0020-กรมเร่งจีเอ็มโอ-แนวหน้า
12 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ปีที่ 27 ฉบับที่ 9238 วันพุธที่ 12 กรกฏาคม พ.ศ. 2549
กรมวิชาการฯผวาแรงต้านจีเอ็มโอ
เสียโอกาสวิจัยพัฒนาด้านเกษตร
สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเตือนทุกฝ่ายอย่าหยุดงานวิจัยดัดแปลงพันธุกรรม
ย้ำอาจทำให้ชาติเสียโอกาศการพัฒนาด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม
นางหทัยรัตน์ อุไรรงค์ นักวิชาการเกษตร 8 สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ
กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะที่กฎหมายการคุ้มครองความปลอดภัยทางชีวภาพ
(ไบโอเซฟตี้) ยังไม่เป็นรูปร่างที่ชัดเจน แต่ในส่วนของสำนักวิจัยฯ
ยังต้องดำเนินการพัฒนาและสนับสนุนให้มีงานวิจัยทางด้านพืชดัดแปลงพันธุกรรม
(GMOs) ต่อไป เนื่องจากเห็นว่าเทคโนโลยีทางด้านนี้มีศักกยภาพเกินกว่าที่จะปฏิเสธได้
และหากหยุดการพัฒนาอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการพัฒนาด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ การสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาทางด้านพืชGMOs โดยเฉพาะพืชที่ไม่ใช่อาหาร
เช่น การใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมเพื่อเปลี่ยนสีไม้ดอกไม้ประดับให้มีความแปลกใหม่
การวิจัยด้านพลังงานทดแทน โดยการปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ให้สามารถแทนแอลกอฮอล์ได้สูงขึ้น
เพื่อใช้ในขบวนการหมักอ้อย หรือมันสำปะหลัง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ได้แอลกอฮอล์มากขึ้นโดยใส่วัตถุดิบเท่าเดิม
ส่วนจีเอ็มโอที่เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ ควรต้องมีความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ
กรมฯจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเรื่องความปลอดภัยทางด้านชีวภาพด้านการเกษตร
(IBC) ดูแลทั้งงานวิจัยการสร้างพืชดัดแปลงพันธุกรรมและการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ
ทั้งในห้องปฏิบัติการ ในโรงเรือน และการทดลองระดับไร่นา ขณะเดียวกันได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้บริโภค
ทราบข้อมูลของพืชตามหลักวิทยาศาสตร์ GMOs มากขึ้น เพื่อไม่ให้กลัวในสิ่งที่ไม่รู้และสามารถตัดสินใจรับหรือไม่รับพืช
GMOs
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0019-นำเข้าปุ๋ยเคมี-ประชาชาติธุรกิจ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมี สูงถึง 25 หมื่นล้าน
คอลัมน์
เครื่องเคียง
ในช่วงปี 2546-2547 มีการตรวจพบสารเคมีตกค้างในสินค้าเกษตรส่งออกของไทยหลายประเภท
ทั้งพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ ปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้สารเคมีในสวนส้ม
จ.เชียงใหม่
"จุฑามาศ ต๊ะก่า" เจ้าหน้าที่วิจัยจากสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน
ได้ลงไปศึกษาวิจัยในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ ฝาง แม่อาย และไชยปราการ
ระบุว่าในพื้นที่ปลูกส้ม 100,000 ไร่มีการใช้สารเคมีมากถึง 8
ชนิด ส่งผลให้ชาวบ้านที่อยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตรป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและโรคผิวหนังกันมากโดยเฉพาะเด็ก
นอกจากนั้น ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ที่ดินที่สัมพันธ์กับกรณีการขยายตัวของสวนส้มอย่างรวดเร็ว
กระทั่งมีการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะ เชื่อมโยงไปถึงปัญหาการใช้น้ำปริมาณมากจนกระทบกับพื้นที่ทำนาปรังทางตอนล่าง
