กลับไป sathai โฮมเพจ


เกษตรยั่งยืนบนเส้นทางชีวิต “คนควนเขา” และ “คนพื้นราบ” ในภาคใต้

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



เกษตรยั่งยืนบนเส้นทางชีวิต “คนควนเขา” และ “คนพื้นราบ” ในภาคใต้
ภูมินิเวศ สำนักงานกลาง มูลนิธิฯ
พื้นที่ศึกษา ภูมินิเวศภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง
นักวิจัยหลัก
ณรงค์ คงมาก อาชีพ นักวิจัยอิสระ


วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาถึงลักษณะ/รูปแบบของเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ศึกษา
2.เพื่อศึกษาถึงปัจจัยและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ศึกษา
3.เพื่อประเมินความเหมาะสม/คุณค่าของรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนของครัวเรือนกรณีศึกษาในแง่ความสอดคล้องเหมาะสมกับลักษณะทางกายภาพ ความคุ้มทุนในการผลิต และความสอดคล้องกับเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและระดับชุมชน

กรณีเกษตรยั่งยืนในเขตควนเขา ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรใช้ที่ดินร้อยละ 31 ของที่ดินทั้งหมดทำเกษตรยั่งยืน หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 11.5 ไร่ โดยอาจแบ่งระบบเกษตรยั่งยืนออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1) การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมในแปลงพืชเศรษฐกิจ (ยางพารา หรือ กาแฟ หรือปาล์มน้ำมัน) 2) การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบสมรม (ผสมผสาน) ทั้งในระบบสวนสมรมแบบดั้งเดิมและระบบสวนสมรมสมัยใหม่ ในแปลงที่สมบูรณ์จะมีความหลากหลายของพรรณไม้/พรรณพืชมากทั้งในส่วนของชนิดพันธุ์และในแง่ลักษณะทรงพุ่มและความสูงของลำต้น นอกจากนั้นในงานศึกษายังเสนอด้วยว่าพรรณพืชพื้นบ้านที่ควรพัฒนาให้มีบทบาทในแปลงเกษตรยั่งยืนมากขึ้นมีหลายชนิด อาทิ ร่ำเร่ (พืชตระกูลลางสาด) พืชกลุ่มมะเดื่อ ทุเรียนบ้าน ยอป่า ลางสุก ยอดเทียมลิง ก่อ ประ กระวาน หยี ฯยฯ ขณะที่ในเชิงเศรษฐกิจพบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีรายได้จากเกษตรยั่งยืนเกือบเกินร้อยละ 50 ของรายได้รวม เท่ากับว่าเกษตรยั่งยืนในเขตควนเขายังมีศักยภาพพอจะพัฒนาเป็นรายได้หลักของครัวเรือนได้หากมีการขยายพื้นที่และพัฒนาระบบอย่างจริงจัง

กรณีเกษตรยั่งยืนในพื้นที่ราบ ผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรผ่านกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรยั่งยืนมามาก แต่ยังนำมาปฏิบัติในแปลงได้ไม่ครบถ้วน ส่วนใหญ่ใช้พื้นที่เพียงร้อยละ 25 ทำเกษตรยั่งยืนหรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 5.8 ไร่ ระบบการปลูกพืชเป็นแบบสวนสมรมสมัยใหม่ผสมกับสวนสมรมแบบดั้งเดิม นอกจากนั้นยังพบว่ารายได้จากเกษตรยั่งยืนยังมีเพียงร้อยละ 15 ของรายได้รวม หรือราวเฉลี่ย 20,000 บาทต่อปีเท่านั้น อย่างไรก็ดี แปลงเกษตรยั่งยืนของกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ยส่วนใหญ่ในช่วง 3-5 ปีเท่านั้น พืชผลยังไม่เติบโตเต็มที่ ผลผลิตที่ได้รับจึงยังน้อย หากมีอายุมากขึ้นก็คงจะเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายค่าอาหารได้มากขึ้นด้วย



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...