กลับไป sathai โฮมเพจ


หอยโล่

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



หอยโล่
ภูมินิเวศ ภาคใต้ตอนล่าง
พื้นที่ศึกษา หมู่ 6 บ้านน้ำหรา ต.ทุ่งนุ้ย อ.ควนกาหลง จ.สตูล
กลุ่มองค์กรชาวบ้านที่รับผิดชอบ กลุ่มพืชผักพื้นบ้านปลอดสารพิษน้ำหรา-ทุ่งพัก
นักวิจัยหลัก
ลอย ชุมแก้ว อาชีพ เกษตรกร
กรุณา คล้ายคง อาชีพ เกษตรกร

วัตถุประสงค์การวิจัย
1.เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตของหอยโล่
2.เพื่อศึกษาเงื่อนไขและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอนุรักษ์และฟื้นฟูหอยโล่
3.เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ขแงการเลี้ยงหอยโล่ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

บ้านน้ำหราเป็นชุมชนขนาดเล็ก ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวน เดิมบ้านน้ำหรามีหอยโล่ชุกชุม หอยโล่เป็นหอยน้ำจืด ชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาแถบเชิงเขา โดยเฉพาะที่ยังมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหอยโล่ลดจำนวนลงมาก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและขายได้ราคาดี รวมทั้งการที่มีการใช้สารเคมีการเกษตรกันมากขึ้น ชาวบ้านน้ำหราจึงต้องการอนุรักษ์หอยโล่และจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อไป

กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ถึงความรู้ด้านต่างๆ เกี่ยวกับหอยโล่ที่เกิดขึ้นจากการสังเกตและใช้ประโยชน์จากหอยโล่มายาวนาน รวมทั้งได้ทดลองเลี้ยงหอยโล่ จำนวน 2 แปลง คือ แปลงป่าหินและแปลงป่าทราย แต่ละแปลงมีความยาว 500 เมตร โดยได้ลอกคลองและเก็บเศษกิ่งไม้ใบหญ้าที่กีดขวางทางออกก่อน จากนั้นนำแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และแข็งแรงมาปล่อย โดยคณะวิจัยได้ช่วยกันลังเกตและจดบันทึกการเติบโตเป็นระยะๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงวงจรชีวิตและสภาพชีวิตของหอยโล่ในด้านต่างๆ

จากการทดลองทำให้คณะวิจัยได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหอยโล่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการขยายพันธุ์ที่พบว่าหอยโล่มีสองเพศในตัวเอง ขยายพันธุ์โดยการสอดปาก และจะฟักตัวอ่อนในท้องในเวลาข้างขึ้น คายลูกในช่วงข้างแรม รวมทั้งทราบว่าหอยโล่มีวงจรชีวิตราว 5-6 ปี และเมื่ออายุได้ 5-6 เดือนจะโตได้ขนาดพอที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร ส่วนอาหารที่หอยโล่กินนั้นได้แก่เศษใบไม้ใบหญ้าที่เน่าเปื่อยตามแหล่งน้ำ รวมทั้งโคลนตม และตะไคร่น้ำ นอกจากนั้นยังพบว่าหอยโล่ในแปลงป่าหินจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าในแปลงป่าทราย เนื่องจากป่าหินมีความอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา รวมทั้งมีเศษซากใบไม้ทับถมเป็นอาหารมาก ขณะที่ป่าทรายมักมีอากาศร้อนจัดและมีอาหารสำหรับหอยโล่ไม่สมบูรณ์เท่า



หมายเหตุ...สามารถขอดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในวันและเวลาทำงานทุกวันครับ...