<< กลับหน้าแรก <<
กลับหน้ารวมเรื่อง
บ้านดิน (EARTHEN HOUSE) หรือการสร้างบ้านด้วยดิน
เกิดขึ้นมาคู่กับที่มนุษย์ได้เรียนรู้การสร้างที่อยู่อาศัยมาช้านาน ในหลายพื้นที่บนโลก
เช่น อินเดีย จีน ประเทศในตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา ต่างล้วนมีผู้สร้างบ้านด้วยดินมากมายประมาณ
1 ใน 3 ของประชากรโลก ซึ่งยังคงทนแข็งแรง ใช้งานได้ดี บางแห่งมีอายุถึงหลายร้อยปีเป็นภูมิปัญญาของโลกที่ได้สั่งสมพัฒนามาเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพอเพียงและด้วยความเคารพอ่อนน้อม
รู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า"บ้าน"
ไว้ดังนี้ บ้าน (คำนาม) ที่อยู่ ,สิ่งปลูกสร้างสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนคำว่า
อาคาร หมายความว่า อาคาร ( คำนาม ) เรือน, โรง, สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น;
(กฎ) ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สํานักงานและสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น
ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ ทั้งคำว่าบ้านและอาคาร คือสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงรูปแบบวิถีการดำรงชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม ของแต่ละคนหรือแต่ละชุมชนท้องถิ่นด้วย
ซึ่งได้ถูกสะท้อนออกมาทั้งทางด้านการเลือกใช้วัสดุ รูปทรง การแก้ปัญหาในวิธีการก่อสร้าง
องค์ประกอบและพื้นที่หรือลักษณะการใช้สอยที่ว่างนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน
การก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ด้วยดิน
ชุมชนบ้านหนองจาน เริ่มจุดประกายความคิดจาก การศึกษาดูงานเดือน มิถุนายน
พ.ศ. 2550 เรื่อง การจัดการที่ดินทำกินและการจัดการน้ำ ในวิถีของความพอเพียงและพึ่งตนเอง
ภายใต้โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม โดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
( ภาคอีสาน ) ซึ่งได้ไปดูงานที่ ชุมชนมั่นยืน บ้านเทพพนา ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต
จังหวัดชัยภูมิ ทำให้ชาวบ้านได้เห็นรูปแบบการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โดยใช้ดิน
ถือทางเลือกหนึ่งในการลดการใช้ไม้ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ด้านป่าไม้ของชุมชน
และเป็นการฟื้นฟูองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อตอบสนองด้านปัจจัย 4
ของชุมชนท้องถิ่นได้ด้วย ซึ่งดินในพื้นที่หนองจานมีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการก่อสร้างได้เลยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
แต่ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนเพื่อร่วมกันสรรสร้างสาธารณะประโยชน์ของชุมชน
และจะก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชนด้วย ประกอบกับชาวบ้านหนองจานอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ
ภูผาม่านชาวบ้านมักจะมีข้อขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯในหลายกรณีเหมือนเช่นกับอุทยานฯอื่นๆในประเทศไทย
ดังนั้นเพื่อลดข้อขัดแย้งและมีทางออกของปัญหา จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะแสวงหาทางเลือกใหม่ในการสร้างบ้านหรือสิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช้ไม้ธรรมชาติ
ซึ่งการนำดินมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆที่ต่างจากคนทั่วไปรู้จักอย่างการสร้างศาลาอเนกประสงค์ที่ชุมชนบ้านหนองจานที่กำลังจะทำ
จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและจะเป็นการพิสูจน์ตนเองของชาวบ้านหนองจานได้ว่าชุมชนไม่มีความจำเป็นที่จะนำไม้สงวนหวงห้ามหรือไม้ในเขตป่าอนุรักษ์มาทำบ้านอีกต่อไป
ความเป็นมาของชุมชนบ้านหนองจาน
ชุมชนหนองจาน
เริ่มเข้าบุกเบิกพื้นที่ทำกินเมื่อปี พ.ศ. 2508 มีกลุ่มชาวบ้านกลุ่มแรกอพยพมาจากบ้านนายาง
อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น คือนายเวียง นายกอง นายหวาง และนายทอง แล้วมีกลุ่มที่สองเข้าม้เพิ่มอีกในปี
พ.ศ. 2512 มีนายฉลอง ฤทธิ์นวน นายทองศักดิ์ พร้อมพรรคพวก และในราวปี พ.ศ.
