กลับไป sathai โฮมเพจ


กระบวนการผลิตและบริโภคพืชผักปลอดสารเคมี: กรณีศึกษาสมาชิกโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน่าน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



กระบวนการผลิตและบริโภคพืชผักปลอดสารเคมี: กรณีศึกษาสมาชิกโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน่าน
ภูมินิเวศ น่าน
พื้นที่ศึกษา บ้านหัวดอย บ้านเฮี้ย บ้านฝาย ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน
นักวิจัยหลัก ลำแพน จอมเมือง อาชีพ นักพัฒนาอิสระ
ถม หาญยุทธ อาชีพ เกษตรกร


วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อศึกษาศึกษาถึงปัจจัย/เงื่อนไขที่ส่งผลต่อความสำเร็จในกระบวนการปลูกและบริโภคผักปลอดสารเคมี อันจะนำมาสู่แนวทางการส่งเสริมแก่เกษตรกรต่อไป

การลด ละ เลิก การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ดังนั้น เกษตรกรภูมินิเวศน่านจึงต้องการศึกษาทดลองเพื่อพัฒนากระบวนการ/วิธีการปลูกพืชผักปลอดสารเคมี รวมทั้งศึกษาถึงปัจจัย/เงื่อนไขที่ส่งผลต่อความสำเร็จในกระบวนการปลูกและบริโภคผักปลอดสารเคมี โดยจะนำผลการศึกษาที่ได้มาใช้เป็นแนวทางส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนแก่เกษตรกรในโครงการต่อไป

เกษตรกรที่เป็นคณะวิจัยได้ทดลองปลูกผักในพื้นที่ของตนเอง สังเกต จดบันทึกข้อมูล และสรุปผลร่วมกันเป็นระยะ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วม 9 ครอบครัว ทดลองปลูกผัก 12 ชนิด ปลูก 2 รอบ คือ ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ผักที่ปลูกเป็น “ผักท้องตลาด” ทั่วไปเช่น คะน้า คึ่นฉ่าย กวางตุ้ง เป็นต้น เหตุที่ไม่ใช้ผักพื้นบ้านในการทดลองก็เนื่องจากผักพื้นบ้านที่ปลูกกันอยู่ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีกำจัดแมลงแต่อย่างใด

ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการปลูกผักปลอดสารเคมี ประกอบด้วย 1) ขั้นตอนการเตรียมดิน ซึ่งต้องเพิ่มอินทรีย์วัตถุแก่ดิน และควรเพิ่มปุ๋ยหมักชีวภาพสูตรต่างๆ ตามความต้องการของผักแต่ละชนิดด้วย 2) ขั้นตอนการปลูก มีตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะกล้า การย้ายกล้า และการเว้นระยะห่างระหว่างแถว ซึ่งต้องทำให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดด้วย 3) ขั้นตอนการป้องกันโรคและแมลง ซึ่งการปลูกพืชหลายชนิดและการปลูกพืชสมุนไพรแซมในแปลงจะช่วยลดภาระของเกษตรกรในการกำจัดแมลงลงได้มาก และ 4) ขั้นตอนการดูแลรักษาที่ต้องให้น้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในกระบวนการปลูกผักปลอดสารพิษประกอบด้วย 1) ต้นทุนการผลิต จากการทดลองพบว่าต้นทุนในการปลูกผักปลอดสารพิษยังสูงเกินไป ควรลดต้นทุนโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่หาได้เองในท้องถิ่น 2) ความร่วมมือกันของแรงงานในครอบครัวที่ทำให้ไม่ต้องว่าจ้างแรงงานจากภายนอก 3) การวางแผนการใช้ที่ดินให้มีระบบการผลิตที่ดีและต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปริมาณที่ดินไม่ใช้ปัจจัยสำคัญ เพราะมีที่ดินเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลูกผักปลอดสารพิษได้แล้ว 4) ปริมาณน้ำ พื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำจะปลูกผักได้เฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น 5) การปรับปรุงดิน ซึ่งต้องทำอย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีระยะเวลาการปรับปรุงดินที่นานพอแก่การฟื้นตัว 6) การขยายบทบาทของการปลูกพืชปลอดสารเคมีจากการปลูกบริโภคในครัวเรือนมาเป็นการปลูกเพื่อขาย 7) การรับรู้และเห็นความสำคัญของพืชผักปลอดสารพิษของผู้บริโภค 8) ความพอเพียงของตลาดรองรับสินค้า 9) การเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคเข้าด้วยกันเพื่อสร้างกลไกตลาด/ราคาที่เป็นธรรม และที่สำคัญคือ 10) การวางแผนการผลิตของเกษตรกรให้มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปีและมีผลผลิตที่ไม่ซ้ำซ้อนกับผลผลิตที่กำลังล้นตลาดอยู่ในเวลานั้นๆ



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...