<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0040-เกษตรเปิดเวทีระดมสมองปราชญ์ชาวบ้าน-แนวหน้า-31ตค49
เกษตรเปิดเวทีระดมสมองปราชญ์ชาวบ้าน-ชุมชน
วางแนวสร้างดัชนีชี้วัดความผาสุกของเกษตรกร
นายสุทธิพร จีระพันธุ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยว่า จากการประชุมสัมมนา เรื่อง ดัชนีชี้วัดความผาสุกของเกษตรกร
กระทรวงเกษตรฯ ได้รับข้อคิดเห็นและแนวทางต่าง ๆ ในการที่จะนำไปสู่การจัดทำดัชนีชี้วัดความผาสุกของเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม
โดยสรุปภาพรวมที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น
คือ เกษตรกร ริเริ่มโครงการหรือการสนับสนุนที่มาจากภาครัฐ ควรวางแนวคิดและมุมมองของความเป็นไปได้จากประสิทธิภาพของเกษตรกรเป็นตัวตั้ง
มากกว่ามุ่งเน้นถึงปริมาณและคุณภาพของผลผลิตแต่เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ข้อเสนอร่างดัชนีชี้วัดความผาสุกของเกษตรกร 5 ด้าน ที่ได้รับจากการอภิปรายด้านต่าง
ๆ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ เน้นกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
และหากมีหนี้สินต้องสามารถชำระคืนด้วยรายได้ ไม่ใช่การชำระด้วยการกู้ยืมมาชดใช้หนี้สิน
รวมทั้งสนับสนุนการออมของชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดสวัสดิการอย่างยั่งยืน
ด้านการศึกษา เน้นการเรียนรู้ที่นอกเหนือไปจากการเรียนในระบบ
เพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองและการทำเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับวิทยาการสมัยใหม่
ส่วนด้านสุขอนามัย เสนอให้ความสำคัญเกี่ยวกับอาหารปลอดภัย โดยจะดูแลทุกกระบวนการเพื่อให้เกษตรกรได้บริโภคอาหารปลอดสารพิษและสามารถส่งจำหน่ายได้ตามที่ต้องการ
ด้านสิ่งแวดล้อม พิจารณาอย่างรอบด้านทั้งเรื่องน้ำ ดิน สภาพภูมิอากาศ
และสัดส่วนระหว่างป่าไม้กับหมู่บ้าน และส่วนด้านสังคม เน้นสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับชุมชนมากยิ่งขึ้น
ตลอดจนสร้างครอบครัวที่อบอุ่นเข้มแข็ง โดยเริ่มต้นจากการสร้างความสุขและค่านิยมที่ดีในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้กับคนรุ่นใหม่
เพื่อให้กลับมาทำการเกษตรในบ้านเกิดต่อไป
ที่มา
http://www.naewna.com/news.asp?ID=33066#news
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0039-รับสมัครงาน-เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก-24ตค49
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
มีความประสงค์จะรับสมัครเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลและรณรงค์เผยแพร่
จำนวน 1 ตำแหน่ง
คุณสมบัติ
1. จบปริญญาตรีด้านเกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
2. มีประสบการณ์ในการทำงานวิจัย ข้อมูล และการจัดระบบข้อมูล
อย่างน้อย 1 ปี
3. มีทักษะในการเขียนบทความ สารคดี และข้อเขียนเพื่อการรณรงค์เผยแพร่
4. มีความสนใจหรือมีประสบการณ์ในเรื่องระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
5. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความรู้ และมีประสบการณ์ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับองค์กรชาวบ้าน
6. มีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ สามารถใช้โปรแกรม Microsoft
word, Excel, Power Point
7. อ่าน พูด เขียน ภาษาอังกฤษได้ดี จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
8. สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้
ผู้สมัครที่สนใจ สามารถส่งจดหมายสมัครงาน หลักฐานการศึกษา
ตัวอย่างบทความ งานเขียน และหลักฐานอื่นๆ มาที่่
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
912 งามวงศ์วาน 31 ซ.ย่อย 7
อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 02-591-1195 ถึง 6
Email : annet@ksc.th.com
หมดเขตรับสมัคร 10 พฤศจิกายน 2549
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0038-คำประกาศสมัชชาสังคมไทย-ประชาไท-24
ตุลาคม 2549
คำประกาศสมัชชาสังคมไทย โลกใหม่ที่เท่าเทียม
ประชาชนสร้างได้ 23 ตุลาคม 2549 ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา
เราเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จำนวน 70 องค์กร
กว่า 3,500 คนจากทั่วประเทศ (ดังรายชื่อที่แนบมาพร้อมกันนี้)
ได้จัดเวทีสมัชชาสังคมขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่
21-22 ตุลาคม 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตได้มีมติร่วมกันดังนี้
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ผ่านมาในประเทศไทย
ได้สร้างผลกระทบที่เลวร้ายต่อประชาชน เป็นการพัฒนาที่ทำลายชุมชน
ทำลายระบบเกษตรกรรมรายย่อย ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
กดขี่ขูดรีดแรงงาน ไม่คุ้มครองผู้บริโภค ละเลยกีดกันสิทธิและบทบาทของผู้หญิง
ไม่เปิดโอกาสให้ผู้พิการได้เป็นสมาชิกสังคมอย่างเต็มขั้น ทั้งยังละเมิดสิทธิชนเผ่า
ผู้ไร้สัญชาติ ตลอดจนแรงงานข้ามชาติ ที่สำคัญศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนส่วนใหญ่ได้ถูกทำลายลงไป
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับบนไม่ว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นรัฐบาลของกลุ่มใด
ก็เป็นเพียงการจัดสรรแบ่งปันอำนาจผลประโยชน์กันเองในระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
ทั้งกลุ่มข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ เท่านั้น ขณะที่กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ
กลุ่มประชาชน ยังคงถูกกีดกันให้อยู่วงนอก ไม่มีสิทธิส่วนในกำหนดกติกาการใช้อำนาจ
และนโยบายการพัฒนาใดใด
เพื่อบรรลุเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมใหม่ของภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่เป็นธรรม
และยั่งยืน เราขอประกาศร่วมกันดังนี้
ประชาชนจะร่วมกันสร้างสังคมไทยใหม่ ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม
ความเท่าเทียม สิทธิเสมอภาค และสันติภาพ
ประชาชนจะไม่รอคอย หรือหวังพึ่งกลุ่ม องค์กร หรือคณะบุคคลใด
มาทำหน้าที่แทนในการสร้าง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
หากแต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดและดำเนินการทุกรูปแบบด้วยตัวเอง
ในวาระที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญ
ต้องยึดหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การปฏิรูปการเมืองจึงเป็นภารกิจร่วมกันของทุกคน
เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยที่ลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน
การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ จะต้อง
1. ปฏิรูปการใช้อำนาจรัฐ ที่เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์
ไม่แยกเพศ ความพิการ ชาติพันธุ์ และตั้งอยู่บนฐานสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่ม
2. สร้างรัฐสวัสดิการอย่างครบวงจรเพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง
และเท่าเทียม
3. สร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
ในด้านการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
4. สร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กร
ทุกระดับ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
5. สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้
โดยการปรับโครงสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรมและในอัตราก้าวหน้า อาทิ
ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีการเล่นหุ้น ภาษีจากโอกาสทางนโยบาย
เป็นต้น และการพัฒนาระบบเศรษฐกิจทางเลือก ที่กระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
รวมถึงการกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรมกับแรงงานทุกภาคส่วนรวมทั้งแรงงานข้ามชาติด้วย
โดยสาระสำคัญในการปฏิรูปการเมือง กลั่นกรองมาจากประสบการณ์
ความรู้ในการทำงานของแต่ละเครือข่ายเป็นเวลานับสิบปีดังนี้
1. การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ประชาชนมีสิทธิกำหนดนโยบายสาธารณะทุกขั้นตอน
มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐทุกเรื่อง รวมทั้งการเสนอกฎหมายทั้งระดับชาติ
ระดับท้องถิ่น สามารถออกเสียงตัดสินใจในเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน
เช่น การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ
ข้อตกลงทางเศรษฐกิจต้องตราเป็นกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
2. การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในกรณีทุจริตคอรัปชั่น
การใช้อำนาจในทางที่ผิด การละเมิดสิทธิของประชาชน ต้องไม่มีอายุความ
ประชาชนต้องมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลได้โดยตรงและต้องมีมาตรการลงโทษ
เช่น การยึดทรัพย์อาชญากรรัฐและผู้กระทำผิด ที่มีประสิทธิภาพ
3. การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ
4. การปฏิรูปสื่อ สื่อวิทยุ/โทรทัศน์ต้องแบ่งสัดส่วน
ส่งเสริมให้เกิดทั้งสื่อชุมชนและสื่อสาธารณะ ที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ
และสนับสนุนการจัดทำสื่อภาคประชาชนที่ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้
5. การส่งเสริมการรวมตัวขององค์กรประชาชนให้มีความเข้มแข็ง
เช่น มีสภาประชาชนที่สามารถถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจรัฐ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคประชาชน
6. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในองค์การอิสระ
เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนทุกส่วนเข้าไปร่วมได้
7. การมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพโดยชุมชนรวมทั้งสภาพแวดล้อมด้านอื่นๆ
ชุมชนสามารถสืบทอดจารีตวัฒนธรรมภูมิปัญญา กำหนดแผนการจัดการ
โครงการ/กิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนได้ โดยรัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิของชุมชนดังกล่าวให้เป็นจริง
8. การปฏิรูปที่ดินโดยมาตรการภาษีที่ดินก้าวหน้า
กองทุนที่ดิน ระบบโฉนดที่ดินชุมชน ฯลฯ
9. การสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และให้มีการจัดเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตร
10. การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ต้องมีองค์กรอิสระเพื่อกำหนดมาตรการ/กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ
11. การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ต้องจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อเป็นกรอบในการตัดสินใจ
12. การสร้างสันติภาพภาคใต้ การเคารพและให้สิทธิแก่คนในพื้นที่เป็นผู้กำหนดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
และสร้างความเข้าใจในสังคมไทย
กระบวนการผลักดันการปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน
1. เราจะร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
2. เราจะนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รณรงค์กับสาธารณะอย่างกว้างขวางในทุกเครือข่าย
3. เราจะติดตามตรวจสอบการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐ โดยนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ
4. เราจะนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน นำเสนอและผลักดันในทุกเวที
ทุกช่องทาง
5. เราจะปฏิบัติการ เสนอรูปธรรม ตามแนวความคิดรัฐธรรมฉบับประชาชน
โดยไม่รอกฎหมาย หรือแนวนโยบายของรัฐ
เราขอยืนยันเจตนารมณ์อีกครั้งว่า การปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นธรรม
ประชาชนเท่านั้นที่สร้างได้
ที่มา : http://www.prachatai.com/05web/th/home/
page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5532&SystemModuleKey=
HilightNews&System_Session_Language=Thai
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0037-"ธีระ"เน้นหลัก
4 ป.ยึดเกษตรกรเป็นหลัก-เดลินิวส์-10 ตุลาคม 2549
"ธีระ"เน้นหลัก
4 ป.ยึดเกษตรกรเป็นหลัก
เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 10 ต.ค. นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรและสหกรณ์
พร้อมด้วยนายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รมช. ได้เดินทางเข้ากระทรวงเกษตรฯ
เป็นครั้งแรก หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ โดยมีนายบรรพต หงษ์ทอง
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และข้าราชการระดับสูง ให้การต้อนรับ จากนั้น
นายธีระ และนายรุ่งเรือง ได้ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศาลพระภูมิ
ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา-ยาย และพระพิรุณทรงนาค ก่อนจะเรียกผู้บริหาร
ข้าราชการ เข้าประชุมหารือถึงการทำงาน
นายธีระ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากที่มีการประชุมครม.
นายกฯได้กำชับให้ทุกกระทรวงบริหารงานโดยเน้นย้ำแนวนโยบาย 4 ป.
เป็นหลัก คือ โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ ซี่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ
ก็คงจะต้องเน้นย้ำในเรื่อง ให้เกษตรกรมีความอยู่ดีกินดีและเน้นให้ข้าราชการร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว
ทั้งนี้ ตนจะหารือกับอาจารย์ระพี สาคริก อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์
ที่คนในกระทรวงเกษตรฯให้ความเคารพ เพื่อขอความรู้จากอาจารย์
โดยที่ผ่านมาอาจารย์ก็ให้คำแนะนำในหลายเรื่อง
นายธีระ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเร่งด่วนขณะนี้ คือ เรื่องปัญหาน้ำ
จากนี้ไปคงจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
โดยเฉพาะกรมชลประทาน ในเรื่องการจัดการบริหารน้ำ ให้มีประสิทธิภาพ
และเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ส่วนโครงการพืชสวนโลก ยืนยันว่าจะเสร็จทันเปิดงานในวันที่
1 พ.ย.นี้ แน่นอน เพราะเป็นการเฉลิมฉลองการครองสิริราชครบ 60
ปี และเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนม์มายุครบ
80 พรรษา
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/
Default.aspx?Newsid=103390&NewsType=1&Template=1
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0036-ประสบการณ์ชีวิต
เกี่ยวกับพืชสวนโลก โดย ระพี สาคริก
24 กันยายน 2549
ประสบการณ์ชีวิต
เกี่ยวกับพืชสวนโลก
ช่วงที่ผ่านมา คนในสังคมไทยมักกล่าวขวัญถึงงานมหกรรมพืชสวนโลก
ซึ่งสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ขอเป็นเจ้าภาพ โดยที่งานนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน
2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อสงสัยว่างานนี้อาจมีความไม่ชอบมาพากลแฝงอยู่ในระบบการจัดการ
เนื่องจากขาดการชี้แจง หรือประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปในท้องถิ่นได้ทราบในรายละเอียด
แม้แต่ผู้เขียนซึ่งลงนามเสนอขอเอางานนี้มาจัดในประเทศไทยตั้งแต่แรก
ความจริงเรื่องต่างๆ ได้มีการพูดกันมาเป็นเวลานานพอสมควร โดยที่ผู้เขียนเชื่อว่า
ประชาชนคนไทยควรจะมีวิจารณญาณที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ค้นหาความจริงได้เองอย่างอิสระ
ดังนั้น ณ โอกาสนี้ คงไม่ขอกล่าวถึงเนื้อหาสาระ รวมทั้งเหตุผลที่ก่อให้เกิดปัญหา
ดังนั้น ณ โอกาสนี้ ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตนำเอาประสบการณ์ชีวิต
ในส่วนที่ตนได้มีโอกาสเข้าไปร่วมกิจกรรมนี้มาแล้ว โดยที่มีสมาคมพืชสวนโลก
(AIPH) เป็นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 30 ปี มาเล่าสู่กันฟัง ทั้งนี้และทั้งนั้น
เนื่องด้วยนักข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนได้ปรารภว่า ต้องการหาคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดงานพืชสวนโลกที่เป็นคนไทยให้ช่วยเขียนบทความเรื่องนี้ได้ยากมาก
มีบางคนที่ไปสัมผัสมาแล้ว แม้แต่ในมุมเล็กๆ แต่ก็กลับมาคุยอวดว่าตนเป็นผู้รู้เพราะเคยไปสัมผัสมาก่อน
ยิ่งกว่านั้นยังทำตัวเป็นผู้รู้อีกทั้งสะท้อนให้เห็นนิสัยอย่างที่โบราณกล่าวไว้ว่า
เป็นผู้ที่ไม่รู้จักบุญคุณครู ซึ่งผู้เขียนคงไม่ถือสา แต่ก็ไม่แปลกใจอะไร
เนื่องจากคนยุคนี้ส่วนใหญ่พอเติบโตยิ่งขึ้นสักหน่อยก็มักลืมตัว
โดยที่คิดว่าโลกนี้เป็นของกูคนเดียว ทำให้การแสดงออกขาดการสัมมาคารวะ
แม้แต่ครู อาจารย์ที่เคยสนับสนุนตนมาในอดีต ก็ยังไม่ละเว้นที่จะแสดงอาการขาดความสุภาพ
เมื่อกล่าวถึงสมาคมพืชสวนโลก (AIPH) ใคร่ขอย้อนกลับไปนึกถึงเมื่อประมาณปี
พ.ศ.2510 ซึ่งขณะนั้นตนมีอายุได้เพียง 45 ปี แต่มีผลงานเกี่ยวกับกล้วยไม้ที่เลื่องลือไปไกล
ท่านเอกอัครทูตฝรั่งเศส แคลแรกส์ ประจำประเทศไทย (Mr.Clarax)
ได้มาหาที่บ้านเพื่อทาบทามขอความร่วมมือในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก
ที่เมืองนอนท์ (Nante) โดยขอให้จัดต้นกล้วยไม้ที่กำลังมีดอกจำนวนหนึ่งเพื่อส่งไปแสดงในงานที่นั่น
งานครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรก สำหรับผู้เขียนที่เข้าไปเกี่ยวกับกิจกรรมของ
AIPH โดยที่ท่านเอกอัครราชทูตผู้นี้ เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ได้เขียนจดหมายมาเล่าเรื่องราวต่างๆ
เกี่ยวกับต้นไม้ที่ส่งไปร่วมแสดงอยู่ตลอดเวลาว่า เพราะตัวท่านเองได้ไปเฝ้าดูแลรดน้ำต้นกล้วยไม้จำนวนนี้ที่กำลังมีแสดงอย่างสนอกสนใจจนกระทั่งเสร็จงาน
หลังจากเวลาได้ผ่านพ้นมาอีก 3 ปี จึงมีการจัดงานที่เมืองนอนท์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งผู้เขียนก็ได้รับการติดต่อขอความร่วมมือจากท่านทูตเช่นเคย
ถัดมาอีก 3 ปีก็มีการขอความร่วมมือจากสถานทูตฝรั่งเศสอีก ปรากฏว่า
ครั้งนี้ทางสถานทูตได้ขอเชิญผู้เขียนและภรรยาไปร่วมงานด้วย ช่วงนั้น
นอกจากเราสองคนจะมีโอกาสไปสัมผัสกับงานพืชสวนโลกเป็นครั้งแรกแล้ว
ยังมีโอกาสไปเยี่ยมชมอุตสาหกรรมการเกษตรของฝรั่งเศส อีกหลายแง่มุม
แม้แต่โรงงานฆ่าสัตว์ นอกจากนั้น เรายังได้ไปสัมผัสกับอุตสาหกรรมการปลูกองุ่น
ริมลุ่มแม่น้ำไรน์ ซึ่งปกติแทบทุกบ้านจะมีอุตสาหกรรมนี้อยู่ด้วย
แม้แต่การใช้ห้องใต้ดินเป็นที่เก็บถังไม้หมักไวน์ นอกจากนั้นทางฝรั่งเศสยังสนับสนุนให้เราไปดูงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการทำน้ำหอม
โดยเฉพาะน้ำหอมลาเวนเดอร์ อีกทั้งสถานที่ในประวัติศาสตร์ที่เขารักษาไว้อย่างเคร่งครัด
เช่น เมืองนอร์มังดีที่เกิดสงครามครูเสด ผู้เขียนยังจำได้ดีว่า
วันหนึ่งเราถูกเชิญไปงานชุมนุมที่ใช้กิจกรรมการล่าสัตว์ของพระราชาสมัยโบราณ
รวมทั้งได้ร่วมโต๊ะอาหารกับบรรดาแขกรับเชิญคนสำคัญๆ ของ AIPH
ผู้เขียนและคุณมาร์ค กอนเย่ เกิดถูกอัธยาศัยกันเป็นอย่างมาก
หลังจากครั้งนั้นเป็นต้นมาผู้เขียนและภรรยาก็ได้รับเชิญไปร่วมงานแสดงพันธุ์ไม้
ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ที่เมืองดิจอง บนพื้นฐานการจัดการร่วมกันของ
AIPH นอกจากนั้นผู้เขียนยังถูกเชิญให้ไปเป็นกรรมการตัดสินสูงสุด
(Supreme Jury) ที่สำคัญก็คือ ทุกครั้งที่มีการเชิญ เราจะได้รับการติดต่อล่วงหน้าขอให้เตรียมการไว้ในกรุงเทพฯ
โดยที่เขาแจ้งว่าให้เรานัดประชุมชาวสวนแล้วคุณมาร์ค กอนเย่ ก็จะเดินทางมาด้วยตนเอง
เพื่อชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับแผนการแสดงพันธุ์ไม้ของประเทศต่างๆ
รวมทั้งการจัดความสะดวกต่างๆ ที่เขาจะให้แก่เรา ซึ่งเป็นผู้ไปร่วมงาน
ในช่วงนั้น คุณโรเบิร์ท แมธิส (Mr.Robert Mathis) เป็นประธานกรรมการของ
AIPH ผู้เขียนจึงมีโอกาสทำงานอยู่ในทีมการตัดสิน ซึ่งมีท่านผู้นี้เป็นหลักอยู่ด้วย
ผู้เขียนและภรรยามีประสบการณ์ในการไปร่วมจัดงานบนพื้นฐาน AIPH
ไม่ต่ำกว่า 30 ปี หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าไม่ต่ำกว่า 8-9
ครั้ง บางครั้งเขายังให้เกียรติผู้เขียนเป็นประธานมอบรางวัลให้กับประเทศที่ชนะการประกวดอีกด้วย
ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนมีผลสร้างสรรค์ความรู้สึกที่ผูกพันให้กับจิตใจของคนจากทั้งสองด้าน
อนึ่ง หลังจากมองเห็นได้ลึกถึงระดับหนึ่ง ทำให้ผู้เขียนรู้ว่า
กิจกรรมของ AIPH ได้ให้ความสำคัญแก่ชาวบ้านในยุโรปและบริเวณใกล้เคียง
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำที่ประเทศในยุโรปเข้าไปยึดครองอยู่ในทวีปแอฟริกา
หรืออีกนัยหนึ่ง การจัดงานของ AIPH ในพื้นที่ดังกล่าวเขามีนโยบายสนับสนุนชีวิตของผู้คนในประเทศซึ่งตกอยู่ภายใต้อาณัติของเขา
หากหวนกลับมาพิจารณาที่ประเทศไทยแล้ว ควรจะเห็นภาพอันเป็นสัจธรรมได้ว่า
งานที่นำมาจัดบนแผ่นดินผืนนี้ ชาวบ้านระดับล่างซึ่งเป็นเกษตรกร
อันถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของเราเอง ควรได้รับผลประโยชน์เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานของสังคมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
แทนที่จะโฆษณากล่าวว่าชุมชนเข้มแข็ง แต่แท้ที่จริงแล้วในทางปฏิบัติกลับไม่สนใจที่จะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้
หวนกลับมานึกถึงงานพืชสวนโลก ซึ่งทำบนพื้นฐานสมาคม
AIPH ที่จัดขึ้นโดยใช้คนในกลุ่มประเทศเอเชียกันดูบ้าง แน่นอนที่สุดประเทศต่างๆ
ควรให้ความสำคัญแก่ชุมชนที่อยู่ในเขตร้อน เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่ป้อนไปสู่คนในภูมิภาคนี้
รวมทั้งที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารกาย หรืออาหารใจ ดังตัวอย่างเช่น
การจัดงานบนพื้นฐานพืชสวนโลกรวม 3 ครั้ง ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินระหว่างประเทศในระดับที่สูงสุด
(Supreme Jury) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศต่างๆ
เป็นพื้นฐาน งานในช่วงนั้น ผู้เขียนต้องเดินทางไปตัดสินในระดับสูงสุดถึง
3 ครั้ง ครั้งแรกเขาเปิดโอกาสให้เราได้เห็นความจริงที่สอดอยู่ภายใต้การเตรียมงาน
ส่วนครั้งที่สอง เป็นช่วงที่พรรณไม้ในงานเบ่งบานเต็มที่ ครั้งที่สาม
เป็นช่วงก่อนสิ้นสุดงานไม่นานนัก ทั้งนี้และทั้งนั้นเข้าใจว่าเขาคงมีแผนให้กรรมการได้สัมผัสกับสภาพที่เป็นความจริงครบทั้งวงจร
การจัดงานเอ็กซ์โป โอซาก้า 90 (Expo Osaka
90) ซึ่งนับว่าเป็นงานใหญ่ มีระยะการจัดงานยาวถึง 6 เดือน ครั้งแรกผู้เขียนได้รับการทาบทามล่วงหน้าเป็นเวลานานถึง
3 ปีกว่า ซึ่งเป็นการเริ่มต้นชีวิตกับงานนี้ของผู้เขียน วันนั้นเป็นช่วงฤดูร้อนที่มีดอกซากุระบานสะพรั่ง
ขณะนั้นผู้เขียนและภรรยาได้รับเชิญจากสมาคมสวนพฤกษาศาสตร์แห่งประเทศญี่ปุ่นให้เดินทางไปพักอยู่ที่ตำบลอีซุโคเกง
(Izu Kogen) กลางดงน้ำพุร้อน ซึ่งอยู่ภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่น
ระหว่างนั้นมีข่าวแจ้งมาว่ารัฐมนตรีวางแผนของรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีนาคาโซเน่
ได้ขอนัดมาพบกับผู้เขียน เราพบกันที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในเมืองนี้
ซึ่งขณะนั้นมีเพียง 3 คน คือ ตัวรัฐมนตรี ผู้เขียน และเลขานุการ
ท่านรัฐมนตรีคีเบ้ (Mr.Yoshiaki Kibe) ได้ปรึกษาขอความร่วมมือในเรื่องนี้
ครั้งนั้นเขาได้จัดให้เราเดินทางไปดูสถานที่ที่เมืองโอซาก้า
เพื่อขอคำแนะนำในการวางแผนเตรียมพื้นที่
ผู้เขียนและภรรยาได้เดินทางโดยรถไฟด่วนชิงกันเซ็นไปถึงที่นั่น
หลังจากเจ้าหน้าที่พาตระเวนดูทั่วๆ ไปแล้ว จึงทราบว่าเป็นพื้นที่ซึ่งเทศบาลนำขยะมากองทิ้งไว้เป็นกองใหญ่
มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ขณะนั้นกำลังมีระบบทำลายขยะเปลี่ยนสภาพมาเป็นดินหมัก
เราได้ไปดูการวางแผน ซึ่งกระทำอยู่ในพื้นที่โดยตรงของหน่วยงาน
แม้แต่การสร้างรถไฟใต้ดินจากในเมืองไปถึงที่นั่น และที่น่าทึ่งก็คือ
เขาสามารถใช้สภาพของพื้นที่กับชีวิตคนท้องถิ่นให้ออกมาผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี
แม้แต่ธรรมชาติของญี่ปุ่น ซึ่งมีแผ่นดินไหวบ่อยๆ ร่วมกับพันธุ์ไม้ไผ่ของท้องถิ่น
ซึ่งมีระบบรากหนาแน่น พอที่จะยึดแผ่นดินไม่ให้แยกตัวออกจากกันได้
นอกจากนั้นพันธุ์ไผ่ของญี่ปุ่นยังมีลักษณะช่องว่างระหว่างลำ
ภายในกอที่ห่าง พอจะให้คนหนีแผ่นดินไหว เข้าไปอยู่ในกอไผ่ได้
สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเอาความคิดมาพิจารณา
มันก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและมีความสัมพันธ์อยู่กับชีวิตคนท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้เขียนใคร่ขอยกตัวอย่าง งานซึ่ง AIPH ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างสำคัญอีกงานหนึ่ง
นั่นก็คือ การจัดงาน Japan Flora 2000 ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสฉลองครบ
2000 ปี แห่งคริสต์ศักราช นอกจากนั้นยังใช้สถานที่ที่เกาะอาวาจิ
ซึ่งอยู่ที่เมืองโกเบ โดยที่งานครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาะอาวาจิเป็นที่ว่างเปล่า แต่รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายจะพัฒนาเกาะนี้ให้เป็นเมืองและสวนอันสวยงามในอนาคต
โดยที่ชั้นแรกได้สร้างสะพานให้รถยนต์แล่นข้ามอ่าวไปที่เกาะนั้น
การจัดงานครั้งนั้น ผู้เขียนได้รับเชิญเป็นองค์ปาฐกบรรยายพิเศษในพิธีเปิดงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวข้อการบรรยายได้ถูกกำหนดเอาไว้ให้พูดเรื่อง
คนกับธรรมชาติ (Man and Nature)
ผู้เขียนมาทราบภายหลังว่า เขาสำรวจข้อมูลจากทั่วโลกว่า
ใครจะพูดเรื่องนี้ได้ดี ในที่สุดบทสรุปก็มาลงที่ตัวผู้เขียน
นอกจากนั้นทางญี่ปุ่นได้คัดเอาคนสำคัญในด้านมนุษยศาสตร์ของเขามาพูดร่วมด้วย
โดยที่เชื่อว่าจะสามารถถ่ายทอดความรู้จากเรา ในพิธีเปิดการบรรยาย
ผู้เขียนได้มองเห็นมกุฎราชกุมารของญี่ปุ่น และพระชายา เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มาประทับรับฟังอยู่หน้าเวทีด้วย
บทสรุปการบรรยายครั้งนั้นอยู่ที่ปรัชญาคุณธรรมในการดำเนินชีวิต
ซึ่งได้ถอดคำบรรยายครั้งนี้ลงพิมพ์ในหนังสือประจำงานอีกด้วย
ผู้เขียนขออนุญาตเล่ามาเพียงเท่านี้ก่อน แต่สิ่งที่ต้องการสรุปก็คือ
ภาพรวมของชีวิตตัวเอง ที่เข้าไปมีบทบาทอยู่ในกิจกรรมของงานพืชสวนโลก
มันไม่ใช่ของง่ายที่จะคิดว่าไปเชิญใครต่อใครเขามาแล้วก็จะทำได้
หากต้องใช้บทบาทซึ่งอาจกล่าวว่าถอดใจออกมาให้กับทุกคน จนกระทั่งได้รับความศรัทธาอย่างกว้างขวาง
ผู้เขียนเคยคิดจะสร้างคนไทย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในระบบราชการให้เข้าไปมีบทบาทดังกล่าว
เพื่อที่จะได้แทนตนเองในอนาคต แต่แล้วสิ่งที่พบเป็นความจริงมันก็ผิดหวัง
เพราะหลายคนที่อยู่ในระบบราชการมักจะดำเนินการไปตามขั้นตอน ซึ่งมีอำนาจด้านบนเป็นผู้กำหนดให้เปรียบเสมือนตุ๊กตาไขลานที่ไม่มีชีวิต
ทำให้ขาดความต่อเนื่อง จึงเป็นการยากที่จะให้คนต่างชาติเขายอมรับและยกย่องได้อย่างสนิทใจ
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0035-ข้อเสนอร่างแผนฯ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพต่อคณะรัฐมนตรี
ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ -สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ-
14 กันยายน 2549
ข้อเสนอร่างแผนฯ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพต่อคณะรัฐมนตรีของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ตามหนังสือที่อ้างถึง
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ส่งร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๕๕๔) ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นก่อนประกาศใช้ตามมาตรา
๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๓
นั้น
สภาที่ปรึกษาฯได้เข้าร่วมกระบวนการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๐ ตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นจากประชาชนทั้ง ๔ ภาค และสัมมนาประจำปีของ
สศช. สำหรับในส่วนของสภาที่ปรึกษาฯ
ได้มีการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ นักวิชาการ
นักธุรกิจ ปราชญ์ชาวบ้านและเครือข่ายภาคประชาชนของสภาที่ปรึกษาฯ
เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ และสภาที่ปรึกษาฯได้จัดประชุมครั้งที่
๑๗/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ เพื่อพิจารณาร่างความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ
ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ และได้มีมติให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ.๒๕๕๐ ๒๕๕๔)
ต่อคณะรัฐมนตรี
สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้นสภาที่ปรึกษาฯ
มีข้อเสนอในยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ดังนี้
2.5.1 ชื่อยุทธศาสตร์ ควรเปลี่ยนชื่อยุทธศาสตร์จาก
ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
เป็น ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เนื่องจากแผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 ไม่ควรมุ่งเน้นการเร่ง
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ควรเน้นการพัฒนาทางด้านสังคมและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
เป็นฐานในการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพคน
การพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทาง
ชีวภาพและวัฒนธรรม รวมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เป็นฐานเกื้อหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน
2.5.2 วัตถุประสงค์ ควรปรับปรุงเพิ่มเติมดังนี้
(1) วัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้คำนึงถึง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ด้วย
(2) วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม
และทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานการพัฒนาประเทศที่มั่นคง
สมดุลและยั่งยืน ให้เพิ่ม โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
2.5.3 เป้าหมาย ควรปรับปรุงเพิ่มเติมดังนี้
(1) เป้าหมายการคุ้มครองพื้นที่ป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ ควรเน้นเป้าหมายการให้ความคุ้มครองพื้นที่สำคัญทางระบบนิเวศที่คงอยู่ในปัจจุบันให้ดำรงความอุดมสมบูรณ์โดยมีการสำรวจ
วิจัยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อกำหนดเป้าหมายพื้นที่ป่าและพื้นที่ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศของชาติร่วมกัน
(2) ให้มีเป้าหมายในการฟื้นฟูและบริหารจัดการแหล่งน้ำธรรมชาติ
ใน 25 ลุ่มน้ำใหญ่ โดยให้ครอบคลุมถึงลุ่มน้ำสาขาด้วย และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
(3) ให้เพิ่มเป้าหมายการยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ
และความสามารถในการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ของประเทศ
(4) ให้เพิ่มเป้าหมายการป้องกันและการลดความสูญเสียของชีวิตและ
ทรัพย์สินจากภัยธรรมชาติ
(5) ให้เพิ่มเป้าหมายการตอบสนองความต้องการและความจำเป็นในการดำรงชีวิต
ทั้งนี้โดยต้องรวมถึงการรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรป่าไม้
และความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกันของชุมชนตามโดยมีกฎหมายรองรับ
(6) เป้าหมายการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน ให้กำหนดการจัดการอย่างถูกต้องให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ
80 ของปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งหมด และส่วน
ที่เหลือต้องมีมาตรการควบคุม มิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(7) ให้เพิ่มเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มีไม่น้อยกว่าร้อยละ
20 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศ
(8) ให้เพิ่มเป้าหมายเชิงปริมาณและแนวทางมาตรการในการอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธ์
โดยตั้งเป้าหมายให้สัตว์ป่าและพันธุ์พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนชนิด
ลดลง หรือจำนวนการใกล้สูญพันธุ์ต้องไม่เพิ่มขึ้น
2.5.4 แนวทางการพัฒนา ควรปรับปรุงเพิ่มเติมดังนี้
(1) ให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยและความสูญเสียที่เกิดจากการพัฒนา
และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการ
ส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
พัฒนาและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรมและมีผลที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
(2) กำหนดจุดยืนที่ชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
(GMOs) โดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเกษตรกรและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบาย
สำหรับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นประโยชน์ ควรศึกษาและวิจัยอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
พร้อมๆ กับการมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและ
ลงโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับเจ้าของและผู้ที่เกี่ยวข้องที่ปล่อยให้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ความปลอดภัยได้แพร่กระจายไปปนเปื้อนธรรมชาติ
(3) ให้มีการประกาศภาวะวิกฤตเพื่อหยุดใช้ทรัพยากรที่อยู่ในภาวะ
ถูกทำลายสูงเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ทรัพยากรนั้นได้พักฟื้นและฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญสูง โดยต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ควบคุมอย่างชัดเจน
(4) ให้มีการจัดทำโครงการต้นแบบการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ระดับ
ชุมชน ทั่วทุกภูมิภาค ครอบคลุมการผลิตพลังงานทุกชนิด รวมทั้งจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเอกชนและชุมชน
ให้ดำเนินการผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยให้หน่วยงานของรัฐควบคุมมาตรฐานการผลิต
(5) ให้มีมาตรการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่อาจจะได้รับผลกระทบ
และที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
เป็นต้น
(6) ให้มีการสำรวจประเมินผลกระทบโครงการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อ
คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งที่ยังดำเนินโครงการอยู่
และที่สิ้นสุดโครงการแล้ว เพื่อกำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข
และเยียวยาผลกระทบ ให้เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสำรวจประเมินผลด้วย
(7) ให้มีการกำหนดนโยบาย แนวทางและแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรน้ำของชาติที่ชัดเจน
ทั้งลุ่มน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
ภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และในลักษณะบูรณาการ
โดยมีความเสมอภาคระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำต่างๆ และมุ่งเน้นความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในอนาคต
(8) ให้มีกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ ที่เชื่อมโยงต้นน้ำ
กลางน้ำ และปลายน้ำ ในรูปแบบของเครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำ
ทั้งในระดับตั้งแต่ลุ่มน้ำย่อยจนถึงลุ่มน้ำขนาดใหญ่ และองค์กรในระดับชาติ
(9) ให้มีการจัดระบบการบริหารจัดการเพื่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศให้เป็นเอกภาพ
โดยส่งเสริมความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่
เพื่อป้องกันและเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติและอุบัติภัยที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่น
(10) ปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพสามารถมีบทบาทในการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยเป็นแหล่งรวบรวมและจำแนกสิ่งมีชีวิต ดังนั้น
ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 จึงควรมีมาตรการในเชิงรุกเพื่อรองรับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการ
จดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต การแบ่งปันผลประโยชน์แก่ชุมชนที่เป็นธรรม
การใช้ประโยชน์จากความ
หลากหลายทางชีวภาพในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ
(11) เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 จึงควรมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพยากร
ธรรมชาติและระบบนิเวศ ฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ
ทรัพยากรแร่ และการพัฒนาระบบการจัดการและการป้องกันภัยพิบัติ
(12) ให้มีการส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด เทคโนโลยีวัสดุและนาโนเทคโนโลยี
เพื่อจะช่วยให้เกิดการประหยัดทรัพยากร ลดการใช้พลังงาน และลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะ
นำไปสู่การบริโภคที่พอเพียงและยั่งยืน
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0034-ระพี สาคริก วิพากษ์ "พืชสวนโลก 3 พันล้าน" -ประชาชาติธุรกิจ-
วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2549
ระพี สาคริก วิพากษ์
"พืชสวนโลก 3 พันล้าน"
สัมภาษณ์
หลังจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ออกมาปฏิเสธว่า ศ.ระพี สาคริก อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานพืชสวนโลกที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่
1 พ.ย.2549-31 ม.ค.2550
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "ศ.ระพี สาคริก"
ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพันธุ์ระดับโลก ซึ่งเคยเดินทางไปร่วมงานพืชสวนโลกมาแล้วทั่วโลก
ทั้งยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น แอฟริกา ได้เปิดใจกับ "ประชาชาติธุรกิจ"
ถึงสิ่งที่ควรจะเป็นเกี่ยวกับมหกรรมพืชสวนโลก พร้อมวิเคราะห์เปรียบการจัดงานพืชสวนโลกในประเทศไทยกับต่างประเทศอย่างผู้รู้จริง
- ทำไมอยู่ๆ ถึงออกมาให้ข้อมูลเรื่องความไม่โปร่งใสการจัดงานพืชสวนโลก
จริงๆ แล้วผมพูดเรื่องนี้มาเป็นปีลูกศิษย์จะได้ยิน
ยิ่งพองานใกล้เข้ามา คนมาทักผม พืชสวนโลกเป็นอย่างไร ผมก็สะดุด
ทำไมมามองที่ผม ถ้างานนี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา ผมก็แย่นะสิ ก็เลยเคลียร์เสียก่อน
ตรงนี้แหละที่เห็นว่าถ้าเกิดความเสียหายกับงานนี้ขึ้น
สุดท้ายก็ไม่พ้นถูกป้ายว่าผมเป็นคนทำเสียหาย
ผมก็ส่งหนังสือไปที่กระทรวงเกษตรฯมีหลายคนมาหว่านล้อม
ถ้าบอกว่าผมไม่เกี่ยว เมื่อเดือนเมษายนที่นายกสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศมาตรวจงาน
ใครเป็นคนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมให้ จริงๆ แล้วงานนี้จะต้องมีระดับรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงไปต้อนรับ
เพราะนายกสมาคมพืชสวนโลกก็เสมือนทูตระหว่างประเทศ แต่รัฐบาลส่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรไปต้อนรับ
นี่คือจุดอ่อนอีกจุดหนึ่ง
ในวันนั้นผมได้พูดในที่ประชุม 2-3 ประเด็น
เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ อะไรบ้างที่ควรทำ อะไรบ้างที่ไม่ควรทำ และบอกด้วยว่า
การเติบโตของต้นไม้นั้นใช้เงินซื้อไม่ได้
ในช่วงที่ประเทศไทยเสนอตัวเพื่อจัดงานพืชสวนโลก
ฝรั่งก็ถามว่า มีโปรเฟสเซอร์ระพีร่วมงาน อยู่ด้วยหรือเปล่า ทางประเทศไทยก็ตอบไปว่ามี
โดยที่ไม่ได้แจ้งให้รู้ตัวก่อน หลังจากนั้นก็มีการนำหนังสือมา
ให้ลงนามในฐานะประธานกิตติมศักดิ์เมื่อ 6 ปีที่แล้วสมัย นายชูชีพ
หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในช่วงนั้นงานพืชสวนโลกยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย
ผมก็รู้สึกว่างานลักษณะนี้เขาจะต้องเตรียมกันเป็น 10 ปี แต่ครั้งนี้ประเทศไทยเตรียมงานกัน
3 ปี ช่วงเวลาสั้นมาก ผมก็ยินดีช่วยเต็มที่ และรู้ว่าหากเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานนี้จะต้องเหนื่อยอย่าง
แน่นอน เพราะจะต้องบินไปประเทศต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะศรัทธามันมีอยู่
เวลาไปพูดอะไร คนก็เชื่อ
- ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ที่ลงนามขอจัดงานในครั้งแรก
อาจารย์ควรจะได้เข้าไปมีส่วนในการจัดงานครั้งนี้ด้วย
ใช่ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เรื่องนี้มีการเจรจาจัดงานก่อน
แล้วจึงมาขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายหลัง ซึ่งในช่วงทำแผน ทำรายละเอียดนั้น
ตนไม่ได้รับทราบ หรือรับรู้ใดๆ เลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีการขอเงินไปใช้ในงานนี้เท่าไหร่
การที่รัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีชื่อผมอยู่ในกรรมการชุดไหนเลยในการจัดงานพืชสวนโลก
ในมุมมองของผมเห็นว่าดี เป็นการสารภาพว่า กันผมออกไป ไม่ให้รู้เรื่องต่างๆ
หลายคนมาถามว่า อาจารย์สนใจเรื่องเงินหรือ
ผมบอกไปว่าไม่ใช่ เรื่องใหญ่คือการจัดงานทั้งงานมากกว่า
- คอนเซ็ปต์ของงานพืชสวนโลกจากคิดไว้ในครั้งแรกกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้แตกต่างกันอย่างไร
จริงๆ แตกต่างตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าผมจัดงานนี้จะต้องเตรียมเกษตรกรให้พร้อมเสียก่อน
เพราะตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยถึงจะได้ประโยชน์ ตอนที่จัดเรื่องกล้วยไม้โลก
ไม่ได้เตรียมงานกันแค่ 3-4 ปีเช่นนี้ แต่ใช้เวลาเตรียมงานกัน
30-40 ปี ผมเริ่มตั้งแต่สร้างประชาชนขึ้นมา ไม่ได้ทำในรั้วของข้าราชการ
แต่ทำงานข้างนอกก่อน แล้วข้าราชการเพิ่งมายอมรับในปี 2530 นี่เอง
ตอนนั้นเกษตรกรมีความพร้อมมาก พอข้าราชการไปทำอะไรผิดท่า
ผิดทาง เกษตรกรก็ค้าน การมีส่วนร่วมของเกษตรกรตรงนี้สำคัญ จึงได้บอกว่า
ถ้าเป็นผมจะยังไม่จัดงานนี้แต่จะต้องเตรียมคนให้พร้อมก่อน
วันนี้เกษตรกรบ่นว่า ไม่มีส่วนร่วมในการทำงานในงานพืชสวนโลกเลย
- เอาเข้าจริงคนไทยได้อะไรบ้าง จากการจัดงานพืชสวนโลกครั้งนี้
ผลประโยชน์ที่ลงถึงเกษตรกรมีน้อยมาก การเข้าไปมีส่วนร่วมของเกษตรกร