2518 มีชาวบ้านจากจังหวัด ขอนแก่น นำโดยนายพูน แสนจันทร์ และหนองบัวลำภู
นำโดยนายหาญ บัวจารย์ เข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายตามที่ทำกินอีกประมาณ
30 ครัวเรือน และมีการประกอบอาชีพ กสิกรรมเรื่อยมา
พ.ศ. 2529 ทางราชการ โดยกรมทหารพราน ที่ 25 กองร้อยที่ 10 จังหวัดขอนแก่น
ได้ส่งเจ้าหน้าที่ มาขอร้องให้ชาวบ้านทั้งหมดย้ายไปอยู่ที่บ้านซำผักหนาม
ขณะนั้นมีชาวบ้านประมาณ 280 ครัวเรือน โดยสัญญาว่า จะจัดหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้ใหม่
แต่เมื่อย้าย ไปตั้งบ้านเรือนบริเวณซำผักหนาม ได้เพียง 2 ปี ชาวบ้านไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน
จึงได้อพยพกลับมาอาศัยในบริเวณที่เป็นที่ทำกินเดิมของตนอีก ขณะเดียวกันทางราชการได้ปลูกป่าทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจนหมดสิ้น
ในเดือน
เมษายน 2534 ทางรัฐบาล ( รสช. ) ได้มีโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรมป่าดงลาน
(คจก.) โดยได้อพยพชาวบ้านหนองจานให้ออกไปอยู่ในหมู่บ้านผาสามายอด ตำบล ผานกเค้า
อำเภอ ภูกระดึง จังหวัดเลย ต่อจากนั้นในเดือนธันวาคม ทางราชการได้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ
ภูผาม่านครอบคลุมพื้นที่หนองจานทั้งหมด รวมทั้งขอร้องให้ชาวบ้านที่ยังอาศัยอยู่ที่หนองจาน
ทุกครัวเรือนออกจากพื้นที่ โดยให้สัญญาว่าจะจัดหาที่ทำกินให้ใหม่
ในเดือนกรกฎาคม 2535 โครงการจัดสรรที่แดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรมป่าดงลาน
(คจก.) ได้ถูกยกเลิก ชาวบ้านจำนวน 34 ครัวเรือน จึงได้อพยพกลับคืนมาทำกินที่หนองจานอีกครั้ง
แต่ยังคงอยู่กระจายในที่ดินทำกินของตนเองเช่นเคย จนมาถึง ปี 2536 ชุมชนหนองจานได้รวมกลุ่มเป็นชุมชนขึ้น
เพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ ชื่อว่า
หมู่บ้านอาสาสมัครพิทักษ์ป่าหนองจาน มีแผนงานฟื้นฟูป่าและทรัพยากรธรรมชาติ
ในที่ทำกินของตัวเอง โดยกำหนดระยะเวลา 6 ปี ด้วยรูปแบบวนเกษตร ปลูกไม้ผล
ไม้ใช้สอยในที่ตัวเอง เลี้ยงสัตว์ในที่ทำกิน และอนุรักษ์สัตว์ป่าทุกชนิด
เป็นต้น นับจากนั้นมาถือเป็นการก่อเกิดเป็นชุมชนหนองที่สมบูรณ์
ในปี
พ.ศ. 2544 ชุมชนหนองจานได้เข้าร่วมโครงการนำร่องการพัฒนาการมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการอุทยานแห่งชาติ
อย่างยั่งยืน โดยกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน
เข้าร่วมโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมอุทยานแห่งชาติ ภูผาม่าน
กรมอุทยานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2550 เจ้าหน้าที่ จากอำเภอภูกระดึง เข้าร่วมประชุมชาวบ้านและได้แจ้งให้ชาวบ้านทราบว่า
จะย้ายทะเบียนบ้านชาวบ้านหนองจาน จำนวน 43 ครัวเรือน ออกจาก สำนักทะเบียน
อำเภอภูกระดึง ไปอยู่ ทะเบียนกลาง เนื่องจาก บริเวณพื้นที่หนองจาน อยู่ในเขต
ปกครอง ของ ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เดือน เมษายน พ.ศ.
