<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
ระบบเกษตรในพื้นที่เหมืองร้าง
ภูมินิเวศ ภาคใต้ตอนบน
พื้นที่ศึกษา หมู่ที่ 7 ตำบลปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
กลุ่ม/องค์กรชาวบ้านที่รับผิดชอบ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้าน
หมู่ 7 บ้านตะแบกงาม
นักวิจัยหลัก
วัลลภ จงพงษา อาชีพ เกษตรกร
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาประสบการณ์การจัดการระบบเกษตรในเขตเหมืองแร่ดีบุกเดิมของเกษตรกรลุ่มน้ำหลังสวน
2. เพื่อทดลองสาธิตการจัดการระบบเกษตรในเขตเหมืองแร่ดีบุกเดิม
หลายพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำหลังสวนมีปัญหาดินเสื่อมโทรมเนื่องจากเคยมีการทำเหมืองแร่ดีบุกอย่างกว้างขวาง
ทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินจนเหลือแต่หิน ดินทราย และหินทรายที่มีน้ำขัง ที่ผ่านมาชาวบ้านที่มีที่ทำกินในเขตเหมืองเดิมได้พยายามปรับสภาพพื้นเพื่อทำการเกษตร
ระยะแรกยังเป็นการปรับพื้นที่เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
แต่หลังจากประสบปัญหาความผันผวนด้านราคา บางรายจึงเริ่มหันมาปลูกแบบผสมผสานมากขึ้น
ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการศึกษาถึงรูปแบบการทำเกษตรยั่งยืนในเขตเหมืองร้างและรวบรวมความรู้การปรับปรุงดินในเขตเหมืองร้างของเกษตรกร
รวมทั้งได้ทำแปลงสาธิตทดลองปรับสภาพพื้นที่ ปรับปรุงดิน และปลูกพืชหลายชนิด
เพื่อเป็นต้นแบบในการทำเกษตรยั่งยืนในที่เหมืองร้างต่อไป
จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรลุ่มน้ำหลังสวนมีการฟื้นฟูสภาพดินเพื่อเพิ่มหน้าดินในเขตเหมืองร้างหลายวิธี
ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยที่ทิ้งไว้ให้หญ้าขึ้น การหว่านเมล็ดหญ้าและปลูกพืชถั่วคลุมดิน
ซึ่ง 2 วิธีนี้ต้องใช้เวลานานราว 5-10 ปีจึงจะเห็นผล รวมทั้งการกลบเกลี่ยหน้าดิน
และการขนดินจากบริเวณอื่นมาเพิ่มเติม โดยขุดหลุมให้ลึกและกว้าง แล้วเอาดินจากที่อื่นมารองก้นหลุม
ปล่อยทิ้งไว้ 2-3 เดือน แล้วค่อยปลูกพืช นอกจากการเพิ่มหน้าดินแล้ว ในการปลูกพืชไม้ผลยังมีการปรับปรุงดินด้วยการผสมปุ๋ยหมักรองก้นหลุมเพิ่มเติมด้วย
เนื่องจากดินยังไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนที่ดินทั่วไป นอกจากการปรับสภาพที่ที่ดินเพื่อการปลูกพืชแล้ว
ยังมีบางรายที่ปรับสภาพ/ขุดลอกหนองน้ำซึ่งเป็นขุมเหมืองเก่ามาทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาด้วยเพื่อเพิ่มความหลากหลายในการผลิต
สำหรับพืชซึ่งทนทานกับสภาพพื้นที่และเหมาะจะปลูกในเขตเหมืองแร่เดิม ได้แก่
กล้วย มังคุด ดาหลา หมาก หน่อไม้น้ำ และมะพร้าว

หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...
|