กลับไป sathai โฮมเพจ


ร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ....

(ฉบับรับฟังความคิดเห็น)


<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง


บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
พ.ศ. ....

หลักการ

มีกฎหมายว่าด้วยกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

เหตุผล
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ การทำเกษตรกรรมเพื่อผลิตผลทางการเกษตรได้พึ่งพาสารเคมีอย่างมาก ทำให้ได้ผลผลิตที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำให้เกิดมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อม สมควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาสนใจทำเกษตรกรรมยั่งยืนโดยละ เลิก สารเคมีอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้สารเคมีในการเกษตร
ดังนั้น เพื่อที่จะให้มีเงินทุนมาดำเนินการดังกล่าว สมควรจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยเก็บเงินบำรุงจากผู้ประกอบธุรกิจในรูปค่าธรรมเนียมพิเศษจากการผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีทางการเกษตรเพื่อใช้ในการสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาระบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


ร่าง
พระราชบัญญัติ
กองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
พ.ศ. ....

...............................
...............................
...............................

...............................................................................................................................................................

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยกองทุนส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน

..............................................................................................................................................................

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ....”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“เกษตรกร” หมายความว่า ผู้ที่มีวิถีการดำรงชีวิตในการผลิต การเพาะปลูก
“ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน” หมายความว่า การผลิตทางการเกษตร และวิถีเกษตรกรรมที่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และดำรงรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม โดยลด ละ เลิก สารเคมีอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและการผลิตอาหารที่มีคุณภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาองค์กรเกษตรกร เครือข่ายเกษตรกรในชุมชนท้องถิ่น นำสู่การพึ่งตนเองของเกษตรกร ชุมชน และสังคมไทย ทั้งในด้านปัจจัยการผลิต อาทิ ที่ดิน พันธุกรรม แหล่งน้ำ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา เงินทุน รวมถึงการจัดการผลผลิต การแจก แลก ขายหลายระดับหลายรูปแบบที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สังคมที่เป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อความผาสุกและความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติโดยรวมอย่างยั่งยืน
“องค์กรเกษตรกร” หมายความว่า เกษตรกรที่มีระบบการจัดการสมาชิกของเกษตรกร รวมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ การเรียนรู้ การพัฒนาระบบการเกษตร การรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชน หรือพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกเกษตรกรในกลุ่ม/ชุมชน
“เครื่อข่ายองค์กรเกษตรกร” หมายความว่า กลุ่มองค์กรเกษตรกรที่มีการรวมตัวกันหลายกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อประโยชน์ขององค์กรเกษตรกรในกลุ่มนั้น
“ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวพันกัน และมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างเป็นปกติและต่อเนื่อง โดยเหตุที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน หรือมีอาชีพเดียวกัน หรือประกอบกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน หรือมีวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือความสนใจร่วมกัน
“ผลิตภัณฑ์เคมีทางการเกษตร” หมายความว่า สารหรือสารประกอบซึ่งได้ผลิต จำหน่าย นำเข้า เพื่อนำมาใช้โดยทางตรงหรือทางอ้อมในการเกษตรกรรมซึ่งทำให้เกิดผลกระทบหรือเป็นอันตรายแก่พืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพและอนามัยของประชาชน ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดในกฎกระทรวง
“ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุงแต่งและหมายความรวมถึงแบ่งบรรจุด้วย
“จำหน่าย” หมายความรวมถึง ขาย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้
เพื่อประโยชน์ในทางการค้า หรือการมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย
“นำเข้า” หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้นำเข้าซึ่งผลิตภัณฑ์เคมี
ทางการเกษตรซึ่งอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยปุ๋ย กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย กฎหมาย
ว่าด้วยอาหารสัตว์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
“กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
“คณะกรรมการประเมินผล” หมายความว่า คณะกรรมการประเมินผล
การดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
“ผู้จัดการ” หมายความว่า ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