2550 ชาวบ้านหนองจาน จำนวน 42 ครัวเรือน ได้ขอย้ายทะเบียนบ้าน จากอำเภอภูกระดึง
จังหวัดเลย มาขึ้นกับ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และได้ทะเบียนบ้าน อยู่ในเขตการปกครองของ
ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยให้เป็นหมู่ที่ 11 เช่นเดียวกับบ้านซำผักหนาม
แต่บ้านเลขที่เรียงจากบ้านเลขที่ 1 42 ของบ้านหนองจาน ดังนั้น บ้านหนองจาน
มีบ้านเลขที่เป็นของตนเอง แต่ใช้หมู่ เดียวกันกับบ้านซำผักหนาม ซึ่ง ทั้งสองหมู่บ้านอยู่ห่างกัน
8.3 กิโลเมตร ต่อมาเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 มีชาวบ้านย้ายทะเบียนบ้าน มาอยู่กับ
บ้านหนองจานอีก 1 ครัวเรือน ทำให้ บ้านหนองจานมี จำนวน ครัวเรือนทั้งหมด
43 ครัวเรือน ในปัจจุบัน
ชุมชนหนองจานมีพัฒนาการในการเป็นชุมชนและสภาพความเป็นอยู่ แบ่งออกได้เป็น
3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่บุกเบิกที่ดินทำกิน ในช่วงปี 2508 2509 เริ่มต้นจาก
2 ครอบครัวเป็น 280 ครอบครัว การทำกสิกรรมเพื่อการยังชีพ คือการปลูกข้าวพอกิน
และปลูกพืชผักที่จำเป็นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตนั้นเป็นเครื่องมือพื้นฐาน
เช่น จอบ มีด ขวาน เป็นต้น มีการล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร เนื่องจากสภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์สัตว์ป่าชุกชุม
ช่วงที่ 2 คือ การถูกอพยพจากที่ดินทำกิน ในช่วงปี 2529 2535 จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวชาวบ้านถูกอพยพอออกจากพื้นที่ถึง
2 ครั้ง คือ ปี 2529 และปี 2535 การประกอบอาชีพไม่ต่อเนื่องรูปแบบการผลิตยังคงเป็นรูปแบบเดิม
แต่การล่าสัตว์น้อยลง เพราะสภาพป่า เสื่อมโทรมลง พืชที่ปลูกนอกจากปลูกข้าวและพืชผักพื้นฐานแล้ว
ชาวบ้านปลูกพืชอย่างอื่นเพื่อขายด้วย นั่นคือ ถั่วแดง ข้าวโพดเครื่องมือยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินมีข้อขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ ชาวบ้านไม่สามารถใช้เครื่องจักกลในการเกษตรได้
ช่วงที่ 3 คือช่วงที่ชุมชนหนองจานความมั่นคงในที่ดินทำกิน 2536 ปัจจุบัน
ภายหลังที่มีการยกเลิกโครงการ คจก. ชุมชนมีการรวมกลุ่มกันเข้มแข็งขึ้น มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจากการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ
ชุมชนมีอิสระในการประกอบอาชีพมากขึ้น ในปี 2536 เริ่มมีการนำเครื่องจักรกลเช่นรถไถเดินตามไปจนถึงรถไถใหญ่
มีนายหน้าจากอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลยมาติดต่อรับจ้างไถในพื้นที่หนองจาน
ซึ่งในระยะเวลา เพียง 3 ปี คือ จากปี 2536 2539 พื้นที่ป่าลดลงอย่างมากจากการบุกเบิกพื้นที่ทำกิน
พืชที่ปลูกเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ปลูกข้าวไว้พอกิน มีการปรับพื้นที่ให้เป็นพื้นที่นามากขึ้น
ปี 2541 ชาวบ้านเริ่มนำปุ๋ยเคมีเข้ามาใช้ ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี
2543 ได้นำสารกำจัดวัชพืชเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ปี 2546 มีการใช้สารเคมีแบบครบวงจร
ทั้งปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช เป็นผลทำให้ดินเสื่อมสภาพอย่างมากผลผลิตลดลงชาวบ้านขาดทุนจากการปลูกข้าวโพดจากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นรวมถึงสภาพอากาศแห้งแล้ง
ปี 2549 ปัจจุบัน จากบทเรียนที่ได้จากการปลูกข้าวโพดในช่วงที่ผ่านมาที่ให้ชาวบ้านขาดทุน
ประกอบกับดินบางแปลงไม่สามารถปลูกข้าวโพดได้ ชาวบ้านจึงปลูกมันชาวบ้านสำปะหลังแทนข้าวโพดมากขึ้น
ปัจจุบัน ชุมชนหนองจานเป็นกลุ่มชาวบ้านที่พึ่งย้ายทะเบียนราษฎร์ จากอำเภอภูกระดึง
จังหวัดเลย มาอยู่ใน ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ใน ปี พ.ศ.
2550 นี้ทั้งสิ้น จำนวน 43 ครัวเรือน ประชากร จำนวน 120 คน มีพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่านทั้งหมด
1,810.94 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยจำนวน 23 ไร่ เป็นพื้นที่สำนักสงฆ์ จำนวน 60
ไร่ พื้นที่ที่เหลือเป็นพื้นที่ทำการเกษตร สภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นที่ราบ
ความลาดชันตั้งแต่ 0 20 องศาความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 250 350 เมตร
มีภูเขาหินปูนล้อมรอบ ทางด้านทิศตะวันออก ติดกับภูดีหมี ถ้ำพระยานาคราช อุทยานฯภูผาม่าน
ทิศตะวันตกติดกับกับภูโคก อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ทิศเหนือติดต่อกับบ้านผาสามยอด
และทิศใต้ติดต่อกับภูแผงม้า ซำคูณ อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน และบ้านซำผักหนาม
ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
ชาวบ้านชุมชนหนองจานทั้งหมด ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การใช้พื้นที่เพื่อ
การเกษตรกรรมคิดเป็น ร้อยละ 70 ปลูกมันสำปะหลัง ร้อยละ 20 ปลูกข้าว พื้นที่ที่เหลือปลูกไม้ผลและข้าวโพด
คิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนมากเป็นเนินเขามีพื้นที่ราบที่สามรถปลูกข้าวนาได้
แต่ผลผลิตของข้าวที่ปลูกนั้นได้ผลผลิตต่ำ กว่าที่ควรจะเป็น คือประมาณ 60
ถัง ต่อไร่ ทั้งที่เป็นข้าวนา สาเหตุเนื่องมาจาก สภาพพื้นที่ล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูน
ดังนั้นน้ำที่ไหลลงนาข้าว จึงเป็นน้ำหินปูน ทำให้ข้าวไม่แตกกอหรือบางแปลง
เมล็ดข้าวไม่สมบูรณ์ ผลผลิตจึงได้น้อย ส่งผลให้ชาวบ้านชุมชนหนองจานมีข้าวไม่พอกิน
จากการเก็บข้อมูลพบว่า ชาวบ้านต้องซื้อข้าว ประมาณ 4 5 เดือน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉพาะการซื้อข้าว
ประมาณ 900 1,200 บาท ต่อเดือน และมีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เพราะราคาข้าวสูงขึ้น
นอกจากปัญหาเรื่องข้าวไม่พอกินแล้ว การเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน
น้ำ และป่าไม้ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ก็เกิดขึ้นด้วย กล่าวคือ
การเสื่อมโทรมของดินและการปนเปื้อนของสารพิษในน้ำ ลักษณะดินของชุมชนหนองจาน
เป็นดินชุด ภูกระดึง ซึ่งตามปกติ ดินชุดนี้ มีลักษณะ เป็นดินร่วม ปนทราย
สามารถกักเก็บน้ำได้ดี มีความเหมาะสมต่อการทำการเกษตร แต่การปลูกพืชไร่เป็นส่วนใหญ่
จะต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก จากการสอบถามข้อมูล พบว่า การปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่
10 ไร่ ใช้ปุ๋ยเคมี 100 กิโลกรัม ใช้สารกำจัดวัชพืช ประเภทดูดซึม 10 ลิต
ต่อหนึ่งฤดูการผลิต ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีผลทำให้ดิน จืด และแข็งตัว ไถพรวนยาก
ไม่สามารถใช้รถไถเดินตามไถได้ ชาวบ้านต้องเสียค่าจ้างรถไถใหญ่ไถพรวนและไถยกร่อง
650 บาท ต่อ ไร่ ขณะเดียวกัน ระบบการผลิตที่ลงทุนสูงเช่นนี้ เกษตรกร จำเป็นต้องใช้พื้นที่ให้มากที่สุด
โดยการขยายพื้นที่ทำให้ต้นไม้ที่อยู่ริมห้วยต่างๆถูกทำลายและดินที่ไถถูกชะล้างลงในลำห้วย
ทำให้ลำห้วยตื้นเขิน ซึ่งจากสภาพพื้นที่ของหนองจาน มีลักษณะเป็นเขาหินปูน
มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ จัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้น 3 เอ มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
ที่มีลักษณะเป็นน้ำซับหรือตาน้ำ แล้วจึงกลายเป็นลำห้วยต่างๆ ลำห้วยที่สำคัญได้แก่
ห้วยซำจำปา ห้วยซำแดง ห้วยทับร้าง ห้วยหินกองและห้วยหนองจาน ซึ่งห้วยต่างๆเหล่านี้ยกเว้นห้วยหนองจาน
จะไหลลงลำน้ำพองทั้งสิ้น จากข้อมูลการใช้สารเคมีข้างต้น จะเห็นว่า น้ำตามลำห้วยต่างๆมีการปนเปื้อนสารพิษอย่างแน่นอน
การเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ สภาพป่าไม้บริเวณรอบพื้นที่ทำกินของหนองจานประกอบไปด้วยภูเขา
นับจากทิศเหนือ คือ ภูน้อย หรือภูซาง ทิศตะวันออก คือ ภูผาสามยอด ภูน้อยถ้ำลายแทง
ภูตู้รถไฟหรือภูด่าง ภูจอมธาตุ ภูฮังน้อย และภูผากลางดง ทิศใต้ คือ ภูซองบักจ่อย
ภูซำคูณ ภูแผงม้า ภูผาน้ำเที่ยง ภูยาวหรือภูผาขวาง และภูหมากน้ำ และทิศตะวันตก
คือ ภูผาน้ำเที่ยง ภูหมากน้ำ ภูยาวหรือภูผาขวาง ที่ต่อจากด้านทิศใต้ ภูส่างเสือ
และภูโคก แบ่งตามลักษณะของป่าได้ 3 ประเภท ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่
ประดู่ ยางนา ตะเคียนทอง พลวง และมีไผ่ขึ้นหนาแน่น และหลายชนิด เช่น ไผ่ไร่
ไผ่ซาง ไผ่เซิม ไผ่รวก เป็นต้น ป่าเต็ง รัง พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เต็งรัง
ไม้พื้นล่างประกอบด้วยไม้พุ่มขนาดเล็ก และหญ้าชนิดต่างๆ และบริเวณริมห้วยเป็น
ป่าดิบแล้ง มีพันธุ์ไม้ที่เด่นคือ ข่อยหนาม และมะเดื่อ การใช้ประโยชน์ของชุมชน
ส่วนใหญ่จะเข้าไปเก็บหาเห็ดและหน่อไม้ ตามภูต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น แต่บริเวณที่มีการเข้าไปใช้ประโยชน์มากกว่าพื้นที่อื่น
คือ บริเวณภูโคก ภูหมากน้ำ ภูผาน้ำเที่ยง ซึ่งทั้ง 3 พื้นที่ที่กล่าวถึงนี้
นอกชาวมีชาวบ้านจากหนองจานเข้าไปเก็บหาแล้ว ยังมีชุมชนอื่นๆเข้ามาใช้ประโยชน์
ร่วมด้วยเช่นกัน เป็นเหตุให้ต้นไม้ถูกลักลอบตัดจากบุคคลภายนอกอย่างมาก จากการสังเกตบริเวณภูโคก
บางแห่งจะมีร่องรอยของการตัดไม้อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งลำพังเฉพาะชาวบ้านในชุมชนหนองจานไม่มีการตัดไม้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้เพราะชุมชนหนองจาน ได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ ใช้ชื่อว่า หมู่บ้านอาสาสมัครพิทักษ์ป่าหนองจาน
