<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0050-ตลาดข้าวโลกประกาศจุดยืน
ไม่เอา จีเอ็มโอ
กรีนพีซผนึกกำลังสมาคมผู้ส่งออกข้าวและเกษตรกรย้ำ ประเทศไทยต้องปลอดจีเอ็มโอ

กรุงเทพฯ 6 กุมภาพันธ์ 2550 กรีนพีซเปิดรายงานการตลาดข้าวโลก
เผยบริษัทข้าวชั้นนำของโลก 41 บริษัทประกาศนโยบาย ไม่เอา ข้าวจีเอ็มโอ
ด้านสมาคมผู้ส่งออกข้าวร่วมแถลงจุดยืนย้ำ ไม่ค้าข้าวจีเอ็มโอ
ส่วนเกษตรกรไทยร้องรัฐบาลห้ามออกกฎหมายเปิดทดลองภาคสนาม หวั่นอุตสาหกรรมข้าวไทยล่มซ้ำรอยอเมริกา
ในรายงานการตลาดเรื่อง วิกฤตอุตสาหกรรมข้าว
ได้บรรจุแถลงการณ์นโยบายของบริษัทข้าวชั้นนำในเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย
และทวีปอเมริกาเหนือและใต้รวม 41 บริษัท (1) เช่นบริษัท Ebro
Puleva ผู้แปรรูปข้าวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่ระบุว่าหยุดซื้อข้าวจากอเมริกาทันทีหลังการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอของบริษัทไบเออร์เมื่อปลายปี
2549 ในรายงานนี้ยังรวมถึงแถลงการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของโลกระหว่างสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสมาคมอาหารแห่งเวียดนาม
ที่ร่วมลงนาม ไม่ค้า ข้าวจีเอ็มโออีกด้วย
ตลาดข้าวยุโรปเป็นตลาดที่มีแนวโน้มสดใสมาก
เพราะนอกจากบริโภคภายในแล้วยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลกอีกด้วย
เมื่อตลาดยุโรปต้องการข้าวปลอดจีเอ็มโอ 100 % เราจึงต้องทำตามความต้องการของตลาด
โดยไม่ต้องเอาใจอเมริกาที่สนับสนุนจีเอ็มโอ สมาคมผู้ส่งออกข้าวจึงมีนโยบายไม่ค้าขายจีเอ็มโออย่างเด็ดขาด
และไม่สนับสนุนให้มีการทดลองข้าวจีเอ็มโอในภาคสนาม เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนได้
นายรุจจน์ ทรัพย์นิรันดร์ กรรมการบริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ
และประธานกรรมการบริหารบริษัทปทุมไรซ์มิลล์แอนด์แกรนารีจำกัด
(มหาชน) - ผู้ผลิตข้าวถุงมาบุญครอง กล่าว
ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การปนเปื้อนและการปฏิเสธของตลาดจากทั่วโลก
แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความต้องการให้ไบเออร์หยุดพัฒนาข้าวจีเอ็มโอ
ไบเออร์ได้พิสูจน์ว่าข้าวจีเอ็มโอมีความเสี่ยงมากเกินไป เพียงแค่แปลงทดลองเล็กๆ
ก็สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมข้าวโลกได้
รัฐบาลทั่วโลกต้องตอบสนองต่อกรณีความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ตลาดและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปนเปื้อนข้าว จีเอ็มโอในปี 2549
โดยต้องไม่อนุมัติคำขออนุญาตปลูกและทดลองข้าวจีเอ็มโอทุกชนิด
การทดลองข้าวจีเอ็มโอภาคสนาม การปลูกข้าวจีเอ็มโอเพื่อการค้าต้องไม่เกิดขึ้น
มิเช่นนั้นพืชอาหารหลักของโลกต้องเผชิญหน้ากับหายนะ ภัสน์วจีกล่าว
ในรายงานได้เปิดเผยผลกระทบจากการปนเปื้อนข้าวของไบเออร์
กล่าวคือราคาข้าวในตลาดล่วงหน้าตกลงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ทำลายสถิติราคาที่ตกต่ำที่สุดในรอบวันในหลายปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวของสหรัฐฯ
จะลดลงถึง 16% ในปีการผลิต 2549-2550 (2) ส่วนกลุ่มเกษตรกรและผู้ค้าข้าวเรียกร้องให้ไบเออร์รับผิดชอบต่อการปนเปื้อนและจ่ายเงินชดเชย
โดยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายวงเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ (3)
ไบเออร์พยายามผลักดันให้ทั่วโลกอนุมัติคำขอปลูกข้าวจีเอ็มโอ
รวมถึงในยุโรปและบราซิล แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบจากการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอผิดกฎหมายของตัวเองที่แพร่กระจายไปทั่วอเมริกาและที่อื่นๆ
ตรงกันข้ามกลับอ้างว่าเป็น
ความผิดพลาดของเกษตรกรและธรรมชาติ (4) อดัม
ลีวิตต์ ทนายความของสำนักงานกฎหมาย Wolf Haldenstein Adler Freeman
& Herz ที่ฟ้องร้องคดีให้กับกลุ่มเกษตรกรในสหรัฐอเมริกากล่าว
นอกจากคดีกลุ่ม ยังมีการฟ้องร้องเป็นรายบุคคลของผู้ค้าข้าวในยุโรปอีกด้วย
ผลจากการปนเปื้อนทำให้เกษตรกร โรงสีข้าว ผู้ค้าข้าวและผู้จำหน่ายข้าวต้องเสียเงินมหาศาลจาก
ค่าตรวจสอบและเรียกคืนสินค้า การยกเลิกการสั่งซื้อ การห้ามการนำเข้า
เสียชื่อเสียงผลิภัณฑ์ และผู้บริโภคขาดความไว้ใจ ซึ่งส่งผลในระยะยาว
ด้านอุบล อยู่หว้า ตัวแทนเกษตรกรจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกกล่าวว่า
ประเทศไทยไม่ควรเดินตามอเมริกา ซึ่งภาคธุรกิจจีเอ็มโอและรัฐบาลสหรัฐฯ
ร่วมกันเอาเปรียบผู้บริโภคและเกษตรกร โดยออกกฎหมายเปิดประเทศให้จีเอ็มโอ
รัฐบาลไทยไม่ควรออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่เปิดให้มีการทดลองภาคสนามพืชจีเอ็มโอ
และไม่ควรอนุญาตให้มีการทดลองข้าวจีเอ็มโอ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรและสินค้าเกษตรไทยตกอยู่ในความเสี่ยง
กรีนพีซรณรงค์เกี่ยวกับพืชและผลิตภัณฑ์อาหารปลอดจีเอ็มโอบนหลักการของความยั่งยืน
การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย
จีเอ็มโอเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นที่ต้องการ ที่สามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม
คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และก่อเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ
Notes to editors
(1) แถลงการณ์ของบริษัทมาจากประเทศ: ญี่ปุ่น, สวิทเซอร์แลนด์,
ฝรั่งเศส, ฮ่องกง, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, ปากีสถาน, ประเทศไทย,
อินเดีย, บราซิล, สเปน, แคนาดา และสหราชอาณาจักร. ดูแถลงการณ์ได้ในรายงานการตลาดหน้า
6 14: www.greenpeace.org
(2) Elias P. 2006. California growers fear biotech rice threat.
Washington Post. 15 October, 2006.
http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2006/10/15/AR2006101500465.html
(3) Weiss, R. 2006. Firm Blames Farmers, Act of God for
Rice Contamination. Washington Post. 22 November, 2006.
www.washingtonpost.com/ActofGod
Leonard, C. 2006. 13 Lawsuits Over Accidental Spread of Genetically
Altered Rice Could Be Combined Into 1. Associated Press. 30,
November, 2006.
www.boston.com/LawsuitGErice
(4) ประเทศที่ไบเออร์ ครอปไซนส์ยื่นขออนุญาตเพื่อเพาะปลูกข้าว
เพื่อเป็นอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ เป็นการอนุมัติเฉพาะพันธุ์
LL 62 เว้นแต่เสียว่ามีข้อระบุอื่น
ออสเตรเลีย อาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2549
บราซิล เพาะปลูก, อาหารคนและอาหารสัตว์,นำเข้าเมล็ดพันธุ์,การทดลองในสภาพไร่นา
เพิ่มเติม, ยื่นคำขอ เมื่อ 2549
แคนาดา อนุมัติสำหรับเป็นอาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ
2549
สหภาพยุโรป (25 ประเทศ) อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ
2006
นิวซีแลนด์ อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
ฟิลิปปินส์ อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
แอฟริกาใต้ - อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
สหรัฐอเมริกา อนุมัติเพื่อเพาะปลูก เป็นอาหารคนและอาหารสัตว์แล้ว
ในข้าวพันธุ์ LL601, LL 62 และ LL 06 ในปี 2549 และ 2545 ตามลำดับ
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0049-วารสารฉลาดซื้อ
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รับสมัครกองบรรณาธิการ 1 ตำแหน่ง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.)
เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนสาธารณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
ต้องการรับสมัครเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการ วารสารฉลาดซื้อ 1 ตำแหน่ง
คุณสมบัติ
- เพศ ชาย หญิง
- การศึกษา ปริญญาตรี
- มีความสามารถในการเขียนข่าว บทความ และสัมภาษณ์
- สามารถถ่ายภาพได้
- มีความรู้และประสบการณ์ในด้านสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อประเภทอื่นๆ
- สนใจงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้สนใจส่ง
1. รายละเอียดส่วนตัว
2. รูปถ่าย 2 นิ้ว
มาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
211/2 ซ.งามวงศ์วาน 31 ถ.งามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
หรือทาง E - mail : smbuyer@consumerthai.org , smbuyer@hotmail.com
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมฝ่ายวารสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
0-2952-5060-2 , 0-2589 - 5129
ปิดรับสมัคร วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0048-รับสมัครงาน-มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค-19
ธ.ค.49
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครับสมัครเจ้าหน้าที่
ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค 1 ตำแหน่ง
งานที่ทำ รับเรื่องราวร้องทุกข์ผู้บริโภค
ทำเรื่องงานรณรงค์และเขียนบทความเผยแพร่ทางสื่อ
คุณสมบัติ
จบปริญาญาตรีสาขานิติศาสตร์
สังคมศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์
มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สามารถประสานงานกับคนกลุ่มใหญ่ได้
มีความกระตือลือร้นในการทำงาน และอยากช่วยเหลือผู้เดือดร้อนผู้ถูกละเมิดสิทธิ
สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office ได้
สามารถเขียนบทความหรือพิมพ์รายงานได้
สามารถทำงานวันเสาร์ อาทิตย์ กรณีงานด่วนได้
อายุไม่ต่ำกว่า 25 ป
ี
เอกสารการสมัคร
ประวัติส่วนตัว
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาวุฒิการศึกษา
สนใจสมัครงาน
1. ส่งเอกสารมาที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 211/2 ซ.งามวงศ์วาน
31 ถ.งามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 หรือมาสมัครด้วยตัวคุณเอง
2. ส่งเอกสารมาทาง E mail : kritv@consumerthai.org
และ s_lanyai@hotmail.com
สอบถามรายละเอียดได้ที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
0- 2952-5060-2
ปิดรับสมัคร
15 มกราคม 2550
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0047-กต.เปิดโต้วาที
FTAไทย-ญี่ปุ่น ดัน'กองทุน'อุ้ม-ไทยโพสต์-15 ธ.ค.49
กต.เปิดโต้วาที FTAไทย-ญี่ปุ่น ดัน'กองทุน'อุ้ม
นายพิศาล มาณวพัฒน์ รองปลัดกระทรวงการต่างประทศ (กต.) ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น
กล่าวว่า กระทรวงพร้อมสนับสนุนและเห็นด้วยกับการที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์จะจัดเวทีประชาพิจารณ์เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น
ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ในแนวโต้วาทีระหว่างทีมเจรจากับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย
เช่น FTA Watch หรือ Greenpeace โดยจะมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานกล่าวเปิดการทำประชาพิจารณ์
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณารับทราบร่างข้อตกลงเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นในวันอังคารที่
19 ธ.ค.นี้ และจะเสนอข้อตกลงเพื่อขอข้อคิดเห็นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเดือน
ม.ค.2550 ก่อนพิจารณาลงนาม
นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กล่าวว่า ขณะนี้การจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวรองรับการเปิดเสรีทางการค้าใกล้ได้ข้อยุติแล้ว
โดยในวันที่ 15 ธ.ค.นี้จะมีการจัดสัมมนาเพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย
ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ หน่วยงานรัฐและประชาชนทั่วไป
ต่อการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อนำไปประกอบการร่างระเบียบการใช้สิทธิ์กองทุน
และนำเสนอ รมว.พาณิชย์พิจารณา และนำเสนอ ครม.ต่อไป
สำหรับผู้มีสิทธิ์ขอใช้เงินกองทุน กำหนดให้ขอในรูปของตัวแทนเกษตรกร
หรือสมาคมที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการพิจารณาอนุมัติ จะมีคณะกรรมการกองทุนฯ
เป็นผู้พิจารณา เบื้องต้นจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
แต่ระยะยาวจะผลักดันให้การบริหารงานกองทุนฯ มีรูปแบบเป็นองค์กรมหาชน
แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ
คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ
คาดว่าจะสามารถขอเงินช่วยเหลือได้ประมาณไตรมาสแรกปี 2550.
ที่มา
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=
15/Dec/2549&news_id=134887&cat_id=600
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0046-กรมข้าวขานรับ
ดันเกษตรอินทรีย์ขึ้นวาระแห่งชาติ-แนวหน้า-14 ธ.ค.49
กรมข้าวขานรับ
ดันเกษตรอินทรีย์ขึ้นวาระแห่งชาติ
นายสุรพงษ์ ปรานศิลป์ อธิบดีกรมการข้าว เผยว่า
กรมฯได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรทำแผนการผลิตและขยายพันธุ์ข้าวอินทรีย์
โดยการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์หลัก ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์
ที่ปลูกขยายพันธุ์ในสถานีทดลองข้าวของกรมฯ ซึ่งปีที่ผ่านมาสามารถผลิตได้
170.5 ตัน เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์หลักในการปลูกขยายพันธุ์ในแปลงเกษตรกร
โดยกรมการข้าวรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคืน แล้วนำจำหน่ายแก่เกษตรกรทั่วไป
ปัจจุบันกรมฯ มีเครือข่ายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี โดยมีชาวนาชั้นนำ
(Smart farmer) 3,500 คน และชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ (Seed grower)
14,000 คนทั่วประเทศ ที่พร้อมจะเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับศูนย์ข้าวชุมชน
และยังร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เช่น
เกล็ดข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็นสินค้าส่งออกตลาดต่างประเทศ
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การผลักดันนโยบายเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ
ต้องได้รับความร่วมมือและเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งกรมฯจะเร่งทำความเข้าใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดความรู้ไปในทางเดียวกัน
สามารถปฏิบัติได้
ที่มา
http://www.naewna.com/news.asp?ID=39601#news
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0045-เอกชนระบุอียูลดนำเข้าไก่สุกไทย หวั่นกระทบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์-สยามรัฐ-9
พ.ย.49
เอกชนระบุอียูลดนำเข้าไก่สุกไทย
หวั่นกระทบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
นายปรียะโชติ สุทธิรักษ์ ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดอาหารสัตว์
อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีที่อียูลดโควตาไก่ต้มสุกจากไทย
ว่า คงจะมีผลในระยะสั้นเท่านั้น เพราะไม่คิดว่าอียูจะตัดโควตาไก่ต้มสุกจากไทยนานนัก
เนื่องจากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ไก่ต้มสุกจากไทยมีคุณภาพเหนือกว่า
และที่สำคัญไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องของการได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาล
ซึ่งหลายประเทศในอียูต้องการไก่ต้มสุกที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายนี้
ขณะที่ไก่ต้มสุกจากประเทศคู่แข่ง ไม่ค่อยมีเครื่องหมายรับรองดังกล่าว
อย่างไรก็ดี คาดว่ารัฐบาลไทยคงจะมีการเจรจากับอียูในรอบต่อไป
เพื่อขอเพิ่มโควตาไก่ต้มสุกอย่างแน่นอน
การที่อียูจำกัดโควตาไก่ต้มสุกจากไทย แล้วไปเพิ่มโควตาให้ประเทศอื่น
คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากไก่ต้มสุกของประเทศคู่แข่งในหลายประเทศ
ไม่ค่อยได้รับเครื่องหมายฮาลาล แม้แต่ประเทศมุสลิมเอง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย
หรือมาเลเซีย แม้ว่าจะมีเครื่องหมายฮาลาล แต่ถ้าถามถึงคุณภาพแล้ว
ไก่ต้มสุกจากไทยจะมีคุณภาพและรสชาติที่เหนือกว่าแน่นอน คิดว่ารัฐบาลน่าจะใช้จุดแข็งอันนี้
เป็นประเด็นในการเจรจาด้วย นายปรียะโชติ กล่าว
นายปรียะโชติ กล่าวอีกว่า จากการระบาดของโรคไข้หวัดนก
ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทำให้ไม่สามารถคาดเดาปริมาณความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ได้
เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ซึ่งต้องใช้ข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ สหฟาร์ม ซีพี เบทาโกร ฯลฯ
มักจะไม่บอกปริมาณที่แท้จริงของจำนวนไก่ในฟาร์ม จึงไม่สามารถที่จะคาดเดาปริมาณความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ที่แท้จริงได้
ทำให้ราคาข้าวโพดอาหารสัตว์มีความผันผวน
นายปรียะโชติ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดลดลงจากเดิม
384 บาท/หาบ หาบละ 60 กิโลกรัม เหลือ 360 บาท/หาบ ทั้งนี้ ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปกว่านี้หรือไม่
ต้องอยู่ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ว่า จะแจ้งตัวเลขจริงหรือไม่เช่นกัน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตัวเลขที่แจ้งไว้มักจะน้อยกว่าปริมาณไก่ที่แท้จริงเสมอ
ซึ่งจะทำให้กำหนดสถานการณ์ได้ยากมาก
ดังนั้น เมื่อตัวเลขไม่ชัดเจนจึงประมาณการผลิตข้าวโพดอาหารสัตว์ได้ยาก
และไม่สามารถประเมินราคาได้ ราคาจึงผันผวนตลอด อย่างไรก็ดี คาดว่าปี
2550 ปริมาณข้าวโพดอาหารสัตว์ที่จะออกสู่ตลาด น่าจะมีความเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ปริมาณ 4 แสนตันต่อปี
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0044-ราคาไก่ตกCPFกำไรหด63%-ไทยโพสต์-9
พ.ย.49 ราคาไก่ตกCPFกำไรหด63%
ซีพีเอฟรุกเพิ่มฐานผลิตในลาว มั่นใจมีศักยภาพ
แต่ปัญหาราคาเนื้อสัตว์ราคาตก ดันกำไร 9 เดือน ลดลง 63% แต่พร้อมจ่ายปันผล
0.05 บาทต่อหุ้น
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร
บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า
ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดตั้ง C.P. Laos Company Limited
ขึ้นภายในปีนี้ เพื่อดำเนินธุรกิจอาหารเลี้ยงสัตว์ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 114 ล้านบาท
"ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้เข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น ตุรกี อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย จีน และลาว เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ทีมงานของซีพีเอฟเข้าไปศึกษาแล้วเห็นว่า
มีศักยภาพในการทำธุรกิจ เราจึงตัดสินใจเข้าลงทุน" นายอดิเรกกล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2549
บริษัทมียอดขายจำนวน 91,909 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
10% โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มจากธุรกิจสัตว์น้ำในต่างประเทศ ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง
9 เดือนนี้อยู่ที่ 2,254 ล้านบาท ลดลง 63% ปัจจัยหลักมาจากกำไรขั้นต้นของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง
อันมาจากราคาเฉลี่ยของสินค้าเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในประเทศของกิจการสัตว์บกในประเทศไทยและในประเทศตุรกี
อยู่ในระดับต่ำกว่าระยะเวลาเดียวกันของปี 2548 พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงาน
ไตรมาส 3 ปี 2549 จำนวน 0.05 บาทต่อหุ้น ให้กับผู้ถือหุ้นในวันศุกร์ที่
7 ธันวาคมศกนี้.
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0043-ซีพีเอฟ ชี้ตลาดอาหารแปรรูปปี?50 โตเท่าตัว-กรุงเทพธุรกิจ-9
พย 49
ซีพีเอฟ ชี้ตลาดอาหารแปรรูปปี?50
โตเท่าตัว
ซีพีเอฟคาดการณ์แนวโน้มของตลาดอาหารแปรรูปในปีหน้าโตเท่าตัวจากพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นความรวดเร็ว
สะดวกสบายในการประกอบการอาหาร และการพัฒนาสินค้าที่หลากหลายของผู้ประกอบการพร้อมจับมือเซ็นทรัลเวิลด์จัดอีเวนท์เปิดตัวสินค้ากุ้งแปรรูป
นายอดิเรกศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร
จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า แนวโน้มของตลาดอาหารแปรรูปพร้อมรับประทานในปี
2550 คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว เนื่องจากสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวและทางผู้ประกอบการเองก็มีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆที่มีคุณภาพสูงออกมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดบริษัทได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มกุ้งแปรรูปปรุงสำเร็จในไทยซึ่งเดิมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซีพีเอฟผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกายุโรปและญี่ปุ่น
เพื่อที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้บริโภคเมนู คุณภาพสูงเช่นเดียวกับตลาดต่างประเทศ
นายอดิเรกกล่าวว่า ตลาดอาหารแปรรูปปรุงสำเร็จนั้นมีอนาคตอย่างมาก
ซึ่งทางซีพีเอฟจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกับอาหารสำเร็จรูปไข่ไก่และไข่เป็ด
ซึ่งทำรายได้ให้กับซีพีเอฟเป็นสัดส่วนรวมกว่า30% จากรายได้รวม
92,000 ล้านบาทของซีพีเอฟในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาของปีนี้อีกทั้งปัจจุบันที่สหภาพยุโรปหรืออียูมีการจำกัดโควตาไก่ต้มสุก
ซึ่งเป็นอีกธุรกิจสำคัญของซีพีเอฟและในอีก2 ปีข้างหน้าอาจจะทำให้เกิดการสะดุดของการเติบโตหรือทำธุรกิจซีพีเอฟจึงมองว่ากลุ่มอาหารแปรูปปรุงสำเร็จ
จะเป็นธุรกิจสำคัญที่สร้างความต่อเนื่องในการเติบโตให้แก่ซีพีเอฟได้ในอนาคตเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารที่ไม่มีการกำหนดโควตาการส่งออกไปยังอียู
นายเอียนไพน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท
เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่าได้ร่วมกับทางซีพีเอฟ ในการจัดงาน
CP@Central Foods Hall ขึ้นระหว่างวันที่ 2-16 พฤศจิกายนนี้ณ
ชั้น 7 เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเป็นการฉลองสาขาใหม่ของเซ็นทรัลฟู้ด
ฮอลล์ และเป็นกิจกรรมครั้งสำคัญที่ทางเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลทำร่วมกับซีพีเอฟเพื่อตอบแทนลูกค้าและนำเสนอสินค้าคุณภาพแก่ผู้บริโภค
หลังจากที่ประสบความเร็จด้วยยอดขายร่วมเติบโตขึ้นกว่า30% ในปีนี้
ทั้งนี้งานซีพี แอท เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ จะเป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟทั้งเก่าและใหม่มากมายมาไว้ในที่เดียวอาทิ
เกี๊ยวกุ้งซีพี กุ้งป๊อป กุ้งห่มสไบ ไข่สดซีพีปลาทับทิม ไส้กรอกซีพี
และสินค้าในเครืออาทิ นมเมจิ ข้าวสารบรรจุถุงตราฉัตร เป็นต้นนอกจากนี้
ผู้ที่มาเยี่ยมชมงานยังจะได้ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์อาหารจากทุกมุมมโลกกว่า65,000
รายการของทางเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ที่ถูกแยกไว้อย่างเป็นสัดส่วนใน
7 โซน อาทิเครื่องดื่ม เครื่องครัว เครื่องปรุง และอาหารสด เป็นต้น
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0042-พืชสวนโลกมหกรรมลวงตา-มติชน-7
พย 49
พืชสวนโลก มหกรรมลวงตาระดับชาติ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ
งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
หรือ "ราชพฤกษ์ 2549" ที่กำลังจัดอยู่ที่ *ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง*
ต.แม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้ เปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่
1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยงานจะมีไปถึงวันที่ 31 มกราคม 2550
รวมเวลาจัดงานทั้งสิ้น 92 วัน
หลายคนไปงานมาบ้างแล้ว อีกหลายคนยังไม่เคยไป
และหลายคนกำลังวางแผนการจะเดินทางไปเที่ยวโดยเฉพาะในเดือนธันวาคม
ถือเป็นการเที่ยวส่งท้ายปีจอ
กระนั้นก็ดี งานมหกรรมพืชสวนโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดครั้งนี้ที่เป็นไปอย่างอุตลุดในแบบขายผ้าเอาหน้ารอด
รวมไปถึงเรื่องของความไม่ชอบมาพากลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
(สตง.) ของ *คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา* กำลังตรวจสอบอยู่ในเวลานี้
จากวันเปิดงานคือวันที่ 1 พฤศจิกายน มีปัญหาและอุปสรรคมากมายเกิดขึ้น
นับตั้งแต่การก่อสร้างภายในสถานที่จัดงานไม่แล้วเสร็จ ทั้งส่วนของรัฐและเอกชน
และจากต่างประเทศ
จากเดิมที่ทางคณะจัดงานกำหนดไว้ว่างานก่อสร้างทุกอย่างจะต้องแล้วเสร็จเรียบร้อยภายในเวลา
6 โมงเย็น ของวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อให้คณะกรรมการได้เข้าไปตรวจสอบความพร้อมนั้น
เป็นได้แค่ความฝัน เพราะสภาพที่ปรากฏยังมีการก่อสร้างกันจนนาทีสุดท้าย
คนงานแทบไม่ได้หลับได้นอน
ยกตัวอย่างมาให้เห็นพอหอมปากหอมคอ อาทิ สวนของ
*สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว* ต้องเขียนแปลนใหม่ เพราะเนื้อที่ที่ให้มานั้นทางเจ้าหน้าที่ลาวบอกว่าเล็กกว่าที่ควรเป็น
ทำให้จัดอะไรไม่ได้มาก แค่ "วัดเชียงทอง" ที่จำลองมาจากหลวงพระบาง
วางลงไปก็เต็มสวนแล้ว ยังต้องทุบเศียรพญานาคที่สร้างเสร็จแล้วทิ้งไปเพื่อสร้างใหม่ให้เล็กลงกว่าเดิม
*ประเทศภูฏาน* ทางเจ้าหน้าที่ที่มาจัดสวนต้องทุบกำแพงที่สร้างขึ้นเสร็จแล้วทิ้งหมด
แล้วสร้างใหม่ เนื่องจากมีปัญหาด้านแลนด์สเคปเช่นเดียวกัน
ส่วน *ประเทศญี่ปุ่น* มี 2 สวน การจัดสวนมีรายละเอียดมาก
ทำให้การก่อสร้างจึงต้องละเอียดไปด้วย สถาปนิกต้องทำงานกันจนนาทีสุดท้าย
จึงได้ภูเขาไฟฟูจิสีเขียวรายล้อมด้วยทะเลและเกาะเต่าสัญลักษณ์ของความมีอายุยืน
ถึงกระนั้นกว่าจะเสร็จก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล สวนญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งซึ่งปลูกดอกบัววิคตอเรีย
หรือที่ญี่ปุ่นเรียก "โอกะฮาสุ" เป็นบัวอายุ 2,000
ปี ถึงกับห้ามคนเข้าไปดูก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการ เพราะกลัวงานเสร็จไม่ทัน
สวนของ *ประเทศกัมพูชา* สร้างเสร็จไม่ทัน เพราะกำลังคนมีน้อย
ทำให้ต้องใช้โปสเตอร์ภาพของนครวัด นครธม มาติดไว้แทนของจำลองที่ตั้งใจจะสร้าง
สวนของ *ประเทศเวียดนาม* มาเสร็จเอานาทีสุดท้ายชนิดหายใจรดต้นคอ
เพราะต้องนำช่างจากเวียดนามมาแกะสลักไม้ที่ใช้ประดับในสวน
ส่วน *ประเทศจีน* มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
ไม่ยอมให้ไต้หวันมาจัดสวนในงานนี้ ถ้าทางผู้จัดให้ไต้หวันมาจัดสวน
ทางจีนก็จะถอนตัว
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดสวนจีนก็เสร็จเรียบร้อยก่อนวันงานเปิดเพียง
12 ชั่วโมง มีศาลาจีนจำลองวัฒนธรรมการแต่งงาน มาให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างทันเวลา
ด้านบริษัทเอกชน หลายแห่งต้องใช้ต้นไม้ ดอกไม้
ที่เพาะชำในถุงดำมาตกแต่งและวางเรียงกันทำให้เป็นสวน มีอายุได้แค่
3-4 วัน ต้นไม้ในถุงไหนตายก็นำมาเปลี่ยนใหม่ บางบริษัทคนงานทิ้งงานไปเฉยๆ
ต้องวุ่นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหาดอกไม้ปลอมมาใส่ไว้แทน
นอกจากปัญหาการจัดสวนของนานาประเทศแล้ว ในส่วนของการก่อสร้างเช่น
ห้องน้ำ ก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน มีตั้งแต่สร้างผิดสเปค เช่นห้องน้ำทางเข้าศูนย์อาหารของเบียร์สิงห์
ตรงข้ามเพรส เซ็นเตอร์ ต้องปิดห้ามคนเข้าไปใช้ เพราะโถชักโครกมีน้ำซึมและการก่อสร้างไม่เรียบร้อย
ห้องน้ำในบริเวณงานศูนย์นานาชาติ ซึ่งสร้างขึ้นอย่างสวยงามแต่กลับใช้ประโยชน์ไม่ได้
เพราะชักโครกไม่ทำงานทำให้มีน้ำเอ่อล้นขึ้นมา ในที่สุดต้องปิด
ส่งผลให้ห้องน้ำที่ใช้ในงานไม่เพียงพอ และยังสกปรกอีกด้วย ตกกลางคืนมีปัญหาเรื่องของแสงสว่างไม่เพียงพอ
ทำให้บางส่วนที่จัดแสดงสวนสวยงาม กลายเป็นสวนมืด
สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหามากกับนักท่องเที่ยว
โดยเฉพาะชาวต่างชาติ คือ แผนผังในการจัดแสดงส่วนต่างๆ เจ้าหน้าที่ของงานไม่สามารถบอกหรืออธิบายได้อย่างถูกต้อง
เพราะไม่มีความพร้อมและบางคนเป็นเด็กนักศึกษาใหม่หมาดไม่มีประสบการณ์ที่จะรับมือกับงานใหญ่ขนาดนี้
ทำให้ต้องขอลาออกไปหลายคน
มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ส่งกลิ่นมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน
ทั้งเรื่องของการพบข้อมูลความผิดปรกติการเตรียมการจัดงาน การจัดซื้อ-จัดจ้างไม่โปร่งใสเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มเท่านั้น
ปัญหาการใช้พื้นที่จัดงานที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
รวมถึงรุกที่ราษฎรชาวสวนในบางส่วน รวมไปถึงปัญหาเรื่องขยะที่ไม่รู้จะนำไปทิ้งที่ไหน
ที่สำคัญ คือ การจัดงานครั้งนี้เป็นการรวบงานไว้ทำกันในส่วนของพวกพ้องของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตน
ทำให้เกิดข้อกังขาและคำถามจากหลายฝ่ายที่สมควรมีส่วนเข้าร่วม
ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ เกษตรกรจากทุกส่วนภาค ปราชญ์ชาวบ้าน
ฯลฯ
เมื่อได้ไปงานมาแล้วจึงเกิดคำถามไม่ต่างจากที่
*อาจารย์ระพี สาคริก *ได้ตั้งคำถามไว้ก่อนหน้าจะมีการจัดงาน
*"งานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้ว
ถ้าพูดถึงเกษตรกรทั่วไปในระดับชาวบ้านธรรมดาแล้วแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากงานนี้เลย"*
ภาพรวมของงานพืชสวนโลกครั้งแรกที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทย
จึงเป็นเหมือนการจัดงานนิทรรศการ ไม่ใช่งานพืชสวนโลกอย่างแท้จริง
*ขอแนะนำว่าต้นไม้ ดอกไม้ ที่สวนหลวง ร.9 ยังสวยกว่าเป็นไหนๆ*
ที่มา http://www.matichon.co.th/matichon/
matichon_detail.php?s_tag=01pra01071149&day=2006/11/07
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0041-ความในใจ
ระพี สาคริก กับวันที่รอคอย-ประชาชาติธุรกิจ-6 พย 49
ความในใจของ "ระพี
สาคริก" กับวันที่รอคอย มหกรรมพืชสวนโลก
งานมหกรรมพืชสวนโลกได้ทำพิธีเปิดเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่
1 พฤศจิกายน 2549 ศาสตราจารย์ระพี สาคริก อดีตเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในงานมหกรรมพืชสวนโลกที่จัดในประเทศต่างๆ
มาโดยได้สะท้อน มุมมองอีกครั้งกับงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ในเมืองไทยว่า
"มหกรรมพืชสวนโลก กับ วันที่รอคอย"
ถ้าจะถามว่า รอคอยอะไร ? คำตอบก็คือ รอคอยวันนี้ยังไงล่ะ
และมีคำถามต่อไปอีกว่า วันนี้วันไหน ? ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถมองได้ถึงเหตุและผล
ย่อมค้นหาความจริงต่อไปอีกว่า อยู่ที่ผล ซึ่งเกิดจากการจัดงานครั้งนี้
!
ถ้าคนไทยแน่จริง ย่อมไม่ตื่นเต้นกับความสวยงาม
ซึ่งอาจฉาบเอาไว้ที่ผิวนอก อย่างที่หลายคนพูดว่า เมืองไทยปลูกอะไรก็ไม่งามเท่ากับปลูกผักชี
"คำว่า พืชสวน" ตามความหมายที่ฝรั่งเคยจัดจำแนกเอาไว้ในตำราว่า
หมายถึง ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะคนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกกลับมา
คงจะยึดติดทฤษฎีนี้อย่างแน่นหนา
แต่ถ้ามองอย่างคนไทยและมองอย่างบูรณาการว่า
ทำไมจะต้องไปแบ่งแยกว่า นั่นพืชสวน นี่พืชไร่...โน่นธัญพืช
เพราะธรรมชาติมันไม่ได้แบ่ง แต่คนต่างหากที่เอามันมาแบ่ง
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบธรรมชาติเพราะความรู้มากของคน
แบ่งไปแบ่งมามันเลยหวนกลับมาแบ่งคนด้วยกันเอง ทำให้สังคมต้องแตกแยกหนักมากยิ่งขึ้น
ดังเช่นทุกวันนี้ !!!
มหาวิทยาลัยที่เป็นของจริงสำหรับคนไทยก็คือ
แหล่งวิชาความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานแผ่นดินไทยทั้งหมด เราเป็นคนไทยแท้ๆ
ลองสำรวจตัวเองก่อนว่า ความรู้บนพื้นฐานคุณค่าของบ้านนี้เมืองนี้
เรายังรู้ได้ไม่หมด แล้วทำไมถึงต้องมองข้ามตัวเองไปสนใจเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในระบบการจัดการ
ซึ่งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของคนชาติอื่น ?
เมื่อฝรั่งแบ่งต้นไม้ใบหญ้าไว้เป็นพืชสวน ซึ่งหมายถึง
ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ แถมยังแบ่งอีกส่วนหนึ่งออกเป็นพืชไร่
ซึ่งหมายถึง อ้อย สับปะรด และถั่ว รวมทั้งข้าวประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นธัญพืช
ถ้าเราคิดปูพื้นฐานการศึกษาของเราเอง แต่ไปเอาแนวคิดแบบฝรั่งมาใช้
ในเมื่อมีการจัดงานพืชสวนโลกได้ แล้วการจัดงานพืชไร่โลกล่ะ มันหายไปไหน
? ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบคนทั้งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร
เขาไม่น้อยใจแย่หรอกหรือ
ถ้าเราไม่ถูกอิทธิพลวัฒนธรรมของฝรั่งจูงจมูกให้ต้องคิดตามก้นเขาเรื่อยไป
หากมีรากฐานความคิดอิสระบนพื้นฐานของเราเอง เราอาจคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ
ที่เหนือกว่าฝรั่งได้อีกหลายอย่าง
ต่อไปอาจมีงานพืชไร่โลกเกิดขึ้นบนพื้นฐานคนไทยเองก็ยังได้ไม่เห็นจะต้องไปตามก้นคนชาติอื่น
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ควรมีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง
ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดเป็นไทยโดยแท้ กลับไม่ได้คิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ
เพื่อเกษตรกรไทยให้อยู่ได้อย่างยืนยง แต่กลับมาคิดเรื่องแย่งชิงตำแหน่งสูงๆ
และยังมีกระแสความไม่ชอบมาพากลเข้าไปมีส่วนร่วมกับการจัดงานพืชสวนโลกครั้งนี้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จากที่เคยไปสัมผัสและคลุกคลีกับงานนี้ในประเทศต่างๆ
มาร่วม 30 ปี หากพิจารณางานพืชสวนโลกครั้งนี้ เพื่อค้นหาความจริงจากความเป็นมาของเราเองในอดีตอันจะได้นำผลการจัดงานเท่าที่ปรากฏให้เห็นให้รู้สึกได้
มาใช้ปรับปรุงคุณภาพความคิดของคนไทยทั้งชาติ
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า พืชสวน หมายถึง ไม้ผล
พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ แต่งานครั้งนี้ฝ่ายจัดงานมีท่าทีที่ให้ความสนใจเรื่องกล้วยไม้มากเป็นพิเศษ
จนกระทั่งตนต้องพูดเตือนสติเอาไว้ว่า งานนี้เป็นงานพืชสวนโลก
ไม่ใช่งานกล้วยไม้โลก นอกจากนั้นยังพูดต่อไปอีกว่า การที่ฝ่ายจัดงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคติดเชื้อ
ถ้าจะถามว่า เชื้ออะไร? คงต้องตอบว่า ก็เชื้อความคิดแบบคนในระบบราชการ
ซึ่งขาดความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้มองเห็นความจริงว่า อะไรที่มีคนอื่นสร้างพื้นฐานไว้แล้ว
ก็นิยมคว้าเอาสิ่งนั้นมาทำ
ถ้าเอาไส้ในของงานพืชสวนโลกครั้งนี้มาพิจารณาย่อมเห็นสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นหนังจริงๆ
คือกล้วยไม้ ซึ่งฝ่ายจัดงานที่อยู่บนพื้นฐานราชการ ใช้กลยุทธ์เกลี้ยกล่อมเอาไปเป็นพื้นฐาน
รวมทั้ง มีไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ งามๆ แทนผักชีร่วมด้วย
งานพืชสวนโลกครั้งนี้ มีเชื้อโรคทางจิตใจและความคิดเข้าไปเกาะกินทำลายคุณค่าความเป็นคนของเกษตรกรไทยอย่างน่าเป็นห่วงที่สุด
ขอให้หวนกลับไปทบทวนสู่อดีต และค้นหาคำตอบจากการตั้งคำถามขึ้นภายในกรอบของงานว่า
ไม้ผลก็ดี พืชผักก็ดี เริ่มต้นมาควบคู่กับชีวิตคนไทยเป็นเวลาช้านานมาก
แม้พืชผักพื้นบ้านในภาคอีสาน และภาคใต้ เราก็มีให้เห็นจากการดำรงชีวิตของชาวบ้านในชนบท
จนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ทำไมในงานนี้กลับไม่มีผลงานปรากฏให้เกิดความภูมิใจในคนไทยบ้างเลยเชียวหรือ
เรื่องไม้ผล คนในกลุ่ม ซึ่งทำหน้าที่จัดการโดยตรง
คงกล่าวว่า เราได้มีการนำเอาต้น ผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน ลำไย
มังคุด ฯลฯ มาปลูกลงในพื้นที่แต่ทำไมถึงได้มากลุ้มรุมจะเอากล้วยไม้ให้ได้
หากถามว่า กล้วยไม้เพิ่งเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย และเข้ามามีบทบาทตอบสนองสังคมไทยอย่างเด่นชัด
เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้วมานี่เอง หลังจากฝ่าฟันอุปสรรค
ซึ่งถูกต่อต้านโดยคนในราชการอย่างหนักหน่วงมาแล้ว โดยที่เอาแต่ใส่ร้ายป้ายสีว่าไปสนับสนุนกล้วยไม้พื้นบ้านทำไม
จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ กล้วยไม้ลูกผสมสวยๆ งามๆ ส่วนใหญ่ มันมีเลือดกล้วยไม้พื้นบ้านแทบทั้งนั้น
ดังนั้นงานครั้งนี้ ถ้าเราไม่พูดถึงความไม่ชอบมาพากลที่แฝงอยู่ในพื้นฐาน
หากมองที่ผลการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานใหญ่ทางเศรษฐกิจของชาติ
เราคงพบประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำตอบจากคำถามที่ว่า
ไม้ผลและพืชผักเกิดมาควบคู่กับผลประโยชน์ของคนในสังคมไทยนานมาก
แต่เหตุใดจึงย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแม่บท
แถมยังแตกลูกแตกหลานออกไปเป็นสถาบันการศึกษาเกษตรทั่วประเทศ
เราคงต้องนำเอาการจัดการศึกษามาค้นหาความจริงที่แฝงเป็นเงื่อนปมอยู่ภายในระบบ
แล้วคงต้องพิจารณาหาทางเลือกใหม่
ที่มา http://www.matichon.co.th/prachachat/
prachachat_detail.php?s_tag=02p0108061149&day=2006/11/06
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
|