กลับไป sathai โฮมเพจ


การปลูกผักผสมผสาน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



การปลูกผักผสมผสาน
ภูมินิเวศ ภาคใต้ตอนล่าง
พื้นที่ศึกษา บ้านทุ่งพันตันใหม่ (หมู่ 6) ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
กลุ่ม/องค์กรผู้รับผิดชอบ กลุ่มปลูกพืชผักผสมผสานบ้านทุ่งพันตันใหม่
นักวิจัยหลัก
ธีรศักดิ์ ศรีเพชร อาชีพ เกษตรกร


วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อศึกษาทดลองการปลูกผักผสมผสานแบบปลอดสารพิษ

งานวิจัยนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มที่จะหาทางปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อความปลอดภัยทั้งในส่วนของผู้ปลูกและผู้บริโภค และเกิดจากความประทับใจในการทำเกษตรธาตุ 4 (ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) ของ “ป๊ะหรน” ผู้เป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรยั่งยืนคนสำคัญของภาคใต้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตตำบลเดียวกัน ดังนั้น จึงได้ทดลองนำเอาผักหลายๆ ชนิดที่คาดว่าน่าจะมีองค์ประกอบของธาตุต่างชนิดกันมาปลูกในหลุมและแปลงเดียวกัน และบำรุงรักษาด้วยปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ เพื่อค้นหาว่าการปลูกผักด้วยวิธีการเช่นนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรและจะได้ผลผลิตมากน้อยแค่ไหน

ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ร่วมกันทำโรงเรือนผลิตปุ๋ยหมักและโรงเรือนเพาะชำ นำเมล็ดผักมาเพาะในแปลงเพาะชำ นำเศษผักมาทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจำนวน 3 สูตร คือ ปุ๋ยแกลบเพื่อใช้ผสมในดิน น้ำหมักชีวภาพเพื่อรดและฉีดทางใบ และน้ำหมักยาไล่แมลง จากนั้นก็เตรียมพื้นที่ปลูกโดยใช้รถไถกวาดเผาและไถพรวน เดินระบบน้ำเข้าแปลง เตรียมหลุมปลูกและนำกล้าที่เตรียมไว้ลงปลูก ส่วนผักที่ทดลองปลูกมี 4 ชนิด คือ ถั่วพู มะระ แตงกวา และบวบ โดยปลูกทั้ง 4 ชนิดรวมในหลุมเดียวกัน ทั้งนี้ ได้เริ่มปลูกเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ที่ผ่านมา และในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2545 จนถึง มกราคม 2546 ทีมวิจัยชาวบ้านได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้น้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยาไล่แมลง และพรวนดินเป็นระยะๆ และได้เก็บผลผลิตไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 นี้

สำหรับแปลงทดลองได้แบ่งออกเป็น 2 แปลง แปลงแรกมีจำนวน 274 หลุม ซึ่งแม้จะปลูกผักทั้ง 4 ชนิดในหลุมเดียวกัน แต่เมล็ดพันธุ์แต่ละชนิดจะถูกเพาะแยกถุงและเมื่อเริ่มโตก็จะถูกแยกค้าง เพราะทีมวิจัยต้องการให้ผักแต่ละชนิดมีทิศทางการเติบโตและการเลื้อยไม่ปะปนกัน ทีมวิจัยจัดค้างในรูปตัววีหงาย (V) ขณะที่แปลงที่สองปลูก 976 หลุม เมล็ดพันธุ์ทุกชนิดจะถูกเพาะในถุงเดียวกันและเมื่อเริ่มโตก็ถูกไม่แยกค้าง ทีมวิจัยจัดค้างในรูปวีคว่ำ (? ) ทำให้ผักแต่ละชนิดขึ้นปะปนพันกันไป

ส่วนผลจากการทดลองนั้น ในแปลงทดลองส่วนแรกนั้นพบว่ามีปัญหาค่อนข้างมาก ผลผลิตที่ได้ยังไม่มีคุณภาพ บางต้นไม่ออกฝักออกผลโดยเฉพาะมะระ ซึ่งทีมวิจัยสรุปว่ามะระไม่เหมาะในการปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ส่วนผักบางชนิดอย่างแตงกวาก็แพ้น้ำชีวภาพ ที่สำคัญยังเกิดปัญหาเพลี้ยไฟระบาดในแปลงด้วย ขณะที่แปลงที่สองกลับมีผลผลิตดีกว่าแปลงแรกมาก (แปลงที่สองไม่ปลูกมะระแต่ปลูกพริกแทน) ต้นอ้วนสมบูรณ์ โดยพืชแต่ละชนิดเติบโตโดยอาศัยกิ่งก้านของกันและกัน ที่น่าสนใจคือไม่มีปัญหาแมลงหรือเพลี้ยไฟระบาด ทั้งนี้ ทีมวิจัยสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดมาจากความหลากหลายของชนิดพืชที่เลื้อยขึ้นพันรวมกัน ทำให้แมลงซึ่งปกติจะระบาดมากหากปลูกชนิดเดียว แทบไม่มีการระบาดอีกเลย และการที่ปลูกพริกร่วมด้วยก็น่าจะส่งผลให้แมลงไม่กล้ามากิน (ทีมวิจัยสันนิษฐานว่าพริกน่าจะเป็นสมุนไพรไล่แมลงที่ดีได้อีกตัวหนึ่ง) นอกจากนั้นก็ยังมีข้อค้นพบอื่นๆ จากแปลงทดลองที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกด้วย แม้จะไม่ได้เป็นคำถามหลักของการวิจัยโดยตรงก็ตาม อาทิ ข้อค้นพบที่ว่าผักที่เพาะโดยเมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านหาได้เองนั้นให้ผลดีกว่าเมล็ดพันธุ์บรรจุกระป๋อง หรือข้อค้นพบที่ว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพเป็นเพียงการเพิ่มธาตุอาหารรองให้พืช แต่ยังขาดธาตุอาหารหลักอยู่ เช่น ขาดฟอสฟอรัสจึงเกิดปัญหากับบวบที่ปลูก และการใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยชีวภาพเพียงสูตรใดสูตรหนึ่งก็อาจให้ผลดีได้กับผักบางชนิดเท่านั้น การวิจัยต่อไปภายภาคหน้าอาจต้องคิดหาทำสูตรปุ๋ยหมักที่สอดคล้องกับผักแต่ละชนิดต่อไป ที่สำคัญคณะวิจัยมีข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันว่า ในการปลูกผักองค์ประกอบของธาตุหลักที่ต่างชนิดกันซึ่งถูกนำมาปลูกในหลุมเดียวกันหรือใกล้เคียงกันอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตหรือการป้องกันโรคแมลงมากเท่ากับการสร้างสมดุลหรือระบบที่สมบูรณ์และเกื้อกูลในแปลง ดังกรณีที่ทีมวิจัยพยายามสร้างด้วยการให้พืชผักแต่ละชนิดเลื้อยปะปนกันไปในค้างเดียวกัน




หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...