กลับไป sathai โฮมเพจ

บทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทากับการจัดการสารเคมีการเกษตรและการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนของชุมชน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง


ในเวทีการเมืองระดับท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หากมีคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องพิษภัยสารเคมีการเกษตรเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงก็จะเป็นแนวทางหนึ่งในการผลักดันหรือออกข้อบังคับการใช้สารเคมีการเกษตรในระดับชุมชนได้ ดังนั้นคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาจึงมีสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัดเข้าไปเป็นคณะทำงานอยู่หลายท่าน

รู้จักตำบลแม่ทา
ตำบลแม่ทา กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน มีเนื้อที่ประมาณ 67,500 ไร่ พื้นที่ร้อยละ 80 เป็นหุบที่ล้อมด้วยเทือกเขาผีปันน้ำอันเป็นต้นกำเนิดห้วยเล็กๆหลายสายที่ไหลรวมเป็นลำน้ำแม่ทาหล่อเลี้ยงคนในชุมชน ประชากรประมาณ 4,900 คน ส่วนใหญ่ทำเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพด ปลูกผัก สวนลำไย มะม่วง เลี้ยงวัว โดยใช้พื้นที่บริเวณหุบเขา คนแม่ทามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย พึ่งพิงและพึ่งพาอาศัยกันด้วยความเป็นเครือญาติ

การเกษตรของแม่ทา
สถานการณ์ช่วง 2510-2524 ใช้สารเคมีรุนแรง

ชุมชนแม่ทาเริ่มทำเกษตรแผนใหม่อย่างเข้มข้นในช่วงปี 2510 โดยมีบริษัทอินทนนท์สนับสนุนปัจจัยการผลิตทั้งพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน บริษัทเอายาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียมาให้ปลูกแทนพันธุ์พื้นเมือง หลังเก็บใบยาสูบส่งให้เตาบ่มแล้วบริษัทจะหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย แล้วถึงจ่ายเงินที่เหลือให้ชาวบ้าน ต่อมาบริษัทจ่ายเงินล่าช้า มีระบบคัดเกรดใบยาสูบมากขึ้น ชาวบ้านจึงปลูกยาสูบส่งให้บริษัทน้อยลงและหันไปปลูก ขิง กระเจี๊ยบ มันฝรั่ง อ้อย ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาวแทน พอปี 2513 มีถั่วลิสงพันธุ์ไทนานเข้ามาปรากฏว่าได้ผลผลิตดี ชาวบ้านหันมาปลูกถั่วลิสงมากขึ้น ปี 2518 บริษัท ไทยแอมยาสูบ จำกัด ได้เอายาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียมาส่งเสริมอีกครั้งและใช้ทุนที่สูงกว่าเดิมเพื่อเพิ่มผลผลิต เป็นช่วงเดียวกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เข้ามาสนับสนุนเงินกู้ ชาวบ้านจึงหันมาปลูกยาสูบและใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชปริมาณมาก ปี 2524 เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลได้นำข้าวพันธุ์ กข. 6 มาส่งเสริมทดแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้านและต้องใช้ปุ๋ยเคมี มีบริษัทธุรกิจเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเพื่อบรรจุกระป๋อง จนกระทั่งข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชหลักของชุมชน

ปี 2535 เริ่มลด ละ และเลิกการใช้สารเคมีการเกษตร
ในปี 2535 ชุมชนแม่ทาได้รวมตัวกันเพื่อลด ละ เลิกการใช้สารเคมีการเกษตร หลังพบว่าการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตสูง ดินเสื่อมโทรม สุขภาพทรุด จนปัจจุบันแม่ทากลายเป็นชุมชนแบบอย่าง เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเองเป็นหลัก และชุมชนเชื่อว่า ”เกษตรกรรมยั่งยืน” เป็นการทำเกษตรที่อยู่บนศีลธรรม เป็นมิตรกับธรรมชาติ เป็นวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนแต่ดั้งเดิมมา ทำให้พึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรต่างๆ รอบๆ ตัวมาเป็นต้นทุนการผลิตโดยที่ไม่ต้องใช้หรือใช้เงินลงทุนน้อยลง จึงทำให้มีรายจ่ายลดลง ครอบครัวเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร สิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาดูแล

ดังนั้นวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนที่เป็นระบบปฏิเสธการใช้สารเคมีการเกษตรนั้นไม่ใช่แค่เทคนิคการทำมาหากินเท่านั้น แต่กลายเป็นองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศาสนา และการเมืองท้องถิ่นให้เข้ามาอยู่ด้วยกัน

การเมืองท้องถิ่นกับการรณรงค์พิษภัยสารเคมีการเกษตร
“หากต้องการให้อบต.มีบทบาทสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และมีข้อบังคับใช้สารเคมีการเกษตรในชุมชนนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้ผู้นำและองค์กรชาวบ้านมีส่วนร่วมและบทบาทในการดำเนินงานของอบต. ส่วนเจ้าหน้าที่อบต.ต้องเข้าใจและเห็นด้วยกับหลักการแนวคิดระบบเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีการเกษตรทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ” นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกอบต.แม่ทากล่าว

การบริหารงานที่เน้นให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทและร่วมมือนั้น ส่งผลให้เกิดการวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนโดยเฉพาะการทำเกษตรที่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ และอื่นๆ อันนำมาสู่แนวทางและนโยบายของ อบต. ต่อการสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการรณรงค์พิษภัยสารเคมีการเกษตร

การมีส่วนร่วมต้องเกิดทั้งในและนอก อบต.
“เราสลายกรอบนิติบัญญัติ เราไม่มีฝ่ายค้าน แต่เราร่วมกันคิดกันในสภาตำบล ช่วงแรกมีปัญหาบ้าง เจ้าหน้าที่บางคนขอย้าย แต่เราต้องปรับตัวเอาทุกส่วนมาคุยกันเพื่อหาทางออก เจอกันครึ่งทาง มีการปรับการทำงานให้เจ้าหน้าที่ทำงานหลัก 60 % อีก 40 % ทำงานร่วมกับชุมชน ให้ลงพื้นที่เพื่อปรับทัศนคติและเกิดการเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงของคนในชุมชน นอกจากนี้ในส่วนสำนักงาน อบต.บริการถ่ายเอกสารฟรี พิมพ์ซองผ้าป่าฟรี อีกด้วย”

ในส่วนขององค์กรชาวบ้านก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของ อบต. เช่น ร่วมออกข้อบัญญัติการจัดการป่าชุมชน การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และอื่นๆ

ด้วยวิธีการดังกล่าวค่อยๆทำให้เจ้าหน้าที่ของอบต.ได้ศึกษาและเข้าถึงปัญหาของชุมชนมากขึ้น ชุมชนเองก็มีบทบาทและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของ อบต.

ส่วนประเด็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการสารเคมีการเกษตร อบต.แม่ทาได้ร่วมกับชุมชนและสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด วางเป้าหมายให้ตำบลมีข้อบังคับว่าด้วยอาหารปลอดภัย ร้อยละ 50 ซึ่งนั้นหมายความว่าการทำเกษตรต้องปฏิเสธการใช้สารเคมี ซึ่งอบต.ต้องสนับสนุนให้เกิดรูปธรรมแปลงเกษตรที่ปลอดสารเคมี และมีข้อบังคับหรือข้อบัญญัติในการจัดการสารเคมีการเกษตรภายในชุมชน

แต่เมื่อพิจารณากระบวนการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าวนั้น ต้องเกิดความร่วมมือจากชุมชน ซึ่งทาง อบต.แม่ทาได้ประสานให้สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัดเป็นฝ่ายปฏิบัติการสร้างรูปธรรมแปลง เนื่องจากสหกรณ์ฯ มีความพร้อมทางด้านความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคมากกว่า ส่วนอบต.แม่ทาจะเป็นกลไกในการสนับสนุนงบประมาณ และออกข้อบังคับหรือข้อบัญญัติการจัดการสารเคมีการเกษตร สหกรณ์ฯ จะจัดทำโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีกิจกรรมและงบประมาณให้กับอบต.เพื่อพิจารณาอนุมัติ แล้วสหกรณ์ฯ จึงดำเนินการตามแผน นอกจากนั้นอบต.ได้ร่วมกับสหกรณ์ฯ ในการรณรงค์ เผยแพร่ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับองค์กรชุมชนในประเด็นทางนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี พืชดัดแปลงพันธุกรรม และอื่นๆ

“หลายๆ เรื่องที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ถือว่าดีขึ้น แม้กระทั่งในเรื่องการจัดทำงบประมาณ ก็มีคณะกรรมการระดับตำบล ทั้งตัวแทนองค์กรชาวบ้าน สภาอบต. ตั้งงบประมาณร่วมกัน ซึ่งก็เห็นได้ว่าองค์การชาวบ้านเริ่มมีการตื่นตัวในการทำงานมากขึ้น” นายก อบต.แม่ทา กล่าว

การจัดการสารเคมีทางเกษตรและการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เกือบสามปีที่ผ่านบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาในการจัดการสารเคมีการเกษตรและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนนั้นได้มีกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นดังนี้

ข้อบังคับใช้ การห้ามทดลองสารเคมีกำจัดวัชพืชในที่สาธารณะ
- เหตุการณ์ เนื่องจากมีบริษัทขายสารเคมีกำจัดวัชพืชบริษัทหนึ่งใช้พื้นที่สาธารณะภายในตำบลทดสอบประสิทธิภาพการใช้และปักป้ายให้เห็นชื่อสารเคมี รวมทั้งสถานที่ติดต่อ ซึ่งสถานที่ทดสอบอยู่ริมถนนใกล้แหล่งชุมชน เป็นอันตรายกับผู้คนที่สัญจรผ่าน พื้นที่ทดลองเป็นที่สูง เมื่อฝนตกมาสารเคมีถูกชะล้างลงพื้นที่ด้านล่าง ที่สำคัญการทดสอบมีการโฆษณาซึ่งเป็นการชักจูงให้คนในชุมชนใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชของบริษัท
- บทบาทอบต. ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทาง อบต. และชุมชนจึงกำหนดร่วมกันว่าต้องมีมาตรการยับยั้งไม่ให้บุคคลหรือบริษัทใดๆ เข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะของตำบลทดสอบหรือทดลองสารเคมีกำจัดวัชพืช และได้มีการนำเรื่องเสนอผ่านในสภา อบต. เพื่อให้เกิดความตระหนักร่วมกัน จากนั้นนายก อบต. ประกาศห้ามทดลองสารเคมีกำจัดวัชพืชในที่สาธารณะของชุมชน โดยข้อบังคับดังกล่าวออกในนามองค์กรชุมชน
- ผลที่เกิด บริษัทต่างๆ ไม่สามารถใช้พื้นที่สาธารณะในตำบลแม่ทามาทดสอบสารเคมีกำจัดวัชพืชได้อีกต่อไป

ยับยั้งการใช้สารเคมีกำจัดหอยเชอร์รี่
- เหตุการณ์ ช่วงฤดูการทำนาจะมีหอยเชอร์รี่เข้ามาทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงใช้สารเคมีเพื่อกำจัดหอย ส่งผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
- บทบาทอบต. เพื่อเป็นการยับยั้งการใช้สารเคมีในการกำจัดหอยเชอร์รี่ ทางอบต.จึงได้จัดทำโครงการรับซื้อหอยเชอร์รี่จากชาวบ้าน และอบต.นำหอยเชอร์รี่ที่รับซื้อมานั้นไปทำน้ำหมักชีวภาพ จากนั้นได้เอาน้ำหมักชีวภาพไปใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรต่อไป
- ผลที่เกิดขึ้น สามารถลดการใช้สารเคมีกำจัดหอยเชอร์รี่ลงได้ และมีน้ำหมักชีวภาพที่เกิดจากการหมักหอยเชอร์รี่มาใช้ประโยชน์แทนการใช้ปุ๋ยเคมี

