กลับไป sathai โฮมเพจ

เศรษฐกิจระดับชุมชน : ทางเลือกแห่งการพึ่งตนเอง

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

เรียบเรียงจากเวทีสัมมนาย่อยเรื่อง “ทางเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน”
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2549 เวลา 10.00 - 12.20 น.
ณ ห้องประชุม 3004 ตึก SC มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ในงานสมัชชาสังคมไทย 2549 “โลกใหม่ที่เท่าเทียม ประชาชนสร้างได้”


จากการที่ปัจจุบันมีการพูดถึงวิถีการพัฒนาสังคมโดยรวมภายนอกกระแสหลักมาอย่างต่อเนื่อง หากแต่พบว่าตัวเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจและแนวทางการจัดการเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมยังไม่ได้รับการแลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจมากนักในประเทศไทย ยังมีช่องว่างอยู่มากกับความปรารถนาที่อยากจะเห็นเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและยั่งยืนกับข้อเสนอจริงในกระแสโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน เวทีนี้มีความมุ่งหวังจะร่วมสร้างกระบวนการเพื่อตอบคำถามดังกล่าว

เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่เน้นเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจทางเลือก” เป็นหลัก โดยประกอบไปด้วยเวทีย่อย 3 ช่วง คือ 1. แนวคิดระบบเศรษฐกิจทางเลือก 2. ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจในกระแสโลกาภิวัตน์ และ 3. ทางเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน ซึ่งในส่วนของเวทีย่อยเรื่อง “ทางเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน” เป็นเวทีที่มุ่งนำเสนอทางเลือกทางออกของชุมชน เพื่อร่วมรับรู้และแลกเปลี่ยนในรูปธรรมของทางเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน โดยรับฟังประสบการณ์จริงจากผู้ปฏิบัติในภาคส่วนต่างๆ และวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของการขยายทางเลือกดังกล่าวในวงกว้างต่อไป พร้อมทั้งวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงทางเลือกการพัฒนาในระดับชุมชน ระดับชาติและระดับสากล ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร

และต่อไปนี้คือเรื่องราวจากเวทีสัมมนาดังกล่าว....



จากบทเรียนในอดีต สู่วิถีแห่งศักดิ์ศรีชาวนา
(กรณีศึกษาชุมชนทัพไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์)

คุณกัญญา อ่อนศรี ตัวแทนของชุมชนทัพไทย กล่าวว่าสิ่งที่มาบอกเล่าล้วนถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา เพราะการพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรเปลี่ยนรูปแบบการผลิตเป็นการปลูกข้าวที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีอย่างมาก ในขณะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงแต่ผลผลิตทางการเกษตรกลับมีราคาถูก ที่สำคัญเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าของตัวเองได้เลย ทำให้ทำนาทุกปีมีแต่จะทำให้เกิดหนี้สินพอกพูน จนเมื่อปี 2542 ชุมชนจึงได้มานั่งทบทวนและประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก จนได้ข้อสรุปว่าต้องกลับมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ แต่เมื่อดำเนินการไปสักพักก็พบว่าการปลูกข้าวอินทรีย์เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินที่สร้างสมมาได้ จึงได้มีแนวคิดในการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ผักต่างๆ เพิ่มขึ้น ก็พบว่าสามารถเพิ่มรายได้ได้จริง โดยแต่ละครอบครัวมีรายได้เพิ่มจากการทำพืชหลังนาประมาณ 20,000 บาท ทำให้เริ่มเห็นว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว

ต่อมาเมื่อชุมชนปรับมาทำการผลิตข้าวและผักแบบอินทรีย์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็เริ่มรวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์เพื่อดูแลการซื้อขายผลผลิตและการจัดการด้านการตลาด โดยมีแนวคิดในการทำตลาดสีเขียวภายในเขตเทศบาล แต่ในช่วงแรกก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ คือ การไม่ได้รับการยอมรับจากเทศบาลและคนเมือง เนื่องจากชุมชนต้องไปใช้ที่ของสาธารณะ แต่ชุมชนได้พยายามทำความเข้าใจจนกระทั่งคนเมืองเริ่มให้การยอมรับมากขึ้น จึงสามารถจัดตั้งตลาดสีเขียวในเขตเทศบาลได้ จุดนี้นับเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ประมาณกันว่าแต่ละสัปดาห์เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายสินค้าในตลาดสีเขียวแห่งนี้ประมาณ 700 ถึง 1,000 บาท ทำให้พอมองเห็นภาพความยั่งยืนได้ชัดเจนมากขึ้น

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ชุมชนพยายามสร้างความเข้าใจกับคนในเมือง จนทุกวันนี้พูดได้ว่าได้ใจคนกลุ่มนี้มามากแล้ว แต่ชุมชนก็ยังคงขยายการทำงานออกไปในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง การศึกษานโยบายของภาครัฐที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีการทำเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเท่าทันความเป็นไปของสังคมมากกว่าการเน้นแต่ทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว รวมถึงการสร้างศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนที่เน้นให้เด็กรุ่นใหม่เกิดความเข้าใจในการทำเกษตรอินทรีย์ มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร และสามารถสร้างศักดิ์ศรีของชาวนาให้กลับคืนมาได้ โดยการให้เด็กๆ เข้ามาฝึกปฏิบัติด้วยตัวเองทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่การปลูกผักไปจนถึงการขาย เด็กจะค่อยๆ มีเข้าใจมากขึ้น ซึ่งผลที่ตอบรับมาคือผู้ปกครองต่างพอใจและเรียกร้องให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ทุกอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้จะได้ผลดีนั้นความร่วมมือจากองค์การที่เกี่ยวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนสามารถสร้างความร่วมมือกับ อบต. ได้เป็นอย่างดี แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ก็ต้องทำความเข้าใจกันอย่างหนัก เนื่องจากวัฒนธรรมของเขมรไทยนั้นจะยอมรับผู้นำที่เป็นชายมากกว่า จนเมื่อตนเองสามารถเข้าไปเป็น อบต. ได้ ทำให้ผู้ชายเริ่มยอมรับบทบาทของผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะงานด้านอาชีพและเกษตรอินทรีย์ การยอมรับเหล่านี้ถือว่าเป็นความสำเร็จประการหนึ่ง อีกทั้งทางจังหวัดก็ให้การยอมรับมีการมาเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ

กล่าวได้ว่า จากความพยายามที่ผ่านมานับว่าชุมชมประสบความสำเร็จในหลายประการ ตั้งแต่ทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาสินค้าของตัวเองได้ เนื่องจากเราทำการผลิตและขายตรงกับผู้บริโภค เป็นการทำตลาดที่เป็นธรรมทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้กระบวนการค้า กลไกตลาด เรียนรู้การพึ่งตนเอง ก่อให้เกิดการร่วมมือกันเป็นองค์กรและเครือข่ายทั้งในระดับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มองค์กรต่างๆ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคง ลดต้นทุนการผลิต และได้สินค้าที่มีคุณภาพดี อีกทั้งช่วยสร้างความอบอุ่นในครอบครัวให้กลับคืนมา ลูกหลานไม่ออกไปขายแรงงานที่อื่น และที่สำคัญในวันนี้ศักดิ์ศรีของชาวนาให้กลับคืนมา รวมทั้งสามารถสร้างค่านิยมเหล่านี้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้

สิ่งที่สำคัญคือ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกิดจากสมาชิกทุกคน ที่ช่วยกันด้วยขับเคลื่อนองค์กรและช่วยกันทำงานร่วมกัน ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลสำเร็จของทั้งเครือข่ายไม่ใช่ของคนหนึ่งคนใดเพียงลำพัง

คุณกัญญา อ่อนศรี ได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายของการสัมมนาว่า
“จากที่มาวันนี้แล้วได้เห็นกลุ่มผู้บริโภคที่เข้าใจเรา ก็รู้สึกดีใจมากและใฝ่ฝันอยากให้มีผู้บริโภคแบบนี้มากๆ ในสังคมไทย การต่อสู้ของเราที่ยาวนาน วันนี้ได้ผลสำเร็จคือ เราต่อรองราคาเองได้ มีการรู้ต้นทุนการผลิต รู้จักผู้บริโภค สามารถสร้างเครือข่ายและสร้างความเข้าใจ ที่สำคัญอีกประการคือ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้หญิงในการพัฒนา รวมทั้งได้ดำเนินการให้ชาวบ้านเข้าใจถึงนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร มีการประสานกับ อบต. ร่วมกันทำงานกับชุมชนชน และการสานต่อเรื่องเยาวชน เพื่อให้เกิดการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเกษตรกรสืบไป...”


