ตัวชี้วัดว่าเกษตรกรทำเกษตรกรรมอินทรีย์หรือเปล่า?
ก็คือเรื่องสารเคมี เพราะเกษตรกรรมอินทรีย์จะไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ
อาทิ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า และหัวใจที่จะทำให้การทำเกษตรกรรมอินทรีย์ได้ผลก็
คือ ไร่นาหรือสวนต้องมีความสมดุลในระบบนิเวศน์ คือมีจำนวน
การผลิต การบริโภต การย่อยสลายให้สัดส่วนที่สมดุล
ดังนั้นสิ่งแรกในการทำเกษตรอินทรีย์ก็คือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมไร่นาสวนให้มีความสมดุลของผู้ผลิต
(จำนวนพืช) ผู้บริโภค (จำนวนสัตว์กินพืช สัตว์กินสัตว์) และผู้ย่อยสลาย
(แบคทีเรีย เชื้อเห็นราต่างๆ) ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องต้องทำตลอดการทำเกษตรอินทรีย์
...อุปสรรคของการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ก็คือ
ไร่นาสวนที่เกษตรกรมีอยู่นั้นระบบนิเวศน์ขาดความสมดุลอย่างมาก
ดินจืด ขาดความอดมสมบูรณ์ และมีสารเคมีสังเคราะห์ตกค้างอยู่มาก
โรคและแมลงจึงมีมาก เมล็ดพันธุ์ต่างๆ เกษตรกรก็ยังต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ขายทั่วไป
ยังไม่มีเมล็ดพันธุ์ที่คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์เอง ดังนั้นคนที่เริ่มทำเกษตรอินทรีย์ใน
2-3 ปีแรก นอกจากการปรับปรุงดิน เพื่อให้ต้นพืชมีอาหารกินและแข็งแรงพอที่จะต้านทานแมลงและโรคแล้ว
เกษตรกรยังต้องหาวิธีควบคุมจำนวนศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมีอีกด้วย
การป้องกันโรคพืชที่ดีที่สุดก็คือ
การทำให้ต้นพืชแข็งแรง โดยการคัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง
เหมาะกับสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ และอากาศ ดังนั้นเกษตรกรจะต้อง
หาทางปรับปรุงบำรุงดิน
และจัดการน้ำ
รวมทั้งปลูกพืชในถูกต้องตามฤดูกาล
ส่วนการควบคุมแมลงนั้น
นอกจากการวิธีการที่กล่าวมาแล้ว
เกษตรกรยังต้องปลูกพืชหลายๆ ชนิดผสมผสานสลับกัน เกื้อกูลกันเพื่อป้องกันการระบาดของโรคแลศัตรูพืช
พืชบางอย่างจะขับไล่ศัตรูพืชให้พืชอีกอย่าง เช่น ปลูกพืชสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุนไล่แมลง
หรือปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืชชนิดนั้นๆ
และฆ่าเชื้อด้วยปูนขาว ปลูกพืชต่างชนิดกันสลับกัน เพื่อว่าเมื่อโรคหรือแมลงระบาด
จะได้ไม่ทำลายผลผลิตไปทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง
การจับ ดักด้วยกาว ล่อ ด้วยไฟ วัตถุสีเหลือง อาจยังไม่ได้ผลดีนักในระยะ
1-3 ปี แรก เพราะสภาพแวดล้อมยังไม่เหมาะสม ดังนั้นเกษตรกรยังอาจต้องไล่
ป้องกันโรค ควบคุมจำนวนแมลงพืชด้วยด้วยสารสกัดจากสมุนไพร ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่ง่ายของการผลิต
ปลอดภัยต่อเกษตรกรที่ใช้ และผู้บริโภค |