0030-
เกษตรฯจับมือป่าไม้เร่งเครื่อง แปลงสวนยางเป็นทุน4แสนไร่...แนวหน้า-ปีที่
27 ฉบับที่ 9259 วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2549
เกษตรฯจับมือป่าไม้เร่งเครื่อง
แปลงสวนยางเป็นทุน4แสนไร่
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯได้หารือกับกรมป่าไม้ เพื่อเร่งดำเนินโครงการแปลงสวนยางเป็นทุนหรือสวนยางเอื้ออาทร
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยเบื้องต้นกรมวิชาการเกษตรร่วมกับ
สกย. อ.ส.ย. และกรมป่าไม้ได้สำรวจสวนยางที่มีอายุมากกว่า 15
ปี เฉพาะในเขตป่าสงวนฯ พบว่า มีจำนวน 5,200 แปลง พื้นที่ปลูกยางรวม
435,503 ไร่ และได้สำรวจรังวัดและจัดแบ่งแปลงย่อยแล้ว 3,746
แปลง จำนวน 55,196 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 380,307 ไร่ กำลังดำเนินการแบ่งแยก
ปัจจุบันได้ส่งแปลงที่แบ่งและถูกต้องตามระเบียบที่กรมป่าไม้กำหนด
จำนวน 148 แปลง พื้นที่ 1,488 ไร่ ให้กรมป่าไม้พิจารณาอนุญาตเพื่อให้
อ.ส.ย. เช่าทำประโยชน์เป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่ง อ.ส.ย.จะนำไปจัดสรรให้เกษตรกรในโครงการฯเช่าต่อรายละไม่เกิน
30 ไร่ ในอัตราเช่าเท่าที่ อ.ส.ย.ต้องจ่าย สำหรับไม้ยางที่ได้จากการโค่นเพื่อปลูกแทนยางเก่าให้เกษตรกรเป็นผู้ขายเอง
แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กรมป่าไม้ตามอัตราที่กรมป่าไม้กำหนด
โดย อ.ส.ย.จะหน้าที่เป็น Clearing House
ภายหลังกรมป่าไม้พิจารณาอนุญาตให้เช่าที่แล้ว อ.ส.ย.จะนำสวนยางที่แบ่งให้เกษตรกรเข้าสู่การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนต่อไป
ซึ่งในอนาคตคาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะมีรายได้จากการขายไม้ยางไม่ต่ำกว่า
15,240 ล้านบาท หลังจากปลูกแทนยางเก่าแล้ว เกษตรกรมีรายได้จากการกรีดยาง
ประมาณปีละ 7,670 ล้านบาท นายฉกรรจ์ กล่าว
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0029
ภาคธุรกิจค้านร่างกฎหมายจีเอ็มโอ ย้ำเนื้อหาไม่ชัดเป็นอุปสรรคการค้า
แนวหน้า-ปีที่ 27 ฉบับที่ 9259
วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2549
ภาคธุรกิจค้านร่างกฎหมายจีเอ็มโอ
ย้ำเนื้อหาไม่ชัดเป็นอุปสรรคการค้า
นายวิชา ธิติประเสิรฐ ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมเสวนาเพื่อระดมความคิดเห็นต่อ
ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางว่าชีวภาพเนื่องจากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม(จีเอ็มโอ)
เสนอว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่น่าจะจำกัดให้เฉพาะนิติบุคคลในการนำเข้า-ส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับจีเอ็มโอ
ควรจะเปิดกว้างมากกว่านี้ รวมทั้งในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีคำนิยามบางคำที่ยังไม่ชัดเจน
โดยเฉพาะในประเด็นของผลิตภัณฑ์สืบเนื่อง และประเด็นเรื่องวิธีการปฏิบัติกำกับดูแลในการขนถ่ายซึ่งมีความเข้มงวดมากเกินไป
ตลอดจนการส่งออกน่าจะแยกวิธีปฏิบัติกำกับดูแลระหว่างสิ่งมีชีวิตตัดแต่งพันธุกรรม
(จีเอ็มโอ) ซึ่งมีการนำมาใช้แล้วกว่า 10 ปีแต่ยังไม่มีปัญหาเกิดขึ้นกับจีเอ็มโอที่อยู่ระหว่างกำลังพัฒนา
ด้านนายเศรษฐสรร เศรษฐการุณย์ นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง
กล่าวว่า การควบคุมกำกับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว
น่าจะมีการแบ่งแยกระหว่างสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมกับผลิตภัณฑ์สืบเนื่องให้ชัดเจน
เนื่องจากยังขัดกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เช่น ข้าวโพดจีเอ็มโอที่ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงกับข้าวโพดที่มีการประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยแล้ว
รวมไปถึงแป้งข้าวโพดที่ได้จากข้าวโพดจีเอ็มโอ ซึ่งน่าจะมีการแยกข้อปฏิบัติบังคับให้ชัดเจนไม่เช่นนั้นจะทำให้เป็นอุปสรรคทางการค้า
ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.จึงน่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมต้องแยกให้ชัดเจน
ระหว่างจีเอ็มโอที่ผ่านการประเมินความเสี่ยงแล้วกับจีเอ็มโอที่ยังไม่ผ่านการประเมินความเสี่ยงซึ่งน่าจะมีข้อบังคับที่แตกต่างกัน
ขณะที่ ดร.สุพัฒน์ อรรถธรรม ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า จีเอ็มโอที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารคำนิยามต้องชัดเจน
นอกจากนี้ยังเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาเกี่ยวกับเนื้อหาด้านการวิจัยและพัฒนา
เพื่อให้มีการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยพัฒนาในเรื่องดังกล่าวต่อไปไม่ใช่ควบคุมเพียงด้านเดียว
นอกจากนี้ในมาตรา 25 ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในสภาพควบคุม
ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าควรอนุญาตให้เฉพาะนิติบุคคลเท่านั้น
หรือจะอนุญาตให้บุคคลทั่วไปอื่นๆนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้ได้
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0028-ไฟแนนซ์ผวาราคายางรูดดันหนี้เสียปูด
ส่งพนง.ทวงหนี้ยิบป้องกันความเสี่ยง-ประชาชาิติธุรกิจ-31 กรกฎาคม
2549
ไฟแนนซ์ผวาราคายางรูดดันหนี้เสียปูด
ส่งพนง.ทวงหนี้ยิบป้องกันความเสี่ยง
ไฟแนนซ์เมืองตรังผวาราคายางร่วง ส่ง พนักงานเกาะติดลูกค้าใกล้ชิดถึงบ้าน
ระบุค้างผ่อนชำระแค่ 1 สัปดาห์ต้องตามทวงถามแล้ว หลังเริ่มมีสัญญาณเตือนจากการขาดส่งค่างวด
และตัวเลขการยึดรถคืน
เหตุช่วงราคายางดีดขึ้นแตะกิโลละร้อยแห่กันไปถอยรถใหม่ป้ายแดงทั้งเก๋งและมอเตอร์ไซค์มาขี่กันบาน
ชี้เป็นการป้องกันความเสี่ยง เพราะเชื่อว่าราคายางน่าจะลงต่อ
ด้านดีลเลอร์อีซูซุ-โตโยต้ายันแค่ระยะสั้นยังไม่กระทบ
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการไฟแนนซ์รายหนึ่งในจังหวัดตรัง
เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ ว่า จากราคายางพาราที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากกิโลกรัมละกว่า
100 บาท ขณะนี้ลดลงมาแตะที่ 57-60 บาท/กิโลกรัมสำหรับน้ำยางสด
ที่ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งราคายางแผ่นด้วย และมีแนวโน้มว่าจะลดลงได้อีก
เนื่องจากตลาดส่งออกอย่างจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่มีออร์เดอร์น้อยลง
เพราะสต๊อกยางไว้มากแล้ว ขณะที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็สามารถหายางส่งมอบกันได้ทันตามสัญญา
ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ไฟแนนซ์ต่างๆ
ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มาซื้อรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์
ล้วนได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แม้ราคายางพาราเพิ่งจะเริ่มลดลงมาประมาณ
1 เดือน แต่ก็เริ่มมองเห็นตัวเลขการผ่อนชำระที่ลดลง หลายรายยังไม่ส่งค่างวด
และหลายรายที่ส่อว่าจะมีปัญหาในการผ่อนค่างวด โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มรถยนต์ที่มียอดการผ่อนชำระต่องวดสูง
8,000-10,000 บาทขึ้นไป
"ยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีปัญหาบ้างแล้ว
อยู่ที่ว่าใครจะกล้าพูดความจริงหรือไม่ หากพูดกันตามตรงตัวเลขมันเห็นได้ชัด
และไฟแนนซ์แต่ละแห่งก็เริ่มให้พนักงานเข้มงวดในการออกติดตามลูกค้าที่กำลังจะถึงงวดผ่อนชำระ
โดยการทำหนังสือเตือน หรือรายที่ค้างผ่อนชำระ 1 อาทิตย์หรือ
1 เดือนก็เริ่มให้พนักงานไปติดตามที่บ้านไปดูว่าอยู่บ้านจริงหรือไม่
รถยังใช้สภาพดีหรือไม่ หรือยังมีรถใช้อยู่หรือไม่ ซึ่งการติดตามจะเข้มงวดและละเอียดมากขึ้น"
แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้การปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มรายละเอียดเข้มงวดในการสอบประวัติลูกค้ามากขึ้น
และเริ่มหันมาใช้นโยบายให้ลูกค้าถ่ายสมุดเงินฝากของสถาบันการเงินย้อนหลัง
6 เดือนมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อดูสถานะทางการเงิน อีกทั้งผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบหากมีการผิดสัญญา
"ตอนนี้ยอมรับว่าเข้มงวดขึ้น
เพราะไม่แน่ใจว่าอีก 1-2 เดือนถ้าราคายางพาราลดลงอย่างต่อเนื่องจะมีปัญหาการผ่อนชำระแน่นอน
