"แต่เดิมทำพันธุ์ไม้ขาย
ทำมา 10 กว่าปี ชีวิตไม่ดีขึ้น ก่อนที่จะเลิกใช้สารเคมี ก็พบปัญหา
ส่วนทั้งสวนเป็นโรคทั้งหมด เพราะเราใช้แต่เคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า
เมล็ดพืชที่เราเพาะเมื่องอกขึ้นมาสูงประมาณ 1 คืบ มันก็เน่าเปื่อยตายไปหมด
หาสาเหตุไม่เจอ เราก็ไปตามข้อมูลกับหน่วยงานเกษตรต่างๆ เขาก็จดชื่อสารเคมีต่างๆ
มาให้ เราไปซื้อมาฉีดพ่นมันก็ไม่หาย สามีก็บอกว่าเธอทำเกษตรอะไรของเธอ
ยิ่งทำยิ่งจนลง ต้องเองเงินเดือนของฉันไปใช้ทุกที เราก็ว่ามันจริง
ปีหนึ่งเราขายพันธุ์ไม้ได้ 3-4 แสน แต่กลายเป็นค่าปุ๋ยค่ายาไปทั้งหมด"
"ทำพันธุ์ไม้นี่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาเยอะ
เราต้องหยอดปุ๋ยตามถุงตลอดเวลา เพราะเราต้องการขายไว ใบจะต้องงามตลอดเวลา
หญ้าขึ้นก็ฉีดยา มีหนอนแมลงมารบกวนก็ฉีดยา เราเป็นคนละเอียด เราจะลงบัญชีไว้หมด
พอสิ้นปีเราก็จะรู้ว่าเราลงไปเท่าไหร่ ปีหนึ่งเราเหลือกำไรหรือขาดทุนปีละกี่บาท
ในปลายปี 41 เราทราบข้อมูลน้ำสกัดชีวภาพทั้งจากทีวี วิทยุ จากหนังสือต่างๆ
เราก็เริ่มนำมาทำใช้เอง"
"ในช่วงแรกเรายังติดวิธีการใช้แบบสารเคมี
คือใช้เยอะและมากเข้าไว้ พอแผนกลับมาก็ผสมให้ใช้ ตอนแรกใช้ 100 ซีซี
ต่อน้ำ 200 ลิตร น้ำมันยังไสแจ๋วอยู่เลย มันไม่มีประสิทธิภาพแน่เลย
ก็ใส่เพิ่มไปอีก 200 ซีซี และใส่เพิ่มไปอีกจนมีสีชา แต่เรายังติดในรูปแบบเคมี
จึงแถมต่อไปอีกเป็น 400 ซีซี ฉีดหมดเลยทั้งสวน
พร้อมพันธุ์ไม้อีก 30,000 กว่าต้น เว้นไปอาทิตย์หนึ่ง ต้นไม้ทั้งแม่พันธ์
ต้นพันธุ์ใบหยิกหมดเลย แฟนก็ว่า สงสัยชีวภาพเธอไม่ได้เรื่องแล้ว
เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เคยเจ๊งกับสารเคมีมาทั้งสนแล้ว จะเจ๊งอีกสะทีก็ไม่เป็นไร
เราก็คิดว่ามันแรงไป เลยลดลงมาอีก แต่ใจเราก็เริ่มค้านแล้ว่า ใส่น้อยขนาดนี้มันจะได้ผลหรือ
เราก็ฉีดต่อไปอีก 3 อาทิตย์ ที่นี่เองเห็นผลเลย ใบที่เคยหงิกก็หายไป
แตกใบใหม่ออกมาเขียนชอุ่มทั้งสวยเลยที่นี้"
"เราใช้นำสกัดชีวภาพจากพืชอวบน้ำได้ผลแล้ว
เราก็ไปเอาน้ำสกัดไตปลาทูที่ทำไว้มาใช้ด้วย โดยราดไปที่รอบๆ ทรงพุ่มของต้นไม้
200 ซีซี บ้าง 100 ซีซี พร้อมกับปล่อยน้ำชะล้างไปด้วย ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้
ต้นมะนาวเราเมื่อก่อนถ้าเราไม่ใส่ปุ๋ยเคมี อาทิตย์เดียวใบจะเหลือทันที
แต่เราใช้น้ำสกัดชีวภาพผ่านไป 2 อาทิตย์ ใบเขาจะเขียวไปหมด ที่นี้เอง
เราไปพบเห็นยอดไม้อะไร ผลไม้ที่ไหน เก็บมาหมักหมด ทั้งสวนเราและสวนพี่น้อง
จนเขาว่าเราเป็นบ้าไปแล้ว"
"เราใช้ไปนานๆ
ก็เริ่มพบปัญหาอีก คือ มันแค่ไล่แมลงไป แต่ไม่ป้องกันและกำจัดแมลงได้ทั้งหมด
ถ้าระบาดมากๆ เราก็ต้องใช้สารเคมีอีก ซึ่งไม่อยากทำ หรือถ้าใช้น้ำสกัดชีวภาพมากเกิน
ใบไม้จะมีจุดเหลืองๆ ใบไหม้ และร่วง เราก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด"
เริ่มทดลองสกัดสารด้วยแอลกอฮอล์
และพัฒนาเรื่อยมาเป็นการต้มกลั่น
"จึงได้ทดลองนำสมุนไพรมาต้นเพื่อให้เข้มข้น
พบว่าไอที่ออกมามีกลิ่น แต่น้ำที่เหลืออยู่ไม่มีกลิ่น จึงคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีกลิ่นออกมาด้วย
เรานึงถึงน้ำมันตะไคร้หอมของ รพ. อภัยภูเบศร์ ว่าจะสกัดอย่างไรจึงได้กลิ่นตะไคร้หอมออกมาด้วย
เราดมดูมีกลิ่นแอลกอฮอล์ออกมาด้วย เราก็เลยเอาสมุนไพรไปหมักกับ เอทิลแอลกอฮอล์
แต่พอเราเอามาผสมน้ำ 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นไป 2-3 ครั้ง
ต้นไม้ใบมันจะเหลือง ยังแก้ไม่ได้"
"หลายตำราบอกให้หมักกับน้ำส้มสายชู
เราก็เลยนึกถึงคนต้มเหล้า จนได้ทดลองทำถังต้มขึ้นมา แต่มันต้มไม่ค่อยออก
พอดีมีเจ้าหน้าที่สรรพสามิตมาดูงานที่บ้าน เขาก็ถามว่าทำอะไร เราก็บอกว่ากลั่นสมุนไพร
เขาก็เลยแนะนำให้เราใช้กะทะวางไว้ข้างบนแล้วยาด้วยดินเหนียว เราก็ทำมาเรื่อย
วันหนึ่งกลั่นได้ 20 ลิตร เราเอามาฉีด มันได้ผลดีมาก หนอนแมลงตายหมดเลย
เราก็เลยนึงถึงน้ำสกัดชีวภาพที่เราทำไว้ ก็น่าจะมากลั่นได้เช่นเดียวกัน
เราเอามาใช้มันแตกใบดีมาก แจกให้พ่อให้แม่เอาไปใช้ด้วย น้ำที่มันกลั่นได้มันใสแจ๋วเลย
ชาวบ้านเขาก็ถามกันว่ามันจะได้ผลจริงหรือ ธาตุอาหารมันจะอยู่ครบหรือเปล่า
เราก็บอกว่ามันอยู่"
การทดสอบสารสกัด
วันเพ็ญ แนะนำวิธีทดสอบสารสกัดสมุนไพรไว้ดังนี้
ใช้สมุนไพรกลั่น สมุนไพรหมักสดกับน้ำเปล่า
และใช้ทั้งสองแบบควบคุ๋กันไป โดยทดลองใช้สารสกัดจากการรกลั่นปริมาณ
1 แก้ว สารสกัดจากการหมักปริมาณ 1 แก้ว และสารสกัดที่หมักกับที่กลับอีก
1 แล้ว (สวนผสม 1 ต่อ 1)
นำแต่ละชนิดมาทดสอบกับหนอน แล้วดูว่าใช้เวลากี่นาที
โดยใช้ตัวหนอนจุ่มลงไปในแก้ว แล้วยกออกมา
พบว่าในสารสกัดจากการกลั่น
5-10 นาที หนอนจะเมาไปซักพักแล้วก็จะฟื้นกลับมาใหม่
ส่วนแก้วที่ใช้สารสกัดจากการหมัก ใช้เวลาค่อนข้างนาน และหนอนจะฟื้นมาใหม่ได้
ส่วนแก้วที่ใช้สารสกัดจากการกลั่นและหมักผสมกัน พบว่า หนอนตายใน
5 นาที ....ถ้าใช้น้ำยานี้มาผสมกับน้ำยาล้างจานเพื่อใช้เป็นสารจับใบ
พบว่าหนอนตายในไม่ถึง 1 นาที
เมื่อทดลองได้ดังนี้ คุณวันเพ็ญจึงนำวิธีการนี้มาใช้ควบคุมแมลในสวน
แต่ถ้าใช้สมุนไพรกลั่นไปนานๆ หนอนแมลงก็จะมีการดื้อ เช่นเดียวกับการใช้สารเคมี
จะต้องเปลี่ยนแปลงสูตรสมุนไพรให้มีความหลากหลายไปด้วย
จากนั้นวันเพ็ญ จึได้คิดค้นสูตรใหม่ๆ มาทดลองใช้ไปเรื่อยๆ เช่น สูตรสารสกัดกำจัดเชื้อรา
เร่งใบ-ยอด เร่งโตต้น ฮอร์โมนไข่ สูตรเตรียมทต้นสะสมอาหาร เร่งผลโต
เป็นต้น
วันเพ็ญแนะว่า พืชผักที่นำมาใช้สกัด
ต้องเก็บตอนเช้า ถ้าเป็นผลไม้ก็เก็บช่วงสายๆ เลือกเอาเฉพาะที่ดีๆ
จะได้ฮอร์โมนที่สมบูรณ์ ไม่ควรเอาส่วนเน่าเสียมาใช้ เพราะจะมีเชื้อโรค
เชื้อราปนมาด้วย (ส่วนเน่าเสียควรเอาไปทำปุ๋ยหมักแทน)
ส่วนสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลง
จะต้องเก็บตอนเช้าตรู่ ต้องปลูกสมุนไพรนั้นนานอย่างน้อย 8 เดือน
จึงจะได้ตัวยาที่มีฤทธิ์มาก
ข้อน่าสังเกต
การใช้สารเคมีไม่ว่าจะเป็นเคมีสังเคราะห์ที่ขายกันทั่วไป
หรือสารสกัดสมุนไพร หากใช้เกินอัตราที่เหมาะสม แมลงและโรคก็จะค่อยๆ
พัฒนาตัว ดื้อยาขึ้นมา เช่นกับที่คุณวันเพ็ญได้กล่าวถึงวิธีที่เธอใช้สารเคมี
เธอไม่ได้ใช้ตามที่กำหนดไว้ นานๆ เข้า แมลงก็พัฒนาตัวดื้อยามากขึ้น
เมื่อเธอเพิ่ม เธอแถมปริมาณสารเคมีเข้าไปอีก ก็ไม่มีผลในการขับไล่
หรือยับยั้งโรคพืชได้เลย
ดังนั้นแม้สูตรสารสกัดสมุนไพรทั้งหลายที่คิดค้นขึ้นมา
จะปลอดภัยต่อคนใช้และสภาพแวดล้อม แต่เกษตรกรที่ทำเกษตรเกษตรอินทรีย์ทั่วไป
อาจต้องพิจารณาการใช้ให้รอบคอบว่า สารสกัดที่ใช้จะทำให้วงจรชีวิตแย่ลงหรือไม่
เพราะสารเหล่านี้ไม่ได้ฆ่าเฉพาะแมลงที่เป็นศัตรู แต่ยังฆ่าตัวห้ำตัวเบียน
แมลงที่เป็นประโยชน์อีกด้วย หากเราใช้มากไป บ่อยไป ก็อาจเป็นเหตุให้การฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศน์ไร่นา
ล่าช้าไป ดังนั้นการใช้ก็ไม่ควรใช้มาก ใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น
เช่น เมื่อศัตรูพืชระบาด จนตัวห้ำตัวเบียนก็เอาไม่ไหว เท่านั้น
|
การหมักสมุนไพร

ใช้ลูกแป้งเหล้าหรือลูกแป้งข้าวหมากใส่ลงไป สัดส่วนลูกแป้ง 10 ลูก
ต่อน้ำ 100 ลิตร หมักสมุนไพรรวมกันลงไป หมักนาน 3 เดือน ถึง 1 ปี
แล้วนำมากรองเอาแต่น้ำไปกลั่น
การกลั่น
วันเพ็ญใช้เครื่องต้มเหล้ามาดัดแปลง
ใช้วิธีการกลั่นแบบเดียวกับการกลั่นน้ำมันหอมระเหย การกลั่นเหล้าหรือการกลั่นแอลกอฮอล์
แต่จะมีตัวควบแน่น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นฝาที่ใส่น้ำไว้ และถังควบแน่นที่มีท่อทองแดงขดเป็นวงอยู่
ใส่น้ำแยกไว้ต่างหาก
การต้มใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง
เมื่อเริ่มทำการต้ม ไอน้ำจะระเหยขึ้นมาพร้อมสารสกัดในพืช เมื่อไอน้ำไปกระทบความเย็นของน้ำในฝาปิดที่เป็นรูปกรวย
ไอน้ำก็กับสารสกัดของพืชนั้นบางส่วนก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำแล้วไหลลงในรางรองรับหยดน้ำ
ไหลเข้าท่อทองแดงไปสู่ภาชนะรองรับ
ในถังควบแน่น จะมีท่อน้ำเข้าด้านล่าง
และมีท่อน้ำเข้าด้านบน ซึ่งน้ำจะมีการถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำในถังควบแน่นเย็นตลอดเวลา
การนำไปใช้
จะใช้สารสกัดที่กลั่นมาจากน้ำที่หมักเพียงอย่างเดียวก็ได้
ซึ่งน้ำสกัดที่กลั่นจะฤทธิ์แรงกว่าน้ำหมักเฉยๆ แต่ถ้าจะให้เข้มข้นมากขึ้น
ก็ให้นำสมุนไพรมาหมักรวมกันไปกับน้ำสารสกัดที่กลั่นได้ คล้ายๆ กับการดองยา
แต่ถ้าต้องการให้ได้ประสิทธิภาพการกลั่นสูงขึ้นไปอีก
ให้นำสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุนที่เก็บมาสดๆ นำมาใส่ถังกลั่นแล้วเติมด้วยน้ำเปล่าลงไป
กลั่นด้วยเครื่องกลั่น ก็จะได้น้ำสารสกัดจากจากพืชที่มีกลิ่นปนออกมาด้วย
ให้เรานำสารสกัดกลั่น 1 ส่วน น้ำหมักสารสกัดกลั่น 1 ส่วน ผสมกับ
น้ำสารสกัดกลั่นจากสมุนไพรสดอีก 1 ส่วน
เทคนิคการผสมที่สำคัญคือ
เวลานำไปใช้ก็ผสมกับสารจับใบที่ทำจากน้ำมันปาล์ม (ใช้เอทิลแอลกอฮอลเทใส่น้ำมันพืช
จะทำให้ไม่แยกชั้นกันเวลานำมาผสมกับสารสกัดจากการกลั่น) นำมาใช้ได้เลยโดยผสม
20 ซีซี ต่อน้ำเปล่า 20 ลิตร
หรือจะกลั่นเก็บสารสกัดไว้แต่ละอย่าง
แยกเก็บไว้ก็ได้ เวลาจะใช้ก็นำมาผสมกัน
ปัจจุบันวันเพ็ญ
ทำการเกษตรบนพื้นที่ 6 ไร่ ที่ปลูกไม้ผลหลายชนิด มีส้มโชกุน ส้มกา
มะยง มะม่วง มะนาว ละมุด ลำใย มะปรางหวาน ทุเรียน มังคุด กะท้อน
มีรายได้จากการเพาะกล้าไม้ และทำสารสกัดจากสมุนไพรด้วยการกลั่นขาย
จึงมีรายได้ดีกว่าแต่ก่อนมาก เพราะไม่มีต้นทุนเรื่องสารเคมี
ปัจจุบันมีผู้มีศึกษาดูงานที่สวนประจำ
วันเพ็ญ ได้กลายเป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนเกษตรกรอย่างไม่ปิดบัง
สำหรับคนที่สนใจจะไปศึกษาดูงานที่สวน ลองติดต่อไปที่
สวนวันเพ็ญพันธุ์ไม้ 62/1 หมู่ 5 ต.ไม้เด็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
โทร 01 803 4930 หรือ 037 405 026
ภาพและเรื่อง
เรียบเรียงจาก "วารสารเกษตรธรรมชาติ" ฉบับที่ 7/2546