ไม่ใช่มองแค่สายตา 2 ดวงเท่านั้นแล้วจบ คนระดับบนอาจจะคิดแค่ว่าแค่ได้ดู
ไปเห็นก็เพียงพอแล้ว ความจริงมันไม่ใช่ เกษตรกรต้องคิดเอง ทำเอง
- งบฯ 3,600 ล้านบาทที่ลงไปคุ้มหรือไม่
ถ้าเอาหลักมาจับ เกษตรกรไม่ได้มีส่วนร่วมมาตั้งแต่เริ่ม
แถมยังไป รังแกเขาอีก เอาเอฟทีเอไปรังแกเขาอีก ผมไปประชุมที่เชียงใหม่
มีเกษตรกรทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ศรีสะเกษเล่าให้ฟังว่าเขาเสียหายเยอะ
- ปกติการเตรียมงานลักษณะนี้จะต้องใช้เวลาแค่ไหน
แล้วกระบวนการเป็นอย่างไร
เมื่อพืชสวนโลกมีเวลาเตรียมงานสั้นๆ ต้องอาศัยศรัทธา
ถ้าเป็นผมคงต้องบินไปทุกประเทศ ในต่างประเทศเวลาจัดงาน เขาบินมาเชิญด้วยตัวเองถึงบ้าน
- ถ้าอาจารย์เป็นคนจัดงานนี้จะต้องใช้งบฯถึง
3,600 ล้านบาทหรือเปล่า
ครึ่งหนึ่งก็อาจจะไม่ถึง ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงเดือนเมษายนที่ไปดูความคืบหน้าของงาน เห็นเขากำลังเอาต้นทุเรียน
ต้นลำไยมาลง ใช้ไม้ค้ำกันไป ค้ำกันมา ก็นึกในใจว่า ถ้าเป็นผม
ผมจะไม่เอามาปลูกหรอก ไม่ต้องลงทุนแล้วได้เงินด้วย
เวลาทำอะไรจะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วจะรู้ว่าเวลาไปที่ไหนเราอยากจะดูอะไร
ทุกคนอยากพบชาวสวน ไปคุยกับชาวสวน ของจริงอยู่ที่นั่น จัดทัวร์ลงพื้นที่ไปดูกันเลย
ตอนที่จัดงานกล้วยไม้โลก ก็จัดให้มีแพ็กเกจทัวร์หลากหลาย 3 วัน
5 วัน 7 วัน เป็นการกระจายรายได้ด้วย คงไม่มีใครอยากดูของปลอม
ทุกคนอยากดูของจริงทั้งนั้น
- ชั่งน้ำหนัก ผลดีกับผลเสียงานครั้งนี้เป็นอย่างไร
ทุกอย่างอยู่ที่คน ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องแล้วอยากจะไปทำ
อยากจะไปหน้าใหญ่ ใจโต ลืมตัว มันเสียแน่ แล้วจะไปโทษใคร โทษคนโน้น
คนนี้ ทำก็ตกไปอยู่ในสภาพอย่างนี้
บ้านเราเวลานี้เรื่องคอร์รัปชั่นค่อนข้างหนัก
ตอนนี้ได้ยินข่าวว่าหลายประเทศถอนตัว ประเทศที่มาส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ขัดสนเงินทอง
ก็ต้องเอาเงินไปดึงเขามา แล้วขณะนี้รัฐบาลไม่มีเงินจะทำอย่างไร
อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เขาก็ไม่มา
- เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือน งานพืชสวนโลกก็จะเริ่มต้นขึ้นแต่ตอนนี้ทุกอย่างยังชุลมุนวุ่นวาย
เรื่องบางเรื่องซื้อด้วยเงินไม่ได้ ถ้าอีกด้านหนึ่งไม่ได้
ก็ทะลักมาอีกด้านหนึ่ง
- จากการเดินทางไปร่วมงานพืชสวนโลกอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี
ประทับใจประเทศไหนมากที่สุด
มี 2 แห่งคือ ที่เอ็กซ์โปโอซากา ประเทศญี่ปุ่น
จัดงานได้ละเอียดมากๆ และที่ Reunion Island ประทับใจเรื่องการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมานำเสนอ
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0033-ร้อง ธกส.บังคับซื้อปุ๋ย-ยา -แนวหน้า์- 3 สิงหาคม 2549
ร้อง ธกส.บังคับซื้อปุ๋ย-ยา
ชี้หากไม่ซื้อได้เงินช้า/คุณภาพปุ๋ย-ยาไม่ดี
จากการที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
หรือ ธกส. ได้ปล่อยเงินกู้ช่วยเหลือภาค เกษตรกรรม รวมถึงพื้นที่จังหวัดพิจิตรด้วย
ซึ่งเกษตรกรหลายรายได้ทำสัญญากู้เงินมาแล้ว แต่ทาง ธกส. กลับมีเงื่อนไขในการทำสัญญา
ซึ่งสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก
นาย อารม มีหวัง กำนันตำบลย่านยาว อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร
กล่าวว่าขณะนี้มี เกษตรกรชาวนา ที่ได้ไปทำสัญญากู้เงินกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)
หลาย แห่งมานั้น ได้เข้ามาร้องเรียนกับตนว่าถูกทาง ธกส. บังคับให้ซื้อปุ๋ย
และยาปราบศัตรูพืช ทำให้ เกษตรกรชาวนาในพื้นที่ต่างเดือดร้อนกันไปหมด
ซึ่งหากไม่ซื้อก็จะไม่ให้กู้เงิน นอกจากนี้แลัวปุ๋ยที่ ได้รับมาจาก
ธกส.นั้น ก็ไม่มีคุณภาพ มีบางรายเข้าไปกู้เงินกับทาง ธกส.แต่ไม่ยอมซื้อ
ปุ๋ยกับยา ปราบศัตรูพืช ก็จะได้รับเงินกู้ช้ากว่าปกติ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเกิดกับเกษตรกรชาวนาหลายพื้น
ที่ ทาง ธกส. น่าจะเห็นใจเกษตรกรที่ต้องการเงินกู้ไปทำกิจกรรมทางการเกษตรมากกว่า
แบบนี้ เท่ากับว่า ทาง ธกส.มัดมือชกเกษตรกรชาวนาแบบผูกมัด
"ผมเองไม่รู้ว่าจะหา วิธีการอย่างไรที่จะเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา
ซึ่งตรงนี้ผม เองรู้สึกเห็นใจเกษตรกรชาวนา ที่ต้องมารับภาระจ่ายเงินค่าปุ๋ยค่ายาให้กับทาง
ธกส. อีกทางหนึ่ง ซึ่งการกู้เงินกับทางธกส.นั้นเกษตรกรชาวนาสามารถเอาเงินกู้ไปซื้อปุ๋ย
และยาปราบศัตรูพืชเอง ได้ เพราะเกษตรกรเคยใช้ยี่ห้อไหนก็จะใช้ยี่ห้อนั้น
เพราะใช้มานานจนได้ผลที่ดีกับพืชผลทางการ เกษตร"นายอารม
อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบว่า ว่า ธกส. ทำอะไรกันอยู่
ต้องการช่วยเหลือชาวเกษตรกรอย่างจริงจังหรือไม่" นายอารม
กล่าว
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0032-มะพร้าวเวียดนามบุกสวนทับสะแกเจ๊ง
-ไทยโพสต์- 3 สิงหาคม 2549
มะพร้าวเวียดนามบุกสวนทับสะแกเจ๊ง
นายโชติ เงินแท่ง นายก อบต.ทับสะแก อ.ทับสะแก
จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์
เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เพาะปลูกมะพร้าว
ซึ่งนำผลผลิตที่เพาะปลูกได้ไปแปรรูปเป็นมะพร้าวกะทิ ได้รับความเดือดร้อนจากราคาตกต่ำ
เนื่องจากมะพร้าวที่กลุ่มเกษตรกรนำออกขายให้กับพ่อค้าคนกลาง
จากเดิมขายได้ในราคาลูกละ 8-10 บาท หลัง 3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มพ่อค้าคนกลางได้นำเอามะพร้าวจากเวียดนาม
ซึ่งมีเกรดต่ำกว่ามะพร้าวที่ปลูกได้ใน อ.ทับสะแก ส่งให้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตกะทิกึ่งสำเร็จรูป
ทำให้ราคามะพร้าวที่เพาะปลูกได้ใน อ.ทับสะแก ตกต่ำเหลือเพียงลูกละ
4.30 บาทเท่านั้น
นายโชติกล่าวว่า การลักลอบนำเข้ามะพร้าวจากประเทศเวียดนาม
กลุ่มทุนผู้ประกอบการจะนำเข้าบริเวณท่าเทียบเรือที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด
ส่วนทางภาคใต้จะนำเข้าบริเวณท่าเทียบเรือจังหวัดสตูล แล้วนำออกจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางต่ำกว่าที่รับซื้อจากเกษตรกร
เพื่อดึงราคามะพร้าวของเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะพร้าวใน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ให้ตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกมะพร้าวบนเนื้อที่กว่า 7
แสนไร่ ขณะนี้ได้โค่นล้มมะพร้าวหันมาเพาะปลูกต้นยางพาราและต้นปาล์มน้ำมันแทน
ขณะนี้จึงเหลือพื้นที่เพาะปลูกมะพร้าวเพียง 5 แสนไร่
นายโชติกล่าวว่า การลักลอบนำเข้ามะพร้าวดังกล่าวมีการทำเอกสารสวมทับให้เป็นมะพร้าวที่เพาะปลูกในประเทศ
และแสดงตัวเลขนำเข้ามะพร้าวน้อยกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี
ซึ่งผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ประจำด่านศุลกากรทั้ง 3
ด่าน ที่มีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศผ่านและกระทรวงพาณิชย์ควรหาทางตรวจสอบถึงเส้นทางเดินของการนำเข้ามะพร้าวเสียภาษีให้รัฐถูกต้องหรือไม่.
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0031-ชาวสวนลำไยเชียงรายจี้
แม้ว ช่วยพยุงราคา-เปิด FTA เกษตรกรมีแต่ตกต่ำ -ผู้จัดการออนไลน์
2 สิงหาคม 2549
ชาวสวนลำไยเชียงรายจี้
แม้ว ช่วยพยุงราคา-เปิด FTA เกษตรกรมีแต่ตกต่ำ
เชียงราย - เกษตรชาวสวนลำไยเชียงรายชุมนุมเรียกร้องให้ แม้ว
ช่วยคนเหนือ พยุงราคาลำไยอีก กก.ละ 3 บาท แบบไม่จำกัด หลังจากกระทรวงเกษตรฯ
จะช่วยเชียงรายแค่ 1,200 ตัน จากผลิตกว่า 4 หมื่นตัน ชี้รัฐทำลายลำไยอบแห้ง
มาทำปุ๋ยมูลค่านับพันล้านบาทได้ น่าจะช่วยเกษตรกรได้ จวกเปิด
FTA ไม่ทำให้ราคาลำไยในมือเกษตรกรดีขึ้น อาจกระทบคะแนนนิยมของ
ทรท.
เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ (2
ส.ค.) แกนนำเกษตรกรผู้ปลูกลำไยจาก อ.แม่สรวย,อ.พาน, อ.แดด, อ.เทิง,
อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย และใกล้เคียง ราว 300 คน นำโดยนายโสฬส
สุวรรณศรีคำ เลขานุการสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยแม่สรวย จำกัด, นายฉลอง
มหาวุฒิ ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้เดินทางมาชุมนุม
ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ต.สันทราย อ.เมือง จ.เชียงราย
พร้อมนำป้ายผ้ามาเขียนข้อความเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
รักษาการนายกรัฐมนตรี คนเมือง ช่วยแก้ปัญหาลำไยราคาตกต่ำแบบถาวรด้วย
เพราะมีปัญหาทุกปี ต่อมา นายวรชัย อุตตมชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย,
นายสุรพล นิศากรเกรียงเดช เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย, นายวิชัย
ชัยกิตติพร สหกรณ์จังหวัดเชียงราย เดินทางมาพบชาวบ้านและเจรจากันนานราว
2 ชั่วโมง
กลุ่มเกษตรกรได้ให้ข้อมูล ว่า ในปี 2549 นี้ ลำไยในภาคเหนือกำลังให้ผลผลิต
ซึ่งปีนี้ผลผลิตอาจจะลดลง เพราะมีผลกระทบจากพายุลูกเห็บและพายุฝน
โดยในภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่,ลำพูน, เชียงราย, พะเยา คาดว่า
จะมีผลผลิตราว 3 แสนตัน ส่วนเชียงราย คาดว่า จะได้ผลผลิตราว
4 หมื่นตัน
อย่างไรก็ตาม ราคาลำไยพันธุ์อีดอ ซึ่งมีมากราคาตกต่ำเหลือแค่
3-10 บาท/กก.ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีแนวทางจะช่วยพยุงราคาโดยรับซื้อลำไยนำราคาตลาด
โดยบวกราคาให้ชาวบ้านอีก กก.ละ 3 บาท แต่มีโควตาช่วยเหลือเกษตรกรเชียงรายแค่
1,200 ตัน ซึ่งเกษตรกรอยากให้รัฐบาลช่วยพยุงราคาตั้งแต่ 5-7-12
บาทต่อ กก.หรือช่วยพยุงราคาให้เกษตรกร กก.ละ 3 บาท จนกว่าราคาในตลาดจะสูงน่าพอใจค่อยหยุดพยุงราคา
นายวรชัย อุตตมชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยอมรับว่า
เรื่องนี้ตนไม่มีอำนาจจะแก้ไขได้ เพราะเกินอำนาจ และได้โทรศัพท์หารือกับผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ที่เชียงใหม่แล้ว ว่า ต้องทำเรื่องเสนอส่วนกลาง ทำให้เกษตรกรไม่พอใจจะเดินทางเข้า
กทม.ไปเรียกร้องที่กระทรวงเกษตรฯ
สุดท้ายมีการทัดทานไว้ และขอให้ นายวรชัย อุตตมชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
ทำหนังสือส่งด่วนไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอหารือ และจะมาฟังผลในวันศุกร์ที่
4 ส.ค.2549 หากไม่เป็นที่พอใจจะชุมนุมใหญ่ เพราะเคยยื่นหนังสือไปก่อนหน้านี้แล้ว
1 ครั้ง
ลุงออด สุขตะโก อายุ 56 ปี แกนนำชาวสวน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
กล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทนปลูกลำไย เพราะไม่รู้จะไปปลูกอะไร ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเปิดเสรีการค้า
หรือ FTA ไทย-จีนราคาลำไยของเกษตรกรก็ไม่เคยสูงขึ้น มีแต่จะตกต่ำและมีปัญหา
แต่คนได้ประโยชน์คือ พ่อค้าคนกลางที่อบลำไยขายจีนเท่านั้น และในปี
2548 ที่รัฐบาลนำลำไยขึ้นรานับแสนตัน ราคารับจำนำ กก.ละ 70 บาท
ตั้งแต่ปี 2545-2547 มาทำลายบดเป็นปุ๋ย มูลค่านับพันล้านบาทยังทำได้
จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาช่วยรับซื้อลำไยจากเกษตรกรบ้างแค่
กก.ละ 12 บาท ทำไมจะทำไม่ได้
สิ่งที่เกษตรกรในภาคเหนือทราบกันดี คือ ที่ผ่านมา มีปัญหาการทุจริตเกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางคน
ทำให้มีผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคไทยรักไทยในภาคเหนือ ระดับหนึ่ง
จนผู้สมัคร ส.ส.บางจังหวัด (ลำพูน) คะแนนนิยมตกต่ำ อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาให้คนเหนือจริงๆ
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
|