อาหารปลอดภัยในโรงเรียน
- เหตุการณ์ อาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียนนั้น โรงเรียนต้องซื้อหามาจากตลาดนอกชุมชนทั้งพืชผักและไข่ ซึ่งปนเปื้อนสารเคมีและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก ขณะที่ในชุมชนแม่ทามีการผลิตพืชผักและเลี้ยงไก่อินทรีย์
- บทบาทอบต. เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี ทางอบต.จึงเสนอให้โรงเรียนต่างๆ ในตำบลจัดทำอาหารจากพืชผักและไข่ที่ปลอดภัยจากสารเคมี โดยอบต.ประสานกับเกษตรกรในชุมชนจัดหาวัตถุดิบให้กับโรงเรียน นอกจากนั้น อบต.ได้ประสานความร่วมมือกับอนามัยตำบลในการตรวจสอบสารเคมีตกค้างในพืชผักที่ต้องซื้อมาจากตลาดแล้วมาทำเป็นอาหารให้เด็กนักเรียน
- ผลที่เกิดขึ้น เด็กนักเรียนซึ่งเป็นลูกหลานของคนในชุมชนแม่ทามีอาหารที่ปลอดภัยที่ผลิตขึ้นจากชุมชนเอง และเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของรูปแบบการจัดการผลผลิตการเกษตรภายในชุมชน

อบต.กับแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมและสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
สำหรับทิศทางข้างหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาได้ร่วมวางแผนในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการสารเคมีกับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ในตำบลแม่ทามากขึ้น ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ปลูกผักอินทรีย์ เครือข่ายผู้ผลิตเกษตรกรรมยั่งยืน สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้
- การพัฒนาตลาดทางเลือกเพื่อรองรับผลผลิตปลอดสารเคมี
- การหนุนเสริมปัจจัยการผลิต การเยี่ยมเยียนแปลงเกษตรของเพื่อนสมาชิกเพื่อให้กำลังใจ และสร้างความรู้สึกมีเพื่อน ไม่โดดเดี่ยว
- ขยายกลุ่มและเครือข่ายผู้ผลิตเกษตรกรรมยั่งยืนในแม่ทาให้กว้างขวางและเข้มแข็งมากขึ้น โดยมีการวางแผนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนแบบครบวงจร ครอบคลุมการผลิต การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กองทุนชุมชน สุขภาพชุมชน การคุ้มครองผู้บริโภค และที่สำคัญคือ เพื่อรองรับนโยบายจากภาครัฐ
- ประชาสัมพันธ์ให้คนในสังคมรับรู้และเห็นความสำคัญ ความจำเป็นของการพัฒนา และส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน
- สร้างแหล่งเรียนรู้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในชุมชนในรูปขององค์กรหรือสถาบัน
- สร้างจิตสำนึกในกลุ่มเกษตรกรด้วนกันให้ตระหนักถึงการช่วยเหลือและเห็นความสำคัญของการพึ่งตนเอง
- สนับสนุนให้เกษตรกรรมยั่งยืนได้เข้าไปอยู่ในแผนแม่บทของชุมชน สหกรณ์ฯ องค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนชุมชนไปสู่การพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
- หนุนเสริมและพัฒนาแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ในชุมชนแม่ทา เพื่อสืบทอดเกษตรกรรมยั่งยืนให้อยู่คู่ชุมชนตลอดไป
- ร่วมมือกับกลุ่ม เครือข่าย และพันธมิตรนอกชุมชนในการกำหนดนโยบายการเกษตรที่เหมาะสมและเอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพของคนในชุมชนและสังคม

ทั้งนี้ โดยเชื่อว่า การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดขึ้นในชุมชนเป็นบทบาทและภารกิจร่วมกันของทุกฝ่าย ส่วนบทบาทขององค์กรบริหารส่วนตำบลจะเป็นกลไกสนับสนุนทั้งงบประมาณ และการออกข้อบังคับ ข้อบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ส่วนประเด็นการจัดการสารเคมีการเกษตรนั้นถือว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้การวางเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน


(ขอขอบคุณ กนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายก อบต.แม่ทา และเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด)