หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทั่วไป ที่น่าสนใจ

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0030- เกษตรฯจับมือป่าไม้เร่งเครื่อง แปลงสวนยางเป็นทุน4แสนไร่...แนวหน้า-ปีที่ 27 ฉบับที่ 9259 วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2549

เกษตรฯจับมือป่าไม้เร่งเครื่อง
แปลงสวนยางเป็นทุน4แสนไร่

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯได้หารือกับกรมป่าไม้ เพื่อเร่งดำเนินโครงการแปลงสวนยางเป็นทุนหรือสวนยางเอื้ออาทร ในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยเบื้องต้นกรมวิชาการเกษตรร่วมกับ สกย. อ.ส.ย. และกรมป่าไม้ได้สำรวจสวนยางที่มีอายุมากกว่า 15 ปี เฉพาะในเขตป่าสงวนฯ พบว่า มีจำนวน 5,200 แปลง พื้นที่ปลูกยางรวม 435,503 ไร่ และได้สำรวจรังวัดและจัดแบ่งแปลงย่อยแล้ว 3,746 แปลง จำนวน 55,196 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 380,307 ไร่ กำลังดำเนินการแบ่งแยก


ปัจจุบันได้ส่งแปลงที่แบ่งและถูกต้องตามระเบียบที่กรมป่าไม้กำหนด จำนวน 148 แปลง พื้นที่ 1,488 ไร่ ให้กรมป่าไม้พิจารณาอนุญาตเพื่อให้ อ.ส.ย. เช่าทำประโยชน์เป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่ง อ.ส.ย.จะนำไปจัดสรรให้เกษตรกรในโครงการฯเช่าต่อรายละไม่เกิน 30 ไร่ ในอัตราเช่าเท่าที่ อ.ส.ย.ต้องจ่าย สำหรับไม้ยางที่ได้จากการโค่นเพื่อปลูกแทนยางเก่าให้เกษตรกรเป็นผู้ขายเอง แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กรมป่าไม้ตามอัตราที่กรมป่าไม้กำหนด โดย อ.ส.ย.จะหน้าที่เป็น Clearing House
ภายหลังกรมป่าไม้พิจารณาอนุญาตให้เช่าที่แล้ว อ.ส.ย.จะนำสวนยางที่แบ่งให้เกษตรกรเข้าสู่การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนต่อไป ซึ่งในอนาคตคาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะมีรายได้จากการขายไม้ยางไม่ต่ำกว่า 15,240 ล้านบาท หลังจากปลูกแทนยางเก่าแล้ว เกษตรกรมีรายได้จากการกรีดยาง ประมาณปีละ 7,670 ล้านบาท นายฉกรรจ์ กล่าว

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>

 


0029 ภาคธุรกิจค้านร่างกฎหมายจีเอ็มโอ ย้ำเนื้อหาไม่ชัดเป็นอุปสรรคการค้า

แนวหน้า-ปีที่ 27 ฉบับที่ 9259 วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2549

ภาคธุรกิจค้านร่างกฎหมายจีเอ็มโอ
ย้ำเนื้อหาไม่ชัดเป็นอุปสรรคการค้า

นายวิชา ธิติประเสิรฐ ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมเสวนาเพื่อระดมความคิดเห็นต่อ ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางว่าชีวภาพเนื่องจากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม(จีเอ็มโอ) เสนอว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่น่าจะจำกัดให้เฉพาะนิติบุคคลในการนำเข้า-ส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับจีเอ็มโอ ควรจะเปิดกว้างมากกว่านี้ รวมทั้งในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีคำนิยามบางคำที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นของผลิตภัณฑ์สืบเนื่อง และประเด็นเรื่องวิธีการปฏิบัติกำกับดูแลในการขนถ่ายซึ่งมีความเข้มงวดมากเกินไป ตลอดจนการส่งออกน่าจะแยกวิธีปฏิบัติกำกับดูแลระหว่างสิ่งมีชีวิตตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ซึ่งมีการนำมาใช้แล้วกว่า 10 ปีแต่ยังไม่มีปัญหาเกิดขึ้นกับจีเอ็มโอที่อยู่ระหว่างกำลังพัฒนา


ด้านนายเศรษฐสรร เศรษฐการุณย์ นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง กล่าวว่า การควบคุมกำกับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว น่าจะมีการแบ่งแยกระหว่างสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมกับผลิตภัณฑ์สืบเนื่องให้ชัดเจน เนื่องจากยังขัดกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เช่น ข้าวโพดจีเอ็มโอที่ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงกับข้าวโพดที่มีการประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยแล้ว รวมไปถึงแป้งข้าวโพดที่ได้จากข้าวโพดจีเอ็มโอ ซึ่งน่าจะมีการแยกข้อปฏิบัติบังคับให้ชัดเจนไม่เช่นนั้นจะทำให้เป็นอุปสรรคทางการค้า ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.จึงน่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมต้องแยกให้ชัดเจน ระหว่างจีเอ็มโอที่ผ่านการประเมินความเสี่ยงแล้วกับจีเอ็มโอที่ยังไม่ผ่านการประเมินความเสี่ยงซึ่งน่าจะมีข้อบังคับที่แตกต่างกัน


ขณะที่ ดร.สุพัฒน์ อรรถธรรม ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า จีเอ็มโอที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารคำนิยามต้องชัดเจน นอกจากนี้ยังเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาเกี่ยวกับเนื้อหาด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้มีการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยพัฒนาในเรื่องดังกล่าวต่อไปไม่ใช่ควบคุมเพียงด้านเดียว นอกจากนี้ในมาตรา 25 ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในสภาพควบคุม ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าควรอนุญาตให้เฉพาะนิติบุคคลเท่านั้น หรือจะอนุญาตให้บุคคลทั่วไปอื่นๆนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้ได้

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>

 


0028-ไฟแนนซ์ผวาราคายางรูดดันหนี้เสียปูด ส่งพนง.ทวงหนี้ยิบป้องกันความเสี่ยง-ประชาชาิติธุรกิจ-31 กรกฎาคม 2549

ไฟแนนซ์ผวาราคายางรูดดันหนี้เสียปูด ส่งพนง.ทวงหนี้ยิบป้องกันความเสี่ยง

ไฟแนนซ์เมืองตรังผวาราคายางร่วง ส่ง พนักงานเกาะติดลูกค้าใกล้ชิดถึงบ้าน ระบุค้างผ่อนชำระแค่ 1 สัปดาห์ต้องตามทวงถามแล้ว หลังเริ่มมีสัญญาณเตือนจากการขาดส่งค่างวด และตัวเลขการยึดรถคืน

เหตุช่วงราคายางดีดขึ้นแตะกิโลละร้อยแห่กันไปถอยรถใหม่ป้ายแดงทั้งเก๋งและมอเตอร์ไซค์มาขี่กันบาน ชี้เป็นการป้องกันความเสี่ยง เพราะเชื่อว่าราคายางน่าจะลงต่อ ด้านดีลเลอร์อีซูซุ-โตโยต้ายันแค่ระยะสั้นยังไม่กระทบ

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการไฟแนนซ์รายหนึ่งในจังหวัดตรัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากราคายางพาราที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากกิโลกรัมละกว่า 100 บาท ขณะนี้ลดลงมาแตะที่ 57-60 บาท/กิโลกรัมสำหรับน้ำยางสด ที่ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งราคายางแผ่นด้วย และมีแนวโน้มว่าจะลดลงได้อีก เนื่องจากตลาดส่งออกอย่างจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่มีออร์เดอร์น้อยลง เพราะสต๊อกยางไว้มากแล้ว ขณะที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็สามารถหายางส่งมอบกันได้ทันตามสัญญา

ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ไฟแนนซ์ต่างๆ ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มาซื้อรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ ล้วนได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แม้ราคายางพาราเพิ่งจะเริ่มลดลงมาประมาณ 1 เดือน แต่ก็เริ่มมองเห็นตัวเลขการผ่อนชำระที่ลดลง หลายรายยังไม่ส่งค่างวด และหลายรายที่ส่อว่าจะมีปัญหาในการผ่อนค่างวด โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มรถยนต์ที่มียอดการผ่อนชำระต่องวดสูง 8,000-10,000 บาทขึ้นไป

"ยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีปัญหาบ้างแล้ว อยู่ที่ว่าใครจะกล้าพูดความจริงหรือไม่ หากพูดกันตามตรงตัวเลขมันเห็นได้ชัด และไฟแนนซ์แต่ละแห่งก็เริ่มให้พนักงานเข้มงวดในการออกติดตามลูกค้าที่กำลังจะถึงงวดผ่อนชำระ โดยการทำหนังสือเตือน หรือรายที่ค้างผ่อนชำระ 1 อาทิตย์หรือ 1 เดือนก็เริ่มให้พนักงานไปติดตามที่บ้านไปดูว่าอยู่บ้านจริงหรือไม่ รถยังใช้สภาพดีหรือไม่ หรือยังมีรถใช้อยู่หรือไม่ ซึ่งการติดตามจะเข้มงวดและละเอียดมากขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้การปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มรายละเอียดเข้มงวดในการสอบประวัติลูกค้ามากขึ้น และเริ่มหันมาใช้นโยบายให้ลูกค้าถ่ายสมุดเงินฝากของสถาบันการเงินย้อนหลัง 6 เดือนมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อดูสถานะทางการเงิน อีกทั้งผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบหากมีการผิดสัญญา

"ตอนนี้ยอมรับว่าเข้มงวดขึ้น เพราะไม่แน่ใจว่าอีก 1-2 เดือนถ้าราคายางพาราลดลงอย่างต่อเนื่องจะมีปัญหาการผ่อนชำระแน่นอน เพราะขณะนี้สถิติการยึดรถคืนมีตัวเลขที่ขยับตัวขึ้นบ้างแล้ว อันนี้ก็ต้องระมัดระวังกันไว้ก่อน เพื่อประกันความเสี่ยง" แหล่งข่าวกล่าวย้ำ

ด้านนายกำธน ดิสระมุณี ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนการตลาดเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ บริษัทธนชาต จำกัด สาขานครศรีธรรมราช เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากราคายางพาราเริ่มขยับตัวลงเหลือกิโลกรัมละประมาณ 60 บาท โดยภาพรวมก็ยังคงปกติไม่ได้กระทบกระเทือนในส่วนของการผ่อนชำระเงินกับไฟแนนซ์ของธนชาต ทั้งนี้คงต้องรอประมาณ 3-4 เดือนถึงจะทราบว่ามีผลกระทบหรือไม่ เพราะราคายางพาราเพิ่งจะลง

นายกำธนกล่าวว่า ที่ผ่านมาลูกค้าที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราไม่น่ากลัว เพราะราคายางพาราค่อนข้างสูง หากผ่อนชำระเดือนละ 8,000-9,000 บาท ลูกค้ามีกำลังส่งค่างวดแน่นอน และส่วนใหญ่ในการคัดเลือกลูกค้า เราจะเน้นเรื่องของเอกสารเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับอาชีพและสมุดบัญชีเงินฝาก

"ยอดขายในปีนี้ค่อนข้างจะซบเซามากกว่าปีที่แล้ว ปีนี้ยอดขายเราลดลง จะดีก็ช่วงไตรมาสแรก เดือนมกราคม-มีนาคม จะดีมาก พอย่างเข้าไตรมาสที่ 2 เดือนเมษายน-มิถุนายน ยอดขายไม่ดีเลย ลดลงมาประมาณ 30% ฉะนั้นตรงนี้เราจะแก้ไขปัญหาด้วยการคัดเลือกลูกค้าและการลงไปตรวจสอบถึงบ้านว่าอยู่บ้านเลขที่นี้จริงหรือไม่ ประกอบอาชีพนี้จริงหรือเปล่า" นายกำธนกล่าวและว่า การปล่อยเช่าซื้อตรงนี้มีปัญหาบ้างเล็กน้อย ไม่ถึง 1% ถือว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์ดี

อย่างไรก็ตามสำหรับลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องของการผ่อนชำระ ทางเราจะมีฝ่ายติดตามทวงถาม ทั้งลงไปถึงพื้นที่และโทรศัพท์ทวงถาม หากมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่ก็จะมีการตรวจเช็กประวัติลูกค้า จาก 6 ปีที่เปิดให้บริการเป็นไฟแนนซ์มีรถถูกยึดแล้วบางส่วน แต่ไม่มาก มีเสียหายบ้างในรถบางรุ่น ส่วนใหญ่ปัญหาหลักๆ จะอยู่ที่ผ่อนชำระไม่ไหว หมุนเงินไม่ทันหรือนำไปขายต่อกับบุคคลอื่น

"เท่าที่ผมมองตลาดไฟแนนซ์ของจังหวัดตรัง ถือเป็นเมืองที่มีทรัพยากรดี มีทั้งการทำสวนและการทำประมง ที่ดีจริงๆ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคายางพาราขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จากกิโลกรัมละ 20 บาท ขึ้นมาเป็น 60 บาทจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท ลูกค้าชาวสวนที่ไม่เคยมีรถ สามารถถอยออกมาผ่อนได้อย่างสบายๆ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ขายดีมาก ลูกค้าเข้ามาทำสัญญาเช่าซื้อกับเราเยอะมาก" นายกำธนกล่าว

ทางด้านนายทศพล วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซูซุหาดใหญ่ จำกัด ดีลเลอร์รถอีซูซุใน 7 จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า ราคายางที่ตกลงมาเชื่อว่าจะเป็นเพียงช่วงระยะสั้น และยังเป็นราคาที่รับได้ และยังไม่ส่งผลต่อยอดการขายของอีซูซุแต่อย่างใด เพราะปกติบริษัทไฟแนนซ์จะคุมเข้มในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เช่นเดียวกับนายวีนัส เจียรวิทยากุล ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด ดีลเลอร์โตโยต้าใน จ.สงขลา และสตูล กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ยังไม่มีผลกระทบ แต่ถ้าระยะยาวราคายางต่ำลงมากกว่านี้บริษัทไฟแนนซ์คงจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนเรื่องการผ่อนชำระไม่น่าจะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะดาวน์น้อย ผ่อนนานอยู่แล้ว หรือเฉลี่ยเดือนละ 8,000-10,000 บาทเท่านั้น ซึ่งลูกค้ามีความสามารถผ่อนชำระได้

หน้า 32

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0027-ดอกไม้จีนทะลัก-ประชาไท 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

เกษตรกรไทยอ่วม! ดอกไม้จากจีนทะลักตลาดจนยอดขายตก

31 ก.ค.2549 – ดอกไม้เมืองหนาว อาทิ กุหลาบ เยอร์บีรา ลิลลี่ และคาร์เนชั่น จากคุนหมิง ประเทศจีน กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทย และส่งผลกระทบให้เกษตรกรที่ปลูกดอกไม้ประเภทเดียวกันในไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปเป็นจำนวนมาก

จันทนา สุวรรณธาดา จากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าดอกไม้จากประเทศจีนจะเข้ามายึดครองตลาดไทย และผู้ปลูกพืชสวนรายย่อยในไทยจะกลายเป็นผู้ที่เดือดร้อนอย่างไม่มีทางเลือก

ทั้งนี้ จากรายงานของศูนย์วิจัยกสิกร (KRC: Kasikorn Research Center) ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2546 ได้ระบุว่าการลงนามในสัญญาเอฟทีเอระหว่างไทยและจีนจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่ปลูกพืชสวน เพราะดอกไม้จากประเทศจีนมีคุณภาพดีกว่า ดอกใหญ่ และอยู่ได้ทนกว่าผลผลิตที่ปลูกในไทย เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในคุนหมิงเหมาะกับการปลูกพืชเมืองหนาวมากกว่า

 

เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องหอมและกระเทียมจากจีนที่เข้ามาตีตลาดเมืองไทย จนทำให้เกษตรกรที่ปลูกหอมและกระเทียมในภาคเหนือราว 50,000 รายได้รับผลกระทบอย่างหนัก

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังสนับสนุนนโยบายให้เกษตรกรของตนเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรจาก 2,000 ล้านดอกในปี 2543 เป็น 4,000 ล้านดอกภายในปี 2553 และจีนเป็นผู้ส่งออกดอกไม้รายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้ดอกไม้จากจีนทะลักเข้ามาในตลาดไทยอย่างไม่มีทางป้องกันได้

ปัจจุบัน ดอกไม้ที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศไทยมากที่สุดคือกล้วยไม้ ซึ่งสามารถส่งไปขายต่างประเทศได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ตลาดดอกไม้อื่นๆ ภายในประเทศกำลังประสบปัญหาหนัก เพราะไม่เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งนอกจากจีนแล้ว ยังมีอินเดียและมาเลเซียเป็นคู่แข่งทางการค้าในตลาดค้าดอกไม้ด้วย

“ลูกค้าซื้อดอกไม้ตามกำลังซื้อของตัวเอง แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าดอกไม้ที่พวกเขาซื้อมาจากไหน และพวกเขาก็ไม่เคยถามด้วย ดอกไม้จากจีนก็เลยเต็มตลาดที่นี่ไปหมด” เจ้าของร้านขายดอกไม้เจ้าหนึ่งที่ปากคลองตลาดกล่าว


<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0026-ลำไยล้นตลาด-มติชน 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2549


ลำไยเชียงรายล้นตลาดราคาร่วง ชาวสวนเศร้ากก./8บ.เจ๊งระนาว

นายนิรชร กองตาพัน ประธานสหกรณ์ลำไย อ.ป่าแดด จ.เชียงราย เปิดเผยว่าขณะนี้กลุ่มสหกรณ์ลำไย 16 แห่ง และชาวสวนลำไยใน จ.เชียงราย กำลังประสบกับปัญหาตลาดจำหน่าย เนื่องจากมีผลผลิตออกมาในปีนี้มากกว่า 40,000 ตัน หรือ 40 ล้านกิโลกรัม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาช่วยเหลือในส่วนของลำไยสดเพียง 2,000 ตันเท่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่รับซื้อลำไยมีเพียงไม่กี่ราย ส่วนผู้ประกอบการจีนนั้นไม่มีแม้แต่รายเดียว ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่ จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่ จึงทำให้ลำไยสดที่ชาวสวนเก็บมาแล้วไม่มีที่จำหน่าย แม้จะมีราคาถูกเพียงกิโลกรัมละ 8-9 บาท ก็ตาม

"รัฐบาลต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการจัดหาตลาดจำหน่าย การแทรกแซงราคาด้วยการชดเชยผลต่างราคาขาย หรืออุดหนุนเงินทุนหมุนเวียน ให้ผู้ประกอบการและสหกรณ์ลำไยเพื่ออบแห้งส่งออกไปยังต่างประเทศ หากยังปล่อยปัญหาลำไยอาจร่วงคาต้นได้ และเหตุการณ์อาจบานปลายถึงขั้นปิดถนนหรือประท้วงศาลากลางจังหวัด" นายนิรชรกล่าว

นายสุพจน์ เสถียรวิจิตร กรรมการบริหารบริษัทสยาม อินเตอร์ สวีท จำกัด ผู้ประกอบการส่งออกลำไย กล่าวว่า ปีนี้ทางรัฐบาลไม่มีโครงการช่วยเหลือเหมือนปีที่ผ่านมาที่แทรกแซงรับซื้อผลผลิตถึงร้อยละ 70 ที่เหลืออีก 30 ภาคเอกชนเข้ารับซื้อ ประกอบกับผู้บริโภคหลักอย่างจีนชะลอและลดปริมาณการรับซื้อลง เนื่องจากสถานการณ์ภัยธรรมชาติในประเทศ และทางไทยก็ส่งออกลำไยอบแห้งที่ค้างสต๊อคปี 2548 ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ตลอดจนยังมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท รวมค่าขนส่งประมาณ 38 บาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้ราคาลำไยสดปีนี้ต่ำลงไป

นางพัธราพร รักจิระกุล กรรมการบริหารบริษัท ร่มโพธิ์ทอง 888 จำกัด ผู้ประกอบการรับซื้อและอบแห้งลำไย จ.เชียงราย กล่าวว่า บริษัทสามารถรับซื้อและอบแห้งลำไยได้เพียงวันละไม่เกิน 2 แสนกิโลกรัม แต่ผลผลิตที่ชาวสวนนำมาจำหน่ายมีอยู่ถึงวันละ 3-4 แสนกิโลกรัม

ด้านนายวรชัย อุตตมะชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบปัญหาอยู่ที่ตลาดจำหน่าย ทางจังหวัดจึงพร้อมด้วยสหกรณ์จังหวัดและสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย จะเร่งหาแหล่งเงินทุนโดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เข้าช่วยเหลือ พร้อมกันนี้จะเร่งนำเงิน 10 ล้านบาท ที่ทางกระทรวงเกษตรฯอนุมัติให้ แก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปก่อน (กรอบบ่าย)

หน้า 9<

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0025-ลังเลโคนม-ข่าวสด 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

เกษตรกรผู้เลี้ยงลูกโคมหาสารคามลังเล หวั่นไม่คุ้มขั้นตอนยุ่งยาก-เริ่มเข้าชื่อถอนตัวอื้อ

มหาสารคาม - นายเรืองศักดิ์ ละทัยนิล หัวหน้าปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว เป็นโครงการหนึ่ง ตามนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล ที่มุ่งหวังให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยยึดรูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัวในจังหวัดมหาสารคาม ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ ทั้งในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของบริษัทส่งเสริมธุรกิจการเกษตรไทย จำกัด เพื่อขับเคลื่อนโครงการ

นายเรืองศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รับผิดชอบกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 1.1 หมื่นราย มีแม่โคกว่า 3 หมื่นตัว อาสาผสมเทียม 252 ราย ขณะนี้กำลังหาเกษตรกรมาเข้าร่วมโครงการเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ต้องมีโคเพศเมีย ผ่านการลงทะเบียนคนจน และผ่านมติประชาคมจากหมู่บ้าน เมื่อผสมเทียมเสร็จ ลูกโคที่ได้ก็นำไปให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคล้านตัว และเกษตรกรที่ไม่มีโคนำไปเลี้ยงต่อไป

ส่วนนายองอาจ บุญหล้า สมาชิกอบต.หนองแข้ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ประธานกลุ่มโคล้านตัวบ้านหนองแข้เปิดเผยว่า เริ่มไม่มั่นใจกับโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว หวั่นไม่คุ้ม โดยเฉพาะการเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก เกษตรกรที่เข้าโครงการต้องมีวัวแม่พันธุ์ หลังผสมเทียมแล้วเมื่อลูกโคหย่านมต้องขายคืนให้ปศุสัตว์ ตนสมัครร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2548 จนถึงขณะนี้เกษตรกรหลายรายเริ่มเอือมระอาและจะถอนชื่อออกจากโครงการแล้วเนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินการและหวั่นไม่คุ้ม

หน้า 26

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0024-ส่งเสริมดัน3โปรเจค-แนวหน้า 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมฯฟิตจัด
ประกาศต่อยอด3โปรเจ็กท์ยักษ์

นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลงานของกรมฯ ในขณะนี้มีงานหลัก 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานต่อยอดจากโครงการหนึ่งฟาร์มหนึ่งตำบล โครงการแปลงเรียนรู้ควบคู่การผลิตเพื่อยังชีพ โรงเรียนแก้จน ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ที่กรมฯ ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ โดยจะเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดในภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติอย่างแท้จริง เน้นในด้านการตลาดนำการผลิตมากยิ่งขึ้น ในเบื้องต้นจะคัดเลือกศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความพร้อมประมาณ 500 แห่ง จากทั้งหมด 7,000 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ นำร่องในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนให้ได้ภายใน 3 เดือน
เรื่องที่ 2 การจัดตั้งอาสาสมัครเกษตรกร ได้ให้ 100,000 คน ภายในปี 2549 เพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายภาคการเกษตรในภาพรวมทั้งหมด โดยจะรวบรวมจากอาสาสมัครเกษตรกรที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น หมอดินอาสา อาสาปศุสัตว์ ชลกร เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันอาสาสมัครเกษตรกรถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแจ้งเหตุเตือนภัยในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติ หรือ สถานการณ์โรคระบาดในพื้นที่ ที่ต้องอาศัยคนในพื้นที่และสามารถแจ้งเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับงานสุดท้ายที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การดูแลวิสาหกิจชุมชน ซึ่งกรมฯ จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน และสนับสนุนให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อผลักดันให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนพื้นฐานให้เกิดขึ้นในชุมชน และสามารถพัฒนาตนเองไปสู่วิสาหกิจชุมชนขั้นก้าวหน้าในแบบพึ่งพาตนเองได้ต่อไป ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 29,000

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0023-เตรียมงบกพส-สยามรัฐ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

เตรียมงบกพส.ต่อยอดเศรษฐกิจพอเพียง

นายบุญมี จันทรวงศ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายที่จะจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงระดับหมู่บ้านจำนวน 70,000 แห่ง ขึ้นภายใน 3 ปีสำหรับใช้เป็นสถานที่ให้เกษตรกร หรือผู้ที่สนใจได้เรียนรู้และฝึกทักษะความชำนาญด้านการเกษตรบนพื้นฐานของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นเรื่องความหลากหลายและการผลิตที่พอเพียงกับความต้องการของครอบครัวเป็นหลัก จากนั้นจึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชนและการพัฒนาคุณภาพเพื่อการส่งออก

ในเบื้องต้น กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหลักสูตรการพัฒนาอาชีพและความรู้ด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนคัดเลือกฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์ดีเด่นเพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ นอกจากนี้ยังเตรียมนำระบบเครือข่ายสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่ง เพราะการซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสหกรณ์จะมีราคาที่ถูกและเป็นธรรมมากกว่า อีกทั้งเมื่อศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งรวมรวมผลผลิตขายผ่านสหกรณ์ยังลดปัญหาการกดราคารับซื้อได้ด้วย

พร้อมกันนี้ กรมฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องหลักการสหกรณ์ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งหมู่บ้านหรือชุมชนใดที่มีความพร้อมและศักยภาพที่เพียงพอในรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาอาชีพ กรมฯ จะสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งสหกรณ์เพื่อร่วมกันทำธุรกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของกลุ่ม ตลอดจนจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ (กพส.) เข้าไปต่อยอดในการพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน โดยการจัดสรรงบประมาณจะพิจารณาความพร้อมและแผนงานที่สหกรณ์เสนอมา

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันกรมฯ จะสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศได้เรียนรู้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพึ่งพาตนเอง และพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตน โดยจะแจ้งรายละเอียดการฝึกอบรมอาชีพของศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วไปทราบเป็นระยะๆ รวมทั้งจัดให้สมาชิกสหกรณ์ได้ศึกษาดูงานที่สนใจหรือเหมาะสมกับศักยภาพของตนในแต่ละศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์และการเชื่อมโยงระบบสหกรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป

“หลักการสหกรณ์ซึ่งเน้นการมีส่วนของสมาชิก สอดคล้องและเข้ากันได้ดีกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นการผลิตที่เพียงพอในระดับครัวเรือน จากนั้นจึงขยายผลสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชนและพัฒนาสู่การส่งออก กรมฯ จึงเชื่อมั่นว่า การนำหลักการสหกรณ์เข้าไปมีส่วนร่วมในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงระดับหมู่บ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และสามารถพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคโดยไม่มีปัญหาการกดราคาได้ ขณะที่สมาชิกสหกรณ์ก็จะได้เรียนรู้และพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนด้วย” นายบุญมี กล่าว

 

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0022-ผุดแปลงสาธิต-แนวหน้า 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ปีที่ 27 ฉบับที่ 9246 วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฏาคม พ.ศ. 2549

ผุดแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย
พด.ตั้งเป้า3ปีคลอดทุกตำบล85ล.ไร่
ขับเคลื่อนวาระชาติ-ลดพื้นที่สารเคมี

กรมหมอดินเล็งทำแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์ทุกตำบลทั่วไทยภายใน 3 ปี หวังขับเคลื่อนวาระแห่งชาติได้ตามเป้าหมาย 85 ล้านไร่ภายในปี 2552


นายบัณฑิต ตันศิริ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กรมฯได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนโครงการวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ โดยตั้งเป้าหมายให้ปี 2552 ต้องทำเกษตรอินทรีย์ครอบคลุมพื้นที่ 85 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั่วประเทศ 131 ล้าน ซึ่งในปี 2549 กรมฯมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 17 ล้านไร่ และขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 13.5 ล้านไร่ มีเกษตรกรประมาณ 550,000 ราย นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปุ๋ยพืชสดใช้แทนปุ๋ยเคมีจำนวน 609,000 ไร่ รวมทั้งได้สนับสนุนให้ใช้สารเร่งพด.ของกรมฯ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้กับดินได้กว่า 440,000 ราย


อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังเตรียมดำเนินการจัดทำแปลงสาธิตการทำเกษตรอินทรีย์ในทุกตำบลให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการทำเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านการลดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยเคมีหรือสารเคมี สภาพพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร

ที่สำคัญยังทำให้สุขภาพของเกษตรกรดีขึ้นเนื่องจากไม่ต้องได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี พร้อมกันนี้กรมฯ จะจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ตำบลละ 125 คน เพื่อเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่น และแกนนำเหล่านี้จะต้องขยายเครือข่ายของตนเองต่อไปอีก ซึ่งทำให้เกิดการทำเกษตรอินทรีย์ครอบคลุมทุกพื้นที่ นำไปสู่การเป็นเกษตรพอเพียงและยั่งยืนในที่สุด


ในอนาคตคาดว่าจะมีเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ แทนการใช้สารเคมีมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวและพืชสวน เนื่องจากปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยเคมีและสารเคมีปรับราคาสูงขึ้นจนส่งผลกระทบถึงต้นทุนการผลิต จนทำให้ต้องหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นสังเกตจากยอดนำเข้าปุ๋ยเคมีลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 5% อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะเร่งส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ เพราะยังมีสัดส่วนการใช้สารเคมีสูงมาก นายบัณฑิต กล่าว

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0021-เลยฟื้นฟูลงแขก-ข่าวสด 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 16 ฉบับที่ 5708

"เลย"ฟื้นฟูประเพณีลงแขก ดำนาเกี่ยวข้าว-ผูกเสี่ยว ฉลองครองราชสมบัติ 60 ปี

....คอลัมน์ รายงานพิเศษ

ถ้าเรามองย้อนหลังไปถึงอดีตที่ผ่านมา มักจะมีพูดกันว่า เมื่อไทยเรานั้นเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ซึ่งแสดงว่าไทยเรานั้นมีการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของประเทศ

และปัจจุบันข้าวก็ยังเป็นสินค้าหลักของประเทศที่ส่งออกทำรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมากมายมหาศาล

การทำนาในอดีตและปัจจุบันจะแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการทำนากันมากขึ้น

ในอดีตที่ผ่านมา การเตรียมพื้นที่ในการทำนาเขาก็จะใช้ควายในการไถและคราดนา การดำก็จะใช้กำลังคนมาช่วยกันลงแขกในการดำนา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การดำนาเอาแรงกัน คือไปช่วยกันดำนาให้เพื่อนบ้านจนเสร็จ

เมื่อเสร็จแล้วเพื่อนก็จะมาช่วยดำนาตอบแทน ไม่ต้องเสียเงินค่าแรงในการจ้างมาดำนาเหมือนทุกวันนี้ ขนาดจ้างก็ยังไม่อยากมีคนมารับจ้าง ในอนาคตอันใกล้สิ่งเหล่านี้ก็จะหายไป เป็นที่น่าเสียดาย


ปัจจุบันการทำนาจะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการทำนา เช่นเอาเครื่องจักรมาไถนา คราดนา และเริ่มมีการเอาเครื่องจักรมาใช้ในการดำนา เก็บเกี่ยวข้าว นวดข้าวกันแล้ว ทำให้ประเพณีในการไถนาดำนา ซึ่งมีมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เริ่มจะหายไปถ้าไม่มีการอนุรักษ์เอาไว้

โดยเฉพาะเด็กๆ ในชนบทในปัจจุบันแทบจะไถนาดำนาไม่เป็นกันแล้ว

จากปัญหาดังกล่าวนี้ นายศุภชัย แสงโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เดิมเป็นคนแปดริ้ว จังหวัดฉะเฉิงเทรา ถือเป็นลูกชาวนา เมื่อมารับตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย จังหวัดพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา แต่ส่วนหนึ่งก็ยังมีการทำนาเก็บข้าวไว้กิน จึงมีความคิดในอันที่จะอนุรักษ์ในเรื่องของการดำนาเกี่ยวข้าวเอาไว้ เนื่องจากเป็นประเพณีที่สำคัญของเกษตรกรไทย


พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันจังหวัดเลย ซึ่งมีกำลัง อส.อยู่ในทุกอำเภอ จัดโครงการดำนาเกี่ยวข้าวผูกเสี่ยวในทุกอำเภอของจังหวัดเลย โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2548

ในการดำเนินงานก็จะนำเจ้าหน้าที่ อส.ส่วนหนึ่งไปร่วมกับชาวบ้านจัดกิจกรรมดำนาผูกเสี่ยว อย่างเช่นช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา โดยทางสำนักงานป้องกันจังหวัดเลย ได้ร่วมกับ อบต.น้ำสวย อ.เมืองเลย จัดกิจกรรมดำนาผูกเสี่ยว มีนายศุภชัย แสงโสภณ เป็นประธานเปิดงาน

ที่สำคัญไม่เปิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่รองเท้าบู๊ตลงดำนากับชาวบ้านด้วย ซึ่งใครเห็นท่านดำนาแล้วน่าจะเป็นผู้ชำนาญการและเป็นวิทยากรในการดำนาได้เป็นอย่างดี ขนาดชาวบ้านที่ไปร่วมงานต่างก็พากันชมในการดำนาของท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย

พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็มีการนำ อส.เข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านทำการเกี่ยวข้าว นวดข้าว ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ถือเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงามของไทยเราเอาไว้ให้ลูกหลานได้ปฏิบัติสืบต่อกันไป

และปีนี้เป็นปีสำคัญเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปีด้วย

ถือเป็นการฟื้นฟูประเพณีและเทอดพระเกียรติไปพร้อมๆ กัน

หน้า 24



<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน