กลับไป sathai โฮมเพจ


การสำรวจคุณภาพดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนบ้านทรายขาว

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



การสำรวจคุณภาพดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนบ้านทรายขาว
ภูมินิเวศ ภาคใต้ตอนบน
พื้นที่ศึกษา บ้านทรายขาว ต.ทรายขาว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช
กลุ่ม/องค์กรที่รับผิดชอบ กลุ่มเกษตรทางเลือกบ้านทรายขาว
นักวิจัยหลัก
เชาวลิต สถาพรนุวงศ์ อาชีพ นักพัฒนา
หน่วยงาน โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของ
เกษตรกรรายย่อย ภูมินิเวศภาคใต้ตอนบน


วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อศึกษาถึงสภาพเศรษฐกิจและระบบการผลิตของชุมชนบ้านทรายขาวที่ส่งผลต่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากที่ดินและคุณภาพดิน

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการสำรวจข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเพื่อทำความเข้าใจกับสภาพเศรษฐกิจและระบบการผลิตของชุมชนบ้านทรายขาวที่ส่งผลต่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากที่ดินและคุณภาพดิน โดยกลุ่มเกษตรทางเลือกบ้านทรายขาวจะนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาเกษตรยั่งยืนและการปรับปรุงบำรุงดินของกลุ่มต่อไป

จากการสำรวจข้อมูลจำนวน 168 ครัวเรือนพบว่า ปัจจุบันชาวบ้านทรายขาวส่วนใหญ่ (ร้อยละ 79 ) ไม่ได้ประกอบอาชีพอยู่ในภาคเกษตรแล้ว โดยมีรายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ยเพียงปีละ 18,279.41 บาท ขณะที่มีรายได้จากนอกภาคเกษตรเฉลี่ยถึงปีละ 58,825.54 บาท ส่วนในการถือครองที่ดินแม้จะมีขนาดเฉลี่ย 7.19 ไร่ต่อครัวเรือน แต่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 33.4) กลับถือครองที่ดินน้อยกว่าขนาดโดยเฉลี่ยมาก นั่นคือ ต่ำกว่า 1 ไร่ อนึ่ง แม้รายได้ส่วนใหญ่จะมาจากการรับจ้างและค้าขายซึ่งอยู่นอกภาคเกษตร แต่น่าสนใจว่ากิจกรรมเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการทำเกษตรของชาวบ้านส่วนที่เหลือ เพราะการรับจ้างและค้าขายเกิดขึ้นภายในชุมชน/หมู่บ้านหรือใกล้เคียง โดยเฉพาะการค้าขายที่ส่วนใหญ่เป็นการขายของกินจำพวกผัก ผลไม้ และอาหารต่างๆ โดยใช้วัตถุดิบหลักจากผลผลิตการเกษตรที่ได้ในชุมชนนั่นเอง ดังนั้น รายได้จากการรับจ้างและค้าขายจึงหมุนเวียนมาช่วยหนุนการผลิตภาคเกษตรให้คงอยู่สืบเนื่องมา

ในส่วนของคุณภาพดิน จากการสำรวจที่ดินจำนวน 270 แปลง พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 42.7) เป็นที่ลุ่ม ถัดมา (ร้อยละ 26) เป็นที่ริมควนหรือริมเขา ส่วนอีกร้อยละ 9.6 เป็นที่บนควนหรือบนเขา และร้อยละ 2.2 เป็นพื้นที่พรุ และอื่นๆ ลักษณะดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 16.66) เป็นดินเหนียว รองลงมา (ร้อยละ 15.92) เป็นดินร่วน ถัดมา (ร้อยละ 11.5 ) เป็นดินทราย ส่วนอีกร้อยละ 5.55 เป็นดินลูกรัง ร้อยละ 4.81 เป็นดินเหนียวปนทราย ร้อยละ 2.59 เป็นดินร่วนปนทราย ร้อยละ 0.74 เป็นดินพรุ ร้อยละ 0.37 เป็นดินร่วนปนทราย ตามลำดับ นอกจากนั้นยังพบว่า ร้อยละ 36.66 มีคุณภาพดินปานกลาง ร้อยละ 36.37 มีคุณภาพดินไม่ดีนัก ส่วนอีกร้อยละ 4.4 มีคุณภาพดินดีมาก อนึ่ง ดินที่ไม่ดีนักนั้นหมายถึง ดินที่เป็นดินจืด (ร้อยละ 0.37) ดินเปรี้ยว (ร้อยละ 2.96) ดินกรด (3.33) ดินน้ำท่วมหรือน้ำขัง (1.85) ดินพรุ (0.74) ดินลูกรัง ดินแน่น(1.48) ดินไม่เก็บน้ำหรือมีน้ำไม่พอ (1.48) และดินที่ต้องบำรุงรักษาอยู่ตลอด (1.48) ทั้งนี้ ในจำนวนที่ดินที่ใช้ทำเกษตรทั้งหมด 116 แปลง พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 20.74) เป็นที่นา รองลงมา (ร้อยละ 12.5) เป็นสวนพ่อเฒ่า/สวนสมรม ถัดมา (ร้อยละ 5.92) เป็นพืชร่วมยาง ขณะที่อีกร้อยละ 4.4 เป็นสวนยางเชิงเดี่ยวส่วน ร้อยละ 4.07 เป็นไร่นาสวนผสม ร้อยละ 1.11 เป็นสวนพ่อเฒ่าและพืชร่วมยาง ร้อยละ 0.74 เป็นนาและสวนพ่อเฒ่า และร้อยละ 0.74 เป็นที่นาและไร่นาสวนผสม

นอกจากนั้น จากการศึกษายังพบว่า ที่ดินร้อยละ 29.25 เคยได้รับการปรับปรุงบำรุงดิน ในจำนวนนี้ร้อยละ 79.74 ปรับปรุงดินโดยวิธีธรรมชาติ ส่วนที่เหลือ (ร้อยละ 20.26) ปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ การปรับปรุงบำรุงดินโดยวิธีธรรมชาติส่วนใหญ่ (ร้อยละ 11.48) ใช้ปุ๋ยคอก ถัดมา (ร้อยละ 2.22) ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ส่วนอีกร้อยละ 1.85 ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด นอกนั้นใช้ปุ๋ยชีวภาพ (ร้อยละ 0.74) ปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพ (ร้อยละ 0.74) ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ (ร้อยละ 0.74) และใช้เฉพาะปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 0.37) ส่วนแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยตราหัววัวคันไถ ถัดมาใช้ตราจอกยาง ตรากระต่าย ตราไข่มุก และปุ๋ยยูเรีย ตามลำดับ
ขณะที่การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีอยู่ร้อยละ 10 ของครัวเรือน โดยยี่ห้อที่ใช้มากที่สุด (ร้อยละ 1.48) คือ ยี่ห้อหัวกะโหลก นอกนั้นเป็นยี่ห้อกรัมมอกโซน (ร้อยละ 1.11 ) ยี่ห้อสปาร์ก (ร้อยละ 1.11 ) ยี่ห้อม้าบิน (ร้อยละ 1.11 ) ส่วนอีกร้อยละ 0.74 ใช้ยี่ห้ออินทรีย์ ยี่ห้อราวอัพ (ร้อยละ 0.37) ยี่ห้อคาราเต้ (ร้อยละ 0.37) และยี่ห้อไกลโคเซน (ร้อยละ 0.37)




หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...