การปรับปรุงบำรุงดิน
หัวใจของการทำเกษตรกรรมยั่งยืน
ความสำคัญของการปรับปรุงดินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เดชา ศิริภัทร
กรรมการเลขานุการ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
การปรับปรุงดินเป็นหัวใจหลักของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ถ้าดินมีความสมบูรณ์ผลผลิตที่ได้ก็จะดี มีคุณภาพสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ
และช่วยให้งานในไร่นาเบาลง หลายคนเข้าใจผิดว่าการทำเกษตรยั่งยืน
โดยเฉพาะในรูปแบบเกษตรอินทรีย์หมายถึงการไม่ใช้สารเคมีเท่านั้น
แต่ที่จริงแล้วหากดินไม่สมบูรณ์ก็ไม่มีทางจะประสบผลสำเร็จ
ดินที่ดีคือดินในป่า เพราะมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ประการในการสร้างปุ๋ยธรรมชาติซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นปุ๋ยที่ดีที่สุดในโลก
คือ
1) อินทรีย์วัตถุ โดยมีทั้งใบไม้
กิ่งไม้ต่างๆ ที่ทับถมกัน รวมทั้งมีสัตว์จำพวกแมลง ไส้เดือน
มด ปลวก เป็นต้น ที่สามารถย่อยสลายได้
2) ความชื้น และ
3) จุลินทรีย์ ซึ่งจะไปย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้กลายฮิวมัส
ที่สำคัญการที่ดินในป่ายังไม่ถูกทำลายก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปุ๋ยธรรมชาติจากป่ามีคุณภาพดีมาก
อย่างเช่น ดินในป่าเขาใหญ่ที่ดินเพียงหนึ่งช้อนชามีจุลินทรีย์ถึงหกพันล้านตัว
ขณะที่ดินที่เสื่อมสภาพกลับมีจุลินทรีย์ไม่ถึงร้อยล้านตัว
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการปรับปรุงดินของเกษตรกรก็คือ
การทำให้ดินในไร่นามีสภาพเป็นเหมือนในป่า
ขณะที่ดินในที่นาปัจจุบันมักถูกเหยียบทับทำลายด้วยรถเกี่ยวมีน้ำหนักเป็นตันๆ
จนดินอัดแน่นเกินไป อีกทั้งยังถูกทำลายจากการเผาฟางข้าว เพราะเชื่อกันว่า
ถ้าไม่เผาจะไถนายากและโรคแมลงจะแพร่ขยาย ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าการไถกลบฟาง
(โดยไม่เผาฟาง) จะทำให้เกิดแก๊สซึ่งส่งผลให้ข้าวเป็นโรคและไม่เติบโต
โดยไม่รู้ว่าการเผาฟางคือการเผาอินทรีย์วัตถุหรือเผาแร่ธาตุอาหารที่จะไปบำรุงดินนั่นเอง
นอกจากนั้น ความร้อนจากการเผาก็ยังส่งผลให้ดินแข็ง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น
แมลงและสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ใต้ผิวดินก็จะตายหรือหนีไปหมด ส่วนจุลินทรีย์ที่ปกติกินฟางเป็นอาหารได้ก็ไม่มีอะไรกิน
เป็นเหตุให้ผลผลิตตกต่ำและไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะข้าวพันธุ์เตี้ยจะเหลืองแกร็น
คนทั่วไปมักแก้ไขปัญหาดินเสื่อมด้วยการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่ โดยคิดกันว่าปุ๋ยเคมีเป็นตัวบำรุงดิน
แต่ที่จริงแล้วปุ๋ยเคมีส่งผลในการทำลายดินอย่างมาก เนื่องจากปุ๋ยเคมีมีธาตุอาหารไม่เกิน
3 ตัว คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรตัสเซียม ดังเช่นปุ๋ยเคมีที่ใช้กันในแถบ
จ.สุพรรณบุรี ก็มีธาตุอาหารเพียงใช้สองตัวเท่านั้น คือ เอ็นกับพีตามสูตร
16-20-0 ขณะที่ธาตุอาหารที่พืชแต่ละชนิดต้องการนั้นมีไม่ต่ำกว่า
18 ชนิด แม้ว่าบางชนิดอย่างเช่นไฮโดรเจนกับออกซิเจนจะมาจากน้ำ
มาจากน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์มาจากอากาศ ส่วนไนโตรเจนบางส่วนก็มาจากอากาศได้ก็ตาม
แต่ธาตุอาหารที่เหลืออีกสิบกว่าชนิดอย่างเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม
เหล็ก ฯลฯ ก็จะต้องถูกพืชดึงเอามาจากดินมากขึ้น กระทั่งในดินไม่เหลือธาตุอาหารอะไรอีกเลย
อีกทั้งยังทำให้ดินแข็ง แน่น หรือที่เรียกว่าโครงสร้างดินเสีย
ที่สำคัญการใส่ปุ๋ยเคมีไม่เพียงไม่ส่งผลต่อการบำรุงดินจริงแล้ว
ยังส่งผลเสียต่อดินโดยตรงด้วย อย่างเช่นปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0
