์ ต้องชื้อใช้ทุกปีและโดนโก่งราคา และต้องซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้เกิดควานสนใจปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านใช้เอง เนื่องจากพันธุ์พื้นบ้านไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี จนปัจจุบันมีการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้ 15 สายพันธุ์ ด้วยเห็นว่า เมล็ดพันธุ์คือหัวใจของเกษตรกรและเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญยิ่งใน การพัฒนาระบบเกษตรเพื่อพึ่งตนเองได้ของเกษตรกรซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ก็ได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ในการคัดเลือกและเก็บ รักษาอีกด้วย

            Mr. Palash Chandra Baral นักวิจัยจากองค์กรอูบินิค ประเทศบังคลาเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าในปี 2531 เริ่มค้นคว้าเรื่องพันธุกรรมและเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน แต่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านได้ เพราะไม่มีเมล็ดพันธุ์อย่างพอเพียง จากงานวิจัยพบว่าเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้วเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านสูญหายไปจำนวน 15,000 สายพันธุ์ และใน 18 ปีที่ผ่านมาได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ เพื่อพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีการพิจารณาว่าในการทำเกษตรกรรมนั้น สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญมี 3 ประการ คือ เมล็ดพันธุ์ ดิน และน้ำ ถ้าไม่มี 3 อย่างนี้ทำเกษตรไม่ได้ และจากประสบการณ์ 18 ปีที่พัฒนาทางเลือกในการแก้ปัญหา พบว่า 1) มีชุมชนเกษตรกรรมที่ทำการผลิตโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ที่ชื่อว่า นายากริชิ” 2) มีศูนย์รวบรวมเมล็ดพันธุ์ชุมชนจำนวน 7 แห่ง

ประเด็นหลักจากการแลกเปลี่ยน

       1. พันธุ์ลูกผสม พืชจีเอ็มโอ เป็นปัจจัยที่ทำลายท้องถิ่น

       2. สิ่งท้าทายคือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นชุมชน เกษตรกร ให้ร่วมมือกันในการปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่น

       3. ควรพิจารณาถึงคุณภาพ ปริมาณ และความยั่งยืนของอาหาร รวมทั้งการกระจายและการเข้าถึงอาหารด้วย

       4. ควรมีกระบวนการทำงานเสริมสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องพันธุกรรมพื้นบ้าน โดยให้ความสำคัญในมิติทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น วิถีชีวิตและวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว (แม่โพสพ)

       5. แนวทางการพัฒนาพันธุกรรมข้าวไม่จำเป็นต้องเน้นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ แต่ให้คุณค่าทางวัฒนธรรมและชีวิต เช่น ไม่จำเป็นต้องทำให้ข้าวเป็นพันธุ์นิ่งที่บริสุทธิ์แต่ให้เป็นธรรมชาติ และควรคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น

       6. ควรให้ความสำคัญทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและระบบนิเวศ

       7. ควรส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในกระบวนการพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

       8. เกษตรกรควรเป็นผู้ผลิตอาหารเพื่อการบริโภคของตัวเอง ไม่ใช่บรรษัทข้ามชาติ

 

ฐานที่ 2 การจัดการป่า

สถานการณ์ (นำร่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดย นายวิโรจน์ ติติน คนทำงานในเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ)

          ประเทศไทยจัดการโดยยึดป่าเป็นของรัฐ แต่รัฐบริหารป่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงเกิดการเสื่อมโทรมของป่าชุมชน อีกทั้งกลุ่มนายทุนมีความพยายามเข้าไปจัดการและทำธุรกิจ ในขณะที่หากชาวบ้านเข้าร่วมกันดูแลจะเกิดผลลัพธ์แง่บวกอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม แม้ว่าปัจจุบันแนวคิดของรัฐจะยกเลิกการสัมปทานป่าแต่รัฐยังคิดที่จะผูกขาดการจัดการฝ่ายเดียว ซึ่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้กฎหมายในการควบคุมป่าที่ชาวบ้านเริ่มเข้ามาจัดการเอง จึงต้องผลักดันให้กฎหมายเป็นธรรม โดยผ่านตัวแทนชาวบ้าน 50,000 ต่อ 1 คน เข้าไปเจรจา

          ทั้งนี้ การทำงานที่ผ่านมาของภาคประชาชนมีความสำเร็จดังนี้

                - สภาพป่าที่เสื่อมโทรมได้รับการฟื้นฟู

                - เกิดการรวมกลุ่มและองค์กรชาวบ้านในการร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                - คนในสังคมเริ่มตระหนักในปัญหาเหล่านี้มากขึ้น และ

                - รัฐและชาวบ้านสามารถร่วมมือกันทำงานเพื่อขับเคลื่อนทางนโยบายและกฎหมายได้มากขึ้น

 

