กลับไป sathai โฮมเพจ

นโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับพันธุ์พืช

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

โดย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
สรุปเนื้อหาจากเวทีพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านภาคใต้ ครั้งที่1
ค่ายลูกเสือจังหวัดพัทลุง ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง


ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน 2549 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้จัดให้มีเวทีพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านภาคใต้ ครั้งที่1 ขึ้น ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดพัทลุง ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งเวทีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรสามารถเท่าทันสถานการณ์ นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมพืช และเพื่อให้เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน รวมถึงการฟื้นฟูอนุรักษ์พัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน โดยในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายและกฎหมาย ได้เชิญคุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากองค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย (ไบโอไทย) ซึ่งมีประสบการณ์ในการผลักดันนโยบายและกฎหมายหลายฉบับ เพื่อให้เกิดการปกป้องทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย มาเป็นวิทยากรหลักในการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมเวที

คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวว่าในปัจจุบันเรื่องกฎหมายและนโยบายจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา พยายามผลักดันให้ประเทศต่างๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่กำหนดขึ้น เช่น ต้องเปิดให้มีการขอรับสิทธิบัตรในเรื่องต่างๆ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักใช้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า

สำหรับประเทศไทยมีกรณีพิพาทที่เกิดจากการขอรับสิทธิบัตรโดยประเทศพัฒนาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เช่น กรณีข้าวหอมมะลิของไทย ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลักลอบนำพันธุ์ข้าวของเราไปปรับปรุงและไปขอจดสิทธิบัตร จนเกิดการประท้วงโดยภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ทำให้การจดสิทธิบัตรดังกล่าวต้องชะลอออกไป หรือในต่างประเทศ เช่น กรณีถั่วอีโนล่าของประเทศเม็กซิโก ที่ถูกบริษัทของประเทศสหรัฐอเมริกานำไปจดสิทธิบัตร โดยอ้างว่ามีการปรับปรุงคัดเลือกให้แตกต่างจากเดิม ทำให้คนในประเทศเม็กซิโกไม่สามารถขายถั่วชนิดนี้ได้ ทั้งๆ ที่เป็นถั่วพื้นเมืองของประเทศตน ต้องลักลอบขายอย่างผิดกฎหมายแทน เป็นต้น

ล่าสุดคือ กรณีมังคุดของประเทศไทย (ซึ่งผลผลิตกว่าร้อยละ 60 ปลูกในพื้นที่ภาคใต้) มีการส่งออกไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทเอกชนของสหรัฐอเมริกาได้นำมาผลิตเป็นน้ำมังคุดขาย มีรายได้รวมปีละกว่าแสนล้านบาท (บางบริษัทขายน้ำมังคุดอย่างเดียวได้รายได้กว่า 4 หมื่นล้านบาท) ที่สำคัญคือ บริษัทเหล่านั้นห้ามมิให้ผู้ใดผลิตน้ำมังคุดแบบเดียวกับที่บริษัทวางขาย เนื่องจากได้จดสิทธิบัตรน้ำมังคุดไว้แล้ว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบทางนโยบายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้วได้กำหนดเงื่อนไขการขอรับสิทธิบัตรไว้ 3 ประการ คือ 1) ต้องมีความใหม่ 2) ต้องมีการประดิษฐ์คิดค้นเพิ่มมากขึ้น และ 3) ต้องสามารถนำมาทำเป็นอุตสาหกรรมได้ ซึ่งในกรณีน้ำมังคุดของไทยนั้น บริษัทเอกชนของสหรัฐอเมริกานำน้ำมังคุดไปวิจัยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถจดสิทธิบัตรได้แล้ว กล่าวได้ว่าหากบริษัทเอกชนสามารถทำให้เข้าตามเงื่อนไข 3 ประการได้ ก็แทบจะขอรับสิทธิบัตรได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งร่างกายของมนุษย์ เช่น กรณีนายมัวร์ ที่หมอนำม้ามของเขาไปวิจัยเพิ่มแล้วนำมาขายได้เงินกว่า 400 ล้านบาท เมื่อนายมัวร์เรียกร้องสิทธิในม้ามของตัวเองกลับถูกศาลสูงตัดสินว่าไม่มีสิทธิ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินของหมอตามสิทธิบัตรที่ขอรับอย่างถูกต้องตามหลักการทั้ง 3 ประการ

จะเห็นได้ว่า การเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะในรูปแบบของข้อตกลงการค้าเสรี ข้อตกลงระหว่างประเทศ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุนและการวิจัย รวมถึงในรูปของบรรษัทข้ามชาติ เป็นต้น ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องหาทางรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ได้ออกกฎหมายขึ้นมาหลายฉบับเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องพันธุ์พืชของเรา เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เป็นต้น




พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 นับเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปกป้องพันธุ์พืชของไทย ซึ่งคุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ สรุปสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ไว้ 3 ประการ คือ