จะให้ไนโตรเจนในรูปของไนเตรท ซึ่งไนเตรทก็คือสารเคมีที่ส่วนมากจะอยู่ในรูปของกรดที่มีผลทำให้ดินเปรี้ยว
เมื่อดินเปรี้ยวพืชก็ไม่สามารถดูดอาหารได้ตามเดิมเพราะมีความเปรี้ยวจับไว้
ดังนั้น ไนโตรเจนที่ใส่ไปจึงไม่ถูกใช้ประโยชน์ ส่วนฟอสฟอรัสก็จะอยู่ในรูปฟอสเตรท
ซึ่งเป็นกรดเหมือนกัน ใส่ไปยี่สิบกิโลก็ไม่ได้ทั้งหมด และส่งผลให้ดินเป็นกรดมากยิ่งขึ้น
หากไม่เป็นกรดก็เป็นเกลือ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ส่งผลทำให้จุลินทรีย์ตายไปเป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้น ธาตุอาหารในปุ๋ยเคมีก็จะมีอยู่เพียงประมาณร้อยละ
30 เท่านั้น กล่าวคือ ปุ๋ยเคมี 100 กิโลกรัม จะมีธาตุอาหารอยู่เพียง
36 กิโล อีก 64 กิโลกรัมที่เหลือมักเป็นดินเหนียว ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่
มีชาวนาแถวสุพรรณบุรีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าเดิมนาของตนไม่เคยมีวัชพืชขึ้น
แต่พอซื้อปุ๋ยเคมียี่ห้อหนึ่งมาใช้กลับมีหญ้าต่างๆ ขึ้นมาก เช่น
หญ้านก หญ้าลิเก เป็นต้น โดยหญ้าเหล่านี้มากับดินเหนียวหกสิบกว่ากิโลกรัมนั่นเอง
เนื่องจากดินเหนียวไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อมา
มีกรณีตัวอย่างที่สันติอโศกซึ่งทดลองปลูกข้าวหอมมะลิ โดยเปรียบเทียบระหว่างแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีแปลงกับแปลงที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ
ผลปรากฎว่าในปีแรกทั้ง 2 แปลงได้ผลผลิต 40 ถังต่อไร่เหมือนกัน
แต่แปลงที่ใช้ปุ๋ยคอกมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า พอปีที่สองแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีได้ผลผลิตเท่าเดิม
ส่วนแปลงปุ๋ยคอกได้ผลผลิต 60 ถัง ส่วนปีที่สาม แปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีก็ยังได้
40 ถังต่อไร่เท่าเดิม ขณะที่แปลงปุ๋ยคอกได้มากถึง 80 กว่าถัง
และปีที่สี่แปลงปุ๋ยคอกได้กว่า 120 ถังต่อไร่ ส่วนแปลงปุ๋ยเคมีก็ยังได้เท่าเดิม
อีกทั้งยังปรากฎว่าดินเริ่มเสียแล้วด้วย ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าถ้าดินดี
ปริมาณและคุณภาพผลผลิตก็จะดีตามไปด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีการทดลองของต่างประเทศที่ปลูกข้าวแบบธรรมชาติ
เน้นบำรุงดินและการคัดพันธ์ข้าวให้ดี ปรากฎว่าได้ผลผลิตข้าวมากถึงไร่ละ
350 ถัง ทั้งนี้ ไม่ใช่แต่ข้าวเท่านั้น แต่พืชผักผลไม้ก็ให้ผลในทางเดียวกัน
แม้กรณีผักผลไม้ปริมาณผลผลิตอาจไม่เพิ่มมากอย่างข้าว แต่คุณภาพของผัผลไม้ที่ใช้กับไม่ใช้ปุ๋ยเคมีนั้นจะแตกต่างกันอย่างมากทั้งความแน่นของเนื้อและรสชาติ
ดังนั้น การหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ เลิกใช้ปุ๋ยเคมี เลิกใช้ยาฆ่าหญ้า
จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรได้
สภาพดินสัมพันธ์โดยตรงกับสภาพสังคม ถ้าดินไม่ดีทุกอย่างก็ไม่ดี
สุขภาพไม่ดี สังคมก็เสื่อม คนก็อยู่ไม่ได้ นักวิจัยฝรั่งค้นพบว่า
อาณาจักรโรมันในช่วงที่เฟื่องฟูสูงสุดนั้น สภาพดินของเขาดีมาก
และความเสื่อมของอาณาจักรก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเสื่อมของดิน
เราอย่ามองแค่ว่าดินไม่ดีก็แก้ง่ายๆ ด้วยการใส่ปุ๋ย แต่เราจำเป็นต้องเข้าใจระบบของดิน
แม้ปัจจุบันจะมีกระแสความนิยมการใช้น้ำหนักชีวภาพหรือน้ำหมักจุลินทรีย์
แต่หัวใจของการบำรุงดินนอกจากจุลินทรีย์แล้ว ต้องมีความชื้นและอินทรีย์วัตถุที่เหมาะสมด้วย
ดังนั้นการวิจัยด้านการปรับปรุงบำรุงดินของสมาชิกในโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อจะนำมาสู่ปัญญาหรือหนทางในการฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ได้
|