หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัย

โดย
สุภา ใยเมือง
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

 

ในปัจจุบันเกษตรอินทรีย์ และอาหารปลอดภัยเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย อันเนื่องจากปัญหาการใช้สารเคมี ในการผลิต และการปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งในกระบวนการผลิต ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากมีปัญหาอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมี ในขณะที่ผู้บริโภคต้องเสี่ยงกับการกินอาหารปนเปื้อนสารเคมี ปัญหาเหล่านี้มิได้มีขอบเขตในระดับประเทศ แต่สัมพันธ์กับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้ประเทศไทยต้องปรับนโยบายสู่การผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เกษตรอินทรีย์จะได้รับการยกระดับ ในระดับนโยบายให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ความเข้าใจในเรื่องระบบเกษตรอินทรีย์ก็ยังมีความแตกต่างกัน ทำให้การปฏิบัติแตกต่างกัน ประกอบกับเรื่องระบบเกษตรอินทรีย์ มิใช่เป็นเพียงระบบการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับประเด็นอื่นๆ ทั้งด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม นัยยะทางนิเวศวิทยา และกรอบคิดในการพัฒนาคนและสังคม ทำให้การพัฒนาระบบดังกล่าว มีบริบทที่แตกต่างกัน ตามกรอบคิดหรือกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกัน

นอกจากนั้น ยังมีบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ นโยบายของรัฐหลายเรื่อง ทั้งที่เป็นเรื่องที่สอดคล้องและขัดแย้งกัน เนื่องจากนโยบายที่ดำเนินการมีทั้งนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายที่เน้นการพัฒนาระบบทุนในกระแสหลัก ซึ่งเอื้อำนวยต่อทุนขนาดใหญ่ โดยมีกลไกการเปิดเสรีทางการค้า เน้นการส่งออกของสินค้าเกษตรเป็นด้านหลัก ทำให้ที่ผ่านมา รัฐมีนโยบายทั้งในประเทศ และนโยบายระหว่างประเทศ เช่น การเปิด FTA กับประเทศต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตในภาคเกษตรกรรม และการพึ่งตนเองของประเทศ ความคิดที่จะออกพรบ.ข้าว หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีเอ็มโอ เป็นต้น ในขณะที่นโยบายอีกส่วนหนึ่งสนับสนุนระบบการผลิตในระบบเกษตรยั่งยืน เช่น นโยบายเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ทิศทางดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องการการสนับสนุนทางนโยบาย หรือมาตรการในอีกลักษณะหนึ่ง ทำให้เกิดความสับสน และมีคำถามเกี่ยวข้องกับแนวคิด ทิศทางการพัฒนา ทั้งนี้เนื่องจาก นโยบายดังกล่าว มีผลต่อการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งหากเน้นการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์แล้ว ย่อมหมายถึงกระบวนทัศน์การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องถูกนำมาใช้กำหนดนโยบาย ด้วยเช่นกัน ข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และอาหารปลอดภัย มีประเด็น เสนอให้พิจารณา ดังนี้