มาตรา ๔
ให้นายกรัฐมนตรี รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้


หมวด ๑
การจัดตั้งกองทุน

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน”
ให้กองทุนเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และให้การช่วยเหลือแก่องค์กร และเครือข่ายองค์กรเกษตรกร องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งในการให้เกษตรกรเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต การจัดการฐานทรัพยากร การพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การจัดการผลผลิต มาตรฐานการผลิต และผลิตภัณฑ์ รวมถึงการตลาดที่เป็นธรรม โดยยึดหลักการพัฒนาแบบพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน เท่าเทียม และเป็นธรรม
(๓) ศึกษาวิจัย สนับสนุน และให้การช่วยเหลือการพัฒนา องค์ความรู้ การศึกษาวิจัย ศูนย์การศึกษาเรียนรู้ เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยใช้กระบวนการการจัดการความรู้ ที่มีเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง
(๔) ดำเนินการและสนับสนุนการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ ผ่านกิจกรรมต่างๆในลักษณะที่เป็นสื่อเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนเกิดการยอมรับ ตระหนัก อันนำไปสู่การปกป้องและสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
(๕) ประสานงานและมีส่วนร่วมกับหน่วยงานด้านนโยบายและแผนของรัฐบาล และหน่วยงานอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดนโยบายและพัฒนาการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน
(๖) ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความร่วมมือขององค์กร/เครือข่ายองค์กรเกษตรกร ทั้งในระดับพื้นที่ ภูมินิเวศน์ ท้องถิ่น จังหวัด ภาค ประเทศ และระดับสากล
(๗) กระทำการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกองทุน หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๖ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
(๑) เงินบำรุงกองทุนที่จัดเก็บตามมาตรา ๑๑
(๒) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
(๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
(๔) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ
(๕) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของกองทุน

มาตรา ๗ กิจการของกองทุนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของกองทุนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๘ ให้กองทุนมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๙ ให้กองทุนมีอำนาจกระทำกิจการต่างๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง
(๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่างๆ
(๒) ก่อตั้งสิทธิ หรือกระทำนิติกรรมใดๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร
(๓) หาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน
(๔) เผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทราบถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีทางการเกษตร และผลดีของเกษตรกรรมยั่งยืน ตลอดจนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(๕) กระทำการอื่นใดบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของกองทุน

มาตรา ๑๐ กองทุนมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

มาตรา ๑๑ ให้กองทุนมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้ประกอบธุรกิจในรูปภาษีสรรพสามิตร หรือค่าธรรมเนียมพิเศษจากการผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีทางการเกษตรตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและส่งเงินบำรุงกองทุน
(๑) ให้กรมวิชาการเกษตร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิตร เป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเงินบำรุงกองทุน เพื่อนำส่งเป็นรายได้ของกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
(๒) เงินบำรุงกองทุนให้ถือเป็นภาษี แต่ไม่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าของภาษี

มาตรา ๑๓ ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ส่งเงินบำรุงกองทุนตามอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๑ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๑๔ ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ส่งเงินบำรุงกองทุนไม่ส่งเงินบำรุงกองทุนหรือ
ส่งภายหลังระยะเวลาที่กำหนด หรือส่งเงินบำรุงกองทุนไม่ครบตามจำนวนที่ต้องส่ง นอกจากจะมีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่
ไม่ส่งหรือส่งภายหลังระยะเวลาที่กำหนดหรือจำนวนเงินที่ส่งขาดไป แล้วแต่กรณี นับแต่วันครบกำหนดส่งจนถึงวันที่ส่งเงินบำรุงกองทุน แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนเงินบำรุงกองทุนและให้ถือว่าเงินเพิ่มนี้เป็นเงินบำรุงกองทุนด้วย
ในการคำนวณระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน


มาตรา ๑๕
ให้กองทุนมีอำนาจจ่ายเงินจากกองทุน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เป็นค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน
(๒) ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมตามมาตรา ๕ และมาตรา ๙
(๓) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด


หมวด ๒
การบริหารกิจการของกองทุน


มาตรา ๑๖
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน” ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือก เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข
ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ
(๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คนซึ่งได้รับเลือกจากนักวิชาการผู้มีความรู้ความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ด้านเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์สุขภาพ การพัฒนาชุมชน หรือกฎหมาย
(๖) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ซึ่งได้รับเลือกจากเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
(๗) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ซึ่งได้รับเลือกจากบุคคลที่เป็นตัวแทนขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ขัดหรือไม่แย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบันทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
หลักเกณฑ์ วิธีการเลือก คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามประกาศที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ให้คำนึงถึงสัดส่วนเพศและภูมิภาค
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามวรรคหนึ่ง คัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 1 คน เป็นรองประธานกรรมการ
ให้ผู้จัดการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้จัดการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของกองทุนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