ประเด็นหลักจากการแลกเปลี่ยน

        1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายป่าชุมชน ตลอดจนความร่วมมือระหว่าง อำนาจประชาชนและ อำนาจรัฐในเรื่องนโยบายป่าชุมชน

        2. การประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรและเครือข่ายต่างประเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทางเลือกระหว่างกัน

        3. ไม่ว่านโยบายจะยอมรับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ลงมือทำ

        4. ประสบการณ์ในประเทศไทยการทำงานในประเด็นป่าชุมชนเชื่อมโยงสู่ประเด็นการพัฒนาอื่นๆ กล่าวคือ สู่การพัฒนาระบบนิเวศ สิทธิมนุษยชน และการตัดสินใจในระดับนโยบาย

        5. ชุมชนต้องพึงตระหนักในการมีทั้ง สิทธิและ หน้าที่ในการปกป้อง ดูแล รักษา และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ

        6. การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นควรเป็นวิธีการบอกเล่าปากต่อปากมากกว่าการเขียนเป็นเอกสารเพราะอาจถูกขโมย

 

ฐานที่ 3 การพัฒนาทางเลือกของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรม (กรณีเหมือนแร่โปแตชในภาคอีสาน)

สถานการณ์ (นำร่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดย นางสาวบำเพ็ญ ไชยรักษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลกลุ่มนิเวศน์วัฒนธรรมศึกษา จังหวัดอุดรธานี)

          จังหวัดมหาสารคามเริ่มทำนาเกลือเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ดินเค็มเกินไป และนาข้าวเสียหาย สัตว์น้ำตาย จึงมีการตั้งคำถามเรื่องนาเกลือ แม้ยกเลิกการทำแล้วในปัจจุบันแต่น้ำก็ยังเค็ม น้ำเค็มเหล่านี้เมื่อไหลไปที่อื่นก็ทำให้ลุ่มน้ำอื่นเค็มไปด้วย นาข้าวกลายเป็นนาเกลือ และเมื่อ 20 ปีก่อนมีการทำนาเกลือแบบละลาย (เหมืองละลายเกลือ) โดยใช้น้ำละลายเกลือในดิน จนต่อมาพบว่าในดินมีแร่โปแตสด้วย (โปแตสเค็มกว่าเกลือ 1,000 เท่า) โดยพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีแค่ไทยและลาวเท่านั้นที่มีโปแตช และเป็นโปแตสที่คุณภาพดีที่สุดในโลกเสียด้วย จนกระทั่งมีการออกกฎหมายให้สามารถขุดแร่ที่ความลึกมากว่า 100 เมตร ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต นั่นคือการให้สัมปทานบริษัทเอกชนทำเหมืองแร่ใต้ดินโดยไม่ต้องขออนุญาต

           ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดอุดรธานีมีบริษัทได้รับสัมปทานหลายพันไร่ และแร่โปแตสเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตในหลายอุตสาหกรรม การขุดแร่โปแตสจึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่างๆ ในภาคตะวันออก เช่น ปิโตรเลียม รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้วางแผนการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ใน อุตสาหกรรมด้วย ในขณะที่รัฐบาลก็มีแนวคิดนำกากนิวเคลียร์จากโครงการโรงงานไฟฟ้าพลัง นิวเคลียร์ที่จะสร้างมาฝังไว้ในอุโมงค์ที่ขุดแร่ขึ้นมาอีกด้วย

           ส่วนใหญ่พื้นที่ขุดแร่โปแตสของไทยอยู่ในเขตชุมชน โดยข้างบนอุโมงค์เป็นชุมชนเกษตรข้างล่างเป็นเหมืองแร่ ในขณะที่ในประเทศเยอรมันการขุดแร่โปแตสต้องมีความลึก 1,700 เมตร แต่ในไทยขุดลึกตั้งแต่ 170-500 เมตร ดังนั้นความเสี่ยงของดินทรุดจึงมีสูงมาก และยังมีปัญหาเกลือที่อยู่ใต้ดินจำนวนมากต้องถูกขุดขึ้นมาแยกแร่โปแตสออก แล้วทิ้งไว้กองเป็นภูเขาเกลืออยู่บนดินซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ และระบบนิเวศได้

 

ประเด็นหลักจากการแลกเปลี่ยน

          1. ตั้งกลุ่มระดมทุนโดยร่วมกับนายจ้าง แต่ก็พบอุปสรรคหลากหลาย เช่น ถูกจับขึ้นศาลเพราะไปประท้วง แต่ก็ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในสิทธิของตนมากขึ้น

          2. มีการทำวิจัยเรื่องผลกระทบของเหมืองแร่โปแตสต่อสุขภาพของคนในชุมชน และจัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาชาวบ้านถึงผลกระทบของเหมืองแร่โปแตส

          3. ชาวบ้านไม่กลัว เพราะเชื่อมั่นและเข้มแข็ง ไม่เชื่อคนนอก

          4. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ : EIA)

 

 

ฮิต: 134