0010-เกษตรกรสารคามเฮ
สยามรัฐ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เกษตรกรสารคามเฮ กองทุนฟื้นฟูฯอนุมัติงบ
ดันให้ครบ 197 องค์กร
มหาสารคาม : นายวิญญู สะตะ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
สาขา จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร
สาขาจังหวัดมหาสารคามได้อนุมัติงบประมาณโครงการนำร่อง ในจังหวัดมหาสารคามให้แก่องค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร
จำนวน 197 องค์กรมีผู้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นสมาชิกของแต่ละองค์กรจำนวนกว่า
53,000ราย วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 1 ล้านบาท
งบประมาณส่วนนี้เป็นแนวนโยบายของกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูชุดปัจจุบันนำโดย
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ และอาจารย์อำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีทั้งสองท่าน
ซึ่งมีความประสงค์จะทดลอง ทำโครงการนำร่องกับองค์กรเกษตรกรที่มีความพร้อมในระดับที่แน่นอนหนึ่ง
เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการอนุมัติงบประมาณในลักษณะอื่นๆ ต่อไป
โดยองค์กรที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ ต้องผ่านการเห็นชอบและเสนอโครงการโดยผู้แทนเกษตรกรและกรรมการบริหารซึ่งจังหวัดมหาสารคามมีองค์กรเกษตรกรเสนอผ่านผู้แทนเกษตร
2 ท่านคือ คุณสไกร พิมพ์บึง และคุณทวีสิน จักบุตร ส่วนงบของกรรมการบริหารมีองค์กรเกษตรกรเสนอผ่านคุณประพัฒน์
ปัญญาชาติรักษ์ ประธานกรรมการบริหารและคุณอำนวย ปะติเส รองประธานกรรมการบริหารรวมงบประมาณทั้งสิ้น
1 ล้านบาท
สำหรับองค์กรที่ผ่านการตรวจสอบเอกสารต่างๆ
และได้รับเงินโครงการนำร่องไปแล้ว 56 องค์กร จำนวน 58 โครงการ
ทางสำนักงานจะทยอยโอนเงินให้ครบทั้ง 197 องค์กร ในเดือนพฤษภาคมนี้
จึงขอให้องค์กรเกษตรกรที่อยู่ในข่ายได้รับการสนับสนุนติดต่อไปยังสำนักงานกองทุนฯ
สาขามหาสารคามเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารจะได้ไม่เสียเวลาในการทำกิจกรรมเสริมความเข้มแข็ง
โดยเกษตรกรสามารถใช้งบประมาณจำนวนนี้จัดเวทีประชุมค้นหาจุดอ่อนจุดแข็งเพื่อยกระดับเป็นองค์กรเกษตรกรที่มีศักยภาพต่อไป
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0009-เหล้าพื้นบ้านอ่วม
กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เหล้าพื้นบ้านอ่วม เจอพิษเศรษฐกิจ-แข่งขายตัดราคา
เชียงใหม่ - ผู้ประกอบการเหล้าพื้นบ้านแห่เลิกกิจการ
เหตุจากผลกระทบเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และแข่งขายตัดราคากันเอง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายณรงค์ ใจมา ประธานชมรมผู้ผลิตเหล้าชุมชนพื้นบ้านจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน
เปิดเผยว่า ปัจจุบันชมรม เหลือสมาชิกกลุ่มอยู่เพียง 1,000 รายเศษ
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงการเปิดเสรีผลิตเหล้า และเริ่มก่อตั้งชมรม
เมื่อปี 2544-2545
มีผู้ผลิตเหล้าพื้นบ้านเข้าเป็นสมาชิกกว่า
2,000 ราย สาเหตุหลักเพราะปัญหาภาวะเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาด้านการตลาด และการแข่งขันที่รุนแรง
โดยเฉพาะการตัดราคาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตเหล้าพื้นบ้านประสบปัญหาขาดทุน
โดยปัจจุบันต้นทุนการผลิตเหล้าอยู่ที่ขวดละ 22 บาท ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและค่าอากรแสตมป์ขวดละ
17.15 บาท
ในขณะที่ราคาขายส่งหน้าโรงงานอยู่ที่ขวดละ
39 บาท แต่ปรากฏว่ามีผู้ผลิตบางรายขายส่งเพียงขวดละ 35 บาทเท่านั้นทำให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ
ต้องปรับลดราคาขายลงมา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้
นายณรงค์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นชมรม
ได้เรียกประชุมสมาชิกเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา และป้องกันไม่ให้มีการขายตัดราคากันอีก
โดยได้ร่วมกันกำหนดมาตรการให้ผู้ผลิตเหล้าพื้นบ้านทุกรายต้องขายเหล้าตามราคามาตรฐานที่กำหนด
มาตรการดังกล่าวจะเริ่มใช้ภายในเดือนกรกฎาคม 2549 นี้เป็นต้นไป
"ยอมรับว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
ยอดขายโดยรวมของเหล้าพื้นบ้านสูงขึ้น โดยในปี 2548 เฉพาะกลุ่มของผมมีการเสียภาษีสรรพสามิตไปทั้งสิ้น
1,060,000 บาท เมื่อเทียบกับปี 2547 มีการเสียภาษีสรรพสามิตไปทั้งสิ้น
1,003,000 บาท แสดงให้เห็นว่ามีการบริโภคเพิ่มขึ้น เพราะราคาเหล้าพื้นบ้านถูกกว่าเหล้ายี่ห้อดัง
และเหล้าต่างประเทศ" นายณรงค์ กล่าว
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0008-ต้านบักหุ่งจีเอ็มโอ
ไทยโพสต์ วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เรื่องปก : ต้านบักหุ่งจีเอ็มโอ จัดประกวดตำส้มตำ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ที่ตลาดนัดจตุจักร กลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดงาน
"แซบใส ไม่ใส่จีเอ็มโอ" กิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยรู้จักรักษามะละกอไม่ให้ปนเปื้อนจีเอ็มโอ
โดยมีประชาชนมาร่วมงานคับคั่ง
นางภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงการประกวดตำส้มตำ "แซบใส
ไม่ใส่จีเอ็มโอ" จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ถึงความเสี่ยงของจีเอ็มโอที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ซึ่งสถานการณ์จีเอ็มโอเวลานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป
และได้เข้าสู่อาหารหลักคนไทย อย่างมะละกอที่นำมาประกอบอาหารส้มตำ
เป็นที่นิยมบริโภคทุกเพศทุกวัย
"ปัจจุบันมะละกอไทยถูกนำไปทำจีเอ็มโอ
และหลุดรอดจากแปลงทดลองไปสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว จึงน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า
มะละกอที่นำมาทำส้มตำที่เรากำลังรับประทานกันอยู่ทุกวันอาจเป็นมะละกอที่มีจีเอ็มโอปนเปื้อนอยู่ก็เป็นได้"
ภัสน์วจีกล่าว
บรรยากาศงาน "แซบใส ไม่ใส่จีเอ็มโอ"
ยังได้จัดนิทรรศการหัวข้อ "อะไรอยู่ในมะละกอจีเอ็มโอ?"
และบูธระบายสีบนเสื้อยืด พร้อมกับมาสคอตมนุษย์มะละกอมาสร้างสีสัน
รวมถึงการออกร้านผลิตภัณฑ์เกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
และความรู้ด้านจีเอ็มโอกับวิถีเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ยังมีการประกวดตำส้มตำ
มีทีมลงแข่งขัน 13 ทีม ล้วนเป็นนักเรียนและนักศึกษาจากสถาบันศึกษาทั่วประเทศ
โดยมีคณะกรรมการตัดสิน อาทิ ศิริลักษณ์ รอดยันตร์ จากนิตยสารครัว,
จิตติศักดิ์ จิตตเสวี ที่ปรึกษาด้านโภชนาการ รพ.ศิริราช, เบล-มณชยา,
บีม-พรรณวรินทร์, แอ้ม-ศิระประภา และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์
รวมถึงโชว์เพลงหนุ่มตำลาว สาวตำไทย จากศิลปินโจนัสและคริสตี้
ทั้งนี้ กลุ่มผู้สมัครเข้าประกวดได้สร้างสรรค์สูตรส้มตำหลากหลายรสชาติ
โดยต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ อาทิ ส้มตำปลาร้า, ส้มตำช็อกโกแลต
และส้มตำพริก สำหรับผลการประกวดตำส้มตำปลอดจีเอ็มโอ รอบ 4 ทีม
ได้แก่ ทีมมะละแก๊งด๊องด๊อง จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, ทีมรสแซบ
ลีลาซ่า จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ทีม 5 สาวแซบซ่า จากโรงเรียนสายน้ำผึ้ง
และทีมทวีรสแซบ จากโรงเรียนทวีวัฒนา ซึ่งในที่สุดทีมทวีรสแซบจากโรงเรียนทวีวัฒนา
คว้าโล่รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาทไปครอง ด้วยรสชาติ
สีสัน และลีลาควงสากสะบัดครก ก่อนได้เป็นพรีเซนเตอร์งานรณรงค์ตำไทยไม่ใส่จีเอ็มโอ
ทั่วประเทศในลำดับต่อไป
ดร.โอภาส ปัญญา ประธานคณะผู้บริหารกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กล่าวว่า "เป็นเวลาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องหันมาใส่ใจและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ
ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกคุกคามจากเทคโนโลยีสกปรกที่เรียกว่าจีเอ็มโอ
และมะละกอของไทยเป็นพืชที่กำลังถูกคุกคามด้วยเทคโนโลยีจีเอ็มโอ
จีเอ็มโอจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันอาจกำลังปนเปื้อนอยู่ในจานส้มตำของเราอยู่ก็ได้
กรีนพีซจึงมีความยินดีมากที่หนุ่มสาวซึ่งเป็นกำลังสำคัญของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ไม่เอาจีเอ็มโอ
ไม่เอามะละกอจีเอ็มโอ และปกป้องมะละกอของไทยร่วมกัน"
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0007-คลอดแผนสิบ
สยามธุรกิจ วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
คลอดกรอบแผนฯ 10 เน้นเศรษฐกิจพอเพียง
สภาพัฒน์-เปิดเวทีใหญ่ระดมสมองครั้งสุดท้าย แผนพัฒนาชาติฉบับที่10
ยึดปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเข็มทิศ กำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลักพัฒนา
หวังสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้ประเทศ มุ่งเป้านอาคตประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน
เผยยังสืบทอดเจตนารมณ์แผนฯ9 เน้นคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา หวังลดการพึ่งพาจากต่างชาติ
ขีดอนคาคตนำไทยสู่ยุคความหลากหลายทางชีวภาพ
หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒ์
ในฐานะผู้รับผิดชอบการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังแห่งชาติ
ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554)ที่จะนำมาใช้แทนแผนพัฒนาฯฉบับที่
9 ที่ครบกำหนดระยะแล้ว ได้ผ่านการจัดเวทีระดมความคิดจากทั่วประเทศ
จนสามารถังเคราะห์ออกมาเป็น 5 ยุทธศาสตร์หลัก ที่จะใช้เป็นกรอบในพัฒนาประเทศต่อไปข้างหน้าอีก
5 ปี สภาพัฒนฯจึงได้จัดให้มีเวทีระดมความคิด เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้ง
เป็นครั้งสุดท้าย ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ในวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ก่อนสรุปนำเสนอคณะรัฐมนตรีและนำขึ้นทูลเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ในเดือนตุลาคม
2549 นี้
ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่
10 ว่า จะเน้นสร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน สร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม
โดยทรัพยากรมนุษย์จะยังคงเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาสืบทอดเจตนารมณ์
ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งการดำเนินการตามแผนฯ ฉบับ 10 เช่น
การสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรม แก้ปัญหายาเสพติดส่งเสริมการออมของประชาชน
ปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศให้มีความสมดุล เป็นต้น
อ่างไรก็ตามแม้แผนฯ ฉบับที่ 10 จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่หวือหวา
แต่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ และลดช่องว่างคนรวยและคนจนโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีนั้นควรจะทำให้มีความเป็นธรรม
ซึ่งกระทรวงการคลังควรพิจารณาว่า การจัดเก็บภาษีแต่ละประเภทที่มีความเป็นธรรมหรือไม่
ชู 5 ยุทธศาสตร์สู่สังคมมีความสุขยั่งยืน
เลขาธิการสภาพัฒน์.กล่าวว่า ในการสัมมนาจะระดมความเห็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในแผนฯ
ฉบับที่ 10 ที่ได้สังเคราะห์ความคิดเห็นสรุปเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา
5 ประการ ได้แก่
- ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
ยุทธศาตร์นี้มุ่งัฒนาศักยภาพคนไทยให้มีความรอบรู้คู่คุณธรรม
มีสุขภาวะที่ดี พร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง พัฒนาคนให้เป็นกำลังปัญญาในการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวทันโลกได้อย่างรู้เท่าทันและอ่างมั่นคง
ตลอดจนมุ่งสร้างสังคมไทยให้มีความสงบสุข รักษาไว้ซึ่งความเป็นไทย
และมีการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ
- การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ
มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมที่เป็นธรรม ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้
และดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย เชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
รวมทั้งการสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนและการแก้ไขปัญหาความยากจน
- การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้ในทศวรรษแห่งเอเชีย
ด้วยการปรับฐานเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง ด้วยการบริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ
ลดการพึ่งพาจากภายนอก เน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิต
ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและลอจิสติกส์ พลังงาน ตลอดจนบริหารองค์ความรู้และกลไกที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ
- การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวิภาพและสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ด้วยการจัดองค์ความรู้ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร
ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร
ส่งเสริมการผลิตและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแดล้อม และวางรากฐานสำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
- การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ความอย่างยั่งยืน
ด้วยการปรับโครงสร้าง กลไกและกระจายการจัดสรรทรัพยากรสู่ภูมิภาค
ท้องถิ่นและชุมชน กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการจัดการบริการสาธารณะที่ตอบสนองตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่
และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการประเทศ
ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยในสังคมไทย
ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาสู่อนาคต
แผนฯ10 นนอกจากจะเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่จะชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตข้างหน้าในระยะ
10-15 ปี แล้ว ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทีมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาประเทศใหเกิดผลในการปฏิบัติในระยะ
5 ปีของแผน ตลอดจนความสอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนบริหาราชการแผ่นดิน
ซึ่งมีทิศทางการปฏิบัติงานของภาครัฐในระยะ 4 ปี ตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาด้วย
นอกจากนี้ในแผนฯ10 ยังได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มาเป็นหลักปฏิบัติในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง
มีภูมิคุ้มกัน และพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์
ต่อเนื่องจากจากแผนฯ9 โดยยังคงยึดกระบวนทรรศน์การพัฒนาอย่างบูรณาการเป็นองค์รวม
โดยมีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
ดังนั้นหลักการสำคัญในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ของแผนฯ10
จึงมุ่งสู่การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกัน รักษาความพอดี
ความพอประมาณ ระหว่างความพอเพียงและการแข่งขันบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคมทุกระดับ
โดยมีจุดมุ่งหมายการพัฒนาที่มุงสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน(Green
and Happiness Sociaety) และความอยู่ดีมีสุขของประชาชนไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป
การที่แผนฯ10 มุ่งเป้าการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ข้างต้นนั้น สืบเนื่องมาจากบทเรียนในอดีต
ซึ่งได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี
2540 ที่ผ่านมา สังคมไทยยังขาดความรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงและขาดภูมิคุ้มกันที่ดี
ในการรับมือการไหลบ่าอย่างรุนแรงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทุกภาคส่วนต่างได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้าง
ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่มุ่งสร้างความสดุลและภูมิคุ้มกัน โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
ลดการพึ่งพาจากต่างชาติ เน้นใช้ทรัพากรภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ตลอดจนการขีดทางเดินประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมยุคการแข่งขันอย่างรุนแรงทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังจะมาถึง
ยุทธศาสตร์และแนวทางการปฏิบัติในเชิงรูปธรรมจึงได้รับการบรรจุใส่แผนฯ
10 อย่างเต็มที่ มากกว่าแผนฯฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมา ด้วยหวังจะนำพาประเทศสู่สังคมในในฝันที่ทุกฝ่ายอยากเห็น
นั่นคือ สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0006-จวกชาติใหญ่โอฮาล่ม
โพสต์ ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
จวกชาติใหญ่ชนวนเจรจารอบโดฮาล่ม
ซิดนีย์/นิวเดลี (เอเอฟพี) ออสเตรเลียชี้ชาติ มหาอำนาจไม่ยอมผ่อนปรน
ส่งผลให้การเจรจารอบโดฮาครั้งล่าสุด
ล้มเหลว ขณะรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดียหวังเจรจาครั้งใหม่ปลายเดือนนี้ช่วยปลดล็อก
ดันการเจรจารอบโดฮาคืบหน้าได้
มาร์ก เวล รัฐมนตรีพาณิชย์ของออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์วานนี้ว่า
การไม่ยอมผ่อนปรนของบรรดาชาติมหาอำนาจ
ทางด้านการค้า ส่งผลให้การเจรจาขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
โดยอ้างอิงผลการประชุมรอบโดฮา ซึ่งจัดขึ้น
ครั้งล่าสุดที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ต้องประสบความล้มเหลวลง
เราจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อที่ก้าวผ่านประเด็นการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรกรรม
และการลด
เงินอุดหนุนภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปิดเสรีการค้าโลก
รัฐมนตรีพาณิชย์ของออสเตรเลียกล่าว
พร้อมระบุว่า แม้จะมีการหารือกันอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ทว่า การประชุมที่เจนีวาได้แสดงให้เห็นว่าไม่มี
ชาติใดจะยอมผ่อนปรนเพื่อให้กระบวนการเจรจาของดับเบิลยูทีโอในรอบโดฮาเกิดความคืบหน้าขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับประชุมที่นครเจนีวาที่ผ่านมา มีขึ้นเพื่อต้องการจะร่วมกันกำหนดแนวทางที่จะช่วยกระตุ้นให้การเจรจาของ
ดับเบิลยูทีโอในรอบโดฮา ซึ่งขณะนี้อยู่ในภาวะชะงักงันนั้น สามารถที่จะบรรลุผลสำเร็จและเป็นการเปิดเสรีทางการค้า
เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตในประเทศที่ยากจนต่างๆ ได้
ทว่า ความมุ่งหวังข้างต้นต้องประสบความล้มเหลวลง เพราะหลังเสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันที่
1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่
ประชุมไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งส่งผลให้ความหวังที่จะผลักดันให้การเจรจารอบโดฮา
สามารถบรรลุผลได้ตามเส้นตายที่กำหนดนั้นยิ่งเลือนลางมากขึ้น
เวล กล่าวว่า ความล้มเหลวของการเจรจาดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อออสเตรเลียและกลุ่มผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร
(แครนส์) โดยออสเตรเลียยืนยันที่จะทำทุกวิถีทางในการประชุมครั้งต่อไปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้
เพื่อผลักดันในการเจรจารอบโดฮาเกิดความคืบหน้าขึ้น
แครนส์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเจรจารอบโดฮาขึ้น
เนื่องจากการเจรจาดังกล่าวจะช่วยก่อให้เกิด
ความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาและการช่วยปฏิรูปด้านการเกษตรอีกด้วย
รัฐมนตรีพาณิชย์ออสเตรเลียระบุ พร้อม
กล่าวว่า ออสเตรเลียจะดำเนินการต่อสู้เพื่อให้การเจรจารอบโดฮาสามารถบรรลุผลได้
โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงตลาด
สินค้าเกษตรกรรม
ขณะที่ คามัล นาถ รัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย หวังว่า
การเจรจารอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในช่วง
ปลายเดือนนี้ จะช่วยปลดล็อกการเจรจารอบโดฮาให้สามารถมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นได้
ที่มา หนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์
วันที่ 3 กรกฎาคม 2549
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0005-ปัตตานีดันปลูกปาล์ม
ประชาชาติธุรกิจ วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
"ปัตตานี"อัดงบผู้ว่าฯซีอีโอ52ล. ดันเกษตรกรปลูกปาล์ม3จว.ใต้
ปัตตานีอัดงบฯ 52 ล้าน ขานรับโครงการปลูกปาล์ม
3 จว.ชายแดนใต้แสนไร่ของรัฐบาล ตั้งเป้ามีผู้เข้าร่วมโครงการ
4,500 ราย หวังช่วยสร้างรายได้และแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่
เกษตรกรร้องแจกพันธุ์ปาล์มฟรี แต่ไม่มีค่าขนส่ง
จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
กำหนดเป้าหมายให้มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นในเขตนาร้างและพื้นที่อื่นๆ
ที่มีความเหมาะสม ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะเวลาดำเนินการ
6 ปี (2547-2552) เป็นงบประมาณต่อเนื่อง จำนวน 1,324 ล้านบาท
โดยตั้งเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 100,000 ไร่
แยกเป็น จ.ปัตตานี 17,300 ไร่ จ.ยะลา 15,000 ไร่ และ จ.นราธิวาส
67,700 ไร่นั้น
นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
เปิดเผยว่า เนื่องจากในพื้นที่ 12 อำเภอของจังหวัดปัตตานี มีพื้นที่นาร้าง
หรือที่รกร้างว่างเปล่าจำนวนมากที่ไม่เหมาะสมในการทำการเกษตรและเพาะปลูก
จึงได้จัดทำโครงการฟื้นฟูพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน
เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลและเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในด้านการสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการในลักษณะบูรณาการร่วมกันระหว่าง
3 หน่วยงาน ได้ แก่ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตปัตตานี
สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี และสำนักงานสหกรณ์ปัตตานี ใช้งบประมาณปี
2549 (งบฯ ซีอีโอ) 52,822530 บาท ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมโครงการ
4,500 ราย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548
ในส่วนของ จ.ปัตตานี ตั้งเป้าไว้
17,000 ไร่ ดำเนินการมาแล้ว 2 ปี มีผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อปี
2548 จำนวน 342 คน พื้นที่ดำเนินการ 2,306 ไร่ ปี 2549 จำนวน
656 คน พื้นที่ดำเนินการ 5,500 ไร่ ประกอบด้วยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่
อ.โคกโพธิ์ อ.ปะนาเระ อ.สายบุรี อ.หนองจิก อ.ยะหริ่ง อ.ทุ่งยางแดง
อ.ยะรัง อ.เมือง อ.มายอ
นายชาตรี เกตุเรน หัวหน้ากลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์
สนง.สหกรณ์ จ.ปัตตานี ผู้รับผิดชอบหลักในโครงการนี้กล่าวว่า
การปลูกปาล์มสามารถทนต่อสภาพได้ดี และมีความคงทน รวมถึงผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี
ขณะนี้มีเกษตรกรมาร่วมโครงการจำนวน 998 ราย ในปี 2549 ได้มีการอบรมเกษตรกรแล้ว
2 รุ่น ซึ่งหลังจากนี้จะนำตัวแทนเกษตรกรไปดูงานการจัดการสวนปาล์มในสวนของเอกชน
ชมโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดกระบี่
ระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2549 โดยคาดว่าเกษตรกรส่วนหนึ่งจะเริ่มปลูกกล้าปาล์มได้ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
2549 สำหรับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากที่ได้ดำเนินการปลูกแล้ว
รัฐจะให้เงินสนับสนุนในการจัดซื้อปุ๋ย ยา และสารเคมีเพื่อดูแล
บำรุงรักษาให้สมาชิกเป็นเวลาต่อเนื่อง 3 ปี
"สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์
มีการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการเตรียมดิน
การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการตลาด รวมทั้งการจัดทำบัญชีฟาร์มให้กับสมาชิก
ผลผลิตที่ได้จะนำส่งเข้าโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน ขนาด 45 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมง
ที่ อ.บาเจาะเพื่อรองรับผลผลิตในโครงการทั้ง 3 จังหวัด"
นายชาตรีกล่าว
ด้านนายถวิล พรหมบุตร อายุ 65
ปี เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการจาก ม.7 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ กล่าวว่า
ได้ดำเนินการปลูกในพื้นที่ 6 ไร่ ขณะนี้ต้นปาล์มมีอายุ 8 เดือน
สภาพเจริญเติบโตต้นแข็งแรง อุดมสมบูรณ์ดี ไม่มีปัญหา ขณะนี้มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการแล้ว
100 กว่าคน สิ่งที่อยากให้ทางราชการช่วยเหลือคืองบประมาณที่มีน้อย
ตอนนี้ต้องซื้อปุ๋ยเอง
นายไกรวุฒิ จุลบุตร อายุ 25 ปี
เกษตรกร จาก ต.กอลำ อ.ยะรัง กล่าวว่า มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ
251 ไร่ สมาชิก 23 คน ทั้งหมดเป็นที่นาร้าง เพราะน้ำท่วมขังไม่สามารถทำนาได้
ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ ขุดร่องเพื่อเตรียม ปลูก ปัญหาที่พบในขณะนี้คือเรื่องพันธุ์ปาล์มที่ทางราชการให้ไปรับต้นกล้าฟรีที่
อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส แต่ไม่มีงบฯค่าขนส่งให้ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต้องไปรับและจ่ายเอง
ในขณะที่ผู้ที่ปลูกเมื่อปีที่แล้วรัฐออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
หน้า 32
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0004-ส่งเสริมสบู่ดำ
แนวหน้า วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
กรมส่งเสริมการเกษตรเดินเครื่องฝ่าวิกฤติน้ำมัน
เร่งลงมือปลูกสบู่ดำศูนย์พัฒนาอาชีพทั่วประเทศ
นางดาเรศ กิตติโยภาส ผอ.ส่งส่งเสริมวิศวกรรมเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาคการเกษตรโดยเฉพาะต้นทุนที่เป็นน้ำมันดีเซล
กรมฯจึงได้จัดให้มีการโครงการส่งเสริมการปลูกสบู่ดำแบบเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสบู่ดำในไร่นา
นำมาแปรรูปใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล และใช้กับเครื่องยนต์ทางการเกษตรที่ใช้น้ำมันดีเซล
เช่น รถไถเดินตาม เครื่องสูบน้ำ เครื่องตีน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง
ซึ่งจากการเข้าไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรทำให้เกษตรกรเริ่มเห็นความสำคัญและต้องการจะปลูกสบู่ดำในไร่นาเพื่อผลิตน้ำมันสบู่ดำใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล
ดังนั้นกรมฯจึงได้จัดทำแปลงรวบรวมและขยายพันธุ์สบู่ดำ เพื่อใช้ในการทดสอบและพัฒนาการผลิตน้ำมันสบู่ดำใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียว
ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จำนวน 9 ศูนย์ รวมพื้นที่ปลูกสบู่ดำประมาณ
58 ไร่ และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในชุมชนเป็นกลุ่มผู้ผลิตและใช้น้ำมันสบู่ดำ
ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ให้ปลูกสบู่ดำและผลิตน้ำมันสบู่เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล
รวมพื้นที่ 178 ไร่
ผอ.ส่งส่งเสริมวิศวกรรมเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องยนต์ที่ใช้ภาคการเกษตรประมาณ
37 ล้านเครื่องทั่วประเทศ และใช้น้ำมัน 100 ลิตร/เครื่อง/ปี
ซึ่งหากเกษตรกรสามารถผลิตน้ำมันจากสบู่ดำได้เท่ากับประมาณความต้องการใช้ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกทาง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมฯได้แจกจ่ายสบู่ดำให้กับเกษตรกรไปแล้ว
255 กลุ่มๆละ 20,000 ต้น เพื่อให้เกษตรนำไปปลูกขยายพันธุ์ส่วนจำนวนพื้นที่ที่ปลูกนั้นขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างการสำรวจ
รวมทั้งความต้องการใช้น้ำมันสบู่ดำของเกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมได้ภายในสิ้นเดือนก.ค.49
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0003-แจกกล้ายางวัดซีพี
คมชัดลึก วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549
แจกกล้ายางพาราลอต 3 วัดความพร้อมของ "ซีพี"
แค่เพียงจุดเริ่มต้นในการส่งมอบ "กล้ายางพารา" ของกลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์
(ซีพี) ให้แก่เกษตรกรในโครงปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ในพื้นที่ภาคอีสาน
และภาคเหนือ ชุดแรกในลอตสุดท้ายจำนวนทั้งหมด 45 ล้านต้น ก็ทำท่าจะมีปัญหาอีกแล้ว
ทั้งนี้เนื่องจากมีเสียงสะท้อนจากเกษตรกรจำนวนไม่น้อย
แสดงความหวั่นวิตกว่า จะได้กล้ายางคุณภาพต่ำ และได้รับมอบกล้ายางล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดชุดสุดท้ายเดือนสิงหาคม
2549 โดยเฉพาะที่ จ.กำแพงเพชร และ จ.หนองคาย แม้กระทั่งภาครัฐวิตกในเรื่องนี้
แต่กระนั้นแม่งานใหญ่อย่าง "ซีพี" ก็ยืนยันเสียงหนักแน่นว่าประเด็นเหล่านี้
ไม่มีปัญหาแน่นอน
อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
กล่าวว่า โครงการส่งเสริมเกษตกรปลูกยางพาราจำนวน 1 ล้านไร่นั้น
อดิศักดิ์ บอกว่า ต้องใช้กล้ายางจำนวน 90 ล้านต้น โดยกรมกำหนดกรอบให้ซีพี
ส่งมอบกล้ายางให้เกษตรกรปี 2547 จำนวน 20% ปี 2548 จำนวน 30%
และปี 2549 จำนวน 50% ในส่วนของปี 2549 ซึ่งเป็นลอตสุดท้ายจำนวน
45 ล้านต้น ซีพีแบ่งการส่งมอบเป็น 3 ชุด คือ ชุดแรกเดือนพฤษภาคม
10% ชุดที่สองเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 40% และชุดสุดท้ายเดือนสิงหาคม
50%
แม้ว่า ยังเหลือเวลาในการส่งมอบกล้ายางอีกหลายเดือน
ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้ อดิศักดิ์ ยอมรับว่า ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรกลุ่มหนึ่งใน
จ.กำแพงเพชร ที่ไปรับต้นกล้ายางพาราจากเนอสเซอรี่ของซีพี แล้วได้ต้นกล้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ยังต้นกล้าที่เกษตรกรจะต้องได้รับชุดแรกในเดือนมิถุนายน
2549 ก็ถูกทางบริษัทเลื่อนออกไป ทำให้พวกเขาเกรงว่าหากได้รับต้นกล้าล่าช้าเกินไป
อาจส่งผลกระทบต่อการปลูก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว อยู่ในเขตที่มีฝนหมดเร็ว
ต้นยางอาจได้น้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตามหลังการได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกร
จ.กำแพงเพชร อดิศักดิ์ และคณะผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของซีพี
เดินทางลงพื้นที่เพื่อหาคำตอบดังกล่าว
"ผมกำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ติดตามเรื่องนี้อย่างชิด
เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาแก่เกษตรกรในโครงการ อย่างคุณภาพของต้นกล้านั้น
ในสัญญาที่ตกลงกับซีพีได้เขียนไว้อย่างชัดเจน คือ ต้นสูงประมาณ
20 ซม. ใบเขียว มีกิ่ง 2 ฉัตร และก่อนที่จะปล่อยสู่มือเกษตรกรเจ้าากรมวิชาการเกษตรต้องตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด"
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
อดิศักดิ์ บอกอีกว่า สำหรับปัญหาเรื่องส่งมอบกล้ายางช้าในชุดแรกของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น
ทางซีพีได้แจ้งให้ทราบแล้ว และยืนยันว่าจะรีบดำเนินการส่งมอบให้ได้ครบตามจำนวนภายในวันที่
30 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แสดงความวิตกว่า
หากซีพีส่งต้นกล้าช้า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร จึงพยายามคิดหาช่องทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ไว้เช่นกัน
ด้าน สมศักดิ์ ฉิมสุข ชาวบ้าน
ต.ไตรตรึงษ์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร หนึ่งในผู้ร้องเรียนเรื่องกล้ายางคุณภาพต่ำ
บอกว่า เข้าโครงการปลูกยางพารากับรัฐบาลจำนวน 35 ไร่ โควตาการรับต้นกล้าปี
2549 จำนวน 1,800 ต้น ซึ่งซีพีนัดไปรับที่เนอสเซอรี่ ต.เทพนคร
อ.เมือง จ.กำแพงเพชร วันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมกับเพื่อเกษตรกรอีกว่า
20 คน
"พวกเราเดินทงไปรับต้นกล้าตามที่บริษัทนัด
แต่พอไปถึงกลับพบว่าต้นกล้าไม่ได้คุณภาพ คือ เป็นยางอ่อน ต้นสูงไม่ถึง
20 ซม. ใบอ่อน ต้นไม่อวบ และแคระแกร็น ผมปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี
2531 จึงรู้ว่าต้นไหนพันธุ์ดีต้นไหนไม่ดี จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรทราบ
เมื่อเจ้าหน้ามาถึงก็สั่งไม่ให้เรานำไปปลูก ผมและเพื่อนจึงเดินทางกลับ
และยังไม่ได้ต้นกล้าจนทุกวันนี้" สมศักดิ์ กล่าว
ส่วน จรินทร์ เดชเดชะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกยางพารากำแพงเพชร
บอกว่า สิ่งที่หนักใจที่สุดคือกการได้รับมอบต้นกล้าล่าช้า เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้วเมื่อปี
2548 ได้ต้นกล้าหลังเดือนสิงหาคม เมื่อนำไปปลูกทำให้ต้นกล้าตายไปกว่า
30% สร้างความเสียหายจำนวนมาก อย่างไรก็ตามผลจากราคายางแผ่นดิบพุ่งสูงเกือบ
100 บาทต่อ กก.นั้นถือเป็นแรงจูงใจให้ชาวกำแพงเพชร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกยางประมาณ
5 หมื่นไร่
นอกจากนี้ในส่วนของพื้นทีภาคอีสานก็มีปัญหาเช่นกัน
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.หนองคาย
กล่าวว่า จ.หนองคาย ถือเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในภูมิภาค
ทำให้การส่งมอบกล้ายางในปริมาณมากค่อนข้างมีปัญหา ในปีนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน
ซีพีเพิ่งจะส่งมอบกล้ายางให้เกษตรกรเพียงแค่ 20% เท่านั้น โดยเป้าหมายของการใช้กล้ายางพาราในพื้นที่
จ.หนองคาย มีมากถึง 6 ล้านต้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าซีพีจะสามารถส่งมอบกล้ายางได้ทันตามกำหนดเวลาหรือไม่
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0002
-ปลัดเขาจ้าวเร่งกันแนวเขต - มติชน - วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.
2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10335
ปลัดเขาจ้าวเร่งกันแนวเขต
ราคายางดีทำนายทุนรุกป่า ตชด.เผยมีนักการเมืองด้วย
จ.ส.อ.บุญมา กล้วยเครือ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เขาจ้าว
อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีการบุกรุกแผ้วถางป่าโดยใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่
เนื่องจากกลุ่มนายทุนต้องการที่ดินจำนวนมากเพื่อปลูกยางพารา
ซึ่งกำลังมีราคาดี ล่าสุด อบต.ได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติป่ากุยบุรี
ทหาร และชลประทานให้ร่วมกันชี้แนวเขตพร้อมกับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
เพื่อกำหนดที่ทำกินของชาวบ้านให้ชัดเจน ไม่ให้บุกรุกเพิ่ม แต่ยอมรับว่าการป้องกันทำได้ยาก
เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา
"ปัจจุบันชาวบ้านเขาจ้าวไม่มีเอกสารสิทธิแม้แต่รายเดียว
เพราะพื้นที่ทั้งหมดเป็นของส่วนราชการ แต่เข้าไปทำกินภายหลังจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่
จึงต้องตั้งเป็นตำบล แต่การสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานเจ้าของที่ดิน
ทำให้มีถนนลาดยางทั้งตำบลเพียง 2 กิโลเมตร ส่วนไฟฟ้าก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
สำนักงาน อบต.ก็ยังอยู่หลังที่ว่าการอำเภอปราณบุรี ห่างจากตำบลประมาณ
40 กิโลเมตร เพราะในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจตระเวนชายแดน
(ตชด.) 145 ค่ายพระมงกุฎเกล้า อ.ปราณบุรี จับกุมคนงาน 4 คน กำลังใช้รถแบ๊คโฮและรถแทร็กเตอร์ปรับไถพื้นที่ในหมู่บ้านท่าวังหิน
หมู่ 4 จึงยึดของกลางรถแบ๊คโฮ 2 คัน รถแทร็กเตอร์ 3 คัน ส่วนคนงานรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากนายทุนไม่ทราบชื่อให้เข้ามาปรับสภาพพื้นที่เพื่อปลูกยางพารา
ร.ต.ท.กุศล แม่นเมือง ผู้บังคับหมวด
ตชด.145 กล่าวว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าพื้นที่ซุ่งถูกแผ้วถางอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี
เป็นป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายไปมากกว่า 100 ไร่ ส่วนนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการบุกรุกเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล
และนักการเมืองท้องถิ่น
<<กลับหน้าแรก|
ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>
0001-ทุ่ม
27 ล้าน หนุนเกษตรอินทรีย์ -มติชน -22 มีนาคม 2549
ทุ่ม
27 ล้าน หนุนเกษตรอินทรีย์
นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่าได้อนุมัติงบประมาณ
27,252,200 บาท สำหรับโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีสระแก้ว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น
โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการบูรณาการงานของหน่วยราชการ 6 หน่วยงาน
กับ เครือข่ายองค์การชุมชนอีก 2 เครือข่าย มีเป้าหมายที่จะทำให้มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์จำนวน
62,881 ไร่ และมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 6,298 คน
รวมทั้งให้มีการจัดสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพ 2 แห่ง พร้อมๆ
กับการจัดตั้งโรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์ อีก 10 แห่ง
ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวว่า
ในระยะแรกจะมุ่งเน้นการผลิตไปที่พืชเศรษฐกิจบางตัวที่มีปัญหาการผลิตเกษตรอินทรีย์ไม่มากเกินไปนัก
แต่มีศักยภาพด้านการตลาดสูงมาก เช่น แคนตาลูป แก้วมังกร พริกขี้หนู
มะละกอฮาวาย หน่อไม้ฝรั่ง ข้าว และพืชผักต่างๆ
สารเคมีไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเท่านั้น
ยังทำให้สุขภาพของเกษตรกรแย่ลง และที่สำคัญคือทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
เงินไหลออกนอกประเทศเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ปีละนับหมื่นล้านบาท
นายสมบูรณ์กล่าว
แหล่งที่มา : นสพ.มติชน วันที่
22 มีนาคม 2549 หน้า 9
|