มาตรา ๑๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๔) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษ
สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๖) ไม่เป็นผู้มีพฤติกรรม และไม่มีกิจการ ไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจ ที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๕

มาตรา ๑๘ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างลง เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา ๑๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการโดยตำแหน่งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๗

มาตรา ๒๐ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกองทุนให้ดำเนินกิจการ
ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
(๑) ประสานการจัดทำแผนเกษตรกรรมยั่งยืนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและภาคีร่วม เพื่อวางแผนงานและมาตรการสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๕ และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม
(๒) จัดให้มีการประชุมสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติทุก ๒ ปี เพื่อประเมินสถานการณ์ ทบทวน และกำหนดทิศทางการดำเนินงานในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และจัดทำข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลและเป็นแนวทางในการดำเนินงานของกองทุน
(๓) กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของกองทุน
(๔) ให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานประจำปี แผนการเงินและงบประมาณประจำปีของสำนักงาน
(๕) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินที่จะให้การสนับสนุนกิจกรรมในด้านต่างๆ
(๖) กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนตามมาตรา ๑๑ รวมทั้งหลักเกณฑ์การลงโทษตามมาตรา ๔๐
(๗) ระดมการจัดหาทุนจัด
(๘) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบหรือข้อบังคับของกองทุนในเรื่องต่อไปนี้
(ก) การจัดแบ่งส่วนงานภายในของสำนักงานกองทุน และขอบเขตหน้าที่
ของส่วนงานดังกล่าว
(ข) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้จัดการและหลักเกณฑ์การสรรหาผู้จัดการ
(ค) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง
ของกองทุน
(ง) กำหนดอัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน
(จ) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน วินัยและการลงโทษ
ทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้าง
(ฉ) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของกองทุน รวมทั้งการบัญชี และการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ
(ช) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน
(ซ) ขอบเขตอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน
(๗) เสนอรายงานประจำปีและความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
(๘) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุน

มาตรา ๒๑ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า
กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการคนที่หนึ่งไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ในการปฏิบัติหน้าที่ กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณา ให้กรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมและมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๒๒ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้
การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๓ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา และอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๔ ให้กองทุนมีผู้จัดการคนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้ง
ผู้จัดการต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้แก่กองทุนได้เต็มเวลา และต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
(๓) เป็นผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการ
ของกองทุน
(๔) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุน หรือในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน หรือได้รับประโยชน์ในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์และมิได้แสวงหากำไร
(๕) ไม่มีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๗ (๓) (๔) (๕) หรือ (๖)

มาตรา ๒๕ ผู้จัดการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๔ ในวันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ด้วย แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

มาตรา ๒๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้จัดการพ้นจาก
ตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ออกตามกรณีที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้จัดการ
(๔) คณะกรรมการให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
(๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับการเป็นผู้จัดการตามมาตรา ๒๔
มติของคณะกรรมการให้ผู้จัดการออกจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ ไม่นับรวมผู้จัดการ

มาตรา ๒๗ ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกิจการของกองทุนให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกองทุน
(๒) ศึกษา วิเคราะห์ และประเมินผลการดำเนินการของกองทุน รวมทั้งเสนอเป้าหมาย แผนงาน โครงการ แผนการดำเนินงานประจำปีของกองทุน และแผนการเงินและงบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการ
(๓) จัดทำรายงานและการบัญชีของกองทุน และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี
(๔) ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๒๘ ผู้จัดการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของกองทุน
ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนของกองทุน เพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๒๙ ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์
ตอบแทนอื่นของผู้จัดการ

มาตรา ๓๐ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุนต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์
(๓) สามารถทำงานให้แก่กองทุนได้เต็มเวลา
(๔) มีคุณวุฒิหรือประสบการณ์เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่
ของกองทุน
(๕) ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือพนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น
(๖) ไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจ
ที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน
(๗) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุน หรือในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน หรือได้รับประโยชน์ในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์และมิได้แสวงหากำไร
(๘) ไม่มีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๗ (๓) (๔) (๕) หรือ (๖)