1. กฎหมายให้การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
พันธุ์พืชใหม่เหล่านี้ต้องสามารถระบุได้ว่าปรับปรุงมาจากพันธุ์พืชชนิดใด ต้องขออนุญาตเจ้าของพันธุ์พืชที่นำมาปรับปรุง รวมถึงต้องแบ่งผลประโยชน์ที่เหมาะสมกับเจ้าของพันธุ์พืชด้วย
เมื่อจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แล้ว เจ้าของพันธุ์พืชใหม่สามารถห้ามมิให้ผู้ใดนำพันธุ์เหล่านี้ไปผลิตเป็นพันธุ์เพื่อการค้า แต่เกษตรกรยังสามารถนำพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกและใช้สำหรับการวิจัยได้

ทั้งนี้ พันธุ์พืชใหม่มักจะถูกจดทะเบียนโดยบริษัทเอกชน เนื่องจากมีความพร้อมในการวิจัยมากกว่าเกษตรกรทั่วๆ ไป (กล่าวกันว่าชาวนาไทยจำนวนกว่า 30 ล้านคน อาจจะมีคนที่สามารถสร้างพันธุ์ข้าวใหม่ได้เพียงหลักสิบคนเท่านั้น) การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงอาจตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชนเป็นหลัก

2. กฎหมายให้การคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น
พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น เป็นพันธุ์พืชที่มีอยู่เฉพาะในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งเท่านั้น และไม่เคยจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเกษตรกรสามารถรวมตัวกันไปจดทะเบียนได้ เช่น ทุเรียนพันธุ์คีรีวงศ์ ข้าวสังหยดบางแก้ว เป็นต้น

เมื่อจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นแล้ว จะมีสิทธิคล้ายกับพันธุ์พืชใหม่ คือ เจ้าของพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นสามารถห้ามมิให้ผู้ใดผลิตพันธุ์เพื่อการค้า ผู้ใดจะนำพันธุ์เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์จะต้องขออนุญาต และต้องแบ่งผลประโยชน์ด้วย

3. กฎหมายให้การคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า

พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า เป็นพันธุ์พืชที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศ ไม่ต้องมีการจดทะเบียนใดๆ ให้ถือเป็นสมบัติของชาติ ผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช สำหรับการใช้ประโยชน์ในทางการค้า จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ด้วย

ทั้งนี้ การบริหารกฎหมายทำโดยคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช จำนวน 23 ท่าน ประกอบด้วย เกษตรกร 6 ท่าน เอ็นจีโอ 2 ท่าน นักวิชาการ 2 ท่าน และเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ จำนวน 13 ท่าน ทำให้จำนวนคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากภาคประชาชนมีสัดส่วนใกล้เคียงกับตัวแทนจากภาครัฐ จึงหวังได้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยปกป้องพันธุ์พืชไทยได้ในระดับหนึ่ง

พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546
คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ อธิบายความหมายของคำว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” ว่าคือ ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์ และที่สามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าว ส่วนคำว่า แหล่งภูมิศาสตร์ หมายถึง พื้นที่ของประเทศ เขต ภูมิภาคและท้องถิ่นและให้หมายความรวมถึงทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำน้ำ เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่อื่นทำนองเดียวกันด้วย

กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสินค้าหรือชื่อสินค้าซึ่งมีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ ตัวอย่าง เช่น ข้าวสังหยดพัทลุง เงาะนาสาร ขนมราปากพนัง บูดูสายบุรี จำปาดะเกาะยอ ลองกองตันหยงมัส เคยเกาะปันหยี เป็นต้น

ทั้งนี้ การจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ
1. การจดทะเบียนทำโดยใครก็ได้
2. คนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่จดคือคนที่อยู่ในแหล่งนั้น
3. สินค้าตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ต้องมีคุณภาพที่กำหนดร่วมกัน

จากหลักการดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า การจดทะเบียนหากกระทำโดยผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ก็อาจส่งผลร้ายต่อพันธุ์พืชของชุมชนได้ เช่น สมมติมีผู้ไปจดทะเบียนข้าว “สังหยดพัทลุง” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยกำหนดคุณลักษณะข้าวสังหยดพัทลุงว่าต้องมีเมล็ดยาวสีขาว ในขณะที่ข้าวสังหยดพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกเป็นเมล็ดสั้นสีแดง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวขายในชื่อข้าวสังหยดพัทลุงได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ได้จดทะเบียนเอาไว้ หากต้องการขายข้าวสังหยดพัทลุงจริงๆ ก็ต้องไปหาพันธุ์สังหยดที่มีคุณลักษณะตามที่จดทะเบียนไว้มาปลูก จึงน่าเป็นห่วงว่าหากมีบริษัทเอกชนที่ไม่ปรารถนาดีแอบอ้างจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยใช้คุณสมบัติตามพันธุ์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมา ก็จะกลายเป็นการผูกขาดชื่อแหล่งภูมิศาสตร์นั้นได้