พลังงานทางเลือก : พลังงานจากชุมชนและเพื่อชุมชน
(กรณีศึกษาของสหกรณ์ไฟฟ้า โครงการหลวงแม่กำปอง จำกัด)

คุณพรหมมินทร์ พวงมาลา คณะกรรมการสหกรณ์ไฟฟ้า โครงการหลวงแม่กำปอง จำกัด ได้มาพูดถึงพลังงานทางเลือกที่ชุมชนสามารถทำเองได้ โดยบอกเล่าที่มาว่าในอดีตนั้นชุมชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้งาน ประกอบกับการที่อาชีพหลักของชาวชุมชน คือการทำสวนเมี่ยง สวนกาแฟ และไม้ผลเมืองหนาว ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในการผลิต ทำให้ชุมชมมีความต้องการไฟฟ้าเป็นอย่างมาก จนเมื่อปี 2524 ในหลวงท่านเสด็จมาและรับทราบความเดือดร้อนของชาวชุมชน จึงมีดำริให้ลองหาพลังงานจากทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ ชุมชนจึงตั้งคณะทำงานและศึกษาข้อมูลก็พบว่าบ้านแม่กำปองมีสภาพเป็นหมู่บ้านท่ามกลางป่าเขา มีแหล่งน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ จึงได้คิดทำโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำขึ้น โดยเริ่มก่อสร้างปี 2525 แล้วเสร็จปี 2526 ต่อมาในปี 2529 จึงปรับเปลี่ยนการบริหารงานให้อยู่ในรูปของสหกรณ์ ชื่อว่า “สหกรณ์ไฟฟ้าพลังน้ำบ้านแม่กำปอง” และในปี 2537 ได้สร้างโครงการที่ 3 เพิ่มเติม กำลังการผลิต 40 กิโลวัตต์ ให้บริการไฟฟ้าทั้งภายในชุมชนและชุมชนข้างเคียง โดยรัฐสนับสนุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่ชาวบ้านเป็นคนออกวัสดุและแรงงานในการก่อสร้าง เมื่อถึงปี 2545 มีการขยายเขตไฟฟ้า ทำให้ชุมชนข้างเคียงเลิกใช้ไฟฟ้าจากชุมชน จึงมีไฟฟ้าเหลือสามารถขายกลับคืนให้กับรัฐได้

แม้ทุกวันนี้ชุมชนจะเจอกับปัญหาข้อกฎหมายบางประการเกี่ยวกับการผลิตและขายไฟฟ้าของภาคประชาชน แต่ถือว่าการดำเนินงานพลังงานไฟฟ้าชุมชนมีความสำเร็จในหลายระดับ ตั้งแต่ชุมชนสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าทางเลือกที่สะอาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้สามารถมีไฟฟ้าใช้ในราคาหน่วยละ 2 บาท ชุมชนสามารถด้านการบรรเทาปัญหาอุทกภัย จากฝายกั้นน้ำที่สร้างขึ้น ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นองค์กรของชุมชน ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกันเอง เช่น ร้านค้าสหกรณ์ไฟฟ้าแม่กำปอง เป็นการจัดการโดยชุมชนและผลประโยชน์ตกแก่ชุมชนด้วยกันเอง เกิดการส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน เช่น การผลิตกาแฟ การแปรรูปชา การผลิตหมอนสมุนไพรใบชา เป็นต้น รวมทั้งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และชาวชุมชนเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ให้คงอยู่ เพื่อรักษาต้นน้ำมาผลิตไฟฟ้าได้อย่างยาวนาน

คุณพรหมมินทร์ พวงมาลา ได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายของการสัมมนาว่า
“อยากบอกว่าทุกอย่างความสำเร็จเกิดจากปัญหา ไม่มีปัญหาปัญญาก็ไม่เกิด เราควรขอบคุณปัญหาที่ทำให้เรามีวันนี้ ส่วนเรื่องพลังงานทางเลือกก็อยากให้เราช่วยกัน ทุกวันนี้ชุมชนมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือความร่วมมือของชาวบ้านและวิสัยทัศน์ของผู้นำ ทั้งนี้พลังงานทางเลือกมีได้หลายทางขึ้นกับว่าชุมชนนั้นมีทรัพยากรอะไรอยู่”


การกลับคืนมาของศักดิ์ศรีคนงาน
(กรณีศึกษาของโรงงานสมานฉันท์)

คุณมานพ แก้วนภา ตัวแทนจากโรงงานสมานฉันท์เล่าว่ากลุ่มสมานฉันท์มีความเป็นมาจากการรวมตัวของคนงานบริษัทเบด แอนด์ บาธ ที่ถูกนายจ้างลอยแพด้วยการปิดโรงงาน โดยไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชย ซึ่งคนงานได้รวมตัวกันชุมชุนประท้วงที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธิที่พึงได้ แต่กว่า 3 เดือนที่เรียกร้อง บทสรุปคือรัฐมนตรีอนุมัติเงินมาจำนวนหนึ่งเพื่อยุติการต่อสู้ ทำให้คนงานกลุ่มหนึ่งมาปรึกษากันและรวมกันเปิดเป็นโรงงานสมานฉันท์ เมื่อปี 2546 โดยต้องการให้เป็นโรงงานของคนงาน โดยคนงาน และเพื่อคนงาน อย่างแท้จริง

“ในขณะที่ผู้บริโภคใช้เสื้อผ้ามียี่ห้อดี ราคาแพง หรือ ชอบใช้เสื้อผ้าราคาถูก ผู้บริโภคได้รับรู้หรือไม่ว่าเสื้อผ้าเหล่านี้มาจากไหน มาจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของใครบ้าง จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราต้องหันมาสนับสนุนสินค้าที่ไม่ได้เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบ”

จากบทเรียนของกรรมการที่ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบ กดขี่ข่มเหง บังคับให้กินยาบ้าเพื่อให้ทำงาน บังคับให้ทำโอที โดยได้รับค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม กลุ่มสมานฉันท์จึงตั้งโรงงานและสร้างแบรนด์เนมของตนขึ้นเอง ใช้ชื่อว่า “Dignity Returns” โดยมีเป้าหมายเพื่อศักดิ์ศรีของคนงาน สร้างค่าจ้างและสวัสดิการเพื่อคนงานและครอบครัว สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และมีการตอบแทนสังคมได้ ทุกวันนี้นับได้ว่าโรงงานสมานฉันท์ถือเป็นโรงงานแห่งแรกในประเทศไทยที่เป็นของคนงาน โดยคนงาน เพื่อคนงานอย่างแท้จริง หลุดจากวงจรรับเหมาช่วง ซึ่งเป็นวงจรทาส สามารถมีแบรนด์ของตัวเอง โดยเป็นที่แรกในโลกที่โรงงานของคนงานก้าวมาไกลที่สุดถึงขั้นพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง สินค้าที่ผลิตมีคุณภาพระดับสินค้าส่งออกเกรดเอ และที่สำคัญโรงงานผลิตสินค้าในราคาที่ยุติธรรมต่อผู้บริโภคและคนงานอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

นอกจากนี้ยังเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐานสากลในหลายประการ ตั้งแต่การไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยก เพศ ศาสนา เชื้อชาติสีผิว เป็นต้น มีการตัดสินใจร่วมกัน บริหารร่วมกัน ค่าแรงและการปฏิบัติเท่าเทียมกันทุกคน โดยได้ค่าจ้างเพื่อการครองชีพประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน โรงงานมีมาตรฐานสุขภาพความปลอดภัย มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนตัว และเปิดโอกาสให้คนงานได้เรียนรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ การเรียนดีไซน์ทำแบบ การตลาด เป็นต้น

การดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมดของกลุ่มสมานฉันท์อยู่บนฐานความคิดของความร่วมมือร่วมใจ มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเหมาะสมตามความถนัด มีการปรึกษาหารือกันเป็นประจำทุกสัปดาห์และทุกเดือน ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นและตักเตือนกันได้ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ทุกคนได้รับเงินเดือนเท่ากันไม่ว่าจะอยู่แผนกไหนหรือทำอะไร นอกเหนือจากการดำเนินงานเพื่อให้หลุดพ้นจากสภาพโรงงานแบบเดิมๆ การดำเนินงานทั้งหมดยังคาดหวังให้เป็นแบบอย่างแก่คนงานในภาคส่วนอื่นๆ ที่กำลังตกอยู่ในสภาพที่ถูกกดขี่ เพราะคนงานนับเป็นแรงงานที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร ดังนั้นกลุ่มสมาฉันท์จึงแสดงตนเป็นตัวอย่างให้คนงานร่วมกันต่อสู้เพื่อกำหนดชีวิตตนเองได้

คุณมานพ แก้วนภา ได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายของการสัมมนาว่า
“วันนี้ก็รู้สึกยินดีและอยากให้กำลังใจแก่พ่อแม่พี่น้องจากต่างจังหวัด อยากบอกว่าเราไม่ได้บ้า แต่เราต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เราสู้เพื่อสังคม ทุกคนควรต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ดังนั้นสิ่งที่เราทำ เราต่อสู้ ก็เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานรุ่นหลังได้ก้าวตาม จนนำไปสู่สังคมที่ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ทุกวันนี้มองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมายังเป็นจุดเริ่มต้น เริ่มต้นเพื่อพัฒนาไปสู่ตลาดได้อย่างแท้จริง ทำให้ผู้บริโภคยอมรับและเข้าใจคนงาน เป็นตลาดทางเลือกอย่างแท้จริง...”


ผักใจประสานใจ : มากกว่าการซื้อขาย
(กรณีศึกษาของกลุ่มผู้บริโภคสนับสนุนเกษตรกร)

คุณนฤมล จิรวราพันธ์ จากกลุ่มผู้บริโภคสนับสนุนเกษตรกร ได้กล่าวว่าตนเองมาพูดในฐานะของผู้บริโภคคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่บ้านธรรมดา เป็นคนในเมืองที่รักครอบครัว อยากหาสินค้าอินทรีย์ก็ต้องไปห้าง แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเป็นอินทรีย์จริงหรือไม่ แถมมีราคาแพงด้วย จนกระทั่งได้พบกับ คุณระวิวรรณ ซึ่งได้ไปส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับชาวกะเหรี่ยง ที่สุพรรณบุรี แต่มีปัญหาการขายสินค้าในเมืองเนื่องจากผู้บริโภคทั่วไปไม่นิยม ทำให้เกิดเป็นโครงการที่ชื่อว่า “โครงการผักใจประสานใจ”

โครงการผักใจประสานใจเป็นมากกว่าการชื้อขาย เพราะเน้นความสัมพันธ์กัน รู้จักกัน คนปลูกรู้ว่าปลูกให้ใครกิน คนกินก็รู้ว่าใครปลูก มีการเยี่ยมเยือนกันปีละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการรับความเสี่ยงร่วมกัน โดยผู้บริโภคจะโอนเงินให้ก่อนครึ่งปีเพื่อให้เกษตรกรนำไปเป็นทุนการผลิต ถ้าปีใดผลผลิตดีผู้บริโภคก็จะได้ผักมาก แต่ถ้าเจอปัญหาการผลผลิตก็ได้น้อยตามไป ทั้งนี้การรับผักจะเกิดขึ้นทุกวันจันทร์ มีการส่งผักตามจุดนัดหมายต่างๆ ในส่วนผู้บริโภคก็ให้ความร่วมมือเดินทางมารับผักยังจุดนัด บางคนขับรถมาไกลกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อมารับผัก

ดังนั้นโครงการนี้เป็นมากกว่าเพียงเพื่อสุขภาพ เนื่องจากผู้บริโภคได้ผักที่ปลอดภัยแก่ตนเองและครอบครัว ถือเป็นการลงทุนระยะยาวให้กับสุขภาพ ได้เป็นส่วนหนึ่งของพลังบุกเบิกเพื่อสังคมใหม่ที่พึ่งพาตนเอง รวมทั้งมีเพื่อนร่วมทางมากมาย เช่น ไข่อินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น ผู้บริโภคเองต้องปรับเปลี่ยนมุมมองเรื่องผัก หันมากินผักตามฤดูกาล และสามารถดัดแปลงเมนูตามผักที่มีได้ ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสำคัญในการขยายสมาชิกในปัจจุบัน

สิ่งที่ดำเนินโครงการมามีความมุ่งหวังให้ก้าวไปถึงการรักษาพลังงานและสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ทรัพยากรภายใน ส่งเสริมวิถีชีวิต เกิดความเกื้อกูลกัน หนุนช่วยเกษตรอินทรีย์ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบท ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมใหม่ประชาชนสร้างได้ โดยเริ่มต้นจากที่ตัวเรา

คุณนฤมล จิรวราพันธ์ ได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายของการสัมมนาว่า
“ทุกวันนี้ก็มีสมาชิกมาเข้าร่วมมากขึ้น แต่ก็ต้องดูกำลังผลิตของเกษตรกรด้วย...มาวันนี้ที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นแกะดำก็มีความหวังมากขึ้น คิดว่าสังคมมีทางออก อย่าท้อแท้ ต้องมีเครือข่ายเป็นกัลยามิตรกัน เรื่องสังคมเป็นของเรา ทุกอย่างรอบตัวควรเป็นไปด้วยความเกื้อกูลกัน เรามาระดมสมองกันหาทางแก้ไขให้กำลังใจกัน”


เราจะเป็นกำลังใจให้กันและกัน...
(เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมเวทีเสวนา)

คุณกรรณิการ์ กิจจะเวชกุล
“เวทีวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปธรรมการมีส่วนร่วม แต่ทั้งนี้บางกรณี โดยเฉพาะไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้าจะทำได้เพียงใด ที่จะได้ไฟฟ้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและทำโดยชุมชนเอง ซึ่งก็ต้องขึ้นกับภาครัฐว่าเปิดให้แค่ไหน เช่น กรณีการใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคในเมือง เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้บริโภคจะระบุว่าต้องการไฟฟ้าที่ผลิตจากชุมชนแม่กำปอง และยินดีจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงกว่าปกติ เป็นต้น...อย่างไรก็ตามที่ได้ฟังแสดงให้เห็นว่าสังคมยังมีทางเลือกและทางออก ในขณะเดียวกันชุมชนก็ต้องจับจ้องนโยบายของรัฐด้วยว่าจะส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างไร”

คุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ
“การพูดถึงตลาดทางเลือกนี้นับเป็นการท้าทายต่อการตลาดแบบจีดีพีโดยเฉพาะ มองว่าประเทศไทยควรสร้างอำนาจการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศก่อนเป็นสิ่งสำคัญ และการส่งออกก็ทำให้เกิดความสูญเสียพลังงานอย่างมากมาย ดังนั้นการตลาดควรต้องมองทั้งมิติผู้บริโภค คุณภาพสินค้า และสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลกด้วย...การได้รับรู้เรื่องของโรงงานสมานฉันท์ ทำให้เห็นว่าแม้แต่แรงงานที่ถูกปิดกั้นมากที่สุดก็ยังสามารถมีทางเลือกได้ จึงอยากให้กำลังใจ เราเริ่มต้นจากหน่วยเล็กๆ ก่อนสุดท้ายก็จะเห็นผล”

คุณทัศนีย์ วีระกันต์
“คงมีประเด็นให้ขบคิดกันต่อว่าขณะที่เรากินข้าวบนน้ำตาของชาวนา วันนี้เราได้รู้แล้วว่าเราใส่เสื้อบนน้ำตาของแรงงานเช่นกัน แล้วส่วนต่างของผลประโยชน์ไปตกอยู่กับใคร รวมทั้งเศรษฐกิจที่เป็นธรรมแบบนี้จะขยายตัวจนกลายเป็นทางหลักได้อย่างไร และอีกประการหนึ่งเรื่องไฟฟ้าจะเป็นของชุมชนได้จริงหรือไม่ การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างชุมชนทำได้อย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดเครือข่ายความร่วมมือในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรขายข้าวให้คนงาน หรือ คนงานผลิตเสื้อผ้าให้ชาวนา เป็นต้น”

ผู้แลกเปลี่ยนจาก อำเภองาว จังหวัดลำปาง
“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวภาพในการทำนา แต่ก็หมดกำลังใจไปเยอะ เพราะผู้นำในท้องถิ่นเป็นผู้ส่งเสริมเอง เกิดความขัดแย้งกับผู้นำ รวมถึงครอบครัวก็ต่อต้าน เพราะคิดว่าปุ๋ยเคมีดีกว่า ให้ผลเร็วกว่าปุ๋ยชีวภาพ แต่พอได้มาเวทีวันนี้ก็พอที่จะได้กำลังใจกลับคืนมามากขึ้น...ถึงวันนี้ชาวบ้านบางส่วนก็เริ่มหันมามองกันบ้าง ดังนั้นยังไงก็ยังไม่ท้อและดีใจมากที่มาเห็นผู้บริโภคที่เข้าใจเกษตรกร อยากให้มีผู้บริโภคอย่างนี้เยอะๆ”

คุณสุธาทิพย์ ผู้ผลิตไข่อินทรีย์
“แต่ก่อนทำการผลิตไข่แบบฟาร์มขนาดใหญ่ แต่เมื่อเกิดไข้หวัดนกระบาดก็เริ่มต้นคิดใหม่ ถอยออกมาผลิตแบบที่คิดถึงคุณภาพชีวิตของทั้งเราและแรงงาน รวมทั้งของไก่ด้วย จึงลดการเลี้ยงไก่ลงเน้นคุณภาพมากขึ้น เลี้ยงแบบปล่อยฝูง เป็นการไม่ทรมานไก่ จากนั้นก็เลือกอาหารที่เป็นอินทรีย์มากขึ้น เช่น ข้าวโพดก็จะซื้อจากเกษตรกรที่นำมูลไก่เขาเราไปใช้แทนปุ๋ยเคมี เหมือนเป็นการแลกขี้ไก่กับข้าวโพด และหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพแทนยา ไก่ก็มีความแข็งแรงไม่ต้องฉีดวัคซีน...ทั้งนี้ ที่ฟาร์มยืนยันที่จะไม่ใช้ยาหวัดนกเพราะกลัวผลร้ายที่จะตามมา สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรที่จะให้เรื่องราวเหล่านี้เผยแพร่ไปยังคนที่รู้คุณค่า ดีใจที่ได้มาร่วมในเวทีนี้”

ผู้แลกเปลี่ยนจากกรุงเทพ
“อยากได้ข้อมูลการกระจายสินค้าเหล่านี้ ถ้าคนเมืองคนอื่นๆ อยากมีส่วนร่วมจะทำได้อย่างไร”

ทั้งนี้ คุณวีระ นิจไตรรัตน์ ผู้ดำเนินรายการสัมมนาได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายว่า
“วันนี้เราก็ได้เห็นภาพของเศรษฐกิจทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้า เรื่องการเกษตร เรื่องการบริโภค หรือเรื่องแรงงาน ซึ่งทุกสิ่งล้วนมาพร้อมกับปัญหา แต่ถ้าเราได้มารวมกลุ่มกัน ช่วยกันแก้ปัญหา มีการจัดการความรู้ ก็จะลุล่วงไปได้...สำหรับผมแล้วความหมายของทางเลือกก็น่าจะหมายถึง การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและร่วมกันหาทางออกด้วยกัน”

------------------------------------------------------------

หมายเหตุ หากท่านใดสนใจข้อมูลเกี่ยวกับเวทีสมัชชาสังคมไทยสามารถเข้าไปติดตามได้ที่ http://www.prachatai.com/wsf/