สรุปแล้วปัญหาสารเคมีปนเปื้อนทำให้ทั้ง
ดิน น้ำ และอากาศเสื่อมโทรม ในเดือนกันยายน 2546 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้จัดการเรื่องสวนส้ม
จ.เชียงใหม่อย่างจริงจัง รวมถึงหาแนวทางประกาศเป็นกิจการอันตรายต่อสุขภาพตาม
พ.ร.บ.สาธารณสุข และเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีในรอบ
20 ปีที่ผ่านมาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยปี 2527 มีปริมาณการนำเข้า
1,275,533 ตัน มูลค่า 4,663,518,000 บาท
จากนั้นในปี 2532 ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น
2,541,570 ตัน มูลค่า 10,182,686,000 บาท ปี 2544 ปริมาณการนำเข้าขยับขึ้นมาเป็น
3,395,744 ตัน มูลค่า 20,885,000,000 บาท และปี 2546 ปริมาณการนำเข้าอยู่ที่
3,837,787 ตัน มูลค่า 25,747,000,000 บาท
หน้า 44
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0018-โอกาสทองยาง-แนวหน้า 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เกษตรสร้างสรรค์
โอกาสทอง
โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างน่าวิตก
ไม่ได้เปลี่ยนเพราะนโยบายรัฐ แต่เปลี่ยนด้วยแรงจูงใจเรื่องราคาอย่างเดียว
ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกยางพาราอย่างลืมตาย
คนใต้กับตะวันออกรับดอกผลอย่างน้อย3-4ปีที่ราคายางพุ่งต่อเนื่องจากระดับ
40-100 บาท/กิโลกรัม คนอีสานนั้นได้เฉพาะคนที่อยู่ในช่วงรัฐบาล
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ใช้นโยบายอีสานเขียว
รถกระบะป้ายแดง โทรศัพท์มือถือและข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนขายดิบขายดีจากประชากรกลุ่มนี้ที่ไปกรีดยางตอนดึกเหมือนลงไปเก็บทองในสวนกลับมาพร้อมเงิน
2-3พันบาท เดือนหนึ่งหลายหมื่นหรือบางครอบครัวเป็นแสนบาท กำลังซื้อพุ่งขึ้นปรี๊ดทันตาเห็น
เพื่อนบ้านเรือนเคียงเห็นเข้าก็เอามั่ง แห่ปลูกยางพาราชนิดไม่เหลือพื้นที่ให้พืชอื่นโดยเฉพาะอีสาน
ผมถามเกษตรกรว่าไม่กลัวหรือหากมันจะเกิดเหตุทำให้ราคายางตก เขาบอกว่าก็กลัวเหมือนกัน
แต่ความอยากมันมากกว่า เสี่ยงเป็นเสี่ยง บางครอบครัวถึงกับโค่นสวนผลไม้ทิ้งหรือพวกที่ปลูกพืชไร่อย่างอื่นก็หันมาปลูกยางอย่างเดียว
โอกาสทองฝังเพชรจะถึงมือเกษตรกรรายหลังๆหรือไม่ มันก็น่าคิดและคิดแล้วก็น่าใจหาย
ประการแรก โอกาสทองไม่เคยยาวนานหรือที่อาจยาวนานก็ถึงวัฏจักรการเปลี่ยนแปลง
ประการสอง เมื่อราคายางดี ประเทศอื่นก็หันปลูกยางเช่นจีน อินเดีย
พม่า เวียดนาม ลาวและฯลฯ ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตย่อมเป็นคำตอบได้ดีว่า
ราคายางจะอยู่ในสภาพเช่นไร
ประการที่สาม ปรากฏการณ์แม่ฆ่าลูก-ลูกฆ่าแม่เกิดได้เสมอ ลำพังเวลานี้อุตสาหกรรมที่ใช้ยาพาราเป็นวัตถุดิบเริ่มกระทบกระเทือนหนักมือขึ้น
อนาคตจะเป็นเช่นไรหากอุตสาหกรรมต่อเนื่องเหล่านี้อยู่ยากหรืออยู่ไม่รอด
ประการสุดท้าย เมื่อสินค้าใดราคาแพงมากจนเกินจริง มนุษย์เองจะหาทางออกไปใช้อย่างอื่นทดแทน
ดูแต่พลังงานจากปิโตรเลียมยังหันไปใช้พลังงานรูปแบบอื่น ฉะนั้นจากยางธรรมชาติย่อมนำไปสู่ยางอย่างอื่นที่ทดแทนกันได้
เกษตรกรชาวสวนยางที่ร่ำรวยจากโอกาสทองอยู่แล้ว โปรดดูแลเงินให้ดีและให้เงินทำงานแทนให้เป็น
เกษตรกรชาวสวนยางหน้าใหม่ที่ยังไม่เจอโอกาสทองยิ่งต้องระวังหนักกว่าใคร
พอใจ สะพรั่งเนตร
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0017-งานวิจัยยางสกว คมชัดลึก 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เกษตรกรยุคใหม่ : งานวิจัยยางพาราของ สกว.
คงจะรู้กันอยู่แล้วว่า ตอนนี้ราคายางพาราในประเทศและตลาดโลก
เพิ่มสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เรื่องนี้อาจไม่ยั่งยืนและน่าจะต้องให้ความเป็นห่วง
หรือระวัดระวังมากกว่าจะดีใจ แล้วโหมปลูกกันเป็นการใหญ่ เพราะว่าอาจทำให้อุตสาหกรรมนี้พินาศทั้งหมดก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน การส่งขายยางของเราเป็นลักษณะของ "ยางดิบ"
เป็นส่วนใหญ่
นั่นก็หมายความว่า เราต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเพื่อนำไปแปรรูป
เพราะเราเองไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะทำอุตสาหกรรมปลายน้ำ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพารา
ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า ที่สำคัญกลุ่มผู้แปรรูปก็มีทางเลือก
คือ การใช้ ยางสังเคราะห์ ทดแทนยางพาราของเรา ดังนั้น ถ้าราคายางพาราสูงมากเกินไป
บรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปเหล่านี้ ก็จะหันไปใช้ยางสังเคราะห์กันหมด
เมื่อถึงวันนั้น ก็สายเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมยางพาราของเราแล้ว
เป็นที่น่าแปลกว่า "ยางพารา"
เป็นพืชสำคัญของเรา โดยที่สามารถผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก
และมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 30 ของตลาดโลก แต่ว่าความรู้เกี่ยวกับยาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์จากยางพารามีค่อนข้างน้อย ดังนั้น
เราจึงผลิตยางชนิดธรรมดาเป็นหลัก คือ ยางแผ่นรมควัน คิดแล้วประมาณร้อยละ
40 ที่เหลือเป็นยางแท่งร้อยละ 37 น้ำยางข้นจากการปั่นร้อยละ
20 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3 ก็เป็นยางดิบชนิดอื่นๆ เช่น ยางผึ่งแห้ง
ยางเครพ ยางสกิม เป็นต้น
ยางเหล่านี้นำไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้หลากหลายมาก
เมื่อเป็นอย่างนี้ ทาง สกว.ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนให้เกิดการวิจัย
เพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ
จึงได้เปิดโครงการใหญ่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับยางพาราโดยเฉพาะ
มี อ.วราภรณ์ ขจรไชยกุล อดีต ผอ.ส่วนอุตสาหกรรมยาง สถาบันวิจัยยาง
กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารามาหลายสิบปี
ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการโครงการนี้
งานวิจัยเกี่ยวกับยางพาราเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
และครอบคลุมตั้งแต่ยางดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ซึ่งมีเทคโนโลยีต่างๆ
ทางอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำวิจัยเพียงไม่กี่เรื่องแล้ว
สามารถแก้ปัญหา หรือพัฒนายางได้ทั้งหมด
เรื่องของ "ยาง" นั้น
สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่ "ยางรัดของ" ไปจนถึง "ยางล้อเครื่องบิน"
ต้องใช้ความรู้จากศาสตร์ต่างๆ ทั้งทางด้านวิศวกรรมสาขาต่างๆ
ไปจนถึงการแพทย์ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดภูมิแพ้ ที่มีสาเหตุมาจากสารซึ่งพบในน้ำยาง
เป็นต้น
เมื่อได้เห็นภาพรวมอย่างนี้ ก็นำไปสู่การวางแผน
หรือยุทธศาสตร์การวิจัยยางพารา ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางดิบ
ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมยางดิบนั้น
ถึงแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าต่ำและทำกันมาแต่ดั้งเดิม แต่ก็ยังทิ้งไม่ได้
เพราะว่ายังเป็นผลิตภัณฑ์หลักของเราอยู่ อย่างเช่น ยางแผ่นรมควันก็ยังมีปัญหาเรื่องของการควบคุมการผลิตให้ได้คุณภาพ
ขาดการพัฒนารูปแบบการบรรจุหีบห่อ ขาดการจัดเกรด ที่สำคัญยังขาดการกำหนดคุณภาพมาตรฐานตามหลักวิชาการ
ยางแผ่นรมควันนี้มีคุณสมบัติดีกว่ายางแท่ง
เพราะว่าในขั้นตอน หรือกระบวนการผลิตไม่ได้ทำลายโครงสร้างโมเลกุลของยางธรรมชาติ
ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของยางแผ่นและมีลู่ทางในอุตสาหกรรมผลิตยางล้อรถยนต์
และผลิตภัณฑ์สำหรับงานวิศวกรรมเหนือกว่ายางแท่ง เพียงควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
กำหนด และจัดเกรดแบ่งชั้นของยางให้ชัดเจน และปรับปรุงหีบห่อให้สะดวกในการขนส่งและใช้งาน
ทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อวิจัยที่ทาง
สกว.ใช้เป็นกรอบในการสนับสนุนให้มีการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพ
นอกจากเรื่องของคุณภาพแล้ว ยังมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับด้านการพัฒนายางแผ่นรมควันอีกหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตยางแผ่นและยางแท่งให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
รวมไปถึงการศึกษาเพื่อควบคุมความหนืดของยางธรรมชาติ เป็นต้น
ต่อมาก็เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมน้ำยางข้น
ซึ่งมีประเด็นให้ศึกษาอีกมาก ซึ่งคงต้องนำมาเล่าต่อในคราวหน้าครับ
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0016-สารคามอนุรักษ์กบ
ข่าวสด 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ดำรงค์ สุบุตรดี นายกเล็กตำบลแกดำ
เมืองสารคาม "อนุรักษ์กบธรรมชาติเป็นแหล่งอาหาร"
คอลัมน์ เสียงจากอบต.-อบจ.ท้องถิ่นพูด.....โดย
เชิด ขันตี ณ พล
***********************************************
แม้จะไม่ใช่ลูกอีสานโดยกำเนิด
แต่นายดำรงค์ สุบุตรดี บ้านเกิดเมืองนอนเดิมอยู่ปราจีนบุรี ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ต.แกดำ
อ.แกดำ เมืองสารคาม
จากการที่เดินทางไปหาประสบการณ์สุดท้ายจึงลงเอยที่นี้
ลงหลักปักฐานมีครอบครัว จากการเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ อ่อนน้อมถ่อมตน
ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมาอยู่ที่อำเภอแกดำ ไม่นานก็เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวบ้าน
ก้าวแรกของการรับความไว้วางใจจากชาวบ้าน
คือ การได้รับตำแหน่ง เป็นกำนัน ต.แกดำ อยู่ในตำแหน่งนานถึง
16 ปี
ต่อมา ในปี 2547 ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแกดำ
ว่างลง ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง และก็ไม่ผิดหวังได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอย่างท่วมท้น
เข้าดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแกดำ จนถึงปัจจุบัน
"เพื่อให้ชาวเทศบาลตำบลแกดำ
ก้าวทันยุคสมัยได้ตลอดไป มีความจำเป็นที่ต้องสร้างสังคมเทศบาลตำบลแกดำ
ให้มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพและภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงภายนอกและสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น"
ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และศูนย์กลางวัฒนธรรม
เทศบาลตำบลแกดำได้จัดงานประเพณีต่างๆ เช่น การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ-กบใหญ่แกดำ
อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจารีตบุญ 12 เดือน ของชาวอีสาน
หรือที่เรียกว่า ฮีต 12 ที่สำคัญเป็นการอนุรักษ์พันธุ์กบตามธรรมชาติที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอีกทางหนึ่ง
โดยทางอำเภอแกดำจะร่วมกับท้องถิ่นจัดขึ้นทุกปี
"หลังจากที่เริ่มโครงการอนุรักษ์กบธรรมชาติ
มาจนถึงปัจจุบันปรากฏว่าตามไร่นาของอำเภอแกดำ มีประชากรกบเพิ่มขึ้นมากมาย
ส่งผลให้พี่น้องประชาชนมีอาหารโปรตีนราคาถูกบริโภค สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลงได้ระดับหนึ่งโครงการนี้จะทำต่อเนื่องตลอดไป
หน้า 26
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0015-ปลูกกระวานไล่แมลง
คมชัดลึก 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เกษตรกรคนเก่ง : ปลูกกระวานไล่แมลง สไตล์ "ผู้ใหญ่คำนึง"
บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ของลุงคำนึง ชนะสิทธิ อดีตผู้ใหญ่บ้านวัย
61 เศษแห่งบ้านชำปลาไหล หมู่ 12 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
ที่มีสภาพคล้ายสวนป่า
ธรรมชาติที่รกทึบ แต่ภายในถูกจัดแบ่งไว้อย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย
2 ไร่ สระน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร 3 ไร่ (เลี้ยงปลาไว้กินด้วย)
นอกเหนือจากนั้นก็ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกับชะนีอย่างละ 200
ต้น ระหว่างแถวทุเรียนปลูกพืชแซม เช่น ลองกองกว่า 400 ต้น แก้วมังกรประมาณ
1,000 ต้น มังคุด เงาะ พืชสมุนไพร ส่วนต้นไม้ที่งอกอยู่ตามโคนทุเรียน
คือ กระวาน พืชสมุนไพรทำหน้าที่ช่วยไล่แมลงต่างๆ ที่เป็นศัตรูของทุเรียนและไม้ผลชนิดอื่นๆ
ผู้ใหญ่คำนึง เล่าว่า เคยปลูกส้ม
พริกไทย เงาะมาก่อน และเริ่มปลูกทุเรียนเมื่อปี 2518-2520 ระยะแรกก็ใช้สารเคมี
ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง จนกระทั่งปี 2540 สังเกตเห็นว่า
ทุเรียนป่าที่มีต้นกระวานอยู่ใกล้ๆ ไม่ถูกแมลงรบกวน ประกอบกับเกิดความคิดที่จะอนุรักษ์ต้นกระวานเอาไว้
แต่พอนำมาทดลองปลูก กระวานกลับทนสารเคมีไม่ได้ ทำให้ต้องลดการใช้สารเหล่านั้นลง
แถมยังพบว่าทุเรียนประมาณ 2 ไร่ ในบริเวณที่ปลูกกระวานไว้ ไม่ถูกแมลงรบกวน
จึงค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกกระวานไล่แมลงให้ทุเรียน และค่อยๆ งดสารเคมี
จนเลิกใช้ในที่สุด
ผลพลอยได้สำคัญอีกอย่างที่ผู้ใหญ่คำนึง
บอกมาก็คือ นอกจากเจ้าต้นกระวานจะช่วยลดต้นทุนยาฆ่าแมลงในสวนผลไม้ได้แล้ว
ยังสร้างรายได้เสริมจำนวนไม่น้อย เพราะเมล็ดกระวานราคากิโลกรัมละ
150-200 บาท ส่วนต้นอ่อนกระวาน ที่สามารถนำไปแกงเผ็ด ต้มส้ม
และประกอบอาหารได้อีกหลายรายการ ขายได้หน่อละ 3 บาท ทำให้ผู้ใหญ่คำนึงมีเงินเข้ากระเป๋าอีกอย่างน้อยวันละ
300 บาททีเดียว
มิใช่เฉพาะทุเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ต้นทุนการผลิตลดลง
ผลไม้ทุกชนิดในสวน ทั้งลองกอง มังคุด เงาะ แก้วมังกร ล้วนได้อานิสงส์จากต้นกระวาน
จนไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีเช่นกัน แถมงานมหกรรมทุเรียนโลกปีล่าสุด
ลองกองของผู้ใหญ่คำนึง ก็อาศัยที่ผลสวย ลูกโต ขนาดสม่ำเสมอ รสหวาน
เข้าป้ายคว้าที่ 3 มาได้เช่นกัน
ทุกวันนี้สวนผู้ใหญ่คำนึงยังเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภาพ
และจุดสาธิตการเกษตรที่มีคนสนใจเข้าเยี่ยมชมตลอดเวลา อีกทั้งยังเคยได้รับรางวัลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการให้ปุ๋ยน้ำพร้อมกับการรดน้ำผ่านระบบท่อพีวีซีเป็นรายแรกใน
จ.จันทบุรี มาแล้ว แต่รางวัลที่ทำให้ผู้ใหญ่คำนึงภูมิใจมากที่สุดคือ
เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0014-ปิ๊งวิธีถอนต้นกล้า
ข่าวสด 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
อุบลฯปิ๊งวิธีใหม่ถอนต้นกล้าลดต้นทุน
อุบลราชธานี - นายไผท ภูทา ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำชี
อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต.หนองบ่อมีอาชีพทำนาเป็นหลัก
และมีการทำนานอกฤดูกาลมากที่สุดในตำบลกว่า 1,200 ไร่ และมีรายได้จากการขายผลผลิตจากข้าวเจ้ากว่า
5 ล้านบาทต่อฤดูการทำนา นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการหาปลาจากลำน้ำชี
ทำให้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 3 ล้านบาท แต่ระยะหลังชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาการจับปลา
เพราะมีคนต่างถิ่นนำโพงพางมาจับ ทำให้สัตว์น้ำในลุ่มน้ำชีเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
