หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
วิถีชาวนาอีสานกับการค้นหาทางเลือกปฏิเสธสารเคมี
ประมวลเทคนิคและขั้นตอนการทำนาอินทรีย์ของชาวนาภาคอีสาน

(ดูรายละเอียด)
 
 
โรงเรียนชาวนา
โครงการส่งเสริม KM เรื่องการทำนาข้าว
ในระบบเกษตรยั่งยืน

 
“การจัดการความรู้ ของชาวนา โดยมี มูลนิธิข้าวขวัญนำกระบวนการ โดยลดบทบาทลงเป็น “คุณอำนวย” และให้ชาวนา เป็นพระเอก-นางเอก ที่ลงมือปฏิบัติจริง และเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้จริงๆ โดยมูลนิธิข้าวขวัญเอาความรู้ไปเสริมชาวบ้านบนพื้นฐานความรู้ภูมิปัญญา ทำงานร่วมกัน ทบทวนร่วมกัน แล้วเกิดความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาจากการปฏิบัติจริง”

ทำไมชาวนาต้องเข้าโรงเรียน
นับตั้งแต่ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา วิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ได้เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรกรรม “ปฏิวัติเขียว” มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกว้างขวาง และเป็นเกษตรแบบเคมี แทนการเกษตรแบบยังชีพ โดยอาศัยปัจจัยการผลิตที่นำเข้าจากภายนอก ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย และสารเคมี ต่างๆ ที่ใช้เพื่อการเกษตร ไม่เว้นแม้เครื่องจักรทางการเกษตร ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีวิถีเกษตรกรและชาวนาไทยต้องเผชิญหน้ากับความ “ไม่รู้” อันเป็นผลกระทบจากการไม่เคารพธรรมชาติ กระทั่งบั้นปลายชีวิตต้องทุกทรมานด้วยโรคร้ายอันเกิดจากพิษสารเคมีรุมเร้า

ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้หลายกลุ่มในสังคม พึงตระหนักต่อปัญหาดังกล่าว เมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2539-2544) จึงได้กำหนดให้ 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรหรือประมาณ 25 ล้านไร่ ต้องทำระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 4 รูปแบบคือ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร เกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่อาจต้านแนวทางปฏิบัติเขียวได้ เกษตรไทยยังบริโภคสารเคมีนำเข้าในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ตัวเลขจำนวนผู้ป่วยจากสารเคมีก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง

จากปัญหาดังกล่าว มูลนิธิข้าวขวัญ (มขข.)ซึ่งทำงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเกษตรกรยั่งยืน และพัฒนาปรับปรุง อนุรักษ์ พันธุ์ข้าวไทย มากว่า 10 ปี จึงได้ร่วมมือกับ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) หน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมให้สังคมไทย มีการใช้ ความรู้ สร้างความรู้ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริงเพื่อพัฒนางานในทุกภาคส่วนของสังคม ดำเนินโครงการ “การส่งเสริมการจัดการความรู้ เรื่องการทำนาข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน” เพื่อชักชวนชาวนามาร่วมกันแสวงหาทางออก ในเพื่อการลดต้นทุนการผลิต และการพึ่งตนเอง รวมทั้งเพื่อสุขภาวะที่ดีของชาวนา

คัดเลือกพระเอก –นางเอก จาก 5 พื้นที่ 4 อำเภอใน จ.สุพรรณบุรี

ชาวนาใน จ.สุพรรณบุรี
จำนวน
รูปแบบการผลิต
ชาติพันธุ์
บ้านหนองแจง อ.ดอนเจดีย์
43
นาปี
ลาวเวียง
บ้านโพธิ์ อ.เมือง
35
นาปรัง
ลาวเวียง
บ้านลุ่มบัว อ.เมือง
25
นาปรัง
เขมร
บ้านสังโฆ,วัดดาว อ.บางปลาม้า
43
นาปรัง
ลาวเวียง/สุพรรณบุรี
บ้านดอน,ยางลาว อ.อู่ทอง
62
นาปรัง
ไทยทรงดำ
 
หลักสูตรที่นักเรียนต้องเรียนรู้
ให้ชาวนาเรียนรู้ สร้างความรู้ และเทคโนโลยี อย่างอิสระ ภายใต้หลักสูตร 3 ระดับ
หลักสูตรที่ 1 การจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี
หลักสูตรที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดิน โดยไม่ใช้สารเคมี
หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับเกษตรยั่งยืน
และเพื่อให้เกิดการผสมผสานความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ และจากแหล่งเรียนรู้ภายนอกอื่นๆ ,เพื่อสนับสนุนให้เกิดชุมชนชาวนา ที่สามารถเชื่อมโยงกัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องถึงแม้โครงการจะสิ้นสุดโดยสมาชิกมีทั้งกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ และจากพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ,เพื่อนำผลสัมฤทธิ์ของโครงการเป็นเครื่องมือผลักดันนโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืนในการทำงานระยะต่อไป

ฝันที่ต้องการให้นักเรียนชาวนาไปให้ถึง
คนในชุมชนมีความกินดีอยู่ดี, แก้ปัญหาการใช้สารเคมีและหาวิทยาการทดแทนสารเคมี, การทำการเกษตรรที่มีการฟื้นฟูระบบนิเวศ และประเพณีท้องถิ่น, ลดต้นทุนการผลิตและลดภาวะหนี้สินภายในครัวเรื่อน ,สามารถเป็นแบบอย่างในเรื่องเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี , แก้ปัญหาต่างๆ โดยใช้วิธีการรวมกลุ่มและทำงานร่วมกันเป็นทีม,สุขภาพของเกษตรกรและชุมชนปลอดภัยจากสารเคมี, ข้าวพันธุ์ดี ราคาดี ต้นทุนต่ำ , ชาวนาสามารถคัดพันธุ์ข้าวได้เอง ,ข้าวปลูกไร้สารพิษ ผู้บริโภคปลอดภัย,ชาวนาอื่นๆ มาร่วมเรียนรู้และขยายกลุ่มกว้างออกไป

นักเรียนชาวนา เรียนอย่างไร
ให้ชาวนาเป็นตัวหลัก และมีอิสระในการตัดสินใจเลือกใช้ความรู้เพื่อทดลองปฏิบัติ โดยมีมูลนิธิข้าวขวัญเป็นผู้อำนวยให้เกิดกระบวนการกลุ่มและกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น และแหล่งอื่นเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาความรู้เพิ่มตลอดเวลาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลนิธิข้าวขวัญมีบทบาทเป็น “คุณอำนวย” ลดอัตรา และตัวตนลง ให้ต่ำกว่าชาวนาแล้วให้ชาวนาเป็นศูนย์กลาง และเอาความรู้ไปเสริมชาวบ้านบนพื้นฐานความรู้ภูมิปัญญาเดิม พร้อมกับเอาความรู้จากภายนอกมาทำงานทบทวนกันแล้วเกิดความรู้ใหม่ ขึ้นมาปฏิบัติงาน

ขั้นตอนการเรียนรู้ของนักเรียนชาวนา
กระบวนการชักชวนชาวนามาร่วมกันเป็น “ก๊วน” เริ่มจากการไปชักชวนชาวนาในพื้นที่ มานั่งปรับทุกข์ ใน “เวทีตั้งโจทย์เพื่อหาเพื่อนร่วมทาง” เพื่อชี้ให้เห็นทุกข์ ในปัจจุบัน และนำไปสู่การสืบค้นอดีต และทบทวนสถานการณ์การทำนา จากนั้นก็ให้ชาวนามานำเสนอปัญหาของตนเองซึ่งพบว่าในอดีตแม้ว่าชาวนาจะมีเงินน้อยแต่ก็ไม่มีปัญหาหนี้สิน เพราะทำนาต้นทุนต่ำ , ในอดีตชาวนาสุขภาพแข็งแรงผู้เฒ่าผู้แก่อายุยืนเพราะอากาศบริสุทธิ์ แต่ปัจจุบันป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ,ในอดีตค่าใช้จ่ายในครัวเรือนต่ำเพราะไม่ต้องซื้อหาอาหารมากเท่าปัจจุบัน ในท้องนามีกุ้ง หอย ปู ปลา มีผักสวนครัวเก็บทานได้, ในอดีตไม่ต้องเสียเงินจ้างแรงงาน เพราะมีการลงแขกเกี่ยวข้าวดำนา ปัจจุบันต้องจ้างแรงงาน วัฒนธรรมเลือนหายอีกทั้งชาวบ้านขาดความสามัคคี,ในอดีตครอบครัวอบอุ่น พ่อ แม่ลูกช่วยกันทำการเกษตรปัจจุบันต้องทำงานรับจ้างเพิ่มเพื่อหาเงินใช้หนี้สิน เป็นต้น

นอกจากการชี้ให้เห็นทุกข์ เพื่อทบทวนอดีตแล้ว มูลนิธิข้าวขวัญ ยังพาชาวนาลองคิดต้นทุนการทำนาในแต่ละฤดูการทำนา ซึ่งพบว่าชาวนาสูญเสียต้นทุนไปกับ ยาฆ่าแมลง, ค่ายาคุมหญ้า , ค่าปุ๋ยเคมี และค่าข้าวปลูก,ไปจำนวนมาก และพบว่าการทำนาแต่ละฤดูกาลมีต้นทุนสูงถึง 3,000-5,000 บาทต่อไร่ อีกทั้งชาวนายังได้คิดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่ไม่น่าสูญเสีย เช่น ผักสวนครัวที่สามารถปลูกไว้กินเอง หรือ กุ้ง หอยปู ปลา ที่เคยเก็บหาได้ในนา ปัจจุบันก็ต้องซื้อหาแทบทุกอย่าง ประกอบกับค่ารักษาโรคที่เกิดจากผลกระทบจากสารเคมีซึ่งพบแทบทุกครัวเรือน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชาวนาได้มีโอกาสทบทวนและเห็นภาพความเป็นจริงขึ้นในที่สุด

เมื่อกระบวนการทบทวนได้ทำให้ชาวนาเห็นว่า กระบวนการทำนาในแบบใช้สารเคมี ได้ก่อให้เกิดปัญหาและต้นทุนที่สูงแล้ว ก็ยังได้เรียนรู้ตัวอย่างความสำเร็จจาก นายชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2538 ชาวนาต้นแบบการทำนาแบบเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ใช้สารเคมีที่มาเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำนาแบบไม่ใช้สารเคมี ทั้งยังสามารถลดต้นทุนจากกว่าไร่ละ 2,000 บาทเหลือเพียงไร่ละ 800 บาท มีเวลาว่างไปทำงานอื่นๆ เพราะไม่ต้องพ่นยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องไถ และไม่ต้องสูบน้ำบ่อย มีเงินเหลือ เวลาเหลือ ครอบครัวอบอุ่น เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้ชาวนาสุพรรณบุรี ขบคิดถึงปัญหาและทางออกให้กับตนเองชัดขึ้น และล้อมวงชิดเข้ามาร่วมกัน “กำหนดเป้าหมายและทิศทางร่วมกัน” แม้ว่าจะมีชาวนาส่วนหนึ่งที่ยังไม่เชื่อก็ตาม

กระทั่งชาวนาได้ข้อตกลงกันว่า ต้องการลดต้นทุนการผลิต โดยใช้สารชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยและสารเคมี แต่ด้วยวิธีใดนั้น มูลนิธิข้าวขวัญเสนอว่าชาวนาจะต้องเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งเรื่องการกำจัดศัตรูพืช การปรับปรุงบำรุงดิน และการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยตนเองเพื่อการพึ่งตนให้มากที่สุด

เนื้อหาโรงเรียนชาวนา

หลักสูตร 1 การจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี
ชาวนาร่วมกันเรียนรู้ระบบนิเวศในแปลงนา , เรียนรู้วงจรชีวิตของแมลง,เรียนรู้แมลงดี แมลงร้าย และเรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้าน ป้องกันแมลง

กระบวนการเรียนรู้จริง
นักเรียนชาวนาที่ถูกแบ่งกลุ่มตามพื้นที่การทำนาเรียนรู้ข้อมูลเรื่องแมลงในนาข้าวจากเอกสารอ้างอิง จากนั้น ก็ลงไปในแปลงนาเพื่อโฉบแมลงในแปลงนาของตนขึ้นมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงว่า เป็นแมลงดี (กินแมลงศัตรูพืช) หรือ แมลงร้าย (กัดกินต้นข้าว) บันทึกลักษณะโดยการวาดรูป และบรรยายคุณสมบัติของแมลงลงไปในสมุดบันทึก โดยจะเรียนรู้เรื่องแมลงนี้เป็นเวลาประมาณ 18 สัปดาห์ ซึ่งจะคาบเกี่ยวช่วงของการทำนาจริงๆ ที่แตกต่างกันไป และแมลงศัตรูพืชก็มีวงจรที่แตกต่างเช่นกัน

ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้เรื่องการกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี
1.ในแปลงนามีแมลงที่เป็นมิตรกับชาวนามากกว่าแมลงร้าย
2.การฉีดพ่นสารเคมี ทำให้แมลงที่เป็นมิตรกับชาวนาหายไป
3.การปล่อยให้แมลงความคุมกันเอง เป็นการลดต้นทุน
4.หากแมลงมีปริมาณที่ไม่สามารถควบคุมกันเองได้ ให้ใช้สมุนไพรไล่แมลง
5.สูตรสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ไล่แมลง อาทิ สูตรรวมมิตรเพื่อล้มต้นทุนของ นายบุญมา ศรีแก้ว วัตถุดิบ หางไหลแดงและขาว, หัวกลอย,หนอนตายยาก, เมล็ดหรือใบสะเดา,ตะไคร้หอม,บอระเพ็ด,หัวข่าแก่,มะกรูดแก่,ใบยาสูบ,หัวว่านน้ำแก่,ใบยูคาลิปตัสแก่,ฝักคูนแก่,ต้นสบู่เลือด,โมลาส,หัวไพล,เหล้าขาว,หัวน้ำส้มสายชูและใบขี้เหล็กแก่ นำมาอย่างละ 2 กก.ผสมลงถัง 200 ลิตร ใส่น้ำลงไปพอท่วม ปิดด้วยพลาสติ หมักไว้ 1 เดือน ทุกๆ 5 วันต้องคน 1 ครั้ง เพื่อให้สมุนไพรเข้ากันกระทั่งเกิดจุลินทรีย์มีฝ้าขาว และมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว จากนั้นให้นำหัวเชื้อนี้ผสมน้ำ 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือตามสัดส่วนมากน้อยตามต้องการ
หรือสูตร ของ “นายสมพร โพธิ์แก้ว” เสนอสูตรสมุนไพร โดยนำเอาตะไคร้ 2 ส่วน สะเอา 3 ส่วน ยาสูบ 1 ส่วน และข่า 2 ส่วน ใช้ฉีดพ่นกำจัดศัตรูพืช 30 วัน ต่อ 1 ครั้ง สูตรของคุณสุรัตว์ เขียวฉอ้อน เสนอสูตร สะเอา 2 ส่วน หางไหล 1 ส่วน ยาสูบ 2 ส่วน ข่า 2 ส่วน คะไคร้หอม 2 ส่วน หนอนตายยาก 3 ส่วน นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำ 10 ลิตร หมักไว้ 7 วันแล้วนำไปฉีดพ่นประมาณ 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกวัน เป็นต้น

หลักสูตร 2 การปรับปรุงบำรุงดิน โดยไม่ใช้สารเคมี
หลักสูตรนี้ ชาวนา จะได้เรียนรู้การไถหมักฟาง, การใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายฟางข้าวในนา, เรียนรู้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์, เรียนรู้ ทดลอง และคิดค้นสูตรน้ำหมักต่างๆ เรียนรู้และทดลองวิธีต่างๆ เพื่อคืนชีวิตให้แก่ดิน และที่สำคัญกระบวนการนี้ได้สอดแทรกความเชื่อเข้าไปเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีในการพัฒนาดินโดยชีววิธี เช่นฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อที่เคยมีให้กลับมา โดยนำสัญญลักษณ์ของพระแม่ธรณีเป็นสิ่งแทนความมีชีวิตของดิน ว่า หากดินแข็ง ดินไม่มีธาตุอาหาร ก็เท่ากับว่าเลี้ยงแม่ธรณีไม่ดี ปล่อยให้แม่ธรณีอดอยาก แม่ธรณีตาย ทำให้ไม่มีใครคุ้มครองช่วยเหลือแม่โพสพให้งอกงาม

กระบวนการเรียนรู้จริง
มูลนิธิข้าวขวัญนำนักเรียนชาวนา ตั้งสมมติฐานต่อสภาพดินที่ชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาในการใช้สายตาวิเคราะห์สภาพดิน จากนั้น ก็เรียนรู้เชิงประจักษ์ โดยนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ให้ชาวบ้านทดสอบความเป็นกรด เป็นด่างของดิน แต่ละแปลงของสมาชิก ซึ่งปรากฎว่า แม้ว่าดินในพื้นที่เดียวกัน ก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทราบว่าดินของใครเป็นอย่างไร แล้ว ก็นำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงดินด้วยชีววิธีที่ต่างกันออกไปตามสภาพของดิน โดยมูลนิธิข้าวขวัญได้พานักเรียนชาวนาไปเก็บเชื้อจุลินทรีย์จากป่าห้วยขาแข้ง มาเพาะขยายเชื้อกับใบไผ่ และกากน้ำตาล
โดยในขั้นตอนนี้ นักเรียนชาวนาจะได้เรียนรู้จากแหล่งความรู้ภายนอก จากกรณีที่มีนักวิชาการมาศึกษาดูงานการเพาะเชื้อจุลินทรีย์ของนักเรียนชาวนาหลังไปเก็บหัวเชื้อมาจากป่าห้วยขาแข้งและนำมาเพาะขยายพันธุ์ใช้กันในกลุ่มนักเรียน ซึ่งทำให้นักวิชาการนำหัวเชื้อไปพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดใดกันแน่ที่ทำให้เกิดการย่อยสลายได้รวดเร็วและไม่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืช ซึ่งปรากฎว่ามีสิ่งมีชีวิตซึ่งประกอบด้วย เชื้อรา Trichoderma spp. Aspergillus sp. นอกจากนี้ยังพบแบคทีเรียซึ่งคาดว่าจะอยู่ในกลุ่มของ Bacillus spp. และยีสต์ ซึ่งคาดว่าน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของ Saccharom ysis spp.เรื่องราวเหล่านี้เองทำให้ชาวนาเกิดความมั่นใจและเกิดความภาคภูมิใจในฐานะนักวิทยาศาสตร์ในแปลงนา
ที่สำคัญชาวนาได้ร่วมกันฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีในการทำนา ตามขั้นตอนกระบวนการทำนา ขึ้นมา อาทิ พิธีรับขวัญข้าว, การลงแขกเกี่ยวข้าว, การบวงสรวงพระแม่โพสพ, พิธีนำข้าวขึ้นยุ้งและพิธีไหว้แม่ธรณี เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เกิดความรักความสามัคคีกันขึ้นในกลุ่มนักเรียนชาวนา และชาวบ้านใกล้เคียงอีกด้วย

องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น

1.เชื้อจุลินทรีย์ที่ดีจะมีกลิ่นหอม
2.บริเวณที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีจะพบดินสีดำและซากพืชที่เปื่อยยุ่ย รวดเร็ว,
3.กรรมวิธีการขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์
4.การรู้จักเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการย่อยสลายจากนักวิชาการ
5.ความเชื่อเรื่องวัฒนธรรมประเพณีโบราณ ได้รับการถ่ายทอดจากคนเฒ่า คนแก่

หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับเกษตรยั่งยืน
ขั้นตอนนี้ ชาวนาจะร่วมกันระดมความคิดเห็นเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น โดยจะเป็นการระดมความรู้เรื่องพันธุ์ข้าวของไทยที่ต้องการอนุรักษ์ ระดมความคิดเห็นเรื่องลักษณะพันธุ์ข้าวที่ดี และคุณลักษณะข้าวที่ชาวนาต้องการบริโภค ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนจากการซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้า และสามารถขยายพันธุ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวได้ตามความเหมาะสมกับพื้นที่และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

กระบวนการที่เกิดขึ้นจริง
นักเรียนชาวนา ทั้ง 4 พื้นที่จะต้องเรียนรู้จากการปฎิบัติจริงในเรื่องการคัด และผสมพันธุ์ข้าว โดยต้องถอนต้นข้าวจริงๆ มาเพื่อเรียนรู้ ลักษณะทางกายภาพของต้นข้าว ตั้งแต่ราก ถึงรวงข้าว นั่งแกะเมล็ดข้าวกล้องเพื่อเรียนรู้ส่วนประกอบของเมล็ดข้าว เช่น เกษรตัวผู้ เกษรตัวเมีย เรียนรู้ลักษณะเมล็ดพันธุ์ที่ดี สมบูรณ์ , ใช้แว่นขยายส่องข้าวกล้องเพื่อเรียนรู้กระบวนการคัดเลือกพันธุ์, ลงไปยังแปลงทดลองเพื่อปฏิบัติการผสมพันธุ์ และเพาะพันธุ์ข้าวกล้องเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป
อีกภาพหนึ่งที่น่าชื่นชมคือ ชาวนาสูงวัย มักจะพกพันธุ์ข้าวติดตระกล้าหมาก หรือกระเป๋ากางเกง ไปทุกๆ ที่ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็นั่งคัดพันธุ์กันไป กินหมากกันไป ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลาไปวัดนั่งวิปัสสนากรรมฐาน เสร็จ ก๊วนนักเรียนชาวนา ยังชวนสหายวัยเดียวกันที่มาถือศีล ช่วยกันคัดพันธุ์อย่างขมักเขม้น ไม่หวั่นแม้เสียงรอบข้างจะเซ็งแซ่ว่า “เสียเวลาเปล่า” และไม่เพียงชาวนาสูงวัยเท่านั้นที่นั่งคัดพันธุ์ข้าว พวกเขายังเอาความรู้อันมีค่าควรสืบสานนี้ไปสอนลูกหลาน ทำให้เห็นอีกภาพหนึ่งที่น่าประทับใจคือ เด็กน้อยวัยเรียนกับ ผู้เฒ่าที่เคยไร้คุณค่า มะรุมมะตุ้มกับกองข้าวกล้อง ช่วยกันคัดเท่าที่ทำได้ ถูกบ้างผิดบ้าง ก็สอนกันไปจนช่ำชอง
นอกจากนี้นักเรียนชาวนา ยังออกไปศึกษาดูงานกับชาวนาจังหวัดต่างๆ อาทิ เครือข่ายชาวนา จ.พิจิตร ในเรื่อง การคัดพันธุ์ข้าวและการขยายพันธุ์ข้าวโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยการไปเรียนรู้ครั้งนี้มีการแบ่งกลุ่มกันไปรับผิดชอบงานในแต่ละประเด็น
แบ่งกันศึกษาหาความรู้ แล้วนำความรู้ที่ได้มาเล่าสู่กันฟัง เช่นในเรื่องชนิดของพันธุ์ข้าว , การคัดเลือกพันธุ์ข้าว, การศึกษาการรวมกลุ่มของสมาชิกชาวนา, ศึกษากิจกรรมเด่นๆ ของกลุ่มชาวนา ,ศึกษาการแปรรูปผลผลิตข้าว,ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันในการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมักชีวภาพ ,ศึกษาความภาคภูมิใจของชาวนาจ.พิจิตร ซึ่งกิจกรรมนี้นอกจากจะเป็นการศึกษาดูงานเรื่องการคัด และผสมพันธุ์ข้าวแล้ว ชาวนายังได้ฝึกทักษะกระบวนการกลุ่ม และเกิดความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายกับชาวนาต่างพื้นที่อีกด้วย

องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น
1.รู้ว่าข้าวที่ดี และสมบูรณ์ และควรนำมาทำพันธุ์ข้าว มีลักษณะเป็นอย่างไร
2.การทำนาให้ได้ผลผลิตดี ไม่จำเป็นต้องหว่านข้าว
3.รู้ว่าการเพาะพันธุ์ข้าวจากข้าวกล้องก็สามารถทำได้ และดีกว่าข้าวเปลือก
4.เรียนรู้กระบวนการคัดพันธุ์ข้าว เพาะพันธุ์ข้าว และผสมพันธุ์เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าว
5.ข้าว 1 เมล็ดสามารถเพาะเป็นต้นข้าวได้มากถึง 30-40 ต้น

กิจกรรมเพื่อนเยี่ยมเพื่อน
นอกจากนี้ระหว่างการเรียนแต่ละหลักสูตรการเรียนรู้ ชาวนาจะได้ร่วมกันทำกิจกรรม “เพื่อนเยี่ยมเพื่อน : ชุมชนชาวนา” ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนชาวนาจากโรงเรียนชาวนาทั้ง 5 พื้นที่ 4 อำเภอ ได้มารวมกลุ่มทำกิจกรรมพร้อมทั้งใช้เวทีนี้ถ่ายทอด เผยแพร่ผลงาน และเวทีดังกล่าวยังเป็นการสะท้อนเหตุการณ์จริง และยังสามารถวัดความเข้าใจเรื่องการทำเกษตรกรรมยั่งยืนของนักเรียนชาวนาได้อีกทางหนึ่งด้วย

ผลแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักเรียนชาวนา ส่งผลทำให้ศักดิ์ศรีของชาวนากลับคืนมาพร้อมกับรอยยิ้มอาบแก้มที่แทบหาไม่ได้เลยในหมู่ชาวนา จ.สุพรรณบุรีกลับคืนมา ดังเช่นน้าสำรวย หนึ่งในนักเรียนชาวนาที่กล้าทิ้งสารเคมีและปุ๋ยเคมีในการทำนา หันมาทำนาในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ตามแนวทางของมูลนิธิข้าวขวัญ ล่าสุดน้าสำรวยสร้างความตื่นตะลึงให้กับนักเรียนชาวนาด้วยกันและชาวนาบ้านใกล้เรือนเคียงเมื่อการทำนาบนเนื้อที่ 17 ไร่ที่เดิมทีได้ข้าวเพียง 15 เกวียน แต่ฤดูการทำนาที่ผ่านมาน้าสำรวยได้ทำลายสถิติชาวนาทั้งผองด้วยการทำนาบนเนื้อที่เท่าเดิมแต่ได้ข้าวมากถึง 22 เกวียน ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความปิติอย่างแท้จริงได้เกิดขึ้นแล้วในหมู่นักเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี

ทั้งหมดนี้เป็นแผนการจัดการความรู้เพื่อชาวนา ซี่งอยู่ในหลักสูตรของนักเรียนชาวนา และนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ ตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่าการเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการทำการจัดการความรู้นั้น มิใช่เปลี่ยนเฉพาะเลิกใช้สารเคมีเท่านั้น แต่เขาเปลี่ยนถึงวิธีคิด จากการแข่งขันชิงดีชิงเด่นเป็นการเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ จากการที่เอาเงินเป็นที่ตั้ง ก็เอาความสุข และครอบครัวเป็นที่ตั้ง

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ ที่อาศัยการจัดการความรู้ในรูปแบบโรงเรียนเกษตรกรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่วิธีการคิด กระบวนทัศน์ และจิตสำนึก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีชีวิต และจิตวิญญาณปัจจุบันนักเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี กำลังมีความสุขอยู่กับการได้ย้อนกลับไปดำเนินวิถีชีวิตแบบเดิม ร่วมกันดำนา ร่วมกันร้องเพลงเกี่ยวข้าว ร่วมกันเรียนรู้ และในอนาคตพวกเขากำลังก้าวสู่การเป็น “ครู”ชาวนาให้กับนักเรียนชาวนารุ่นต่อไป

 
คัดลอกและเรียบเรียงจาก วิจารณ์ พานิช. 2549. นานาเรื่องราวการจัดการความรู้ (๓) : โรงเรียนชาวนา โครงการส่งเสริม KM เรื่องการทำนาข้าวในระบบเกษตรยั่งยืน. ค้นวันที่ 1 สิงหาคม 2549 จาก http://gotoknow.org/blog/thaikm/19462.
 
โรงเรียนชาวนาวัดดาว
กับการเดินทางของคนคนหนึ่ง

เรื่อง: ณรงค์ อ่วมรัมย์ มูลนิธิข้าวขวัญ

เรียบเรียง: ภาสกร อินทุมาร วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)

ก่อนการเริ่มต้น... ในฐานะเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ ผมเริ่มงานในชุมชนวัดดาวด้วยการขับรถจักรยานยนต์เข้าสำรวจและทำความเข้าใจพื้นที่ เพื่อที่จะหาช่องทางทำความเข้าใจกับผู้คนในชุมชน... เจ้าหนุ่มที่พูดไม่เก่ง เป็นคนต่างถิ่นฐาน แถมยังอ่อนวัย ขับรถเข้าออกเข้าออกจนชาวบ้านสงสัยว่า “มาทำไม”... สิ่งที่ผมทำได้เป็นอย่างแรกคือการเข้าไปขอพร "หลวงพ่อครื้น” ที่ชาวบ้านนับถือ ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้พบตัวจริงของท่าน แต่การได้กราบรูปเหมือนที่เหลือไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านในย่านนี้ ก็สามารถทำให้ผมมีแรงใจที่จะออกเดินทางตามเจตจำนง... “ไอ้หนุ่มเป็นคนที่ไหน มาทำอะไร” เป็นคำถามจากลุงสุดใจ ชาวบ้านคนแรกที่ผมได้รู้จัก “ผมจะมาส่งเสริมเรื่องการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีครับ” ผมตอบออกไปด้วยความนอบน้อม ก่อนที่แกจะย้อนกลับมาแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นว่า “จะไปไหวเรอะ” แล้วแกก็หัวเราะ... วันนั้นจึงเป็นวันแรกที่ผมเริ่มมีเพื่อนคุยในหมู่บ้าน... เมื่อก่อน... เมื่อก่อน… ยายปิ่นทองหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะอธิบายว่า

การเกี่ยวข้าวในสมัยก่อนจะมีความสัมพันธ์กับระบบการเพาะปลูก ตั้งแต่การปลูกไล่น้ำมาจากที่ดอนจนมาถึงที่นาลุ่มน้ำลึก เมื่อก่อนจะมีการลงแขกเกี่ยวข้าวเป็นการช่วยเอาแรงกัน หรือหากคิดเป็นค่าจ้างเมื่อก่อนก็จะจ่ายเป็นข้าว เช่น แปดระดับชักสอง (คำว่าระดับในที่นี้หมายถึงการเกี่ยวข้าวที่เต็มกำมือผู้ใหญ่ให้ได้ห้ากำมือจะเท่ากับหนึ่งระดับ ถ้าเกี่ยวได้แปดระดับก็จะได้ค่าจ้างสองระดับ) มีการพูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่จนเกิดเป็นการละเล่น เป็นบทเพลงในท้องทุ่งที่สร้างความสนุกสนาน ช่วยผ่อนคลายจากการทำงานหนักในแปลงนา ตกเย็นก็จะมีการนำฟ่อนข้าวมาที่ลานโดยบรรทุกมาทางเกวียนหรือทางเรือหากเป็นที่นาน้ำลึก กลางคืนชาวบ้านจะจุดตะเกียงจ้าวพายุให้แสงสว่างนวดข้าวในลานโดยใช้แรงงานของวัว ควาย ทำอย่างนี้จนกว่าข้าวจะหมด ข้าวที่ได้ก็จะตักใส่ไว้ในยุ้ง หากจะขายก็จะมีพ่อค้ามาชื้อจากยุ้ง หากชาวบ้านไม่พอใจในเรื่องของราคา ชาวบ้านก็จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน ผักหญ้าก็เก็บเอาจากหนอง คลอง บึง อาหารสดก็มาจากแม่น้ำที่เมื่อก่อนยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก...

ปัจจุบันนี้ก็อย่างที่เห็น รถเกี่ยวข้าวเริ่มเข้ามาสักเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ขอให้มีเงินจะทำอะไรก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้น ชาวบ้านทำนาเป็นสามสิบสี่สิบไร่ จะให้มาลงแขกเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ไหว ใช้เวลาเกี่ยวเป็นครึ่งค่อนเดือน ถ้าใช้รถเกี่ยว สามสิบสี่สิบไร่ใช้เวลาแค่สองวัน ตกราคาไร่ละประมาณห้าร้อยบาท ส่งโรงสีให้เสร็จสรรพ... แต่ดูสภาพการขายข้าวตอนนี้ก็เหมือนกับ "หามผีไปป่าช้า" โดยมีสายพานลำเลียงพาเคลื่อนออกจากท้องทุ่ง เถ้าแก่โรงสีจะว่าอย่างไร จะกดราคาขนาดไหนก็ต้องยอม จะเอาข้าวกลับมา ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน จากที่เคยทำอย่างสบายก็กลายเป็นความเร่งรีบหน้าดำคร่ำเครียดอยู่แต่กับนา นานทีถึงจะมีโอกาสมาเจอะเจอญาติพี่น้อง เรื่องที่จะมานับถือบูชาแม่โพสพแม่ธรณีเหมือนเมื่อก่อนแทบจะไม่มีแล้ว... แต่ยายก็ยังบูชาอยู่จนถึงทุกวันนี้ กำแรกที่เกี่ยวเมื่อข้าวสุก กับดินตรงที่เกี่ยวข้าวนั้น ยายยังคงเก็บเอามาบูชาที่หัวนอนเป็นประจำทุกปี...

