|
|
|
สมัชชาคนจน เสนอรัฐธรรมนูญ ฉ.19
สร้างประชาธิปไตยที่กินได้ และการเมืองที่เห็นหัวคนจน |
รายงานโดย
20 เมษายน 2550 ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสมัชชาคนจน ได้จัดโครงการสัมมนาเรื่อง ข้อเสนอสู่รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 19 เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่กินได้ และการเมืองที่เห็นหัวคนจน ณ ห้องประชุมมาลัยหุวะนันท์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจากสมัชชาคนจน (เครือข่ายเขื่อน เครือข่ายป่าไม้ เครือข่ายที่ดิน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สภาเครือข่ายกลุมผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ ) องค์กรพันธมิตรจาก แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ กลุ่มย่านรังสิต นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้สนใจ พ่อสมเกียรติ พ้นภัย ตัวแทนคณะทำงานปฏิรูปการเมืองสมัชชาคนจน กล่าวเปิดงาน มีใจความสำคัญว่า...รัฐธรรมนูญของชุมชน คือ การนับถือผี เชื่อผี มีศีลธรรม อยู่ในกรอบจารีต ประเพณี การเรียนหนังสือสมัยก่อนเรียนที่วัด เพราะไม่มีโรงเรียน อาศัยคนที่บวชนาน ๆ เป็นครู เพราะฉะนั้นคนสมัยนั้นจึงยึดถือศีลธรรมอย่างเคร่งครัด อยู่กันได้ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อยู่กันแบบพี่แบบน้อง พึ่งพาอาศัยกัน มีการพบปะกันโดยการกินอาหารร่วมกัน ได้มีโอกาสพูดคุยกัน นอกจากนี้ในฤดูหนาวยังมีการมาผิงไฟร่วมกัน เป็นมหาวิทยาลัยของชาวบ้าน ในกองไฟเขาได้คุยกันทุกเรื่อง เรียนคณะเดียวกัน และรู้กันหมดทุกเรื่อง แค่นั้นก็อยู่กันได้ ปัจจุบันการปกครองมีการแบ่งฝักฝ่าย แบ่งการปกครองเพื่อมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้อง แต่ปัญหาความขัดแย้งกับเพิ่มขึ้นทวีคูณ เช่น กรณีภาคใต้ ประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองเห็นหัวคนจนจะทำอย่างไร ตราบใดที่พี่น้องไม่มีศีลธรรม จารีต ประเพณีอยู่ในจิตใจ ถึงแม้จะเขียนกฎหมายดีขนาดไหน ก็ไม่นำไปสู่ประชาธิปไตยที่กินได้ รัฐธรรมนูญที่เราปฏิรูปกันอยู่ คิดจากฐานการแก้ไขปัญหาของพี่น้องสมัชชาคนจน ที่ผ่านมารัฐไม่เคยแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ภาคประชาชนต้องเขียนกฎหมายของตนเอง โดยพี่น้องต้องยึดหลักศีลธรรม จารีต ประเพณี เป็นคือหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ ช่วงเช้าเป็นการปาฐกถาเปิดงานโดย อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในหัวข้อ ทำไมต้องสร้างประชาธิปไตยที่กินได้ และการเมืองที่เห็นหัวคนจน มีใจความสำคัญบางตอนว่า ...การที่จะสร้างประชาธิปไตยให้กินได้ มีอยู่ทิศทางเดียว คือ คนจนที่อยู่ในสมัชชาคนจนและนอกแวดล้อมวงนี้ ต้องรวมตัวกันกับชนชั้นกลาง ที่เข้าใจเรื่องคุณค่าของคนปลายอ้อปลายแขม ที่มีประสบการณ์กับการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม และเพื่อความสมดุลของธรรมชาติ รวมถึงนักธุรกิจเพื่อสังคม โดยอาจมีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมด้วย และถ้าได้คนชั้นบนในกระแสหลัก ที่กลับใจจากมิจฉาทิฎฐิ มาอยู่ฝ่ายคนยากไร้ได้มากเท่าไหร่ และโยงใยไปยังขบวนการของราษฎรในนานาชาติให้ได้ด้วย โดยต้องช่วยกันปลุกมโนธรรมสำนึกให้ 1) เกิดความกล้าหาญทางจริยธรรมยิ่ง ๆ ขึ้น 2) เข้าใจคุณค่าของวัฒนธรรมของเราเอง 3)กล้าท้าทายระบบโลกาภิวัฒน์หรือจักรวรรดินิยมอย่างใหม่ 4) กล้าท้าทายสิ่งที่ยกให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ต่าง ๆ 5) ใช้สันตุฎฐีธรรมเป็นแกนกลาง... จากนั้นตัวแทนจากสมัชชาคนจน ได้นำเสนอ ข้อเสนอเพื่อประชาธิปไตยที่กินได้ และการเมืองที่เห็นหัวคนจน ประกอบด้วยตัวแทนจาก ภาคเหนือ คุณรังสรร แสนสองแคว ,ภาคใต้ คุณบุญ แซ่จุง , ภาคกลาง คุณชมพู่ อู่ทรัพย์ ,ภาคอีสาน คุณพุฒ บุญเต็ม และคุณประดิษฐ์ โกศล ดำเนินรายการโดย ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผลจากการสังเคราะห์จากการจัดเวทีระดับภาคได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแนวนโยบายแห่งรัฐ กฎหมาย ระเบียบ วิธีปฏิบัติของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างประชาธิปไตยที่กินได้และการเมืองที่เห็นหัวคนจน ควรจะอยู่บนหลักการ 5 ประการ คือ 1. สิทธิในฐานทรัพยากร ชุมชนท้องถิ่นจะต้องมีสิทธิเหนือฐานทรัพยากรธรรมชาติ ต้องสามารถเข้าถึง ควบคุม และจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า อากาศ และทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งอยู่บนฐานของภูมิปัญญาและประเพณีของชุมชน 2.