กลับไป sathai โฮมเพจ


การศึกษาทดลองการผลิตอาหารวัวที่เหมาะสมกับวัวขุน กรณีศึกษา ต.แม่ทา กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



การศึกษาทดลองการผลิตอาหารวัวที่เหมาะสมกับวัวขุน กรณีศึกษา ต.แม่ทา กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
ภูมินิเวศ เชียงใหม่-ลำพูน
พื้นที่ศึกษา ต.แม่ทา กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
กลุ่ม/องค์กรที่รับผิดชอบ สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด
นักวิจัยหลัก
พัฒน์ อภัยมูล อาชีพ เกษตรกร


วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของโคขุนเมื่อได้รับอาหารข้นเสริมที่ระดับเปอร์เซ็นต์โปรตีน 18% และ 13% ตามลำดับ โดยเปรียบเทียบกับการไม่ให้อาหารข้นเสริม
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตและหาแนวทางการผลิตอาหารข้นโดยองค์กรชาวบ้าน

ชาวชุมชนแม่ทานิยมเลี้ยงวัวเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระบบการผลิตที่ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเป็นหลัก โดยสามารถนำฝักหรือลำต้นข้าวโพดฝักอ่อนมาเป็นอาหารหยาบได้ นอกจากนั้นวัวยังช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของครัวเรือนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเกื้อกูลระบบการผลิตโดยให้ปุ๋ยคอกแก่แปลงเกษตร ทั้งนี้ ในการเลี้ยงวัวนอกจากการให้อาหารหยาบแล้ว ยังควรต้องให้อาหารข้นเสริมด้วย ซึ่งจะทำให้วัวโตเร็ว มีอัตราการให้เนื้อดีกว่าที่เลี้ยงเฉพาะข้าวโพดอย่างเดียวในระยะเวลาการเลี้ยงเท่ากัน อย่างไรก็ดี การเลี้ยงโดยอาหารหยาบผสมอาหารข้นทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรแม่ทา จำกัด จึงได้ศึกษาทดลองการผลิตอาหารข้นโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต

การทดลองประกอบด้วยวัวโครงและวัวรุ่นจำนวน 12 ตัว แบ่งให้อาหาร 3 สูตรคือ คือ 1) ข้าวโพดสับละเอียด 2) ข้าวโพดสับละเอียดผสมอาหารข้น 13% และ 3) ข้าวโพดสับละเอียดผสมอาหารข้น 18% ผลการทดลองพบว่า การเสริมอาหารข้นทั้ง 2 สูตรทำให้วัวขุนโตเร็ว น้ำหนักดี มีระยะการเลี้ยงสั้น ดังกรณีวัวรุ่นที่น้ำหนักเริ่มต้น 200 ก.ก. มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 30 ก.ก.ในเวลา 120 วันที่ทดลอง ส่วนกรณีวัวโครงที่น้ำหนักเริ่มต้น 300 ก.ก. มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 430 ก.ก. ในเวลา 52 วัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี อาหารเสริมข้นสูตร 18% มีราคาต้นทุนสูงกว่า คือ เฉลี่ย ก.ก.ละ 6.81 บาท ส่วนสูตร 13% ราคาต้นทุนเฉลี่ย ก.ก.ละ 5.77 บาท เนื่องจากใช้วัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพต่างกัน ดังนั้น การเลี้ยงด้วยสูตร 18% จึงเหมาะกับคนที่มีเวลาดูแลวัวน้อยและมีอาหารหยาบคุณภาพต่ำ ส่วนสูตร 13% ต้องให้วัวกินอาหารหยาบอย่างเต็มที่และควรเป็นอาหารหยาบสด ส่วนผลกำไรที่ประมาณการจากน้ำหนักและราคาวัว ณ เดือน มกราคม 2545 พบว่า วัวโครงที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมข้นสูตร 13% มีกำไรสูงสุดที่ 5,370 บาท/รุ่น/2 ตัว และกำไรต่ำสุดที่ 1,742 บาท/รุ่น/2 ตัว วัวรุ่นมีกำไรสูงสุดที่ 1,698บาท/รุ่น/2 ตัว และกำไรต่ำสุดที่ 1,437 บาท/รุ่น/ 2 ตัว ส่วนวัวโครงที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมข้นสูตร 18% มีกำไรสูงสุดที่ 4,567บาท/รุ่น/2ตัว และกำไรต่ำสุดที่ 1,116 บาท/รุ่น/2 ตัว วัวรุ่นมีกำไรสูงสุดที่ 3,465 บาท/รุ่น/2 ตัว และกำไรต่ำสุดที่ 990 บาท/รุ่น/2 ตัว ส่วนวัวโครงที่ไม่ได้กินอาหารข้นมีกำไรสูงสุดอยู่ที่ 1,906 บาท/รุ่น/2 ตัว กำไรต่ำสุดที่ 140 บาท/รุ่น/ตัว ส่วนวัวรุ่นไม่มีผลกำไรจากการเลี้ยงเพราะใช้เวลาเลี้ยงนาน โตช้า ต้นทุนการเลี้ยงสูง



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...