ด้านนายปิยะพร ผ่องศรี เครือข่ายของคนลุ่มน้ำชี
กล่าวว่า การทำนาปัจจุบันเกษตรกรเริ่มหันมาทำนาหว่านมากกว่าทำนาแบบปักดำ
เพราะมีต้นทุนถูกกว่าและไม่ยุ่งยาก แต่ยังมีเกษตรกรบางส่วนยึดวิธีทำนาแบบปักดำ
จึงหาวิธีลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่ต้องจ้างถอนต้นกล้าไปปักดำ
โดยนำตาข่ายความถี่มากเข้ามาช่วยในกระบวนการเพาะต้นกล้า คือ
นำตาข่ายปูทั่วแปลงนาที่ใช้หว่านเมล็ดข้าวเปลือก เมื่อต้นกล้าโตขึ้นถึงเวลาถอนต้นกล้าก็ดึงตาข่ายออก
ต้นกล้าจะหลุดออกนำไปปักดำได้ ซึ่งการเพาะต้นกล้าด้วยวิธีนี้ช่วยประหยัดให้กับชาวนาได้เป็นอย่างดี
หน้า 26
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0013-แจกพันธุ์ข้าวชุมชน
ข่าวสด 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
แจกเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการข้าวชุมชน
พิษณุโลก - นายสมนึก ศรีเที่ยงตรง
ผอ.ศูนย์บริหารศัตรูพืชพิษณุโลก เผยว่า ศูนย์บริหารฯ ร่วมกับเกษตรจังหวัด
จัดทำโครงการส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนจำนวน 125 ศูนย์
จำนวน 2,500 ราย ในพื้นที่ 9 อำเภอ จำนวนพื้นที่ 25,000 ไร่
เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวของจ.พิษณุโลกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปลูก
การดูแล การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร
การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี โดยศูนย์บริหารศัตรูพืชพิษณุโลกได้เตรียมอุปกรณ์ผลิตขยายเชื้อราบิวเวอร์เรีย
และเชื้อราเขียว (ไตรโคเดอร์มา) และเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ทำนา
ประกอบด้วย ตู้เขี่ยเชื้อ หม้อนึ่งแรงดัน ชุดเขี่ยเชื้อ พร้อมอุปกรณ์จำนวนหนึ่ง
ซึ่งโครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ สามารถนำไปปฏิบัติในการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ
เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวต่อไร่ให้สูงขึ้น ตลอดจนการแปรรูปสินค้าข้าวให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ
ได้แก่ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีใช้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เกษตรกรมีเทคโนโลยีไม่เหมาะสม ขาดความตระหนักเรื่องการผลิตที่ปลอดภัย
การเลือกใช้เครื่องมือทุ่นแรงในการผลิต ขาดการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี
ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ดีขึ้น
หน้า 26
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0012-ชัยภูมิปลูกไผ่ศกพอเพียง
ไทยรัฐ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ชัยภูมิปลูกไผ่นำร่อง สนองเศรษฐกิจพอเพียง
นายธานี วิริยะรัตนพร รองอธิบดีกรมป่าไม้ เผยว่า กรมป่าไม้ได้ให้การสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด
ชัยภูมิในการจัดทำโครงการนำร่องปลูกไผ่ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิขึ้น
โดยใช้งบซีอีโอในพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถ
ปลูกไผ่เพื่อใช้เป็นพืชเศรษฐกิจแก้ไขความยากจนในครัวเรือน ซึ่งกรมป่าไม้จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนในด้านวิชาการเพื่อการเพาะปลูกและด้านการตลาด
สำหรับพื้นที่การปลูกไผ่ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ
2 แสนไร่ ถือว่ายังน้อยมากต่อความจำเป็นของการใช้ไม้ไผ่ เนื่องจากมีการนำเข้าไม้ไผ่จากประเทศกัมพูชาถึง
100 ล้านบาท การจัดทำโครงการนำร่องปลูกไผ่ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ในการส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถ ประกอบอาชีพในท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว.
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0011-กล้ายางตุกติก
แนวหน้า 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ประมูลกล้ายาง-ยำมาตรฐานเละเทะ
จังหวัดตุกติกรื้อกติกาอุ้มเอกชน
ตั้งกติกูตัดสิน-โยนทิ้ง"ทีโออาร์"
รายงานข่าวจากวงการผู้ประกอบการเพาะกล้าปาล์มน้ำมัน
เปิดเผยว่า การประมูลต้นกล้าปาล์มที่จ.สตูลจำนวน 71,950 ต้นและจ.ชุมพร
418,000 ต้นด้วยราคาต้นละ 37.00 บาทและ20.99 บาทตามลำดับนั้น
มีข้อผิดสังเกตหลายประการโดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขการประมูลหรือทีโออาร์
ซึ่งเดิมทีใช้มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรเป็นเงื่อนไขกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลและคุณสมบัติต้นกล้าปาล์ม
แต่ต่อมาพลิกแพลงแก้ไขจนผิดไปจากมาตรฐานแท้จริง
ทั้งนี้จ.สตูลประมูลเมื่อวันที่7 มิถุนายน2549 ส่วนจ.ชุมพรประมูลเมื่อวันที่
15 มิถุนายน 2549 โดยต้องการต้นกล้าปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอรา
อายุ8-14 เดือน ความสูง 70-120 เซนติเมตร เพาะชำในถุงพลาสติกสีดำขนาดไม่น้อยกว่า
13x15 นิ้ว โดยเปิดประมูลถึงสองครั้ง
ปรากฏว่า จ.สตูล ซึ่งกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าประมูลในครั้งแรกต้องมีผลงานขายต้นกล้าปาล์มหรือต้นกล้ายางพาราให้หน่วยงานรัฐ
รัฐวิสาหกิจ แต่พอมาถึงครั้งที่สองกลับตัดคุณสมบัติข้อนี้ไปเลยทำกันแบบดื้อๆไม่ยอมตัดต่อด้วย
จากคุณสมบัติข้อ 2.8 พอประมูลรอบสองตัดข้อนี้ข้ามจากข้อ 2.7ไปข้อ
2.9 ดื้อๆเลย
อีกข้อคือลดอายุต้นกล้าปาล์มจากเดิม 10-14เดือนเป็น 10-12 เดือน
ระดับวัสดุเพาะชำอยู่ต่ำกว่าระดับปากถุงไม่เกิน 1 นิ้วจากเดิม
1.5 นิ้ว การลดคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยเอื้อประโยชน์ให้ผู้เข้าประมูลบางรายได้
เป็นการกีดกันรายอื่นไปในตัว อีกทั้งลดต้นทุนการผลิตด้วย
ส่วนจ.ชุมพร ลดสเปกเช่นกัน ในส่วนของความสูงต้นกล้าจาก 70-120
ซม.เหลือเป็นสูงไม่ต่ำกว่า 60 ซม.โดยไม่มีเพดานสูงสุด เช่นเดียวกับขนาดถุงเพาะชำพลาสติกสีดำจากขนาด
13x15 นิ้วเป็น 12x14 นิ้ว และขยายเวลาส่งมอบจาก45 วันเป็น 60
วัน
ที่เหมือนกันคือกำหนดจะต้องตรวจสอบแปลงว่า ผู้เข้าประมูลมีกล้าปาล์มตามจำนวนที่ประมูลหรือไม่
แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ตรวจสอบซึ่งเป็นช่องว่างให้ผู้เข้าประมูลไปกว้านซื้อกล้าปาล์มจากคนอื่นได้
แหล่งข่าวกล่าวว่า การลดสเปกการประมูลเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพกล้าปาล์มและกลายเป็นว่าเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน
แต่สร้างปัญหาให้เกษตรกรในระยะยาว
|