กลับไป sathai โฮมเพจ


ระบบเกษตรยั่งยืนในเขตป่า

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



ระบบเกษตรยั่งยืนในเขตป่า
ภูมินิเวศ สำนักงานกลาง มูลนิธิฯ
พื้นที่ศึกษา บ้านแม่ออนใน และบ้านแม่คองซ้าย จ.เชียงใหม่ บ้านใหม่พัฒนา บ้านกวนบุ่น
และบ้านจันทร์เพ็ญ จ.สกลนคร บ้านโนนสวรรค์ และบ้านเทพนา ต.เทพพนา อ.เทพสถิตย์
จ.ชัยภูมิ บ้านซำผักหนาม อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร และบ้านน้ำตก และบ้านมะยูง จ.นราธิวาส
นักวิจัยหลัก
อัจฉรา รักยุติธรรม อาชีพ นักวิจัยอิสระ


วัตถุประสงค์การวิจัย
1.เพื่อศึกษาบริบทการตั้งถิ่นฐานทำกินในเขตป่าของชุมชนเกษตรกร
2.เพื่อศึกษารูปแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืนของชุมชนในเขตป่า และเงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้ชุมชนทำระบบเกษตรดังกล่าว
3.เพื่อศึกษาระบบการจัดการทรัพยากรของชุมชนในเขตป่าที่สัมพันธ์กับการทำเกษตรยั่งยืน
4.เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอในการสนับสนุนให้เกิดระบบเกษตรยั่งยืนในประเทศไทย ทั้งข้อเสนอในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐวางอยู่บนฐานแนวคิดที่ว่า การตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรในป่าจะทำลายระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนต่างๆ มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบพออยู่พอกินมาเป็นการผลิตเพื่อการค้า แม้ว่าที่จริงแล้วมีชุมชนในเขตป่าจำนวนไม่น้อยที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเกื้อกูลกับธรรมชาติ โดยมีทั้งระบบคิด อุดมการณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติมาได้อย่างยั่งยืน แต่กระนั้นยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับระบบการเกษตรเชิงอนุรักษ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น งานศึกษาชิ้นนี้จึงต้องการตอบคำถามว่าชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในเขตป่าควรมีระบบการเกษตรแบบใดเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อชุมชนและระบบนิเวศ และรัฐควรมีนโยบายอย่างไรในการสนับสนุนระบบเกษตรยั่งยืนของชุมชนเหล่านั้น

จากการศึกษาพบว่า ระบบเกษตรยั่งยืนในเขตป่าแตกต่างจากระบบเกษตรยั่งยืนทั่วไปตรงที่ระบบนิเวศเกษตรเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของป่าอย่างแยกไม่ออก ระบบดังกล่าวที่พบได้แก่ ระบบไร่หมุนเวียน ระบบสวนดูซง และระบบสวนสมรม รวมทั้งกรณีป่าเมี่ยง (การปลูกชาแทรกในป่า) สวนมะแขว่น (การปลูกมะแขว่นในพื้นที่ที่พักจากการทำไร่) ป่าไผ่หก (พื้นที่ป่าที่ชุมชนจัดไว้ขุดหน่อไม้เป็นการเฉพาะ) ในเขตพื้นที่สูงทางภาคเหนือด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า แม้หน่วยงานรัฐและบุคคลภายนอกจะมองว่าที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งหมดคือพื้นที่ป่า แต่สำหรับชุมชนในเขตป่าแล้วมีการแยกแยะระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่การเกษตรออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่การใช้ประโยชน์ และการจัดการดูแล โดยมีการกันพื้นที่ป่าไว้อย่างถาวร ห้ามบุกเบิกแผ้วถางโดยเด็ดขาด รวมทั้งมีการกำหนดเขตป่าใช้สอยไว้ด้วย
ในงานวิจัยเสนอว่า ฝ่ายต่างๆ ควรให้วามสำคัญกับปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืนในเขตป่า อันได้แก่ การเสริมสร้างอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของเกษตรกรและองค์กรชุมชน การใช้ระบบกรรมสิทธิที่หลากหลายในการจัดการที่ดิน นอกเหนือจากระบบสิทธิของรัฐและสิทธิของเอกชน การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และการพัฒนาฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงภายใต้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...