สิทธิในชีวิตบนฐานของจารีตประเพณี โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง 3. สิทธิทางการเมืองที่เป็นจริง เพื่อให้คนจนสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้จริง รัฐต้องรับรองสิทธิทางการเมืองใด ๆ เช่น สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการชุมชน สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของคนจน 4. สิทธิในสวัสดิการสังคม ที่ประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีตั้งแต่เกิดจนตาย
รัฐต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าและภาษีมรดกเพื่อเป็นฐานในการจัด 5. สิทธิของผู้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้ด้อยโอกาส จากนั้นมีพันธมิตรนักวิชาการ อาทิ อ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์
,อ.สุธี ประศาสน์เศรษฐ์ , อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง , คุณกิจ ผ่องภักดิ์ คุณไพโรจน์
พลเพชร และผู้เข้าร่วมเวทีขึ้นร่วมอภิปราย ดำเนินรายการโดย อาจารย์นฤมล ทับจุมพล
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไพโรจน์ พลเพชร สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ... วิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สร้างประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองเห็นหัวคนจนมากขึ้นหรือเปล่า หัวใจหลักของรัฐบาลเขากลัวระบบทักษิณ เดิมรัฐธรรมนูญปี ๔๐ เสนออำนาจให้ฝ่ายการเมืองพรรคใหญ่เข้มแข็ง กระจายอำนาจให้ประชาชนเข้มแข็ง องค์กรตรวจสอบเข้มแข็ง องค์กรท้องถิ่นมีอำนาจ คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญออกแบบ ซึ่ง ๔ ส่วนต้องสมดุล แต่ที่ผ่านมามีแต่ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง การแก้ไขปัญหา คือลดทอดอำนาจของฝ่ายบริหาร ไม่ให้มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ ถ่ายโอนอำนาจมาอยู่ที่ศาลแทน ประธาน ๓ ศาล ประธานสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายค้าน เสียงข้างมากคือศาลวุฒิสมาชิกมาจากการสรรหา ไม่มีอำนาจเลือก แต่อำนาจเพียงแค่การรับรอง อำนาจการเลือกองค์กรอิสระเปลี่ยนจากวุฒิสมาชิกมาอยู่ที่ศาล แม้แต่การสรรหาวุฒิสมาชิกก็อยู่ที่ศาล อำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่ศาล เขาเชื่อมั่นว่าจะสถาปนาให้ศาลตรวจสอบอำนาจได้
แนวโน้มที่ผ่านมาศาลจะเลือกราชการเข้าไปมีอำนาจ เห็นกลุ่มชนชั้นนำเข้าไป
ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายการเมือง ไม่เห็นหัวราษฏร แท้จริงคือการสถาปนา ระบบอำมาตยาธิปไตย
โดยการอำนาจศาล ถ้าศาลมีอำนาจขนาดนี้ ทำให้เกิดกระบวนการแทรกแซงทางอำนาจ
และการตัดสินคดี อย่างน้อยการตัดสินคดีก็จะไม่มีอิสระ ที่ให้อำนาจสูงสุดที่ศาล
โอกาสที่จะถูกแทรกแซงทางอำนาจมีสูง สิ่งนี้คือจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ตัวบทกฎหมายหลักการต้องคู่กับการปฏิบัติ การต่อสู้ครึ่งแรกคือให้ได้ตัวบทกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรม
และเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้กับภาคประชาชนเมื่อเราต่อสู้ขั้นตอนนี้ได้แล้ว ที่เหลือภาคปฏิบัติทำอย่างไรให้กลไกราชการตอบสนองกับการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน
สิ่งสำคัญต้องเชื่อมั่นว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตัวเอง ต้องเชื่อมั่นว่าเราเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม
และคนจนทั้งผองต้องสามัคคีกัน...
|
![]() |