แต่เดิม ชาวนาจะเริ่มทำนาตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ด้วยการตระเตรียมเครื่องใช้ คราด ไถ ไว้ให้พร้อม แล้วรอวันฤกษ์งามยามดีเพื่อเข้าพิธีแรกนา ซึ่งเป็นวันคู่วันใดวันหนึ่งในเดือน 6 โดยหาในสมุดตำรากลางบ้าน หรือไถ่ถามจากผู้รู้ ก่อนหน้าเวลาฤกษ์ ชาวนาบางบ้านจะตั้งศาลชั่วคราว เรียกว่าศาลเพียงตา (สูงเสมอตา) ณ ที่ใดที่หนึ่งของนา เพื่อวางบูชาดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องสังเวย ขณะบูชาสังเวยจะกล่าวคำอ้อนวอนขอให้ทำนาปีนี้เป็นมรรคเป็นผล ให้ข้าวงอกออกรวงงามได้ผลบริบรูณ์ อย่าให้มีภัยพิบัติ ปูกัดหนอนกิน เสร็จสังเวยบูชาแล้วจึงลงมือไถผืนนาที่กำหนดไว้เป็นปฐมฤกษ์ ไถแรกนา 3 รอบ พอเป็นพิธีแรกนา วางไถ ปล่อยควายกลับบ้าน การมาของระบบชลประทาน ทำให้ชาวนาไม่ต้องรอฝนเดือน 6 และปรับเปลี่ยนจากทำนาปีมาเป็นนาปรัง

แต่ชาวนาน้อยคนนักที่จะยังคงมีความเคารพศรัทธาต่อแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา ตรงนี้มีสาเหตุมาจากอะไร... จากการที่ผมได้คุยกับป้าศรีและลุงสำราญ ผู้ซึ่งเป็นชาวนามาตลอดชีวิต พบว่าหลักๆเลยนั้น เนื่องจากการทำนาปรังเดี๋ยวนี้ ชาวนาต้องพึ่งพาอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือมาจากข้างนอกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการจ้างแรงงาน คนหว่านกล้า หว่านปุ๋ย ฉีดยาเคมี จ้างรถเกี่ยว แข่งกับการแย่งน้ำแย่งท่ากับคนอื่น ไม่อย่างนั้นก็ต้องปลูกข้าวที่มีอายุสั้นเนื่องจากจะไม่ทันน้ำท่วมในฤดูการเพาะปลูกที่สอง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเวลามาคิดถึงแม่โพสพ ส่วนคำโบราณที่ว่าวันศุกร์ไม่ขายข้าววันเสาร์ไม่ขายควายนั้น

มาถึงปัจจุบันนี้จะทำได้ก็แค่เพียงไม่เกี่ยวข้าวในวันศุกร์ (ใช้รถเกี่ยวสมัยใหม่) เพราะพอเกี่ยวเสร็จเราก็ต้องส่งโรงสีเลย หากเราจองได้รถเกี่ยวตรงกับวันศุกร์เราก็ต้องส่งโรงสีวันศุกร์ ก็จะกลายเป็นว่าเราก็ไม่เคารพคนโบราณที่สั่งสอนเรามา เพราะฉะนั้น ทางที่ดีเราจึงไม่มีพิธีกรรมทั้งหลายเสียเลย การขอขมาแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคาก็จะทำในช่วงเทศการงานประเพณีเท่านั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นล้วนมาจากอิทธิพลจากนโยบายการพัฒนาประเทศ และชาวบ้านย่านนี้คือกลุ่มคนที่ได้รับอิทธิพลจากการพัฒนาก่อนใครในประเทศ การแข่งขันและการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจจากสังคมเมืองที่เข้ามาสู่ชนบท ทำให้ระบบการผลิตเปลี่ยนไปเป็นการผลิตเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่เพื่อขาย การใช้ปัจจัยการผลิตก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

เกษตรกรที่ผมทำงานด้วยเป็นคนกลุ่มแรกๆที่เปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ระบบการผลิตเชิงเดี่ยวภายใต้การส่งเสริมของรัฐ... ผลก็คือ ลุงสนั่น ลุงเล็ก และอีกหลายคนในหมู่บ้าน ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ดิบได้ดีในเรื่องของยศ ตำแหน่ง มาหลายคนแล้ว... วันนี้ หลังจากผ่านปีที่ห้าของการทำงานมาแล้วนั่นแหละ ลุงสนั่น ลุงเล็ก และพวกที่เป็นเซียนทางการใช้สารเคมีทั้งหลายก็เริ่มที่กลับใจหันมาทำนา "ต้นทุนต่ำ" กันมากขึ้น

สิ่งสำคัญทำให้คนกลุ่มนี้กลับลำหันมาเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เพื่อที่จะนำพาตนเองปลดแอกจากการเป็นทาสของสารเคมี ก็คือการสร้างกระบวนการให้พวกเขามาร่วมกันคิดและวิเคราะห์ถึงระบบการผลิตเมื่อครั้งอดีต การนำความเคารพและความศรัทธาต่อจิตวิญญาณทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา รวมทั้งประเพณีที่ดีงามต่างๆที่มีอยู่ในชุมชน กลับมาสร้างความหมายและพลังขึ้นใหม่ในบริบทปัจจุบัน การศึกษาเรียนรู้จากกลุ่มกัลยาณมิตรกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า การอบรมแล้วอบรมเล่า... เหล่านี้ล้วนสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านในการลงมือปฏิบัติการจริงในพื้นที่ กระบวนการเช่นนี้ รวมทั้งการไม่ได้ให้ใครมีความสำคัญโดดเด่นกว่าคนอื่น ทำให้เกษตรกรรับความคิดใหม่ได้ง่าย และเคลื่อนขยายกลุ่มคนได้เป็นอย่างดี

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ในวันที่เรา – มูลนิธิข้าวขวัญ ผมและพี่ ป้า น้า อา ที่วัดดาว ทำการสรุปบทเรียนในเรื่องการทำนาเพื่อลดต้นทุน ตอนนั้นพวกเรามีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนากลุ่มร่วมกันเพื่อนำไปสู่การไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้นในแปลงนา ผมนำเสนอผลการทดลองของเกษตรกรทั้ง 16 คนที่เป็นสมาชิกกลุ่มในตอนนั้น บรรยากาศของการพูดคุยมีทั้งการแลกเปลี่ยน ทักท้วง เสนอแนะ ฯลฯ จนในที่สุดทำให้เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า หัวใจสำคัญของการทำนา คือเรื่องเมล็ดพันธุ์ การเตรียมดิน ปุ๋ย และจุลินทรีย์... และวันนั้นเอง ก็คือวันที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของหลักสูตรโรงเรียนชาวนาแห่งชุมชนวัดดาว...

โรงเรียนชาวนาวัดดาวหลักสูตรโรงเรียนชาวนาที่วัดดาวเป็นหลักสูตร 18 สัปดาห์ ที่มีกระบวนการเรียนรู้ดังนี้

สัปดาห์ที่ 1 การเตรียมแปลงนา เช่น หมักฟาง, ล้มตอซัง, ไถนาน้ำตม

สัปดาห์ที่ 2 การจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว และจุลินทรีย์สำหรับเร่งแตกกอ

สัปดาห์ที่ 3 การทำจุลินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ และสมุนไพร

สัปดาห์ที่ 4 – 18 กิจกรรมสำรวจระบบนิเวศในแปลงนา เช่น แมลง, การเจริญเติบโตของข้าว,การพัฒนาเปรียบเทียบระหว่างนาเคมีกับนาอินทรีย์, การแลกเปลี่ยนความรู้, เติมข้อมูลสถานการณ์ทางสังคม

นโยบายที่เกี่ยวกับชาวนา กติการ่วมของ “นักเรียนชาวนา”

1.มีความตรงต่อเวลาทั้งเจ้าหน้าที่ที่อำนวยการสอนและตัวเกษตรกรในฐานะที่เป็นนักเรียน

2. ถ้านักเรียนไม่สามารถมาเรียนได้ ต้องส่งตัวแทนที่สามารถตัดสินใจได้และเป็นแรงงานในการทำนา หรือต้องแจ้งให้แก่สมาชิกภายในกลุ่มได้รับรู้ล่วงหน้า

3. ต้องมีแปลงการทำนากันทุกคน และทุกแปลงต้องสามารถพัฒนาเป็นแปลงสำหรับการศึกษาดูงานได้

4. ห้ามขาดเรียนติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ และในเวลาเรียนทั้งหมด 18 สัปดาห์ห้ามขาดเรียนเกิน 3 สัปดาห์

5. เวลาเรียนร่วมกันทุกวันจันทร์ตั้งแต่เวลา 09.00 -12.00 น

.6. คนที่ไม่ขาดเรียนเลยจะมีรางวัลพิเศษให้เป็นกรณีพิเศษ

 

และถ้าหากถามว่า เมื่อโรงเรียนชาวนาเกิดขึ้นมาแล้วนั้น ชาวนา (รวมทั้งผม) มีความคาดหวังร่วมกันอย่างไร คำตอบที่ได้ก็คือ ทุกคนหวังว่า

1. คนในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

2. แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีและหาวิทยาการทดแทนสารเคมี

3. ทำการเกษตรที่มีการฟื้นฟูระบบนิเวศ

4. ฟื้นฟูประเพณีการละเล่นของคนในท้องถิ่น

5. ลดต้นทุนการผลิต และลดภาวะหนี้สินภายในครอบครัวของตน

6. ใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

7. สามารถเป็นแบบอย่างในเรื่องเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีได้

8. แก้ไขปัญหาต่างๆโดยใช้วิธีของการรวมกลุ่มและทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

9. นำความรู้ดีๆไปใช้ในชีวิตและครอบครัว

10. สุขภาพของตนเองและครอบครัวปลอดภัยจากสารเคมี

11. สุขภาพจิตดี

12. มีประสบการณ์ใหม่ๆในเรื่องการทำการเกษตรกรรมและมีเพื่อนใหม

่13. สามารถเผยแพร่ความรู้แกเพื่อนบ้านได้

14. ข้าวราคาดี/ต้นทุนต่ำ

15. มีปุ๋ยชีวภาพราคาถูกและมีเพียงพอแก่ความต้องการของชาวนา

16. กลุ่มขยายวงกว้างออกไป

17. คัดพันธุ์ข้าวเอง

18. ชาวนาอื่นๆมาร่วมเรียนรู้ด้วย

19. ข้าวไร้สารเคมีราคาสูงกว่าราคาข้าวทั่วไป

20. กลุ่มมีข้าวพันธุ์ดี

21. มีโรงสีรับชื้อข้าวของทางกลุ่ม/โรงสีขนาดเล็กของทางกลุ่ม

ในแง่กระบวนการเรียนรู้ โรงเรียนชาวนาจริงๆ แล้วก็คือ พื้นที่ที่ให้ทุกคนเอาความรู้ที่ตัวเองมีมาบอกกล่าวและแลกเปลี่ยนกับนักเรียนคนอื่นๆ เพื่อที่จะต่อยอดและพัฒนาความรู้ร่วมกันไป

อาจมีข้อมูลความรู้ที่จำเป็นจากภายนอกบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้และจัดการความรู้ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น

ในกรณีการเตรียมและบำรุงดินเพื่อการปลูก

 

พี่สนั่นใช้วิธี

1. ใช้รถกระจายฟาง

2. สูบน้ำเข้านา เทจุลินทรีย์ผสมน้ำไร่ละ1ลิตรเพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยในการย่อยสลายฟาง

3. ใช้รถขุบย่ำเที่ยวให้ฟางเปียกน้ำ (ถ้ามีเป็ดเลี้ยงทุ่งให้ปล่อยเป็ดย่ำสัก 2-3 วันเพื่อให้ จุลินทรีย์เข้าไส้ (เปียกน้ำ)

4. เติมน้ำไม่ให้แห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 20 วันก็จะหมดก๊าซ และเป็นกระบวนการย่อยสลายที่สมบูรณ์

5. เวลาย่ำนาปล่อย ให้เหลือน้ำพอประมาณ (คลุกคลิก)

6. แช่ข้าวให้ตุ่มตางอก 1 คืน สงให้เสด็จน้ำอีกหนึ่งคืนก็นำไปหว่านได้

7. อัตราการหว่าน 25 กิโลกรัมต่อไร่ส่วน

พี่เพชรรัตน์ใช้วิธี

1. กระจายฟาง

2. ปล่อยน้ำเข้านาพร้อมน้ำจุลินทรีย์ ไร่ละ3 ลิตร

3. ใช้รถขุบย่ำ 1 ครั้ง ทิ้งไว้ 7 วัน ย่ำอีก 1 ครั้ง

4. หว่านข้าว หลังจากหว่านแล้ว 12 วันฉีดพ่นยาคุมหญ้า

5. เมื่อข้าวมีอายุได้ 22 วัน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 200กิโลกรัมต่อไร่