มาตั้งแต่ปี 2536 ประกอบกับจากการสังเกตสภาพการก่อสร้างบ้านเรือนในชุมชนหนองจานพบว่า
บ้านเรือนของชาวบ้าน จะทำบ้านหลังเล็กๆ ส่วนมากเป็นบ้านชั้นเดียว มีฝาผนังเป็น
อิฐบล็อกหรือไม้ไผ่สับ บ้านบางหลังยกพื้นสูงแต่มีพื้นเป็นไม้ไผ่สับเช่นกัน
นอกจากนั้นชาวบ้านชุมชนหนองจานมีความรู้เรื่องการทำบ้านดินซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาชุมชนให้เป็นหมู่บ้านดิน
เพื่อลดการใช้ไม้ในการทำบ้านด้วย ซึ่งปัญหาการลักลอบตัดไม้จากบุคคลภายนอกนี้
ทั้งชุมชนและอุทยานฯภูผาม่านเองยังไม่มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะขาดบุคลากร
ในส่วนของชุมชนหนองจานเองทำได้เพียงการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสหากมีการพบเห็นการลักลอบตัดไม้เท่านั้น
ส่วนการเสื่อมโทรมของทรัพยากรการท่องเที่ยวนั้น เป็นการทำลายหินงอก หินย้อย
โดยนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ภายในถ้ำนาคราช ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของชุมชน
และอาจจะกล่าวได้ว่าถ้านาคราชนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอุทยานฯภูผาม่านและจังหวัดขอนแก่นก็เป็นได้

กำหนดการพิธีเปิดการสร้างศาลาเอนกประสงค์ด้วยดิน
ชุมชนบ้านหนองจาน
วันที่ 25 มีนาคม 2551
ณ ชุมชนบ้านหนองจาน ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
| 09.00 น. 09.10 น. |
กล่าวรายงาน โดย นายเกี้ยง ทะเกิงผล ผู้ใหญ่บ้าน ซำผักหนาม |
| 09.10 น. 09.50 น |
นายอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ประธานพิธีกล่าวเปิดงานการสร้างศาลาเอนกประสงค์ด้วยดินดิบ
ชุมชนบ้านหนองจาน |
| 09.50 น. 10.20 น |
ชมวีดีทัศน์ และนิทรรศการ เรื่องบ้านดิน |
| 10.20 น. 12.00 น. |
เวทีเสวนาชาวบ้าน เรื่องการพึ่งตนเองของชุมชน
- นโยบายภาคเกษตรของไทย - ทางเลือกทาง - รอดของเกษตรกรไทย วิทยากร โดย
อุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
- แนวคิดการทำบ้านดิน วิทยากรโดย วิทวัส เพียงแก้ว เครือข่ายบ้านดิน
- การปลูกมันสำปะหลัง 30 ตัน / ไร่ โดยผู้มีประสบการณ์จากเครือข่ายบ้านดิน
ดำเนินรายการโดย หนูเกณ จันทาสี จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (
ภาคอีสาน ) |
| 12.00 น. 13.00 น. |
รับประทานอาหารเที่ยง |
| 14.00 น. 14.30. น |
ชมนิทรรศการบ้านดิน |
| 14.30 น. 16.30 น. |
เที่ยงชมถ้ำพระยานาคราช |
| 16.30 น. |
เสร็จพิธีเปิดการสร้างศาลาเอนกประสงค์ด้วยดินชุมชนหนองจาน |
สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
1.คุณจรูญ เซรัมย์ แกนนำชุมชนหนองจาน 083 7769124
2.คุณกาจบัณฑิต โพธิ์ศรี ( เล็ก ) 081 9666 018
|