กลับไป sathai โฮมเพจ

ชุมชนกับการจัดการสารเคมีทางการเกษตร
กรณีศึกษาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



ความเป็นมา
ตำบลปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เป็นตำบลหนึ่งของพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน ในอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ลักษณะทางกายภาพเป็นภูเขาดินสลับซับซ้อน มีที่ราบเล็กๆ ระหว่างภูเขาและพื้นที่ลาดชันเป็นที่ทำเกษตรกรรม ตำบลปากทรงประกอบด้วยหมู่บ้านต่างๆ 9 หมู่บ้าน

อาชีพของเกษตรกรในอดีตคือ การหาแร่ดีบุกและการทำเกษตรแบบสวนพ่อเฒ่า (สวนโบราณ) ซึ่งมีรูปแบบการเกษตรที่เด่นชัดคือเป็นสวนผลไม้หลายๆ ชนิดในแปลงเดียวกัน ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีการเกษตรเลย

หลังจากปี 2518 มีการส่งเสริมระบบการเกษตรที่มุ่งส่งสินค้าออกสู่ต่างประเทศเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเหตุให้มีการนำเอาพืชพานิชย์หลายชนิดเข้ามาปลูกในพื้นที่ เช่น กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เป็นต้น โดยเป็นระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีการใช้สารเคมีในปริมาณมาก ทำให้มีการอพยพคนจากถิ่นอื่น เช่น จากพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำปากพนัง และพี่น้องจากภาคอีสาน เป็นต้น เข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนตอนบนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นสาเหตุให้มีการบุกรุกทำลายป่าอย่างรุนแรง และมีการทำระบบเกษตรที่มีการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากข้างนอกมากขึ้น เกษตรกรมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว และยิ่งทำลายทรัพยากรมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อปัจจัยการบริโภคและอุปโภค

ประเด็นปัญหาสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่
พืชพาณิชย์ที่สำคัญของชุมชนคือ กาแฟ ปาล์ม และไม้ผล ที่ผ่านมาในช่วงที่เม็ดกาแฟมีราคาดี พืชชนิดนี้ถูกปลูกอย่างกว้างขวาง ซึ่งลักษณะการปลูกกาแฟคือ การปลูกเชิงเดี่ยว มีการใช้สารเคมีมาก โดยเฉพาะสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งนอกจากหญ้าตายแล้ว สารเคมียังส่งผลให้เมล็ดกาแฟร่วง และมีการเก็บเม็ดกาแฟเหล่านั้นมาขายเช่นกัน ส่วนปาล์มใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก ผลไม้ที่ปลูกมากและเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชนคือทุเรียน ซึ่งเดิมทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านของภาคใต้ถูกขนานนามว่าเป็นทุเรียนที่อุ้มลูกฝ่าฝน คือ เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีฝนตกชุก แต่เมื่อมีการนำทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาส่งเสริมการปลูกในพื้นที่ ทุเรียนพันธุ์ไม่สามารถปรับตัวกับพื้นที่ได้ทำให้ต้องเผชิญกับโรคพืชมากส่งผลให้มีการใช้สารเคมีมากตามไปด้วยเช่นกัน กอปรกับความนิยมในการเพาะปลูกทุเรียนนอกฤดูหรือที่เรียกว่าทุเรียนทวาย ทำให้ต้องมีการใช้สารเคมีในทุกระยะและในหลายประเภทของสารเคมีมากขึ้นในการดูแลและควบคุมให้ทุเรียนให้ผลผลิตนอกฤดูกาล ทั้งสารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง สารเคมีป้องกันและกำจัดโรคพืช และสารควบคุมและเร่งการเจริญเติบโตของพืช

เมื่อเรียงลำดับความรุนแรงของการใช้สารเคมีในพื้นที่จะพบว่าสารเคมีที่มีการใช้มากที่สุดคือ ไกลโฟเสท รองลงมาคือพาราควอท ต่อมาคือปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง และสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคพืช

สาเหตุที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากจากสารเคมีการเกษตรในพื้นที่คือ ลักษณะของพื้นที่มีความลาดชันและมีฝนตกชุก ทำให้เกิดการชะล้างสารเคมีลงมาตามน้ำอย่างรุนแรง จึงพบสารตกค้างในแหล่งน้ำของชุมชนถึงขั้นวิกฤต โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำตัวอย่างน้ำมาสำรวจเมื่อปี 2538 และมีประกาศว่าห้ามนำน้ำจากลำคลองมาใช้ในการอุปโภคบริโภคเด็ดขาด

การแก้ปัญหาชุมชนและการทำงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกลุ่มน้ำหลังสวนตอนบนเป็นองค์กรชาวบ้านองค์กรหนึ่งในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ที่พยายามศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อพัฒนารูปแบบการผลิตที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวน เน้นความมั่นคงทางด้านอาหาร และระบบเกษตรที่สอดคล้องกับธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

เดิมเครือข่ายฯ มีการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันและเห็นว่าแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นแนวทางหนึ่งในการลดปัญหาจากสารเคมีทางการเกษตร เป็นระบบการผลิตที่เอื้อต่อธรรมชาติ รวมทั้งเป็นระบบที่ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ การทำงานของเครือข่ายฯ ในช่วงแรกคือ การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เหมาะสมของสมาชิกแต่ละแปลง การออมทรัพย์ และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน สมาชิกของเครือข่ายฯ ในช่วงเริ่มต้นมี 32 ครอบครัว

แต่เมื่อเครือข่ายฯ ดำเนินการไประยะหนึ่งแล้วได้สรุปบทเรียนร่วมกันว่า การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเฉพาะแปลงของสมาชิกไม่กี่คนของชุมชนไม่ได้ผลเลย ในสภาพพื้นที่ลาดชันฝนตกชุก เพราะสารเคมีจากแปลงที่อยู่ต้นน้ำหรือที่สูงกว่าไหลมาในแปลงสมาชิกของเครือข่ายฯ เกษตรกรที่ปรับระบบมาสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจึงอยู่แบบโดดเดี่ยวไม่ได้

เครือข่ายฯ ได้ปรับแนวทางการทำงานใหม่ โดยปรับในช่วงประมาณปี พ.ศ.2543-2544 คือ การทำงานพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับชุมชน โดยเริ่มทำงานกับองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสมาชิกของสภาตำบลปากทรง 8 หมู่บ้านจากทั้งหมด 9 หมู่บ้าน เป็นคนทำงานเครือข่ายฯ ร่วมกันมา การผลักดันประเด็นให้เป็นงานร่วมของชุมชนจึงเริ่มได้ง่ายขึ้น

งานแรกที่ทำร่วมกันคือ งานประกาศวังมัจฉา โดยใช้ประเด็นการอนุรักษ์พันธุ์ปลาของชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และสะท้อนปัญหาการเกษตรของการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่ต้นน้ำ การชะล้างสารเคมีการเกษตร และการชะล้างพังทลายของดินลงสู่แหล่งน้ำของชุมชน พันธุ์ปลาพื้นบ้านที่ลดน้อยและใกล้สูญพันธุ์เป็นตัวชี้วัด กล่าวคือ ต้นน้ำที่ไหลมาสู่วังมัจฉาจะต้องปลอดสารเคมีจึงจะรักษาพันธุกรรมปลาพื้นบ้านไว้ได้ เช่น ปลามัจ ปลาเพลง ปลาที่อ่อนแอต่อสารเคมีอย่างมากคือปลาน้ำไหล และปลาที่อาศัยอยู่ในโคลน สารเคมีประเภทดูดซึมจะจมอยู่ในขี้ตมทำให้ปลาเหล่านี้ตาย นอกจากนั้นชุมชนยังมีการตั้งกฎเกรณฑ์ของชุมชนในการเก็บของป่า เช่น การเก็บลูกกอ การเก็บดอกบัว เป็นต้น

วังมัจฉาที่กำหนดร่วมกันในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนตอนบนมี 4 แห่ง แต่ละแห่งมีพื้นที่ประมาณ 2-3 กิโลเมตร รวมกันแล้วมีพื้นที่ตามความยาวของน้ำประมาณ 10 กิโลเมตร วังมัจฉาเป็นประกาศร่วมของชุมชน และ อบต. นำไปช่วยประกาศให้ โดยใช้ระเบียบ อบต. บังคับ

ความสัมพันธ์ของ อบต. และองค์กรชาวบ้าน
อบต.ปากทรงเข้ามาร่วมงานกับชุมชนมานานซึ่งขณะนั้นยังเป็นสภาตำบล เมื่อชาวบ้านออกประกาศและข้อตกลงร่วมของชุมชนขึ้นเพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชุมชนร่วมกัน แต่การจัดการการเข้ามาใช้ประโยชน์ของคนภายนอกเป็นเรื่องยากเพราะประกาศของชุมชนนั้นเป็นเพียงข้อตกร่วมที่ใช้ได้เฉพาะสมาชิกในชุมชนซึ่งใช้จิตสำนึกเป็นตัวกำหนด อบต.จึงมีบทบาทอย่างสำคัญที่นำข้อตกลงของชุมชนมาใช้บังคับในทางกฏหมาย ทั้ง อบต.และองค์กรชาวบ้านจึงต่างก็เห็นสำคัญของกันและกันและได้ร่วมกันทำงานเรื่อยมาในประเด็นอื่น ๆ ของชุมชนด้วย

การจัดการสารเคมีการเกษตรของชุมชน
การทำงานประเด็นสารเคมีการเกษตรของเครือข่ายฯ พัฒนามากขึ้นเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี 30 พฤษภาคม พ.ศ.2548 เครือข่ายฯ ได้นำมติ ครม. ไปปรับใช้ด้วยการนำข้อตกลงเดิมและมติคณะรัฐมนตรีมาวิเคราะห์ร่วมกันกับชุมชน และใช้ความเป็นมติคณะรัฐมนตรีซึ่งถือเป็นกฎหมายลักษณะหนึ่งมาปรับให้เกิดข้อตกลงร่วมกันของชุมชน โดยมีการจัดเวทีในชุมชนและจัดทำเป็นประกาศของชุมชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ และเครือข่ายฯ ตั้งป้าหมายไว้ว่า เมื่อสิ้นปี 2549 จะมีประกาศของชุมชนที่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีอย่างน้อย 4 หมู่บ้านจาก 9 หมู่บ้านของตำบลปากทรง

ปัญหาอุปสรรค
- มีการเปลี่ยนคณะ อบต.ใหม่
- อบต.ไม่มีทรัพยากรโดยเฉพาะงบประมาณในการสนับสนุน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวน เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ อบต.จึงไม่มีรายได้ที่จะสามารถจัดเก็บได้ในพื้นที่ ต้องรองบสนับสนุน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีโครงการมาให้ด้วย
- น้ำท่วม ถนนเสียหาย

ปัจจัยเอื้อ
- สมาชิก อบต.ส่วนใหญ่คือ กลุ่มคนที่ได้ทำงานร่วมกันมา
- ปริมาณการปลูกกาแฟลดลง เนื่องจากราคาต่ำและการส่งเสริมการปลูกพืชแบบผสมผสาน
- มติ ครม. 30 พฤษภาคม พ.ศ.2548


หมายเหตุ
ข้อมูลโดย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก นำเสนอในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 2549 วันที่ 28 ตุลาคม 2549
ภาพโดย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)