<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
อารัมภบท
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเมื่อปี 2475 และแม้เมื่อมีการเริ่มต้นพัฒนาประเทศโดยเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี
2504 เป็นต้นมา แต่จนถึงบัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในชนบทได้รับผลกระทบจากการพัฒนายิ่งกว่าจะได้รับประโยชน์
ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศยังคงยากจน ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต
และถูกพันธนาการด้วยปัญหาหนี้สินที่ยากจะบรรเทาเบาบางไปได้
การพัฒนาประเทศได้ทำให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างชนบทกับในเมือง
ระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมและบริการ วัฒนธรรมบริโภคนิยมและโลกาภิวัตน์หลั่งไหลเข้ามาคุกคามประเทศโดยปราศจากความรู้เท่าทันที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
ผู้ปกครองประเทศและชนชั้นนำละเลยไม่ให้ความสำคัญ และขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นจนกลายเป็นความขัดแย้งถึงขั้นวิกฤติ
ในขณะที่ความพยายามที่จะ ปฏิรูปการศึกษานอกจากไม่มีความก้าวหน้าใดๆแล้วยังมีแนวโน้มที่จะทำให้การศึกษากลายเป็นสินค้ามากกว่าจะทำให้ประชาชนเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านอย่างแท้จริง
การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมายังหาได้สร้างประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริงไม่
เพราะการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศล้วนแล้วอยู่ในมือชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมือง
ในขณะที่ภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศและกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ
ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากเกษตรกรและประชาชนในชนบทกลับเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่ทำให้เกษตรกรที่ลงคะแนนเลือกตั้งพวกเขาถูกบังคับให้ละทิ้งภาคเกษตรกรรมกลายเป็นผู้ไร้อาชีพและสูญเสียวิถีชีวิตที่ตนเองได้เลือกแล้ว
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา
รวมทั้งการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ยังไม่อาจให้หลักประกันได้ว่าจะทำให้เกิดการปฏิรูปสังคมและการเมือง
ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ เกษตรกรรายย่อย และชุมชนท้องถิ่นในชนบทไม่ลุกขึ้นมามีส่วนร่วมกับการฟื้นฟูแผ่นดินด้วยตัวของเราเอง
เจตนารมณ์
ประชาชนต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อสร้างระบบประชาธิปไตยที่เป็นมากกว่าการเลือกตั้ง
เราจะต้องสร้างหลักประกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิง เกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในประเทศ ต้องมีสิทธิ์กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
กำหนดแผนพัฒนาของชาติ มีแผนและงบประมาณการบริหารด้านต่างๆภายในชุมชนของตนได้ด้วยตัวเอง
สร้างสันติ-สุขภาวะให้เกิดขึ้นภายในประเทศ ทั้งนี้โดยยืนอยู่บนหลักการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง
หลักเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน
คณะทำงานประชาชนเพื่อฟื้นฟูแผ่นดินมิได้ประกาศตัวเพื่อยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล
และมิได้สนับสนุนต่อรัฐบาลในทุกกรณี แต่จะร่วมมืออย่างสมานฉันท์กับบุคคล
กลุ่ม และสถาบันที่มีเจตนารมณ์เดียวกันเพื่อผลักดันให้ภารกิจในการฟื้นฟูแผ่นดินดำเนินต่อไป
ทั้งในระหว่างที่มีรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ ระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หรือหลังจากการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลถาวรขึ้นมาบริหารประเทศ
คณะทำงานฯจะให้ความสำคัญกับการเสนอแนะประเด็นต่างๆต่อสาธารณชนและต่อรัฐบาลภายใต้พื้นฐานของความรู้และความถูกต้อง
จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ ให้ความสำคัญกับสื่อมวลชนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น
และจัดให้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมในกรณีที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อผลักดันให้เจตนารมณ์ข้างต้นบรรลุผล
ภารกิจ
ภารกิจหลัก คือการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสังคมและการเมืองซึ่งครอบคลุมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การออกกฎหมายฉบับต่างๆ ที่จะถูกผลักดันขึ้นมาในช่วงรัฐบาลชั่วคราวและภายหลังจากนี้
ให้เป็นไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสุขภาวะยิ่งกว่าการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
เคารพสิทธิของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค ขจัดความเหลื่อมล้ำแตกต่าง สร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับผู้ด้อยโอกาส
การเข้าถึงทรัพยากร การรับรองสิทธิของเกษตรกรและชุมชน รวมทั้งการสร้างกลไกเพื่อปกป้องผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่จะกระทบต่อประชาชน
ชุมชน และอธิปไตยของประเทศ
ภารกิจระยะยาว คือการผลักดันแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนบนรากฐานปรัชญาแบบเศรษฐกิจพอเพียง
สร้างเครือข่ายการศึกษาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของประชาชนเพื่อเกษตรกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน
สร้างครือข่ายการพัฒนาของท้องถิ่นที่เป็นอิสระจากระบบพรรคการเมืองกระแสหลักและแผนพัฒนาประเทศที่ไม่เคารพท้องถิ่น
ผลักดันให้เกิดแผนการพัฒนาและการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาของชุมชนโดยชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ภารกิจเฉพาะหน้า คือการผลักดันให้รัฐบาลชั่วคราวที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ทบทวนข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ลงนามไปแล้วและสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรและคนส่วนใหญ่
ยุติการเจรจาและลงนามเอฟทีเอกับต่างประเทศทั้งหมดเอาไว้จนกว่าจะมีกติกาใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีหลักประกันการมีส่วนร่วมของเกษตรกร
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รวมผลักดันให้มีการตั้งองค์กรอิสระเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงให้เกิดขึ้น
คู่ขนานไปกับการปฏิรูประบบเกษตรกรรมที่ดำเนินการโดยรัฐบาล
ประกาศ ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2549
|