เพราะขณะนี้สถิติการยึดรถคืนมีตัวเลขที่ขยับตัวขึ้นบ้างแล้ว
อันนี้ก็ต้องระมัดระวังกันไว้ก่อน เพื่อประกันความเสี่ยง"
แหล่งข่าวกล่าวย้ำ
ด้านนายกำธน ดิสระมุณี ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนการตลาดเช่าซื้อรถยนต์ใหม่
บริษัทธนชาต จำกัด สาขานครศรีธรรมราช เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"
ว่า หลังจากราคายางพาราเริ่มขยับตัวลงเหลือกิโลกรัมละประมาณ
60 บาท โดยภาพรวมก็ยังคงปกติไม่ได้กระทบกระเทือนในส่วนของการผ่อนชำระเงินกับไฟแนนซ์ของธนชาต
ทั้งนี้คงต้องรอประมาณ 3-4 เดือนถึงจะทราบว่ามีผลกระทบหรือไม่
เพราะราคายางพาราเพิ่งจะลง
นายกำธนกล่าวว่า ที่ผ่านมาลูกค้าที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราไม่น่ากลัว
เพราะราคายางพาราค่อนข้างสูง หากผ่อนชำระเดือนละ 8,000-9,000
บาท ลูกค้ามีกำลังส่งค่างวดแน่นอน และส่วนใหญ่ในการคัดเลือกลูกค้า
เราจะเน้นเรื่องของเอกสารเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับอาชีพและสมุดบัญชีเงินฝาก
"ยอดขายในปีนี้ค่อนข้างจะซบเซามากกว่าปีที่แล้ว
ปีนี้ยอดขายเราลดลง จะดีก็ช่วงไตรมาสแรก เดือนมกราคม-มีนาคม
จะดีมาก พอย่างเข้าไตรมาสที่ 2 เดือนเมษายน-มิถุนายน ยอดขายไม่ดีเลย
ลดลงมาประมาณ 30% ฉะนั้นตรงนี้เราจะแก้ไขปัญหาด้วยการคัดเลือกลูกค้าและการลงไปตรวจสอบถึงบ้านว่าอยู่บ้านเลขที่นี้จริงหรือไม่
ประกอบอาชีพนี้จริงหรือเปล่า" นายกำธนกล่าวและว่า การปล่อยเช่าซื้อตรงนี้มีปัญหาบ้างเล็กน้อย
ไม่ถึง 1% ถือว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์ดี
อย่างไรก็ตามสำหรับลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องของการผ่อนชำระ
ทางเราจะมีฝ่ายติดตามทวงถาม ทั้งลงไปถึงพื้นที่และโทรศัพท์ทวงถาม
หากมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่ก็จะมีการตรวจเช็กประวัติลูกค้า
จาก 6 ปีที่เปิดให้บริการเป็นไฟแนนซ์มีรถถูกยึดแล้วบางส่วน แต่ไม่มาก
มีเสียหายบ้างในรถบางรุ่น ส่วนใหญ่ปัญหาหลักๆ จะอยู่ที่ผ่อนชำระไม่ไหว
หมุนเงินไม่ทันหรือนำไปขายต่อกับบุคคลอื่น
"เท่าที่ผมมองตลาดไฟแนนซ์ของจังหวัดตรัง
ถือเป็นเมืองที่มีทรัพยากรดี มีทั้งการทำสวนและการทำประมง ที่ดีจริงๆ
เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคายางพาราขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จากกิโลกรัมละ
20 บาท ขึ้นมาเป็น 60 บาทจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 100
กว่าบาท ลูกค้าชาวสวนที่ไม่เคยมีรถ สามารถถอยออกมาผ่อนได้อย่างสบายๆ
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ขายดีมาก ลูกค้าเข้ามาทำสัญญาเช่าซื้อกับเราเยอะมาก"
นายกำธนกล่าว
ทางด้านนายทศพล วิเศษสุวรรณภูมิ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซูซุหาดใหญ่ จำกัด ดีลเลอร์รถอีซูซุใน
7 จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า ราคายางที่ตกลงมาเชื่อว่าจะเป็นเพียงช่วงระยะสั้น
และยังเป็นราคาที่รับได้ และยังไม่ส่งผลต่อยอดการขายของอีซูซุแต่อย่างใด
เพราะปกติบริษัทไฟแนนซ์จะคุมเข้มในเรื่องนี้อยู่แล้ว
เช่นเดียวกับนายวีนัส เจียรวิทยากุล
ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด ดีลเลอร์โตโยต้าใน
จ.สงขลา และสตูล กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ยังไม่มีผลกระทบ แต่ถ้าระยะยาวราคายางต่ำลงมากกว่านี้บริษัทไฟแนนซ์คงจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
ส่วนเรื่องการผ่อนชำระไม่น่าจะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะดาวน์น้อย
ผ่อนนานอยู่แล้ว หรือเฉลี่ยเดือนละ 8,000-10,000 บาทเท่านั้น
ซึ่งลูกค้ามีความสามารถผ่อนชำระได้
หน้า 32
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0027-ดอกไม้จีนทะลัก-ประชาไท
31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เกษตรกรไทยอ่วม! ดอกไม้จากจีนทะลักตลาดจนยอดขายตก
31 ก.ค.2549 ดอกไม้เมืองหนาว อาทิ กุหลาบ เยอร์บีรา ลิลลี่
และคาร์เนชั่น จากคุนหมิง ประเทศจีน กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทย
และส่งผลกระทบให้เกษตรกรที่ปลูกดอกไม้ประเภทเดียวกันในไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปเป็นจำนวนมาก
จันทนา สุวรรณธาดา จากภาควิชาพืชสวน
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าดอกไม้จากประเทศจีนจะเข้ามายึดครองตลาดไทย
และผู้ปลูกพืชสวนรายย่อยในไทยจะกลายเป็นผู้ที่เดือดร้อนอย่างไม่มีทางเลือก
ทั้งนี้ จากรายงานของศูนย์วิจัยกสิกร
(KRC: Kasikorn Research Center) ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2546 ได้ระบุว่าการลงนามในสัญญาเอฟทีเอระหว่างไทยและจีนจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่ปลูกพืชสวน
เพราะดอกไม้จากประเทศจีนมีคุณภาพดีกว่า ดอกใหญ่ และอยู่ได้ทนกว่าผลผลิตที่ปลูกในไทย
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในคุนหมิงเหมาะกับการปลูกพืชเมืองหนาวมากกว่า
เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องหอมและกระเทียมจากจีนที่เข้ามาตีตลาดเมืองไทย
จนทำให้เกษตรกรที่ปลูกหอมและกระเทียมในภาคเหนือราว 50,000 รายได้รับผลกระทบอย่างหนัก
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังสนับสนุนนโยบายให้เกษตรกรของตนเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรจาก
2,000 ล้านดอกในปี 2543 เป็น 4,000 ล้านดอกภายในปี 2553 และจีนเป็นผู้ส่งออกดอกไม้รายใหญ่ที่สุดในโลก
ทำให้ดอกไม้จากจีนทะลักเข้ามาในตลาดไทยอย่างไม่มีทางป้องกันได้
ปัจจุบัน ดอกไม้ที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศไทยมากที่สุดคือกล้วยไม้
ซึ่งสามารถส่งไปขายต่างประเทศได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ตลาดดอกไม้อื่นๆ
ภายในประเทศกำลังประสบปัญหาหนัก เพราะไม่เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ
ซึ่งนอกจากจีนแล้ว ยังมีอินเดียและมาเลเซียเป็นคู่แข่งทางการค้าในตลาดค้าดอกไม้ด้วย
ลูกค้าซื้อดอกไม้ตามกำลังซื้อของตัวเอง
แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าดอกไม้ที่พวกเขาซื้อมาจากไหน และพวกเขาก็ไม่เคยถามด้วย
ดอกไม้จากจีนก็เลยเต็มตลาดที่นี่ไปหมด เจ้าของร้านขายดอกไม้เจ้าหนึ่งที่ปากคลองตลาดกล่าว
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0026-ลำไยล้นตลาด-มติชน
26 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ลำไยเชียงรายล้นตลาดราคาร่วง
ชาวสวนเศร้ากก./8บ.เจ๊งระนาว
นายนิรชร กองตาพัน ประธานสหกรณ์ลำไย
อ.ป่าแดด จ.เชียงราย เปิดเผยว่าขณะนี้กลุ่มสหกรณ์ลำไย 16 แห่ง
และชาวสวนลำไยใน จ.เชียงราย กำลังประสบกับปัญหาตลาดจำหน่าย เนื่องจากมีผลผลิตออกมาในปีนี้มากกว่า
40,000 ตัน หรือ 40 ล้านกิโลกรัม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เข้ามาช่วยเหลือในส่วนของลำไยสดเพียง 2,000 ตันเท่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่รับซื้อลำไยมีเพียงไม่กี่ราย
ส่วนผู้ประกอบการจีนนั้นไม่มีแม้แต่รายเดียว ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่
จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่ จึงทำให้ลำไยสดที่ชาวสวนเก็บมาแล้วไม่มีที่จำหน่าย
แม้จะมีราคาถูกเพียงกิโลกรัมละ 8-9 บาท ก็ตาม
"รัฐบาลต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
โดยเฉพาะการจัดหาตลาดจำหน่าย การแทรกแซงราคาด้วยการชดเชยผลต่างราคาขาย
หรืออุดหนุนเงินทุนหมุนเวียน ให้ผู้ประกอบการและสหกรณ์ลำไยเพื่ออบแห้งส่งออกไปยังต่างประเทศ
หากยังปล่อยปัญหาลำไยอาจร่วงคาต้นได้ และเหตุการณ์อาจบานปลายถึงขั้นปิดถนนหรือประท้วงศาลากลางจังหวัด"
นายนิรชรกล่าว
นายสุพจน์ เสถียรวิจิตร กรรมการบริหารบริษัทสยาม
อินเตอร์ สวีท จำกัด ผู้ประกอบการส่งออกลำไย กล่าวว่า ปีนี้ทางรัฐบาลไม่มีโครงการช่วยเหลือเหมือนปีที่ผ่านมาที่แทรกแซงรับซื้อผลผลิตถึงร้อยละ
70 ที่เหลืออีก 30 ภาคเอกชนเข้ารับซื้อ ประกอบกับผู้บริโภคหลักอย่างจีนชะลอและลดปริมาณการรับซื้อลง
เนื่องจากสถานการณ์ภัยธรรมชาติในประเทศ และทางไทยก็ส่งออกลำไยอบแห้งที่ค้างสต๊อคปี
2548 ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ตลอดจนยังมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ
22 บาท รวมค่าขนส่งประมาณ 38 บาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้ราคาลำไยสดปีนี้ต่ำลงไป
นางพัธราพร รักจิระกุล กรรมการบริหารบริษัท
ร่มโพธิ์ทอง 888 จำกัด ผู้ประกอบการรับซื้อและอบแห้งลำไย จ.เชียงราย
กล่าวว่า บริษัทสามารถรับซื้อและอบแห้งลำไยได้เพียงวันละไม่เกิน
2 แสนกิโลกรัม แต่ผลผลิตที่ชาวสวนนำมาจำหน่ายมีอยู่ถึงวันละ
3-4 แสนกิโลกรัม
ด้านนายวรชัย อุตตมะชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
กล่าวว่า ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบปัญหาอยู่ที่ตลาดจำหน่าย
ทางจังหวัดจึงพร้อมด้วยสหกรณ์จังหวัดและสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย
จะเร่งหาแหล่งเงินทุนโดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(ธกส.) เข้าช่วยเหลือ พร้อมกันนี้จะเร่งนำเงิน 10 ล้านบาท ที่ทางกระทรวงเกษตรฯอนุมัติให้
แก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปก่อน (กรอบบ่าย)
หน้า 9<
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0025-ลังเลโคนม-ข่าวสด
24 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เกษตรกรผู้เลี้ยงลูกโคมหาสารคามลังเล
หวั่นไม่คุ้มขั้นตอนยุ่งยาก-เริ่มเข้าชื่อถอนตัวอื้อ
มหาสารคาม - นายเรืองศักดิ์ ละทัยนิล
หัวหน้าปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว
เป็นโครงการหนึ่ง ตามนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล
ที่มุ่งหวังให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยยึดรูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัวในจังหวัดมหาสารคาม
ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ ทั้งในระดับจังหวัด
และระดับอำเภอ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของบริษัทส่งเสริมธุรกิจการเกษตรไทย จำกัด
เพื่อขับเคลื่อนโครงการ
นายเรืองศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด
รับผิดชอบกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า
1.1 หมื่นราย มีแม่โคกว่า 3 หมื่นตัว อาสาผสมเทียม 252 ราย ขณะนี้กำลังหาเกษตรกรมาเข้าร่วมโครงการเพิ่ม
ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ต้องมีโคเพศเมีย ผ่านการลงทะเบียนคนจน
และผ่านมติประชาคมจากหมู่บ้าน เมื่อผสมเทียมเสร็จ ลูกโคที่ได้ก็นำไปให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคล้านตัว
และเกษตรกรที่ไม่มีโคนำไปเลี้ยงต่อไป
ส่วนนายองอาจ บุญหล้า สมาชิกอบต.หนองแข้
อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ประธานกลุ่มโคล้านตัวบ้านหนองแข้เปิดเผยว่า
เริ่มไม่มั่นใจกับโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว
หวั่นไม่คุ้ม โดยเฉพาะการเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก เกษตรกรที่เข้าโครงการต้องมีวัวแม่พันธุ์
หลังผสมเทียมแล้วเมื่อลูกโคหย่านมต้องขายคืนให้ปศุสัตว์ ตนสมัครร่วมโครงการตั้งแต่ปี
2548 จนถึงขณะนี้เกษตรกรหลายรายเริ่มเอือมระอาและจะถอนชื่อออกจากโครงการแล้วเนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินการและหวั่นไม่คุ้ม
หน้า 26
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0024-ส่งเสริมดัน3โปรเจค-แนวหน้า
21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมฯฟิตจัด
ประกาศต่อยอด3โปรเจ็กท์ยักษ์
นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลงานของกรมฯ
ในขณะนี้มีงานหลัก 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานต่อยอดจากโครงการหนึ่งฟาร์มหนึ่งตำบล
โครงการแปลงเรียนรู้ควบคู่การผลิตเพื่อยังชีพ โรงเรียนแก้จน
ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ที่กรมฯ ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้
โดยจะเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดในภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติอย่างแท้จริง
เน้นในด้านการตลาดนำการผลิตมากยิ่งขึ้น ในเบื้องต้นจะคัดเลือกศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความพร้อมประมาณ
500 แห่ง จากทั้งหมด 7,000 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ นำร่องในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนให้ได้ภายใน
3 เดือน
เรื่องที่ 2 การจัดตั้งอาสาสมัครเกษตรกร ได้ให้ 100,000 คน ภายในปี
2549 เพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายภาคการเกษตรในภาพรวมทั้งหมด
โดยจะรวบรวมจากอาสาสมัครเกษตรกรที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น หมอดินอาสา
อาสาปศุสัตว์ ชลกร เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันอาสาสมัครเกษตรกรถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแจ้งเหตุเตือนภัยในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น
ภัยธรรมชาติ หรือ สถานการณ์โรคระบาดในพื้นที่ ที่ต้องอาศัยคนในพื้นที่และสามารถแจ้งเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับงานสุดท้ายที่ต้องเร่งดำเนินการคือ
การดูแลวิสาหกิจชุมชน ซึ่งกรมฯ จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน และสนับสนุนให้คำปรึกษาแนะนำ
เพื่อผลักดันให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนพื้นฐานให้เกิดขึ้นในชุมชน
และสามารถพัฒนาตนเองไปสู่วิสาหกิจชุมชนขั้นก้าวหน้าในแบบพึ่งพาตนเองได้ต่อไป
ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 29,000
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0023-เตรียมงบกพส-สยามรัฐ
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เตรียมงบกพส.ต่อยอดเศรษฐกิจพอเพียง
นายบุญมี จันทรวงศ์ เปิดเผยว่า
ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายที่จะจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงระดับหมู่บ้านจำนวน
70,000 แห่ง ขึ้นภายใน 3 ปีสำหรับใช้เป็นสถานที่ให้เกษตรกร หรือผู้ที่สนใจได้เรียนรู้และฝึกทักษะความชำนาญด้านการเกษตรบนพื้นฐานของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งเน้นเรื่องความหลากหลายและการผลิตที่พอเพียงกับความต้องการของครอบครัวเป็นหลัก
จากนั้นจึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชนและการพัฒนาคุณภาพเพื่อการส่งออก
ในเบื้องต้น กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหลักสูตรการพัฒนาอาชีพและความรู้ด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่
ตลอดจนคัดเลือกฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์ดีเด่นเพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ
นอกจากนี้ยังเตรียมนำระบบเครือข่ายสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ฯ
แต่ละแห่ง เพราะการซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสหกรณ์จะมีราคาที่ถูกและเป็นธรรมมากกว่า
อีกทั้งเมื่อศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งรวมรวมผลผลิตขายผ่านสหกรณ์ยังลดปัญหาการกดราคารับซื้อได้ด้วย
พร้อมกันนี้ กรมฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในศูนย์เรียนรู้ฯ
แต่ละแห่งทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องหลักการสหกรณ์ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน
ซึ่งหมู่บ้านหรือชุมชนใดที่มีความพร้อมและศักยภาพที่เพียงพอในรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาอาชีพ
กรมฯ จะสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งสหกรณ์เพื่อร่วมกันทำธุรกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของกลุ่ม
ตลอดจนจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ (กพส.) เข้าไปต่อยอดในการพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน
โดยการจัดสรรงบประมาณจะพิจารณาความพร้อมและแผนงานที่สหกรณ์เสนอมา
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า
ขณะเดียวกันกรมฯ จะสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศได้เรียนรู้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพึ่งพาตนเอง และพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตน
โดยจะแจ้งรายละเอียดการฝึกอบรมอาชีพของศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วไปทราบเป็นระยะๆ
รวมทั้งจัดให้สมาชิกสหกรณ์ได้ศึกษาดูงานที่สนใจหรือเหมาะสมกับศักยภาพของตนในแต่ละศูนย์เรียนรู้ฯ
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์และการเชื่อมโยงระบบสหกรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป
หลักการสหกรณ์ซึ่งเน้นการมีส่วนของสมาชิก
สอดคล้องและเข้ากันได้ดีกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นการผลิตที่เพียงพอในระดับครัวเรือน
จากนั้นจึงขยายผลสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชนและพัฒนาสู่การส่งออก
กรมฯ จึงเชื่อมั่นว่า การนำหลักการสหกรณ์เข้าไปมีส่วนร่วมในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงระดับหมู่บ้านที่กระทรวงเกษตรฯ
จัดตั้งขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และสามารถพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคโดยไม่มีปัญหาการกดราคาได้
ขณะที่สมาชิกสหกรณ์ก็จะได้เรียนรู้และพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนด้วย
นายบุญมี กล่าว
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0022-ผุดแปลงสาธิต-แนวหน้า
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ปีที่ 27 ฉบับที่ 9246 วันพฤหัสบดีที่
20 กรกฏาคม พ.ศ. 2549
ผุดแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย
พด.ตั้งเป้า3ปีคลอดทุกตำบล85ล.ไร่
ขับเคลื่อนวาระชาติ-ลดพื้นที่สารเคมี
กรมหมอดินเล็งทำแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์ทุกตำบลทั่วไทยภายใน
3 ปี หวังขับเคลื่อนวาระแห่งชาติได้ตามเป้าหมาย 85 ล้านไร่ภายในปี
2552
นายบัณฑิต ตันศิริ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กรมฯได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนโครงการวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์
โดยตั้งเป้าหมายให้ปี 2552 ต้องทำเกษตรอินทรีย์ครอบคลุมพื้นที่
85 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั่วประเทศ 131 ล้าน ซึ่งในปี 2549 กรมฯมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่
17 ล้านไร่ และขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 13.5 ล้านไร่ มีเกษตรกรประมาณ
550,000 ราย นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปุ๋ยพืชสดใช้แทนปุ๋ยเคมีจำนวน
609,000 ไร่ รวมทั้งได้สนับสนุนให้ใช้สารเร่งพด.ของกรมฯ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้กับดินได้กว่า
440,000 ราย
อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังเตรียมดำเนินการจัดทำแปลงสาธิตการทำเกษตรอินทรีย์ในทุกตำบลให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายใน
3 ปี เพื่อให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการทำเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านการลดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยเคมีหรือสารเคมี
สภาพพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร
ที่สำคัญยังทำให้สุขภาพของเกษตรกรดีขึ้นเนื่องจากไม่ต้องได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี
พร้อมกันนี้กรมฯ จะจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ตำบลละ
125 คน เพื่อเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่น
และแกนนำเหล่านี้จะต้องขยายเครือข่ายของตนเองต่อไปอีก ซึ่งทำให้เกิดการทำเกษตรอินทรีย์ครอบคลุมทุกพื้นที่
นำไปสู่การเป็นเกษตรพอเพียงและยั่งยืนในที่สุด
ในอนาคตคาดว่าจะมีเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ แทนการใช้สารเคมีมากขึ้น
โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวและพืชสวน เนื่องจากปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยเคมีและสารเคมีปรับราคาสูงขึ้นจนส่งผลกระทบถึงต้นทุนการผลิต
จนทำให้ต้องหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นสังเกตจากยอดนำเข้าปุ๋ยเคมีลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง
5% อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะเร่งส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่
เพราะยังมีสัดส่วนการใช้สารเคมีสูงมาก นายบัณฑิต กล่าว
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0021-เลยฟื้นฟูลงแขก-ข่าวสด
16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ปีที่ 16 ฉบับที่ 5708
"เลย"ฟื้นฟูประเพณีลงแขก
ดำนาเกี่ยวข้าว-ผูกเสี่ยว ฉลองครองราชสมบัติ 60 ปี
....คอลัมน์ รายงานพิเศษ
ถ้าเรามองย้อนหลังไปถึงอดีตที่ผ่านมา
มักจะมีพูดกันว่า เมื่อไทยเรานั้นเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลา
ในนามีข้าว ซึ่งแสดงว่าไทยเรานั้นมีการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของประเทศ
และปัจจุบันข้าวก็ยังเป็นสินค้าหลักของประเทศที่ส่งออกทำรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมากมายมหาศาล
การทำนาในอดีตและปัจจุบันจะแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปมาก
เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการทำนากันมากขึ้น
ในอดีตที่ผ่านมา การเตรียมพื้นที่ในการทำนาเขาก็จะใช้ควายในการไถและคราดนา
การดำก็จะใช้กำลังคนมาช่วยกันลงแขกในการดำนา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
การดำนาเอาแรงกัน คือไปช่วยกันดำนาให้เพื่อนบ้านจนเสร็จ
เมื่อเสร็จแล้วเพื่อนก็จะมาช่วยดำนาตอบแทน
ไม่ต้องเสียเงินค่าแรงในการจ้างมาดำนาเหมือนทุกวันนี้ ขนาดจ้างก็ยังไม่อยากมีคนมารับจ้าง
ในอนาคตอันใกล้สิ่งเหล่านี้ก็จะหายไป เป็นที่น่าเสียดาย
ปัจจุบันการทำนาจะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการทำนา เช่นเอาเครื่องจักรมาไถนา
คราดนา และเริ่มมีการเอาเครื่องจักรมาใช้ในการดำนา เก็บเกี่ยวข้าว
นวดข้าวกันแล้ว ทำให้ประเพณีในการไถนาดำนา ซึ่งมีมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
เริ่มจะหายไปถ้าไม่มีการอนุรักษ์เอาไว้
โดยเฉพาะเด็กๆ ในชนบทในปัจจุบันแทบจะไถนาดำนาไม่เป็นกันแล้ว
จากปัญหาดังกล่าวนี้ นายศุภชัย
แสงโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เดิมเป็นคนแปดริ้ว จังหวัดฉะเฉิงเทรา
ถือเป็นลูกชาวนา เมื่อมารับตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย
จังหวัดพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา แต่ส่วนหนึ่งก็ยังมีการทำนาเก็บข้าวไว้กิน
จึงมีความคิดในอันที่จะอนุรักษ์ในเรื่องของการดำนาเกี่ยวข้าวเอาไว้
เนื่องจากเป็นประเพณีที่สำคัญของเกษตรกรไทย
พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันจังหวัดเลย ซึ่งมีกำลัง
อส.อยู่ในทุกอำเภอ จัดโครงการดำนาเกี่ยวข้าวผูกเสี่ยวในทุกอำเภอของจังหวัดเลย
โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2548
ในการดำเนินงานก็จะนำเจ้าหน้าที่
อส.ส่วนหนึ่งไปร่วมกับชาวบ้านจัดกิจกรรมดำนาผูกเสี่ยว อย่างเช่นช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา
โดยทางสำนักงานป้องกันจังหวัดเลย ได้ร่วมกับ อบต.น้ำสวย อ.เมืองเลย
จัดกิจกรรมดำนาผูกเสี่ยว มีนายศุภชัย แสงโสภณ เป็นประธานเปิดงาน
ที่สำคัญไม่เปิดเพียงอย่างเดียว
แต่ยังใส่รองเท้าบู๊ตลงดำนากับชาวบ้านด้วย ซึ่งใครเห็นท่านดำนาแล้วน่าจะเป็นผู้ชำนาญการและเป็นวิทยากรในการดำนาได้เป็นอย่างดี
ขนาดชาวบ้านที่ไปร่วมงานต่างก็พากันชมในการดำนาของท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย
พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็มีการนำ
อส.เข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านทำการเกี่ยวข้าว นวดข้าว ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
ถือเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงามของไทยเราเอาไว้ให้ลูกหลานได้ปฏิบัติสืบต่อกันไป
และปีนี้เป็นปีสำคัญเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ
60 ปีด้วย
ถือเป็นการฟื้นฟูประเพณีและเทอดพระเกียรติไปพร้อมๆ
กัน
หน้า 24
|