กลับไป sathai โฮมเพจ


การเลี้ยงวัว-ควาย แบบพื้นบ้านในเขตป่าอนุรักษ์: ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



การเลี้ยงวัว-ควาย แบบพื้นบ้านในเขตป่าอนุรักษ์: ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์

ภูมินิเวศ เครือข่ายเกษตกรภาคเหนือ (คกน.)
พื้นที่ศึกษา บ้านออนใน ต.ปิงโค้ง และ บ้านแม่คองซ้าย ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
นักวิจัยหลัก
อัจฉรา รักยุติธรรม อาชีพ นักวิจัยอิสระ
เพิ่มพูน พิโน อาชีพ อาสาสมัคร
หน่วยงาน เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ


วัตถุประสงค์การวิจัย
1.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงวัว-ควายในป่ากับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชาวบ้าน
2.เพื่อศึกษาภูมิปัญญาการเลี้ยงวัว-ควายในป่าชุมชนของท้องถิ่น
3.เพื่อศึกษาผลกระทบของการเลี้ยงวัว-ควายในป่าต่อระบบนิเวศทั้งด้านบวกและด้านลบ

การเลี้ยงสัตว์เป็นระบบการผลิตรูปแบบหนึ่งของชุมชนบนที่สูงที่มีควบคู่กับการเพาะปลูก เก็บของป่า ล่าสัตว์ และรับจ้าง การเลี้ยงสัตว์ในป่าเป็นระบบวนเกษตรแบบทุ่งหญ้าป่าไม้ที่ยั่งยืนระบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวกันว่า การเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะวัว-ควายในพื้นที่ป่าธรรมชาติจะเกิดผลในด้านลบ อาทิ วัว-ควายจะกินลูกไม้และยอดไม้จนต้นไม้ไม่เจริญเติบโต และจะเหยียบย่ำดินให้แน่นจนน้ำไหลบ่าหน้าดินและเกิดการเลื่อนไหลของดิน อีกทั้งยังจะนำโรคไปติดกับสัตว์ป่า เป็นต้น แนวคิดนี้ไม่สนับสนุนให้เกษตรเลี้ยงสัตว์ในเขตป่าและ ป่าอนุรักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อการถูกทำลายได้ ทำนองเดียวกับที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งถิ่นฐาน ทำเกษตร หรือใช้ประโยชน์จากป่าอนุรักษ์

ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการค้นหาคำตอบว่าการเลี้ยงวัว-ควายในป่าก่อเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร ทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยศึกษาผ่านมุมมองของชุมชนท้องถิ่นด้วยกระบวนการศึกษาวิจัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งนักวิจัยหลักเป็นสมาชิกจากชุมชนนั้นเอง วิธีการศึกษาประกอบด้วย การสำรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การออกแบบสำรวจ การจัดเวทีระดมข้อมูลจากสมาชิกในชุมชน การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การทำแผนที่/ ภาพถ่าย และการทดลองและสังเกต เช่น เดินตามฝูงวัว-ควายเพื่อสังเกตพฤติกรรม วางแปลงสำรวจความหนาแน่นของลูกไม้ทั้งก่อนและหลังจากที่ฝูงวัว-ควายเข้าไปกินอาหาร เป็นต้น

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ศึกษาเริ่มเลี้ยงวัว-ควายเมื่อมีการเบิกนาเพิ่มจากการทำไร่หมุนเวียน เดิมชาวบ้านเลี้ยงควายเพื่อใช้ในการทำนาและเลี้ยงวัวเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของและผลผลิตจากการเกษตรเนื่องจากพื้นที่ไร่มักอยู่ห่างจากหมู่บ้าน รวมทั้งมีการขายวัว-ควายแก่คนต่างถิ่นบ้างในยามที่ต้องการเงินมาซื้อหาสิ่งของที่จำเป็น เช่น เกลือ ฝ้าย เครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ส่วนในปัจจุบันวัว-ควายมีบทบาทสำคัญในการออมเงินและสร้างรายได้ โดยจะขายวัว-ควายเมื่อต้องการเงินสดก้อนใหญ่ ทั้งนี้ จากการสำรวจรายรับของชุมชนบ้านแม่คองซ้ายพบว่า รายรับจากการขายสัตว์เลี้ยงเท่ากับร้อยละ 41.63 ของรายรับทั้งหมด โดยคิดเป็นอันดับสองรองจากการรับจ้าง (ร้อยละ 47.22) นอกจากนั้นก็ยังช่วยให้ได้ใช้ประโยชน์จากมูลวัว-ควายในการปรับปรุงบำรุงดินและขายมูลด้วย ปัจจุบันบ้านออนในมีการเลี้ยงวัว-ควายรวม 401 ตัว บ้านแม่คองซ้ายมีรวม 118 ตัว ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งทนทานโรคและคุ้นเคยกับภูมิอากาศ แต่ละครอบครัวมีกำลังแรงงานพอที่จะเลี้ยงวัวควายได้ไม่เกิน 20 ตัว การเลี้ยงวัวมักเป็นหน้าที่ของคนเฒ่าคนแก่ ทั้งนี้ ในช่วงฤดูแล้ง ชาวบ้านจะเลี้ยงวัว-ควายในนา โดยปล่อยให้หากินเศษตอซังข้าว ส่วนช่วงฤดูฝนจะปล่อยวัวควายไปหากินในป่าตามสันดอย โดยเจ้าของจะเข้าไปดูแลเป็นครั้งคราว ราว 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง

ผลจากการสำรวจพื้นที่เบื้องต้นพบว่า การเลี้ยงวัว-ควายป่ามีผลดีต่อระบบนิเวศ คือ ช่วยลดปัญหาไฟป่าเพราะการเดินตามสันดอยของวัว-ควายเท่ากับเป็นแนวกันไฟ และการเหยียบย่ำช่วยการย่อยสลาย นอกจากนั้นควายก็ยังช่วยสร้างแอ่งน้ำ รวมทั้งช่วยให้เกิดการฟื้นตัวของป่า เพราะการกินหญ้าช่วยทำให้เมล็ดพืชและลูกไม้ได้รับแสงแดดและช่วยกระจายพันธุ์ไม้ ทั้งนี้ พบว่ามีชนิดไม้อย่างน้อย 13 ชนิดที่วัว-ควายมีส่วนช่วยกระจายพันธุ์



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...