กลับไป sathai โฮมเพจ


การจัดการน้ำกับระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



การจัดการน้ำกับระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ภูมินิเวศ ภาคใต้ตอนบน
พื้นที่ศึกษา หมู่ 1, 2, 3, 4, 5, 7, และ 8 ต.ปากทรง หมู่ 10 ต.พะโต๊ะ หมู่ 3 ต.ปังหวาน อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร และหมู่ 8 ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร
กลุ่ม/องค์กรชาวบ้านที่รับผิดชอบ เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ลุ่มน้ำหลังสวน
นักวิจัยหลัก
วัลลภ จงพงษา อาชีพ เกษตร


วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาถึงวิธีการและความรู้/ภูมิปัญญาการจัดการน้ำในอดีตของชุมชนในเขตลุ่มน้ำหลังสวน
2. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการจัดการน้ำและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
3.เพื่อค้นหาแนวทางการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับระบบนิเวศของลุ่มน้ำหลังสวนและที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

การจัดการน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาระบบนิเวศและการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน โดยอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ใกล้แหล่งต้นน้ำและผ่านการใช้ประโยชน์มาอย่างเข้มข้นจากการสนับสนุนของรัฐอย่างพื้นที่ลุ่มมน้ำหลังสวน ไม่ว่าจะเป็นการสัมปทานป่า การสัมปทานเหมืองแร่ดีบุก และการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างกาแฟและปาล์มน้ำมัน นอกจากนั้น ในปัจจุบันเริ่มเกิดปัญหาการใช้น้ำในเขตลุ่มน้ำหลังสวน อาทิ ปัญหาคุณภาพน้ำ ปัญหาความขัดแย้งของผู้ใช้น้ำในหน้าแล้ง ประกอบกับในระดับนโยบายมีความพยายามของภาครัฐที่จะผูกขาดการจัดการน้ำ ดังนั้น เกษตรกรในลุ่มน้ำหลังสวนจึงต้องการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการการจัดการน้ำของพื้นที่ เพื่อนำมาสู่การค้นหาแนวทางการน้ำที่เหมาะสมต่อไปทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

ขั้นตอนการศึกษาประกอบด้วยการสำรวจคลองหลังสวน และลำห้วย ตลอดจนแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์และที่เสื่อมสภาพลงแล้ว อนึ่ง ลุ่มน้ำหลังสวนนั้นมีสายน้ำเล็กๆ นับร้อยสายไหลลงแม่น้ำหลังสวน โดยชุมชนจะตั้งอยู่ตามริมน้ำหรือลำห้วยสาขา ดังนั้น ชุมชนจึงมีการจัดการน้ำหลากหลายรูปแบบ รูปแบบที่มีมาตั้งแต่อดีตก็คือ เหมืองฝาย ซึ่งจะต้องขุดดินอ้อมเนินเขา เพื่อให้น้ำเซาะไปตามแนวลาดชันตามไหล่เขา เหมืองฝายมีข้อดีคือประหยัดและบังคับในตัวให้ชุมชนต้องช่วยสร้างกัน “ป่า” หรือสร้างความชุ่มชื้นไว้ตลอดสองข้างทางลำเหมือง แม้จะมีข้อเสียตรงที่ต้องขุดลอกบ่อยและพังเร็วในบริเวณที่เปลี่ยนมาทำเกษตรเชิงเดี่ยวแล้ว เนื่องจากไม่มีรากไม้ยึดเกาะ นอกจากนั้น ในปัจจุบันก็พบว่ามีการจัดการในรูปแบบของประปาภูเขา ซึ่งหากดำเนินการโดยชาวบ้านด้วยกันเองก็จะใช้วิธีการขุดเว้าริมห้วย โดยไม่ปิดลำห้วยถาวร แต่หากปิดถาวรก็จะใช้วัสดุที่ไม่คงทน เช่น ไม้ไผ่ ท่อนไม้ หรือใช้ก้อนหินมาเรียงกัน โดยจะปิดกั้นชั่วคราวในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ต่างจากระบบประปาภูเขาของรัฐที่ปิดกั้นลำห้วยแบบถาวรและมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นใหม่ อย่างไรก็ดี ระบบนี้มักล้มเหลวในเวลาไม่นานและไม่ถูกใช้ประโยชน์เท่าที่ควร

นอกจากนั้นก็ยังมีการจัดการระบบน้ำในขุมเหมืองในบริเวณเหมืองแร่เก่าขนาดใหญ่ของบริษัทต่างๆ ที่เคยได้รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งชาวบ้านจะใช้เครื่องสูบน้ำหรือวิดน้ำไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งต่อท่อจากขุมเหมืองทำประปาภูเขา ตลอดมีการจัดการน้ำซับ/ตาน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในแปลงเกษตรที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

คณะวิจัยเสนอว่าระบบประปาภูเขาเป็นระบบการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่มากที่สุด ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการน้ำต่อไปก็คือ การจัดการแบบรวมกลุ่ม การจัดระเบียบการใช้น้ำ การตั้งกองทุนบำรุงรักษา การรักษาระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ด้วยการรักษาสภาพน้ำด้วยการทำเกษตรยั่งยืน ที่สำคัญควรต้องคำนึงแนวทางจัดการน้ำของรัฐใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับชุมชนและสภาพนิเวศ รวมทั้งต้องคำนึงถึงด้วยว่าหากมีการรื้อฟื้นกฎหมายว่าด้วยการสัมปทานเหมืองแร่จะส่งผลต่อการจัดการน้ำของชุมชนอย่างไรด้วย



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...