<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล
และวันรัฐธรรมนูญไทย ปี 2549 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน
21 องค์กร ได้ร่วมกันจัดงานสิทธิมนุษยชนสากล โดยการเปิดเวทีสิทธิมนุษยชนเพื่อการปฏิรูปการเมืองระหว่างวันที่
8-9 ธันวาคม 2549 ณ โรงแรม รอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เนื้อหาของงานเริ่มจากการเปิดกระบวนการเรียนรู้และเติมเต็ม
5 ประเด็นปัญหาหลัก พร้อมทั้ง 5 ข้อเสนอที่เกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
จากเครือข่ายของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและคนทำงานใน
15 ประเด็น อาทิ สิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิแรงงานสิทธิคนจนเมือง สิทธิผู้หญิง สิทธิผู้พิการ
สิทธิผู้ติดเชื้อ และสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ทั้งจากภาคประชาชน
และผู้แทนองค์กรต่างๆ ได้ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
พร้อมทั้งการวิพากษ์กลไกการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ และเสนอทางเลือกใหม่
โดยเฉพาะการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง และเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ในการจัดเวทีดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า การปฏิรูปการเมืองต้องมีหลักการดังนี้
1. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ
2. ต้องเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญที่ดีต้องแก้ไขปัญหาประชาชน
และเน้นการให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง สามารถใช้สิทธิและมีส่วนร่วมทางการเมือง
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สิทธิในการดำรงชีวิตและสวัสดิภาพทางสังคมที่เท่าเทียมกัน
การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน
และมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐทุกองค์กร อย่างอิสระและโปร่งใส
3. ต้องเชื่อมั่นว่า ประชาชนทุกกลุ่มสามารถร่างรัฐธรรมนูญได้ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องสร้างกลไกการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ทั่วถึง และต่อเนื่อง และนำข้อเสนอจากภาคประชาชนไปใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง
4. กสม. และเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน เห็นว่า เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อการปฏิรูปการเมือง
จะร่วมกันจัดเวทีรณรงค์ให้ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกภูมิภาค ทุกกลุ่ม และในระดับชาติ
มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จนถึงการทำประชามติ
(ที่มา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ http://www.nhrc.or.th/news.php?news_id=1724)
ในเวทีดังกล่าวเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ทั่วประเทศ
ได้นำเสนอประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มเกษตรกรรายย่อย รวมถึงมีข้อเสนอต่อประเด็นดังกล่าว
สรุปได้ดังนี้
ปัญหาของเกษตรกร
1. ขาดสิทธิในที่ดินทำกิน เนื่องจากในปัจจุบันที่ดินกลายเป็นสินค้าหนึ่งในระบบทุนนิยม
ทำให้ที่ดินเปลี่ยนมือไปเป็นของผู้ที่ร่ำรวย กลุ่มทุนและนักการเมือง ทำให้เกษตรกรไม่อาจมีที่ดินสำหรับการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม
2. ขาดอำนาจและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรพันธุกรรม เนื่องจากการพัฒนาที่ผ่านมาได้ช่วงชิงอำนาจและสิทธิเหล่านี้ไปจากเกษตรกร
3. ความไม่เป็นธรรมและการขาดอำนาจต่อรองในโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ จากที่ผ่านมาโครงสร้างทางเศรษฐกิจกำหนดให้เกษตรกรต้องยืนอยู่ในจุดที่ต้องยากจน
และขาดอิสรภาพในการทำกินหรือประกอบอาชีพอย่างแท้จริง เนื่องจากสภาพปัจจุบันปัจจัยการผลิตและการตลาดถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น
เกิดสภาพการเอารัดเอาเปรียบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การกำหนดราคาสินค้าและปัจจัยการผลิตโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ร้อนของเกษตรกร
รวมถึงการทุ่มตลาดเพื่อทำลายเกษตรกรรายย่อย เป็นต้น
4. เกษตรกรถูกครอบงำในกระบวนการเรียนรู้ เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการให้ความรู้จะอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเป็นหลัก
เป็นการให้ความรู้เพื่อมุ่งหวังการขายสินค้าและปัจจัยการผลิต และความรู้เหล่านี้ไม่ได้สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง
5. ขาดกลไกของรัฐที่จะคอยปกป้องและคุ้มครองสิทธิของเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย
แต่กลับให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มทุนบางกลุ่มที่ทำธุรกิจด้านการเกษตร และเข้ามาเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรรายย่อยในที่สุด
ข้อเสนอด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มเกษตรกรรายย่อย
1.
ที่ดินต้องเป็นของเกษตรกรและชุมชนเกษตรกรรม ดังคำกล่าวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ในอดีตที่ว่า
ที่ดินควรเป็นของผู้ถือคันไถ กล่าวคือ ถ้าประชาชนไทยคนใดที่สมัครใจจะประกอบอาชีพทำการเกษตรก็ควรได้รับการสนับสนุนให้มีที่ดินทำกิน
ด้วยการสร้างให้เกิดการยอมรับในระบบกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชน การจำกัดการถือครองที่ดินและกระจายที่ดินเหล่านี้ให้กับเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
ด้วยเครื่องต่างๆ เช่น การกำหนดอัตราภาษีที่ดินระบบก้าวหน้า เป็นต้น
2. ชุมชนและเกษตรกรต้องมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรพันธุกรรม
เนื่องจากระบบเกษตรเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับธรรมชาติ การให้เกษตรกรมีสิทธิอย่างเป็นธรรมในห้วย
หนอง คลอง บึง ป่าไม้ พันธุกรรม เป็นต้น ย่อมเป็นการสนับสนุนให้ระบบการผลิตเป็นไปอย่างเหมาะสม
3. รัฐต้องมีกลไกในการกำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม
และการดูแลให้การประกอบอาชีพของเกษตรกรมีอิสรภาพอย่างแท้จริง คอยควบคุมกลุ่มทุนไม่ให้เกิดการผูกขาดปัจจัยการผลิตและการตลาดแต่เพียงผู้เดียว
รัฐต้องจัดระบบการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรโดยให้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตและการตลาด
รวมถึงต้องพัฒนาระบบอุดหนุนการเกษตร เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทย
4. ประชาชนและเกษตรกรไทยความมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลและความรู้อย่างเป็นอิสระ
โดยไม่ถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนหรือกลุ่มอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์แอบแฝง ควรเป็นการเรียนรู้จากภูมิปัญญาของไทยและหลักวิชาการที่บริสุทธิ์
เพื่อเป้าหมายการยกระดับการพึ่งตนเองของเกษตรกร
5. ประเทศไทยต้องมีกลไกในการสนับสนุนและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เพื่อพัฒนาระบบเกษตรในประเทศให้เป็นไปในแนวทางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ไม่ใช่เพียงการเกษตรเพื่อการค้าเพียงอย่างเดียว เช่น การมีองค์กรอิสระด้านเกษตรกรรมยั่งยืน
เป็นต้น
|