6. เมื่อข้าวอายุ 43 วันหว่านปุ๋ยชีวภาพ 250กิโลกรัม

7. ฉีดพ่นยาสมุนไพรพร้อมฮอร์โมนจำนวน 4 ครั้งตั้งแต่ข้าวอายุ 40-70วัน

8. หลังจากที่ข้าวออกรวงแล้วหยดสมุนไพรพร้อมน้ำหมักอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่าความรู้และประสบการณ์ของพี่ทั้งสองแตกต่างกัน เมื่อประสบการณ์ 2 ชุดนี้ถูกนำเสนอในโรงเรียน นักเรียนก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาต่อยอดความรู้ออกไป สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนชาวนาให้ความสำคัญ ก็คือการที่ชาวนาสามารถจัดการเมล็ดพันธุ์ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นงานที่พวกเราที่วัดดาวร่วมกับมูลนิธิข้าวขวัญให้ความสำคัญ ก็คือ การสร้างเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกในแบบปักดำ แต่ปัญหาก็คือว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมานี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ในแถบท้องทุ่งภาคกลางไม่ได้ทำนาแบบปักดำ ดังนั้น เราจึงต้องหาเกษตรกรที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ปราศจากการปลอมปน โดยวิธีการที่พวกเราได้พูดคุยกันก็คือ

1. เราจะต้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์จากข้าวกล้อง ประมาณ 25 กิโลกรัม เพื่อใช้ในการตกกล้า เพาะในแปลงขี้เถ้าดำแบบเพาะถั่วงอก

2. เมื่อข้าวได้ 25 วัน จึงนำไปลงแปลงนาของเกษตรกรที่เตรียมเอาไว้

3. เกษตรกรที่จะเป็นเกษตรกรต้นแบบต้องผ่านหลักสูตรเบื้องต้นในเรื่องของการลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในแปลงนา มาแล้ว

4. เกษตรกรจะต้องไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใดใดทั้งสิ้นในแปลงนาที่ทำการทดลอง

5. เกษตรกรจะต้องใช้วิธีการปักดำเป็นแถวตามแนวเชือกที่มีระยะห่วงกันประมาณ 25 เซนติเมตร

6. เกษตรกรต้องมีพื้นที่ในการทำนาข้าวพันธุ์อย่างน้อย 10ไร่

7. เกษตรกรจะต้องทำการเกี่ยวมือ โดยที่ทางมูลนิธิข้าวขวัญจะเอาเครื่องนวดข้าวขนาดเล็กไปช่วยในการนวดคอรวง

8. ทางมูลนิธิจะรับชื้อในราคาที่ประกันเอาไว้ ที่เกวียนละหนึ่งหมื่นบาทและที่สำคัญเกษตรกรต้อง ปักดำข้าวแบบต้นเดียว นี่เป็นเงื่อนไขที่ทางมูลนิธิข้าวขวัญได้กำหนดเอาไว้วิถีชุมชน คนวัดดาว

พี่เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ พูดไว้ว่า “ชาวนาขาดการจัดการความรู้มาตั้ง 30 ปีแล้ว ตั้งแต่ปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีจนหนี้สินชาวนาทั่วประเทศไม่ต่ำกว่าสี่แสนล้านบาท เพราะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกข้าวที่มีเบอร์ต่างๆ เช่น กข.1 กข.2 สุพรรณ 60 ปทุม.1 ไล่ไปไม่สิ้นสุดโดยที่ตนเองไม่รู้จัก ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด หันไปพึ่งภายนอกอย่างเดียวจากผู้ผลิตกลายเป็นผู้บริโภคเพราะต้องชื้อทุกอย่าง ลำพังค่าปุ๋ยค่ายาอย่างเดียวก็แย่แล้ว เมื่อเป็นหนี้มากจึงไม่มีชาวนาคนไหนยอมให้ลูกเป็นชาวนา ทุกคนเลือกที่จะขายนาส่งลูกเรียน สุดท้ายไม่มีทั้งเงินและที่นา จึงต้องไปเป็นลูกจ้างตามโรงงาน วิถีชิวิตล่มสลาย เพราะขาดการจัดการความรู้ตัวเดียวทำให้ไม่เท่าทันกับกลุ่มทุนที่มาในรูปของการจัดการสมัยใหม่ ขณะนี้สิ่งที่ทำคือทำให้ชาวนากลับไปเป็นตัวของตัวเองเหมือนเข้าโรงเรียนชาวนาใหม่ นำแม่โพสพประเพณีภูมิปัญญากลับมา สร้างวิธีคิดใหม่ว่าไม่ใช้สารเคมีก็อยู่ได้ และอยู่ได้อย่างดีกว่า ใช้กระบวนการเรียนรู้และกระบวนการกลุ่มเข้าไปช่วยรู้จักธรรมชาติ ชาวนาที่ผ่านโรงเรียนชาวนาเขาจะฟื้นประเพณีขึ้นมา ฟื้นการลงแขกได้ฟื้นวิถีชีวิตได้

นี้คือตัวอย่างเล็กๆที่อาศัยการจัดการความรู้ในรูปแบบโรงเรียนเกษตรกรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่วิธีการคิด กระบวนทัศน์ และจิตสำนึก ซึ่งสำคัญมาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน และถึงจิตวิญญาณ เมื่อจิตวิญญาณของชาวนาดีขึ้นทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน” ผมเองก็หวังที่จะเห็นวิถีชีวิตชุมชนคนวัดดาวที่เป็นชุมชนชาวนาแหล่งหนึ่งของประเทศ เกิดการเรียนรู้โดยนำความรู้สมัยใหม่มาปรับประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เป็นจุดแข็งของตนเองให้มีความสอดคล้องกับวิถีชุมชนที่ตนเองเป็นคนกำหนด และสามารถสร้างความรู้เป็นของตนเองได้... ในวันแรกของการเปิดโรงเรียนชาวนา มี “นักเรียนชาวนา” ทั้งหมด 43 คน และถึงแม้หลักสูตรของโรงเรียนจะมีเพียง 18 สัปดาห์ แต่การเรียนรู้ร่วมกันนั้นไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อ 18 สัปดาห์ผ่านไป ก็ใช่ว่านักเรียนทั้งหลายจะหยุดการเรียนรู้ ตราบใดที่พวกเขายังทำนา การเรียนรู้เรื่องการทำนาก็จะยังคงดำเนินต่อไป...

 

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน