<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
ในปัจจุบันนี้เกษตรกรได้หันมาผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าและการส่งออกมากยิ่งขึ้น
ซึ่งการปลูกพืชซ้ำๆ กันในพื้นที่เดิมเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการบำรุงดินย่อมส่งผลให้ดินเสื่อมโทรม
ผลผลิตตกต่ำ ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาเพิ่มมากขึ้น การพึ่งพาปัจจัยเหล่านี้ย่อมทำให้เกษตรกรเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เนื่องจากราคาผลผลิตถูกผูกขาดและกำหนดราคาโดยกลไกของระบบตลาดทุน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถควบคุมไม่ได้
เมื่อปัจจัยการผลิตมีราคาแพงขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตและราคาผลผลิตก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
ย่อมทำให้เกษตรกรประสบกับภาวะขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากทุกที ไม่พักต้องกล่าวถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรมลงเนื่องจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเหล่านี้
ทั้งนี้ การนำจุลินทรีย์ท้องถิ่นหรือจุลินทรีย์พื้นบ้านมาปรับใช้กับระบบผลิตของเกษตรกรอาจเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับเกษตรกรได้
เนื่องจากเป็นเทคนิคที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นที่แตกต่างกันเพราะมีการนำเอาจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ภายในท้องถิ่นนั้นๆ
มาทำเป็นหัวเชื้อสำหรับนำไปขยายและประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น
สามารถปลูกพืชงอกงาม ให้ผลผลิตสูง ทำให้ธรรมชาติเกิดความสมดุล โรคและแมลงศัตรูพืชลดลง
รวมทั้งเกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการผลิต ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต
เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น คุณภาพชีวิตของเกษตรกรก็ดีขึ้นตามไปด้วย
จุลินทรีย์ท้องถิ่นคืออะไร ?
จุลินทรีย์ท้องถิ่นหรือจุลินทรีย์พื้นบ้าน ได้แก่ จุลินทรีย์หลากหลายชนิดที่อยู่ในดินตามธรรมชาติ
โดยเฉพาะดินดีที่ไม่เคยผ่านการใช้สารเคมีหรือดินดีจากป่าไม้ที่มีอยู่ภายในท้องถิ่น
จุลินทรีย์ท้องถิ่นเหล่านี้มีประสิทธิภาพดีกว่าจุลินทรีย์ที่ได้จากน้ำหมักอีเอ็ม
หรือ พ.ด. สูตรต่างๆ เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก หลากหลายชนิด
สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ และประการสำคัญคือ
จุลินทรีย์ท้องถิ่นนั้น เกษตรกรไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนเพราะมีอยู่แล้วภายในท้องถิ่น
อีกทั้งสามารถผลิตใช้ได้เองไม่ยุ่งยาก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย
รวมทั้งสามารถพัฒนาคิดค้นสูตรที่เหมาะสมกับระบบการผลิตของตนเองได้อีกด้วย
การเพาะขยายจุลินทรีย์ท้องถิ่นทำอย่างไร ?
จุลินทรีย์ท้องถิ่นนั้น เกษตรกรสามารถนำมาเพาะขยายด้วยตนเองได้อย่างง่ายๆ
เพียงแต่เกษตรกรมีดินดีในท้องถิ่นก็สามารถนำมาขยายจนกลายเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากมาย
ซึ่งมีขั้นตอนโดยรวมดังรูปต่อไปนี้
จากรูปดังกล่าวทำให้เห็นขั้นตอนโดยรวมของการเพาะขยายจุลินทรีย์ท้องถิ่นว่าเริ่มจากการไปเก็บดินดีจากป่าไม้ในท้องถิ่นหรือจากดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ใกล้บ้าน
เช่น บริเวณใต้โคนต้นไม้ บริเวณจอมปลวก เป็นต้น นำดินดีที่เก็บได้มาผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุและส่วนผสมต่างๆ
หมักทิ้งไว้ 5-7 วัน ก็ได้เป็น หัวเชื้อแห้ง เมื่อนำมาผสมกับน้ำแล้วหมักทิ้งไว้
30 วัน ก็จะกลายเป็น หัวเชื้อน้ำ ที่มีความเข้มข้นซึ่งคุณสมบัติดีกว่า
สารอีเอ็ม หรือ สาร พ.ด.ที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป โดย หัวเชื้อน้ำ ที่ผลิตขึ้นเองเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย
ทั้งการทำเป็นจุลินทรีย์น้ำสำหรับย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำเป็นสารไล่แมลงและป้องกันโรค
ทำเป็นปุ๋ยน้ำหมักช่วยเร่งโต เร่งดอก ใบ ผล (แต่ไม่ควรนำไปรดต้นไม้โดยตรง)
อีกทั้งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ได้อีกมากมายแล้วแต่เกษตรกรจะสามารถพัฒนาขึ้นมาใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของตน
ทั้งนี้ การเพาะขยายจุลินทรีย์ท้องถิ่นนอกเหนือจากการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
แล้ว หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรเป็น เกษตรมือหนึ่ง
กล่าวคือ เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นผู้พัฒนาสูตรต่างๆ
ขึ้นมาใช้งานเอง ไม่ต้องไปยึดติดกับสูตรจากที่อื่นๆ เพียงอย่างเดียว อีกทั้งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของสูตรเฉพาะของตัวเองนับเป็นความภาคภูมิใจอันหนึ่งของเกษตรไทย
สำหรับรายละเอียดของการเพาะขยายจุลินทรีย์ท้องถิ่นมี 2 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การทำหัวเชื้อแห้ง
หัวเชื้อแห้ง ได้จากการนำดินดีจากป่าหรือที่ดินที่อุดมสมบูรณ์คลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุต่างๆ
และหมักไว้จนกระทั่งจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่อยู่ในดินดี (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์)
ให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นสำหรับนำไปขยายเป็นหัวเชื้อน้ำต่อไป
1.1 ส่วนผสมและอัตราส่วน
1.1.1
ดินที่เก็บมาจากป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประมาณ 1 ส่วน
ดินเป็นแหล่งที่มาของจุลินทรีย์ โดยนำดินมาจากป่าที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งที่ไม่มีการใช้สารเคมี
ดินจากโคนจอมปลวก โคนต้นไม้ โคนต้นไผ่ ขอนไม้ผุ ลักษณะของดินที่ดี เมื่อจับแล้วนุ่มมือ
มีกลิ่นหอม มีน้ำหนักเบา การเก็บดินให้เก็บบริเวณหน้าดินที่มีความชื้นเล็กน้อย
และควรนำเศษซากอินทรียวัตถุ เช่น ใบไม้ ใบไผ่ ติดมาด้วย
1.1.2 สารให้ความหวาน เช่น กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลปีบ ประมาณ 1 ทัพพี ละลายในน้ำ
ประมาณ 1 ลิตร
โดยทั่วไปมักใช้กากน้ำตาลเป็นสารให้ความหวาน แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความต้องการใช้กากน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นทำให้กากน้ำตาลมีราคาค่อนข้างสูง
ดังนั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต และลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก ควรใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาใช้แทนกากน้ำตาล
เช่น อ้อย มะพร้าว ตาล จาก มันเส้นบดละเอียด หรือ แป้งผสมน้ำ เป็นต้น
1.1.3 รำอ่อน ประมาณ 1 ส่วน
รำอ่อนจะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในดิน ดังนั้นหากต้องการให้จุลินทรีย์เพิ่มปริมาณขึ้น(หรือที่เรียกว่า
เชื้อเดิน) อย่างรวดเร็วก็สามารถใส่รำอ่อนเพิ่มมากขึ้นได้ เพียงแต่โดยทั่วไปมักไม่ใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปเนื่องจากเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
1.1.4 อินทรียวัตถุ ประมาณ 5 ส่วน
สำหรับอินทรียวัตถุจะใช้เป็นสิ่งใดก็ได้ที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม่ควรนำมาจากภายนอกเพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุน
นอกจากนี้อินทรียวัตถุเหล่านี้ไม่ควรปนเปื้อนสารเคมี เช่น ฟางข้าว ใบไผ่
แกลบกาแฟ เปลือกถั่ว เป็นต้น ที่ได้มาจากการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ เนื่องจากอินทรียวัตถุที่ปนเปื้อนสารเคมีนั้น
จะมีสารเคมีที่ตกค้างไปทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินดีที่นำมาผสมได้
ส่วนผสมข้างต้นระบุเป็นสัดส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการปรับปริมาณการผสม
เช่น หากได้ดินดีมาปริมาณน้อยก็ให้ใช้ส่วนผสมอื่นๆ น้อยไปด้วยในอัตราส่วนเดียวกัน
หากต้องการผลิตในคราวเดียวปริมาณมากๆ ก็ให้เพิ่มปริมาณส่วนผสมในสัดส่วนดังกล่าวลงไป
กล่าวคือ ถ้ามีดินดี 1 กิโลกรัม ก็ควรใช้อินทรียวัตถุประมาณ 5 กิโลกรัม หากมีดินดี
10 กิโลกรัม ก็ควรใช้อินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50 กิโลกรัม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมและสัดส่วนที่นำเสนอนี้ เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น
เกษตรกรสามารถเพิ่มหรือลดสัดส่วนได้ตามความเหมาะสมของส่วนผสมชนิดต่างๆ เช่น
หากได้สารให้ความหวานที่มีความหวานมากก็สามารถลดปริมาณการใช้ลงได้ หรือ รำอ่อนที่นำมาเป็นอาหารให้กับจุลินทรีย์ก็สามารถใส่เพิ่มมากขึ้นได้หากต้องการให้เกิดเชื้อเดินเร็วขึ้น
เป็นต้น
1.2 วิธีการทำหัวเชื้อแห้ง
1.2.1 ปูกระสอบป่าน หรือกระสอบปุ๋ยในที่ร่ม จากนั้นนำดิน อินทรียวัตถุ และสารให้ความหวานตามสัดส่วนข้างต้นมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
1.2.2 นำรำอ่อนมาผสมคลุกเคล้าตาม ให้มีความชื้นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ (หากส่วนผสมแฉะเกินไปการเดินของเชื้อจะไม่ดี
ถ้าส่วนผสมแห้งเกินไปเชื้อจะใช้เวลาในการเดินช้า) สังเกตโดยการเอามือกำส่วนผสมดู
ถ้าไม่มีน้ำไหลออกตามง่ามมือ แบมือแล้วยังจับตัวกันเป็นก้อน เมื่อเอานิ้วแตะแล้วแตกแสดงว่าใช้ได้
แต่ถ้าแฉะเกินไปก็ให้เพิ่มอินทรียวัตถุ หรือถ้าแห้งเกินไปให้เติมน้ำตามความเหมาะสม
1.2.3 พับกระสอบห่อส่วนผสมที่คลุกเคล้ากันเรียบร้อยแล้วเก็บไว้ในที่ร่มและแห้ง
เช่น ใต้ชายคา หรือ ใต้ต้นไม้ ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ก็จะมีใยหรือฝ้าสีขาวขึ้นถือเป็นหัวเชื้อแห้ง
ที่นำมาใช้ได้ ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าใยหรือฝ้าที่เกิดขึ้นจะมีสีขาวเสมอไป อาจเป็นสีอื่นๆ
ได้ ยกเว้นสีดำ แต่ที่มักเห็นเป็นฝ้าสีขาวเพราะเกิดจากเชื้อราที่แสดงลักษณะเด่นมากกว่าตัวอื่นๆ
ข้อสำคัญคือเมื่อดมแล้วถ้ามีกลิ่นหอมก็นับว่าใช้ได้
การเก็บรักษาหัวเชื้อแห้งทำได้ 2 วิธีขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้ คือการเก็บแบบชื้น
โดยเก็บไว้ตามโคนต้นไม้ ต้นไผ่ คลุมด้วยเศษไม้ ถ้าฝนไม่ตกให้รดน้ำพอชุ่ม
และการเก็บแบบแห้ง โดยการห่อไว้ในกระสอบ ในกล่องหรือถุงพลาสติก แล้วนำมาเก็บในที่ร่ม
ขั้นตอนที่ 2 การทำหัวเชื้อน้ำ
หัวเชื้อน้ำเกิดจากการนำหัวเชื้อแห้งที่ทำขึ้นในขั้นตอนที่ 1 มาผสมกับน้ำและสารให้ความหวาน
หมักเพาะขยายเชื้อจนได้เป็นของเหลวที่เข้มข้นไปด้วยจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์จำนวนมาก
ซึ่งหัวเชื้อน้ำที่ทำขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย
2.1 ส่วนผสมและอัตราส่วน
2.1.1 หัวเชื้อแห้งที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 ประมาณ 1 กิโลกรัม
2.1.2 สารให้ความหวาน ประมาณ 10 กิโลกรัม
2.1.3 น้ำ ประมาณ 200 ลิตร
น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด เช่น น้ำฝน น้ำบ่อ น้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี
หากต้องการใช้น้ำประปาควรเปิดน้ำประปาใส่ถัง ปิดฝาแล้วนำไปตากแดด เพื่อไล่กลิ่นคลอรีนออกให้หมด
เพราะสารละลายคลอรีนจะไปทำลายจุลินทรีย์
2.1.4 รำอ่อน ประมาณ 1-2 กำมือ
2.2 วิธีการทำหัวเชื้อน้ำ
2.2.1
ผสมสารให้ความหวานเข้ากับน้ำในถังพลาสติก 200 ลิตร ใช้ไม้คนเพื่อให้สารให้ความหวานละลายจนทั่ว
2.2.2 ใส่หัวเชื้อแห้งลงในถัง คนให้เข้ากัน เพื่อความสะดวกในการนำไปฉีดพ่น
สามารถป้องกันเศษใบไม้หรือ ตะกอนดินอุดตันเครื่องฉีด โดยการใช้ตาข่ายไนล่อนหรือผ้าบางห่อหัวเชื้อแห้ง
มัดผูกห้อยไว้ตรงกลางถังพลาสติก ก็จะช่วยให้เชื้อกระจายตัวได้ดี
2.2.3 ปิดฝาถังพลาสติก หมักทิ้งไว้ในที่ร่ม 7 วัน แล้วเปิดดูจะเห็นฝ้าสีขาว
ให้โรยรำอ่อน 1-2 กำมือ จากนั้นปิดฝาทิ้งไว้นาน 1 เดือน ถ้ามีกลิ่นหอมถือว่าใช้ได้
แต่ถ้ามีกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นฉุนควรเติมกากน้ำตาลเพิ่มเข้าไปเพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์
กวนให้เข้ากันแล้วหมักไว้จนกว่าจะมีกลิ่นหอม
ทั้งนี้ ไม่ควรนำหัวเชื้อน้ำไปรดต้นไม้โดยตรง เนื่องจากอาจทำให้ต้นไม้ตายได้เพราะหัวเชื้อน้ำมีความเข้มข้นมาก
จึงควรทำไปเจือจางก่อนใช้ โดยการทำเป็นจุลินทรีย์น้ำ หรือ ปุ๋ยน้ำหมัก เป็นต้น
นอกจากนี้ ในการทำหัวเชื้อน้ำควรเหลือช่องว่างภายในถังไว้ประมาณ 1 คืบ เพื่อให้จุลินทรีย์ที่ใช้อากาศได้หายใจ
และควรเปิดฝาเพื่อระบายอากาศทุก 5-7 วัน
การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นทำอย่างไร ?
จุลินทรีย์ท้องถิ่นที่นำมาขยายจนกลายเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์
(หัวเชื้อน้ำ) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ทำเป็นจุลินทีย์น้ำช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ
ทำเป็นสารไล่แมลงและป้องกันโรค ทำเป็นปุ๋ยน้ำหมักช่วยเร่งโต เร่งดอก ใบ หรือทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ
เป็นต้น ขึ้นอยู่กับการประดิษฐ์คิดค้นของเกษตรกรแต่ละท่านให้เหมาะสมกับการผลิตของตน
ซึ่งในที่นี้จะนำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้บางประการ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาต่อไป
ตัวอย่างที่ 1 การทำจุลินทรีย์น้ำช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ
จุลินทรีย์น้ำ คือ สารเจือจางของหัวเชื้อน้ำที่ทำขึ้น มีคุณสมบัติในการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ
ในสวน ไร่นา ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ตอซังข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวเมื่อรดด้วยจุลินทรีย์น้ำก็จะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยคืนให้กับผืนนา
หรือ เศษหญ้าเศษใบไม้ในสวนหากได้รดด้วยจุลินทรีย์น้ำก็จะย่อยสลายทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
1.1 ส่วนผสม
หัวเชื้อน้ำ ประมาณ 5 ลิตร
สารให้ความหวาน ประมาณ 10 กิโลกรัม
น้ำ ประมาณ 200 ลิตร
1.2 วิธีการทำ
ผสมกากน้ำตาลกับน้ำในถังพลาสติก ใช้ไม้คนเพื่อให้กากน้ำตาลละลาย
เติมหัวเชื้อน้ำลงในถังพลาสติก คนให้เข้ากัน
ปิดฝาถังพลาสติก โดยเหลือช่องว่างภายในถังไว้ประมาณ 1 คืบ เพื่อให้จุลินทรีย์ที่ใช้อากาศได้หายใจ
และควรเปิดฝาเพื่อระบายอากาศทุก 5-7 วัน หมักทิ้งไว้ในที่ร่ม 7 วัน ก็สามารถนำไปฉีดย่อยสลายเศษพืชในสวนไร่นาให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้
1.3 วิธีการใช้
โดยทั่วไปเมื่อนำจุลินทรีย์น้ำไปรดในสวน ไร่นา จนทั่วแล้ว ให้เกษตรกรพิจารณาความเหมาะสมในการรดเพิ่มด้วยตนเอง
เนื่องจากวิธีการใช้ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพในท้องถิ่นของตน
เพราะจุลินทรีย์แต่ละแหล่งก็มีคุณสมบัติที่ดีแตกต่างกันไป
ตัวอย่างที่ 2 การทำสูตรแก้หนอนกอและเพลี้ยกระโดด
2.1 ส่วนผสม
ตะไคร้หอม ประมาณ 1 กิโลกรัม
ข่าแก่ ประมาณ 1 กิโลกรัม
ลูกมะกรูดผ่าซีก ประมาณ 1 กิโลกรัม
บอระเพ็ด ประมาณ 1 กิโลกรัม
เมล็ดสะเดาทุบให้แตก ประมาณ 1 กิโลกรัม
ยาสูบ ประมาณ 1 กำมือ
ใบหนอนตายอยาก ประมาณ 1 กำมือ
ใบยูคาลิปตัส ประมาณ 1 กิโลกรัม
หัวเชื้อน้ำ ประมาณ 1-2 ลิตร
สารให้ความหวาน ประมาณ 1-2 ลิตร
น้ำ ประมาณ 15 ลิตร
2.2 วิธีการทำ
สับสมุนไพรให้ละเอียดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทั้งนี้การใช้สมุนไพรหลายอย่างดีกว่าน้อยอย่าง
ตัวไหนได้มาก่อนก็หมักก่อน ถ้าได้มาหลังก็หมักตามหลังในภาชนะหมักเดียวกันได้
หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จึงนำไปฉีดพ่นได้
2.3 วิธีการใช้
สัดส่วนที่ใช้ประมาณ 10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรปรับสภาพดินก่อน
และสารสกัดสมุนไพรมักไม่ทนแดด ควรฉีดพ่นในตอนเย็นและฉีดพ่นให้โชกทั่วทรงพุ่ม
อีกทั้งควรฉีดพ่นบ่อยๆ ทุก 3-5 วัน เพราะสารสกัดสมุนไพรจะอยู่ไม่ทน ทั้งนี้การใช้สารสกัดสมุนไพรต้องใช้ล่วงหน้าแบบป้องกัน
อย่ารอให้ศัตรูพืชระบาดก่อนแล้วจึงใช้ จะไม่ได้ผล และระวังอย่างให้เข้มข้นเกินไปจะทำให้ใบไหม้ได้
ตัวอย่างที่ 3 การทำฮอร์โมนผลไม้
3.1 ส่วนผสม
ผลไม้ เช่น กล้วยน้ำว้าสุก ประมาณ 2 กิโลกรัม
ฟักทองแก่จัด ประมาณ 2 กิโลกรัม
มะละกอสุก ประมาณ 2 กิโลกรัม
หัวเชื้อน้ำ ประมาณ 200 ซีซี
สารให้ความหวาน ประมาณ 200 ซีซี
น้ำ ประมาณ 10 ลิตร
3.2 วิธีการทำ
สับกล้วย ฟักทอง มะละกอ เปลือก เนื้อ เมล็ด ให้ละเอียด ผสมหัวเชื้อน้ำ
สารให้ความหวานให้เข้ากันดี บรรจุในถังพลาสติกปิดผาหมักไว้ 7-8 วัน
กรองน้ำหมักใส่ขวดไว้ใช้ ส่วนกากน้ำไปฝังดินเป็นปุ๋ยน้ำ ฮอร์โมนพืชเก็บไว้ได้นานประมาณ
3 เดือน
3.3 วิธีการใช้
นำส่วนผสมที่เป็นน้ำ 4-10 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 10 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดต้นไม้ช่วงติดดอกจะทำให้ติดผลดี
และป้องกันแมลงเต่าทองและเชื้อรา ส่วนที่เป็นไขมันเหลืองๆ ในถักหมักใช้ทากิ่งตอน
กิ่งปักชำ เป็นต้น ช่วยในการแตกรากดีมาก
ตัวอย่างที่ 4 การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
ปุ๋ยหมักชีวภาพ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการหมักอินทรียวัตถุกับน้ำสกัดชีวภาพ
ช่วยในการปรับปรุงดิน ย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ให้เป็นอาหารกับพืช
4.1 ส่วนผสม
มูลสัตว์แห้งประมาณ 3 ส่วน แกลบดำประมาณ 1 ส่วน รำละเอียดประมาณ 1 ส่วน
คลุกเคล้าให้เข้ากัน
หัวเชื้อน้ำประมาณ 1 ส่วน ผสมสารให้ความหวานประมาณ 1 ส่วน กับน้ำประมาณ
100 ส่วน ผสมให้เข้ากัน
นำส่วนผสมที่ 2 ใส่บัวรดในส่วนที่ 1 คลุกเคล้าให้เข้ากันจนใช้ได้ โดยเมื่อใช้มือบีบส่วนผสมจะมีน้ำซึมตามง่ามมือ
หมักไว้ 4-7 วัน ต้องกลับกองเพื่อลดความร้อนประมาณ วันละ 1 ครั้ง เมื่อไม่มีความร้อนจึงนำไปใช้
4.2 วิธีการใช้
นาข้าวหว่านประมาณ 50 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ในการใส่ครั้งแรก ปีต่อไปลดปริมาณลงเหลือประมาณ
30 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นไม้ใหญ่ใช้ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้น (ใส่รองก้นหลุมประมาณ
1 กำมือ)
บทสรุป
กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วเทคนิคเกี่ยวกับจุลินทรีย์ท้องถิ่น
คงไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคสำหรับการปรับปรุงบำรุงดินเท่านั้น หากแต่ชวนให้ตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดความเชื่อของเกษตรกรไทย
จากการเป็น เกษตรกรมือสอง ที่คอยแต่พึ่งพาเทคโนโลยีของระบบทุน ให้กลับมาเป็น
เกษตรกรมือหนึ่ง ที่สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมของตนเองขึ้นมาดังเช่นเกษตรกรในอดีตที่ได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาขึ้นมามากมาย
รวมถึงแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต จากการผลิตที่ถูกครอบงำโดยปัจจัยภายนอก
มาเป็นการผลิตที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี
แม้ในวันนี้การปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดและระบบการผลิตของเกษตรกรไทยโดยรวมยังเป็นสิ่งที่ยากลำบาก
แต่เมื่อใดก็ตามที่ยังมีเกษตรบางส่วนเลือกที่ศึกษาภูมิปัญญาดังเดิมและพัฒนาองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับวิถีการผลิตและวัฒนธรรมของชุมชน
(ดังเช่นการศึกษาเทคนิคจุลินทรีย์ท้องถิ่นและนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม)
ก็เชื่อได้ว่าเกษตรกรเหล่านี้จะคอยเป็นแรงผลักดันอันมีค่าที่จะช่วยขับเคลื่อนขบวนการเกษตรกรไทยให้เดินไปสู่วิถีการเกษตรแบบยั่งยืนได้ในที่สุด
ข้อมูลและภาพ จากเวทีการอบรมจุลินทรีย์พื้นบ้าน วันที่
25-27 สิงหาคม 2549 ณ บ้านสองแพรก ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง
จัดโดย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้
และทีมวิทยากรจากมูลนิธิข้าวขวัญ.
|