1. แนวคิด และเป้าหมายในการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์”
เมื่อกล่าวถึง “การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์” จำเป็นต้องกล่าวถึงแนวคิด หรือกระบวนทัศน์ในการพัฒนา แนวคิดของนโยบายในการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ในปัจจุบัน มิได้มุ่งเน้นกระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน คือการพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย ทำให้การส่งเสริมโดยส่วนใหญ่จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต มากกว่าการสร้างความสามารถในการพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย นโยบายเช่นนี้ จะไม่ได้แก้ปัญหาของเกษตรกรที่ผ่านมา เช่น ปัญหาการพึ่งพิงปัจจัยภายนอกมากเกินไป ทั้งปัจจัยการผลิตและความรู้ การพึ่งตลาดส่งออกเป็นด้านหลัก มากกว่าการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัวและชุมชน ฯลฯ ทำให้เกษตรกรต้องเสี่ยงกับระบบตลาด และขาดอำนาจการต่อรองเหมือนดังที่เคยเป็นมา
นอกจากนั้น ยังเกิดความสับสนของการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีการส่งเสริมระบบเกษตรอินทรีย์ ทำให้ดูเหมือนว่า การทำเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่เมื่อดูตัวเลขการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และสารเคมีกำจัดวัชพืช ยังมิได้ลดลง สิ่งที่ลดลงบ้างคือ ปุ๋ยเคมี เนื่องจาก ราคาแพง ประกอบกับความรู้ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์มีมากพอ และสามารถพัฒนาให้ได้คุณภาพ ทำให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความเข้าใจการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์นั้น ยังมีข้อจำกัด รวมทั้งเมื่อมุ่งเน้นการส่งออกเป็นด้านหลัก ย่อมทำให้การผลิตมีข้อจำกัดไปด้วย หากทำความเข้าใจให้ชัดเจนถึงระบบเกษตรอินทรีย์ พบว่า มีคำหลายคำที่กล่าวถึงระบบเกษตรในแนวทางนี้ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน เกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรปลอดสารเคมี ฯลฯ ซึ่งแต่ละคำมีนัยยะความหมายที่เหมือนและแตกต่าง แต่หากกล่าวถึงระบบเกษตรอินทรีย์แล้ว มีการศึกษา และให้ความหมาย หรือคำนิยามว่า “เป็นระบบการผลิตในระบบเกษตรยั่งยืน หรือเกษตรทางเลือก มีความหมายถึง ระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมน ที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญสูงสุดในการปรับปรุงบำรุงดิน โดยเชื่อว่า ดินที่สมบูรณ์ย่อมทำให้พืชและสัตว์ที่เจริญเติบโตจากผืนดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย มนุษย์ที่บริโภคผลผลิตจากไร่นาอินทรีย์ ก็จะได้รับอาหารที่มีคุณภาพดีและปลอดภัย” เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หลักการพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์ แตกต่างจากเกษตรปลอดสารเคมี โดยเกษตรอินทรีย์เน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศเกษตร โดยเฉพาะการปรับปรุงบำรุงดิน การสร้างสมดุลของวงจรธาตุอาหาร ในขณะที่เกษตรปลอดสารเคมีจะสนใจแต่การควบคุมปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่เพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอในเชิงนโยบาย คือ รัฐต้องตั้งเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และเกษตรยั่งยืนในแนวทางที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหารของครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น และประเทศ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีอิสระในการตัดสินใจ ขณะเดียวกันทำให้ผู้บริโภค ได้บริโภคผลผลิตที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ควรกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน หรือสามารถเห็นรูปธรรมของการปฏิบัติได้ เช่น การลดลงของสารเคมี หรือ การพึ่งตนเองของเกษตรกร เป็นต้น ทั้งนี้ ควรกำหนดเป้าหมายการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน บนฐานการพึ่งตนเองของเกษตรกร และประเทศ ถึง 50% ของพื้นที่ ใน 10 ปีข้างหน้า
มาตรการสำคัญคือการสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาโดยสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภค และสนับสนุนความเข้มแข็งของกลุ่ม องค์กรชุมชน และเครือข่ายให้มีบทบาท ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ควบคู่กับภาคประชาสังคมอื่นๆ

2. การปรับโครงสร้างและกลไกระดับชาติ เพื่อการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม
ปัจจุบัน พบว่า มีหน่วยงาน องค์กรที่ทำงานพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และระบบเกษตรอินทรีย์อยู่หลากหลาย มิใช่เฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ทั้งยังมีบทบาทอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่อง ดังเช่น บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน กลุ่มศาสนาต่างๆ เป็นต้น และหน่วยงานเหล่านี้มีพัฒนาการ และสั่งสมความรู้ในการทำงาน มีรูปธรรมที่เกิดขึ้น มีบทเรียนการทำงานที่เรียนรู้ภายในองค์กร และการประสานกับภายนอก ทั้งความรู้ในการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืนยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม ซึ่งต้องบูรณาการความรู้แขนงต่างๆให้สามารถพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืนในเชิงระบบได้ ในปัจจุบัน กลไก และองค์กรที่มีอยู่ ทำงานที่หลากหลาย แตกต่าง และแยกส่วน ควรมีการจัดองค์กร และโครงสร้างใหม่ เพื่อให้นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นจริง ทั้งนี้ โครงสร้างและกลไกดังกล่าว ควรอยู่บนหลักการความมีอิสระ และการมีส่วนร่วมของเกษตรกร และภาคประชาสังคม โดยควรจัดตั้งองค์กรขึ้นในรูปคณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติ มีสถาบันวิจัยระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นองค์กรรัฐที่เป็นสถาบันอิสระ เพื่อสร้างความรู้ในด้านเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งมีสถาบันพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาชน ให้มีความต่อเนื่องและขยายผลได้
นอกจากโครงสร้าง กลไกที่เป็นอิสระ และมีส่วนร่วมแล้ว ควรมีกองทุนที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน กองทุนดังกล่าว อาจมาจากภาษีสารเคมีทางการเกษตร หรืองบประมาณประจำปี รวมทั้งภาษีจากการส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรที่มีความตั้งใจปรับเปลี่ยนระบบเกษตร ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมทั้งเพื่อให้นโยบายการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นจริง เนื่องจากงบประมาณในปัจจุบันที่จะสนับสนุนการพัฒนางานด้านนี้มีจำกัด และเมื่อเปรียบเทียบกับการสนับสนุนให้กับการพัฒนาเกษตรกระแสหลักแล้ว พบว่า ให้การสนับสนุนกิจกรรมการผลิตและแปรรูปที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการเจริญเติบโตด้านการส่งออกเป็นสำคัญ

3. การสนับสนุนการพัฒนาความรู้ เพื่อสนับสนุนการผลิต การแปรรูป และการตลาดในทิศทางการพึ่งตนเอง
การพัฒนาความรู้ด้านระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การแปรรูป รวมทั้งการตลาดยังมีข้อจำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการพึ่งตนเอง และความเป็นอิสระของเกษตรกรและประเทศ โดยสร้างความเข้มแข็งทางความรู้ ให้กับเกษตรกร และภาคประชาสังคม โดยเฉพาะ การสนับสนุนการพัฒนาความรู้โดยเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานวิชาการ ที่ต้องการพัฒนาความรู้ เพื่อให้เป็นอิสระจากการพึ่งพิงปัจจัยการผลิต ความรู้ จากธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ตั้งเป้าหมายการพัฒนาศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกร ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ได้อย่างน้อย 50% และควรสนับสนุนให้บริษัทขนาดย่อมในท้องถิ่นมีศักยภาพมากขึ้นในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ หรือบรรษัทข้ามชาติ หรือสนับสนุนการพัฒนาความรู้ และการวิจัยในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยมีความรู้ และศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งตนเอง หรือความรู้เท่าทันต่อเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพที่ส่งผลต่อการพึ่งตนเอง และความเป็นอิสระ

4. สนับสนุนระบบตลาดที่เกื้อกูล เป็นธรรม และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างทั่วถึง
ในปัจจุบัน นโยบายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการปรับระบบการผลิตในประเทศ แต่ระบบตลาดของผลผลิตเกษตรอินทรีย์นั้น มีหลายระดับ นอกจากการผลิตเพื่อกิน ซึ่งเป็นวิถีพื้นฐานแล้ว ควรสนับสนุนตลาดชุมชน ตลาดท้องถิ่น ตลาดในประเทศ ควรเน้นการสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคภายในเป็นหลัก เป็นตลาดที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างทั่วถึง สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น ควรสนใจนโยบายการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีบทบาทหนุนช่วยเกษตรกรผู้ผลิต โดยมีการเชื่อมโยงผ่านทั้งรัฐ และเอกชน รวมทั้งองค์กรชุมชน หรือประชาสังคมเองอีกด้วย
การสนับสนุนของรัฐผ่านกลไกตลาดนั้น ควรเกื้อหนุนเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง อันนำไปสู่การพึ่งตนเองของเกษตรกร และชุมชน

