น้ำส้มควันไม้
น้ำส้มควันไม้
หรือ
น้ำวู้ดเวเนการ์
เป็นผลผลิตหนึ่งที่ได้จากการเผาถ่าน
ปริมาณน้ำส้มควันไม้ในการเผาถ่านแต่ละครั้ง
ถ้าเป็นไม้สดที่ตัดทิ้งประมาณ 3-4 วันก่อนนำเข้าเตาหนัก 100 กิโลกรัมจะได้ผลผลิตจากการเผาถ่านประมาณ
25 กิโลกรัม และได้น้ำส้มควันไม้ดิบประมาณ 8 กิโลกรัม น้ำส้มควันไม้ดิบที่ได้สามารถทำให้มีคุณภาพดีได้
โดยจะต้องทำการแยกเอาสารเจือปนอื่นๆออกกอ่นและจะต้องนำไปเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ
ปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอนนานประมาณ 3 เดือน
ส่วนประกอบของน้ำส้มควันไม้ดิบ
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1. น้ำมันไม่เข้มข้น
(ลอยอยู่ข้างบน)
2. น้ำส้มควันไม้
(อยู่ตรงกลาง)
3. น้ำมันทาร์
(ตกตะกอนบริเวณก้นภาชนะ)
น้ำส้มควันไม้
เป็นของเหลวซึ่งได้จากกระบวนการสลายตัวของไม้ด้วยความร้อนอย่างเดียว
หรือการเผาไหม้ไม้ฟืนในสภาพอับอากาศ ของเหลวดังกล่าวจะใสมีสีเหลืองปนน้ำตาล
ซึ่งได้จากการดักเก็บควันขณะที่ทำการเผาถ่าน ชิมดูจะมีรสเปรี้ยวเนื่องจากความเป็นกรด
ของเหลวนี้จะผลิตได้จากการควบแน่นควันไฟที่เกิดขึ้น ในขณะที่ฟืนไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่านในเตาเผา
ที่อุณหภูมิ 300-400 องศาเซลเซียล
อุณหภูมิดังกล่าวสารประกอบต่างๆในไม้ฟืนจะถูกความร้อนสลายตัวทำให้เกิดเป็นสารประกอบใหม่อันเป็นประโยชน์
เช่นการปลูกพืช เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ วัสดุที่ใช้ในการเผาได้จากการตัดกิ่งไม้ปลายไม้ในแปลงเกษตร
ควรมีขนาด 2-3 นิ้ว เป็นไม้หมาดๆที่ตัดทิ้งไว้ประมาณ 21-30
วัน เพื่อให้แสงแดดไล่น้ำส่วนหนึ่ง อีกทั้งจะได้น้ำส้มควันไม้ที่เข้มข้นกว่าไม้สด |
ช่วงอุณหภูมิที่ดักเก็บควัน
หากเก็บน้ำส้มควันไม้ในช่วงอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลต่อคุณภาพของน้ำส้มควันไม้
คือ หากเก็บเร็วไปจะทำให้มีส่วนผสมของน้ำในปริมาณที่มากเกินไป
หรือหากเก็บในช่วงที่ยาวนานเกินไปจะทำให้มีส่วนข่องน้ำมันดิบหรือทาร์ติดออกมามาก
ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเริ่มทำการเก็บควันคือ
ช่วงอุณหภูมิปากปล่องประมาณ 80 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิภายในเตาประมาณ
300 องศาเซลเซียส และเลิกเก็บควันเมื่ออุณหภูมิปากปล่องประมาณ
150 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิภายในเตาประมาณ 450 องศาเซลเซียส
หรือเก็บช่วง 4-5 ชั่วโมงนับจากเริ่มเก็บจนกระทั่งเลิกเก็บน้ำส้มควันไม้
การผลิตน้ำส้มควันไม้จากการเผาถ่านด้วยเตาเผาถ่าน
200 ลิตร
การดักเก็บควันอยู่ในช่วงของการเผาถ่านอุณหภูมิปากปล่องประมาณ
80-150 องศาเซลเซียส หรือสังเกตจากควันที่ปากปล่องจะมีสีขาวขุ่น
กลิ่นฉุน หรือใช้กระเบื้องแผ่นเรียบสีขาวอังบนปากปล่องทิ้งไว้สักครู่
แล้วนำแผ่นกระเบื้องมาดูหยดน้ำที่เกาะบนกระเบื้องจะใสและมีสีเหลืองปนน้ำตาล
การเผาถ่านมีอยู่
4 ขั้นตอนคือ
-
เมื่อเริ่มจุดไฟหน้าเตาเป็นช่วงไล่ความชื้น
อุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออุณหภูมิปากปล่องประมาณ 55-60
องศาเซลเซียส และในเตาประมาณ 150 องศาเซลเซียส ควันจะเริ่มมีกลิ่นเหม็น
และเมื่อใส่ฟืนหน้าเตาไปเรื่อยๆอุณหภูมิที่ปากปล่องจะสูงขึ้นไปอีกประมาณ
70-75 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิภายในเตาประมาณ 200-250 องศาเซลเซียส
ควันจะมีกลิ่นเหม็นฉุนซึ่งในช่วงที่ 1 นี้ ถือเป็นช่วงของการไล่ความชื้น
หรือคายความชื้น ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงนับจากเมื่อจะไฟหน้าเตาติดแล้ว
-
เมื่อปล่อยให้ไฟหน้าเตาติดต่อไปอีกเรื่อยๆ
อุณหภูมิปากปล่องก็จะสูงเพิ่มไป ประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ
300-400 องศาเซลเซียส ควันจะรวมตัวกันหนาแน่น พุ่งขึ้นมีสีขาวขุ่นและมีกลิ่นเหม็นฉุนอย่างรุนแรง
เรียกว่า ควันบ้า ซึ่งช่วงนี้ไม้เริ่มกลายเป็นถ่านหรือเกิดปฏิกิริยาคายความร้อน
ซึ่งอุณหภูมิในเตาจะสูงขึ้นเรื่อยๆสามารถลดเชื้อเพลิงหน้าเตาหรือไม่ต้องเติมฟืนหน้าเตาได้
หากใช้กระเบื้องแผ่นเรียบสีขาวอังบนปากปล่องควันแล้วสังเกตดูหยดน้ำที่เกาะจะมีสีเหลืองปนน้ำตาล
ถือว่าเป็นช่วงที่เริ่มเก็บน้ำส้มควันไม่ได้ โดยนำท่อไม้ผ่า
(ท่อทะลุปล้องยาวประมาณ 3-5 เมตร) หรือวัสดุทนกรด นำไปวางเหนือปากปล่องเพื่อดักเก็บควันซึ่งเมื่อควันถูกความเย็นก็จะเกิดการควบแน่นรวมกันเป็นหยดน้ำ
ทั้งนี้การเก็บน้ำส้มควันไม้จะนับระยะเวลาการเก็บจากที่เริ่มต้นเก็บออกไปประมาณ
4 ชั่วโมง หรืออุณหภูมิปากปล่องประมาณ 80-150 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในเตาประมาณ
300-450 องศาเซลเซียส หรือสังเกตสีควันที่ปากปล่องเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินก็ให้หยุดเก็บน้ำส้มควันไม้ได้
-
เป็นช่วงที่ทำให้ถ่านบริสุทธิ์
โดยเปิดหน้าเตาให้อากาศไหลเข้าไปได้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นสำหรับเผาไล่น้ำมันดินให้ออกไปจากถ่าน
ซึ่งน้ำมันดินที่อยู่ในถ่านนี้หากไม่ถูกกำจัดออกไปแล้วนำถ่านไปใช้ก็จะได้ถ่านที่มีคุณภาพต่ำ
และเมื่อนำไปประกอบอาหารปิ้งย่าง น้ำมันดินที่ค้างอยู่ในถ่านเมื่อถูกเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิสูงกว่า
425 องศาเซลเซียสแล้ว จะเกิดเป็นสารประกอบใหม่ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
อุณหภูมิที่ปากปล่องในช่วงนี้จะสูงขึ้นมากกว่า 150 องศาเซลเซียส
ซึ่งไม่ควรเก็บน้ำส้มควันไม้ในช่วงนี้ด้วยเนื่องจากมีสารประกอบที่เป็นโทษต่อการนำไปใช้
ในช่วงนี้เมื่อสังเกตควันจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นควันใส ให้ทำการปิดหน้าเตารวมทั้งปากปล่องควัน
-
เป็นช่วงที่ปล่อยให้เตาเย็นลง
ก่อนที่จะนำถ่านไม้ออกจาเตามาใช้งานซึ่งก่อนเปิดเตาต้องให้อุณหภูมิในเตาต่ำกว่า
50 องศาเซลเซียส เพราะหากสุงกว่านั้นจะทำให้ถ่านลุกติดได้ ในที่นี้อาจจะทดลองเอามือแตะที่ปล่องควันเมื่อปล่องควันเย็นตัวจนเมือสัมผัสได้แสดงว่าสามารถทากรเปิดเตาได้
และการเปิดเตาต้องเปิดที่ปล่องก่อนเพื่อระบายความค้อนและแก๊สที่ยังคงค้างอยู่ในเตาให้หมด
หลังจากนั้นจึงเปิดหน้าเตา
ระยะเวลาการเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้ก่อนนำมาใช้ประโยชน์
ส่วนประกอบของน้ำส้มควันไม้
น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆมากกว่า
200 ชนิด สารประกอบที่สำคัญ ได้แก่ น้ำ 85 % กรดอินทรีย์ประมาณ
3 % และสารอินทรีย์อื่นๆอีกประมาณ 12 % ซึ่งกรดอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำส้มควันไม้มีหลายชนิด
ที่สำคัญได้แก่ กรดน้ำส้ม กรดฟอร์มิค(กรดมด) เมธานอล ฟอร์มัลดีไฮด์
อะซีโตน และฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น
กรดน้ำส้ม
เป็นตัวกัดกร่อน มีความเปรี้ยวใช้ฆ่าเชื้อโรคได้
กรดมด
ตัวทำละลาย ช่วยในการปรับตัวของดินดีขึ้น
เมธานอล
แอลกอฮอล์ที่ดื่มกินไม่ได้ (หากเข้าตาจะทำให้ตาบอด)
เร่งการงอกของเมล็ดและราก ใช้ฆ่าเชื้อโรคได้
ฟอร์มัลดีไฮด์
มีคุณสมบัติเป็นพิษ(ถ้าสูดดมจะทำให้เป็นลมได้) มีพิษสูงในการฆ่าเชื้อโรคและแมลง
เป็นตัวควบคุม ระงับ ยับยั้ง
อะซีโตน
สารละลายวัตถุ ใช้ทำน้ำยาทาเล็บและเป็นสารเสพติด
ฟีนอล
สารฆ่าแมลงใช้ล้างแผล ทำยาจำพวกแอสไพริน และทำวัตถุหลอมเหลว
นอกจากนั้นยังเป็นกลุ่มที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
วิธีเผา
ใช้ถัง 200 ลิตร ไม้จำนวน 80 กก.
วิธีเก็บ
เก็บน้ำส้มที่อุณหภูมิปากปล่องที่
80 องศา และหยุดเก็บที่ 150 องศา และอุณหภูมิในเตาเผาประมาณ
300-400 องศา โดยอุณหภูมิ ดังกล่าวจะไม่มีสารก่อมะเร็ง ใช้เวลาเผา
10 ชม. จะได้ถ่าน 15 กก. น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร |
น้ำส้มควันไม้ดินที่เก็บจากการกลั่นตัวที่ปล่องควันยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที
เนื่องจากยังมีส่วนประกอบบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อพืชหรือสิ่งมีชีวิตได้
เช่น น้ำมันดิน (ทาร์)ที่อาจจะไปปิดปากใบและเกาะติดรากในพืชทำให้พืชเติบโตช้า
หรือตายได้ ดังนั้นการนำน้ำส้มไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงจะต้องผ่านขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์เสียก่อน
ซึ่งมีวิธีการ 3 วิธี คือ
-
ปล่อยให้ตกตะกอน โดยนำน้ำส้มไม้ดิบที่กลั่นได้มาเก็บในถังทรงสูงมากกว่าความกว้างประมาณ
3 เท่า ทิ้งให้ตกตะกอนใน 90 วัน จะทำให้น้ำส้มควันไม้แยกตัวเป็น
3 ระดับ ชั้นบนจะเป็นน้ำมันใสชั้นกลางจะเป็นของเหลวสีชา ซึ่งคือน้ำส้มไม้ควันไม้ที่จะนำไปใช้ได้
ส่วนชั้นล่างสุดนั้นเป็นของเหลวข้นสีดำ เราสามารถลดเวลาการตกตะกอนโดยการผสมผลถ่านประมาณ
5 % ของน้ำหนักรวมของน้ำส้มควันไม้ทั้งหมด โดยผงถ่านจะดูดซับทั้งน้ำมันใสชั้นบนและน้ำมันดิบลงสู่ชั้นล่างสุดในเวลา
45 วันเท่านั้น หลังจากตกตะกอนในถังจนครบกำหนดแล้วจึงนำของเหลวสีชาในชั้นกลางมากรองซ้ำอีกครั้งด้วยผ้ากรองจึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
โดยน้ำส้มควันไม้ที่บริสุทธิ์ควรจะมีน้ำมันดิบไม่เกิน 1 %
พิจารณาด้วยสายตาน้ำส้มควันไม้ที่ดีควรจะมีสีใสจนถึงชา หากมีลักษณะขุ่นดำแสดงถึงความหนาแน่นของน้ำมันดิบ
-
อาศัยการกรองและกลั่น แต่จะยุ่งยากนิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำส้มควันไม้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในอุตสาหกรรมนั้น
น้ำส้มควันไม้ที่สกัดได้มาใหม่จะมีสารแขวนลอย
ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง หากนำไปใช้ทันที จะทำให้สารดังกล่าวไปจับที่ปากใบพืช
ดังนั้นจึงต้องทำให้เกิดการตกตะกอน โดยนำเศษถ่านล้างน้ำให้สะอาด
ตากให้แห้งบอให้เป็นผง จากนั้นใส่น้ำส้มควันไม้ 100 ลิตร โรยผงถ่านบด
5 กก. ห้ามกวนน้ำ ทิ้งไว้ 45 วัน จะเกิดการตกตะกอน
สารที่ก่อมะเร็งจะตกตะกอนอยู่ด้านล่าง
ต้องตักน้ำส่วนกลางใส่ภาชนะที่ปกปิดเรียบร้อยไม่สั่นสะเทือน
ทิ้งอีก 45 วัน น้ำที่ได้จะสามารถนำไปฉีดพืชสวนได้ หรือถ้าต้องการทำปุ๋ยให้นำเศษไม้
ผงถ่านเศษถ่านที่เหลือไปแช่น้ำสัมควันไม้ นำไปโรยในสวนจะเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์
ส่วนล่างที่เป็นตะกอนนำไปเทหลุมเสา
เพื่อใช้ไล่และป้องกันปลวก |
การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้
น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันที
เนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่านไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา
ดังนั้นควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกันระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและสูง
ดังนั้นจะมีน้ำมันดิน และสารระเหยง่ายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิดปากใบของพืช
และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้ นอกจากนั้นหากเทลงพื้นดินจะทำหดินแข็งเป็นดาน
รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้ ดังนั้นเมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้แล้วต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างน้อย
3 เดือน โดยต้องเก็บในที่เย็นร่มหรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงและไม่มีสิ่งรบกวน
หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้งน้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับอากาศและรังสีอุลตราไวโอเลตในแสงอาทิตย์กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินก็จะมีสารก่อมะเร็งด้วยและหากนำไปใช้กับพืช
น้ำมันจะจับกับใบไม้ ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี
น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆมากมาย
เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะมีคุณสมบัติต่างๆดังนี้คือ
เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืชบริเวณ
ส่วนราก ลำต้น หัว ใบและดอกผลของพืชบางชนิด การใช้น้ำส้มควันไม้ราดในดินปลูกพืช
จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชและควบคุมโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากไส้เดือนฝอย
เชื้อรา นอกจากนั้นน้ำส้มควันไม้ยังมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนพืชและในบางกรณีเป็นตัวยับยั้งการเจริญเติบโตส่วนต่างๆของพืชเมื่อใช้น้ำส้มควันไม้ในอัตราส่วนทีมากน้อยต่างกันไป
น้ำส้มควันไม้จะมีพิษต่อพืชสูงเมื่อราดลงดินในปริมาณมาก หรือนำไปใช้กับพืชโดยไม่ผสมน้ำให้เจือจางจะเกิดผลเสีย
เช่นกัน
ประโยชน์
- ใช้ผลิตสารระงับกลิ่นตัว
- ผลิตสารปรับผิวนุ่ม
- ผลิตสารป้องกันเนื้อไม้จากเชื้อราและแมลง
- ใช้เป็นสารไล่แมลง
- ช่วยย่อยสลายปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยคอก
- ถ่านที่ใช้แช่ในน้ำน้ำควันไม้จะเป็นตัวปรับปรุงดินอย่างดีโดยการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียในดินที่มีประโยชน์ต่อต้นพืช
ถ่านที่เผามีรูพรุน.....และมีแร่ธาตุ สารอาหารอยู่ด้วยทำให้เหมาะจะเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ในดินที่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
- ช่วยติดดอก ผลดก ช่วยเพิ่มผลผลิต
ผลโตสีสดใส รสหวาน ลดโรคพืช เชื้อรา แผลเน่า
- ดินจะมีสุขภาพดีขึ้น ฟื้นฟูดินเสื่อม
|
อัตราการใช้
ควรใช้เวลา เช้า/เย็นจะเกิดประโยชน์ต่อพืชมาก
ใช้กับมะเขือเทศ 1 :200
ถั่วฝักยาว 1 :300
ทำปุ๋ยบำรุงดิน 1 :500
ใช้กำจัดไส้เดือนฝอย 1 :30
ราดลงดิน 6 ตารางเมตร
ไปใส่ในน้ำหมักจะช่วยทำให้น้ำหมักเกิดการหมักได้เร็ว
เวลาราดลงดินทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโต
ใช้ผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 -1000
(น้ำส้มควันไม้ 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) ฉีดพ่นหรือรดไม้ผล จะช่วยไล่แมลงศัตรูพืชเร่งการติดดอก
การเจริญเติบโตและเพิ่มความหวาน
ใช้น้ำส้มควันไม้ผสมน้ำ 20 เท่า
ใช้พ่นลงดิน เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน
ป้องกันโรครากและโนเน่าจากเชื้อรา ไส้เดือนฝอย และสาเหตุอื่น ๆแต่เมื่อใช้ในปริมาณเข้มข้นควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
เช่น กรณีนี้ให้ดำเนินการก่อนเพาะปลูก 10 วัน
เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ จากก๊าซคาร์บอนโมโนออกไซด์(CO) ซึ่งเป็นพิษต่อพืชได้
หากไม่เว้นช่วงระยะเวลา หรือหากจะใช้ในปริมาณเจือจางลงโดยการผสมน้ำ50
เท่า ก็สามารถพ่นลงดินแก้ปัญหาเรื่องรากได้โดยตรง
ผสมอัตราส่วน น้ำ 50 เท่า
ใช้พ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช
หากใช้ความเข้มข้น
มากกว่านี้ รากพืชอาจได้รับอันตรายได้
ผสมน้ำ 100 เท่า
ใช้ราดโคนต้นไม้รักษาโรครา
และโรคเน่า รวมทั้งป้องกันไม่ให้แมลงวางไข่
ผสมน้ำ 200 เท่า
ใช้ฉีดพ่นที่ใบพืช และพื้นดินรอบๆ
ต้น ทุก ๆ 7 15 ว ัน เพื่อป้องกันและขับไล่แมลง
หรือสามารถทำลายไข่แมลงได้ดี รวมถึงเป็นการสนับสนุนการทำงานของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดที่มีประโยชน์
ให้ทำงานได้ดี ส่งผลให้การเจริญเติบโตของพืชดีขึ้น
ในหลาย ๆ ด้าน
ผสมน้ำ 500 เท่า
ฉีดพ่นผลอ่อนของพืช หลังจากติดผลแล้ว
15 วัน และพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน เพื่อช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืชผล
หรือหากผสมน้ำ 1,000 เท่า
ใช้ผสมกับสารเคมีที่ใช้กับต้นพืช
เพื่อประสิทธิภาพในการจับใบ จึงสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีให้น้อยลงได้
ใช้น้ำส้มควันไม้อัตราเข้มข้น 100 %
หมักกับหอยเชอรี่บดเศษปลา
หรือกากคั่วเหลืองในอัตราส่วน น้ำส้มควันไม้ 2 ต่อ
1 ส่วน กับแหล่งโปรตีนเหลือใช้ต่าง ๆหมักไว้นาน 1 เดือน
แล้วกรองกากออก ใช้เจือจาง 200 ส่วน เป็นปุ๋ยเคมีคุณภาพสูง
ในด้านงานปศุสัตว์
จะช่วยในการลดกลิ่นและแมลง
โดยการใช้ครั้งแรกควรผสมน้ำ 100 เท่า หลังจากนั้นเพิ่มเป็น 200
เท่าจะกำจัดกลิ่นและลดจำนวนแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำส้มควันไม้ผสมน้ำ
200 เท่า ใช้ฉัดพ่นคอกสัตว์เพื่อลดกลิ่นและแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาจจะใช้ในความเข้มข้นมากขึ้นในครั้งแรก
ๆ
ใช้ในการผสมอาหารสัตว์
เพื่อช่วยย่อยอาหารและป้องกันโรคท้องเสีย
โดยการผสมกับผงถ่านเสียก่อน ให้ใช้น้ำส้มควันไม้
2 ลิตร คลุกกับผงถ่าน 8 กก . แล้วจึงนำผงถ่านชุ่มน้ำส้มควันไม้ไปผสมอาหารสัตว์อีก
990 กก. คลุกคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง จะได้อาหารสัตว์
1 ตันพอดี ซึ่งถ่านผสมอาหารสัตว์นั้นจะช่วยให้สุขภาพสัตว์
โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี และมีผลผลิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ช่วยทำให้การย่อยและการใช้ประโยชน์จากอาหารดีขึ้นทำให้สัตว์โตเร็วกว่าปกติ
โดยใช้อาหารเท่าเดิมหรือใช้อาหารน้อยลง 5 % ในเวลาเท่าเดิม
| ประโยชน์
- ช่วยยับยั้งการเกิดแก๊สแ
ละดูดซึมโลหะหนักในกระเพาะอาหารทำให้สัตว์สุขภาพดี
- ช่วยป้องกันและรักษาอาการท้องเสีย
- ช่วยปรับปรุงคุณภาพและลดปริมาณน้ำในเนื้อสัตว์ทำให้คุณภาพของเนื้อสัตว์ดีขึ้นทั้งรสชาติ
สี และกลิ่น
- ช่วยปรับปรุงคุณภาพของไข่
ทำให้ไข่แดงใหญ่และเหนียวขึ้น ทั้งยังเพิ่มปริมาณวิตามินและลดปริมาณคอเลสเตอรอล
- ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม
- ช่วยยับยั้งการเกิดแก๊สแอมโมเนีย
และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้กลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ลดลง ซึ่งช่วยให้สัตว์ไม่เครียด
ทั้งยังเพิ่มคุณภาพของปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ให้ดีขึ้นด้วย
- ช่วยยับยั้งการฟักไข่ของแมลงในมูลสัตว์
ทำให้ปริมาณของแมลงในบริเวณคอกสัตว์ลดลง โดยเฉพาะแมลงวัน
|
เพิ่มปริมาณรสชาติของผลไม้และกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
: ฉีดน้ำส้มควันไม้ในอัตราส่วน 1
ต่อ 500 ถึง 1 ต่อ 1000 เท่า สามารถเพิ่มรสชาติของผลไม้ให้มีความหวาน
เนื่องจากน้ำส้มควันไม้ช่วยลดไนโตรเจนส่วนเกิน กระตุ้นการสันดาปของพืช
และเพิ่มระดับน้ำตาลให้กับพืชชนิดที่ให้รสหวาน
ช่วยเร่งการหมัก: ใช้น้ำส้มควันไม้ที่มีความเข้มข้นในอัตรา
1 ต่อ 100 จะช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อราและแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในการเร่งการหมักสารชีวภาพ
คือสามารถย่นระยะเวลาในการหมักลงอีกครึ่งหนึ่งของการหมักปกติ
ลดกลิ่นเหม็น: น้ำส้มควันไม้มีคุณสมบัติในการต่อต้านและลดการผลิตแอมโมเนีย
จึงสามารถนำไปใช้ลดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ โดยใช้ในอัตราส่วน 1ต่อ
50
บำรุงผิวดินในการเพาะปลูก:
รดน้ำส้มควันไม้ในอัตราส่วน 1 ต่อ
30 ลงไปในหน้าดินและใช้ในปริมาณ 6 ลิตรต่อ 1 ตารางเมตร สำหรับบำรุงผิวดินก่อนทำการเพาะปลูก
แต่สำหรับการนำไปฆ่าเชื้อในดินควรจะมีความเข้มข้นสูงคือประมาณ 1
ต่อ 5 ถึง 10
ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงสัตว์
: น้ำส้มควันไม้ เมื่อผสมลงไปในอาหารสัตว์เมื่อสัตว์กินเข้าไป
สารในน้ำส้มควันไม้จะช่วยปรับระดับแบคทีเรียในลำไส้ เพื่อช่วยในการดูดซึมซับสารอาหารได้ดี
โดยใช้ในอัตรา ........
ใช้ในการขับไล่แมลงวัน
: ใช้ในอัตราประมาณ 1 ต่อ 100 ขับไล่แมลงวัน
เนื่องจากน้ำส้มควันไม้จะมีกลิ่นฉุน
น้ำมันทาร์ :
ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการเผาถ่าน ตัวน้ำมันทาร์จะมีความเหนียวติดไฟง่ายและมีกลิ่นฉุนมาก
เมื่อน้ำมันทาร์เทลงไปในหลุมเสาบ้านไม้หรือทาผิวไม้ก่อนที่จะทำการก่อสร้างบ้าน
ป้องกันปลวก/มอดทำลายเนื้อไม้ได้
ตารางสรุปวิธีการใช้น้ำส้มควันไม้
ชนิดพืช |
ระยะการใช้ ประโยชน์ที่ได้รับ |
วิธีการใช้
|
ผักต่างๆ ที่มีระยะการเพาะปลูกสั้น |
ก่อนหรือหลังการแตกยอดอ่อน |
ผสมน้ำ 1: 800 ส่วน
(4-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ฉีดพ่น 5-10 วันต่อครั้ง |
หอม กระเทียม |
ช่วงต้นอ่อน |
ผสมน้ำ 1:800 ส่วน
(2-3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ฉีดพ่น 2-3 ครั้งต่อเดือน |
ผักมีหัวต่าง ๆ ( หัวผักกาด กระชาย) |
หลังแยกหน่อ |
ผสมน้ำ 1:1,000 ส่วน
(1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ฉีดพ่น 5-10 วันต่อครั้ง |
พริก |
หลังแยกกล้า
ลดการร่วงของดอก |
ผสมน้ำ 1:200-300 ส่วน
(8-10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง |
ข้าว |
ครั้งแรกผสมยาคุม ฆ่าถึงตั้งท้อง |
ผสมน้ำ 1:200 ส่วน
(10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ฉีดพ่น 2-3 ครั้งต่อเดือน |
ไม้ผล |
ช่วงใบอ่อนและใบแก่หรือราดโคลนต้น |
ผสมน้ำ 1:200 ส่วน
(10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ราดโคลน 2-3 ครั้งต่อเดือน |
ถั่วต่าง ๆ |
ช่วงต้นเล็กและก่อนออกดอก |
ผสมน้ำ 1:500 ส่วน
(4-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
ฉีดพ่น 1-2 ครั้งต่อเดือน |
มะเขือเทศ |
ขับไล่ไส้เดือน |
ผสมน้ำ 1 :50 ส่วน
รดบริเวณโคนต้น |
ที่มา: หนังสือนิตยสารเทคโนโลยีเกษตรแนวใหม่
, ปีที่ 3 ฉบับที่35 เดือนกรกฎาคม 2546, หน้า49-59
ประสบการณ์ของเกษตรกรในการใช้น้ำส้มควันไม้
- ป้องกันโรครากและโคนเน่าจากเชื้อรา
ให้นำน้ำส้มควันไม้ผสมน้ำด้วยอัตรา 1: 100 หรือน้ำส้ม 1
ช้อนโต๊ะ/น้ำ 1 ลิตร หรือ น้ำส้ม 20 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 1 ปี๊บ
แล้วฉีดพ่นลงดินก่อนปลูกพืช 15 วัน
- เพื่อเร่งการเจริญเติบโตและกระตุ้นการต้านทานโรค
ป้องกันศัตรูพืช ขับไล่แมลงและเชื้อรา ให้นำน้ำส้มผสมน้ำด้วยอัตราส่วน
1:200 คือน้ำส้ม 5 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร หรือ น้ำส้ม 10 ช้อนโต๊ะ/น้ำ
1 ปี๊บ แล้วราดโคนต้นทุก 7-15 วัน
- เพื่อช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืช
ช่วยให้พืชผักและผลไม้มีรสหวาน ให้นำน้ำส้มผสมน้ำฉีดพ่นผลอ่อนหลังติดผลแล้ว
15 วันและพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน ด้วยอัตรา 1:500
หรือ น้ำส้ม 2 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร หรือน้ำส้ม 4 ช้อนโต๊ะ/น้ำ
1 ปี๊บ
- แก้โรคเชื้อราในยาง
พารา ให้นำน้ำส้ม 5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ลิตร ทาหน้ายางพารา
- กำจัดกลิ่น ขับไล่แมลงในคอกสัตว์ให้นำผสมน้ำราดพื้นคอกสัตว์ทุก
7 วันด้วยอัตรา 1:100
|
ข้อควรระวัง
1. ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้หลังจากดักเก็บ
อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้เกิดการตกตะกอนแยกเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำส้มควันไม้สำหรับนำไปใช้
2. เนื่องจากน้ำสัมควันไม้มีความเป็นกรดสูง
ควรระวังอย่าให้เข้าตา
3. น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
ดังนั้นการนำไปใช้ด้านเกษตรจะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4. การใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดินที่เป็นโทษกับพืช
ควรทำก่อนการเพาะปลูกพืชอย่างน้อย 10 วัน
5. การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิด
หากใช้กับพืชกินใบควรฉีดพ่นใต้ใบเนื่องจากจะช่วยขับไล่แมลงใต้ใบ
6. การฉีดน้ำส้มควันไม้เพื่อช่วยให้ดอกติดผล ควรฉีดก่อนที่ดอกจะบาน
เนื่องจากหากฉีดหลังจากดอกบานจะทำให้แมลงไม่เข้ามาผสมเกสรเพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มและดอกจะหลุดร่วงง่าย
|
ข้อมูลจากโครงการนำร่อง ...ติอต่อขอข้อมูลที่
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
|