มาตรา ๓๑ เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของกองทุนพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๐
(๔) ถูกให้ออกเพราะไม่ผ่านการประเมินผลงาน
(๕) ถูกให้ออกหรือปลดออกเพราะผิดวินัย
กรณีตาม (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๒ การบัญชีของกองทุนให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๓ กองทุนต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของกองทุน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อย
ปีละครั้ง
ในการตรวจสอบภายใน ให้มีเจ้าหน้าที่ของกองทุนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๔ ให้กองทุนจัดทำงบการเงินซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย งบดุล และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี
ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของกองทุน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการ
เพื่อการนี้ ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ ของกองทุน สอบถามผู้จัดการ ผู้ตรวจสอบภายใน เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน
และเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ ของกองทุนเป็นการเพิ่มเติมได้ตาม
ความจำเป็น

มาตรา ๓๕ ให้กองทุนทำรายงานประจำปีเสนอคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งงบการเงิน และรายงานของผู้สอบบัญชี
รายงานในวรรคที่หนึ่งให้ถือเป็นเอกสารสาธารณะ ซึ่งกองทุนต้องเผยแพร่ต่อประชาชน พร้อมทั้งเป็นหน้าที่ต้องชี้แจงรายละเอียดกรณีที่มีข้อสงสัยจากประชาชน


หมวด ๓
การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน

มาตรา ๓๖ ให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนจำนวนเจ็ดคน ประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีโดยการเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านการเงิน การสร้างเสริมสุขภาพและการประเมินผล ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินผลจำนวนไม่น้อยกว่าสองคน
ให้คณะกรรมการประเมินผลแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรเป็นเลขานุการ
ให้นำมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๓ มาใช้บังคับกับกรรมการประเมินผลและการประชุมของคณะกรรมการประเมินผลด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๓๗ คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ประเมินผลด้านนโยบายและการกำหนดกิจกรรมของกองทุน
(๒) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน
(๓) รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการในทุกรอบปี
ให้คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาประเมินผลได้

มาตรา ๓๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการประเมินผลอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามที่เห็นสมควร
ให้นำมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๓ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม


หมวด ๔
บทกำหนดโทษ

มาตรา ๓๙ผู้มีหน้าที่ส่งเงินบำรุงกองทุนผู้ใดไม่ส่งเงินบำรุงกองทุน หรือส่งเงินบำรุงกองทุนไม่ครบตามจำนวนที่ต้องส่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าเท่าถึงยี่สิบเท่าของเงินบำรุงกองทุนที่จะต้องนำส่ง หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๔๐ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็น
นิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำนั้นได้กระทำโดยตนมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย


บทเฉพาะกาล


มาตรา ๔๑ในวาระเริ่มแรกให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการประชุมสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อจัดให้มีการประชุมสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนขององค์กรที่ดำเนินการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมาจนเป็นที่ประจักษ์ในทุกภาคส่วน เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานเบื้องต้นและคัดสรรคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
คุณสมบัติ จำนวน และบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้การประชุมสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นผู้กำหนด

มาตรา ๔๒ ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รับสมัคร รับขึ้นทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติขององค์กรที่ดำเนินการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๔๓ ในวาระเริ่มแรกก่อนที่กองทุนจะได้รับเงินบำรุงกองทุน ให้คณะกรรมการจัดทำแผนการดำเนินการ และแผนการจัดตั้งและการบริหารงานของกองทุนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและการบริหารงานตามแผนดังกล่าว
ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามแผนที่คณะกรรมการเสนอตามความจำเป็น
ในระหว่างยังไม่มีการคัดเลือกผู้จัดการตามมาตรา ๒๔ ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการไปจนกว่าผู้จัดการที่ได้รับคัดเลือกตามพระราชบัญญัตินี้จะเข้ารับหน้าที่




ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

.........................................


ดาว์นโหลด ร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. .... (Word Document)


หมายเหตุ
โปรดส่งข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติมาที่ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 (ซอยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 02-591-1195-6, 02-580-2035
อีเมล์ : aanet@sathai.org
และ : sathai@sathai.org
หรือ : narttapp@yahoo.com
เวปไซต์ : www.sathai.org

ขอขอบคุณทุกท่านล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ครับ..