5. การสร้างหลักประกันในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ในการจัดการที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ และทรัพยากรชีวภาพ
ฐานทรัพยากร เป็นฐานสำคัญของเกษตรกรในการผลิต การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางการพัฒนา ควบคู่กับการรับรองสิทธิของเกษตรกรและชุมชนในฐานทรัพยากรดังกล่าว การมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการกำหนด และตัดสินใจในการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจึงเป็นนโยบายสำคัญ ทำให้เกษตรกรตัดสินใจในการปรับระบบเกษตรกรรมให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืนได้ง่ายขึ้น และความอุดมสมบูรณ์ของฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า เป็นต้นทุนของการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดการพึ่งตนเอง และสามารถผลิตทางการเกษตรได้สมบูรณ์มากขึ้น ฐานทรัพยากรชีวภาพ และ ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นต้นทุนในการผลิตทางการเกษตรทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเป็นต้นทุนของสังคมไทยในการพัฒนา

6. นโยบายและการมีส่วนร่วมของเกษตรกร และภาคประชาสังคม
การกำหนดนโยบายทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกร และชุมชนในภาคเกษตรกรรม นอกจากการผ่านกลไกในระดับชาติทั้งกลไกในฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติแล้ว ควรให้องค์กรที่จัดตั้งขึ้น และองค์กรภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น และตัดสินใจร่วม รัฐควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เช่น การออก พรบ.ข้าว กฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ นโยบายข้อตกลงระหว่างประเทศ การเจรจาการค้าหรือการจัดตั้งเขตการค้าเสรี เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากกฎหมายหรือนโยบายดังกล่าว ได้ร่วมกำหนดและตัดสินใจในนโยบายต่างๆ รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายจากกลุ่มองค์กรเกษตรกร และองค์กรท้องถิ่น เป็นการมีส่วนร่วมจากฐานสำคัญของประเทศ ไม่ควรกำหนดจากบนลงล่าง แต่ควรส่งเสริมนโยบายสาธารณะที่ประชาชนมีส่วนร่วม แม้ว่านโยบายนั้นจะเป็นนโยบายในระดับจังหวัด ซึ่งมิใช่การกระจายอำนาจที่แท้จริง การเอื้ออำนวยให้เกษตรกรมีพื้นที่ของตนเองในทางนโยบาย จะทำให้การขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีเป้าหมายเพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกรและชุมชน รวมทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศเป็นจริงได้มากขึ้น

7. การสร้างมาตรการเพื่อพัฒนาระบบอาหารปลอดภัย
รัฐควรมีนโยบายในการควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการขายสารเคมีทางการ เกษตร รวมทั้งบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะจัดการกับการขายสารเคมีที่มีการยกเลิกการใช้แล้วนอกจากนั้น ควรส่งเสริมกลไกทางสังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะผู้บริโภคควรเข้ามามีบทบาทในการกำหนด และร่วมพัฒนามาตรการอาหารปลอดภัย ทั้งนี้อาจกำหนดเกณฑ์มาตรฐานอาหารปลอดภัย หรือมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ร่วมกัน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในระดับชุมชนท้องถิ่น หรือระดับจังหวัด โดยรัฐท้องถิ่นควรให้การสนับสนุน และสร้างกลไกความร่วมมือของหลายส่วนในการตรวจสอบ ทั้งในรูปกลุ่ม ชมรม หรือเครือข่ายในการจัดการระบบอาหารปลอดภัย รวมทั้งในมีการเผยแพร่ รณรงค์ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และสร้างสำนึกในเรื่องระบบคุณค่าของอาหาร และตระหนักในสิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดการเกื้อหนุนระหว่างผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิต
รัฐควรสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการดูแลเรื่องอาหารปลอดภัย และมีนโยบายที่เอื้ออำนวยให้เกิดการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในเรื่องระบบอาหาร รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้ด้านระบบอาหาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และเกิดความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับชุมชนท้องถิ่น และระดับชาติ

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน