หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
ข่าวทั่วไป ที่น่าสนใจ <<

 

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0050-ตลาดข้าวโลกประกาศจุดยืน “ไม่เอา” จีเอ็มโอ
กรีนพีซผนึกกำลังสมาคมผู้ส่งออกข้าวและเกษตรกรย้ำ “ประเทศไทยต้องปลอดจีเอ็มโอ”



กรุงเทพฯ 6 กุมภาพันธ์ 2550 – กรีนพีซเปิดรายงานการตลาดข้าวโลก เผยบริษัทข้าวชั้นนำของโลก 41 บริษัทประกาศนโยบาย “ไม่เอา” ข้าวจีเอ็มโอ ด้านสมาคมผู้ส่งออกข้าวร่วมแถลงจุดยืนย้ำ “ไม่ค้าข้าวจีเอ็มโอ” ส่วนเกษตรกรไทยร้องรัฐบาลห้ามออกกฎหมายเปิดทดลองภาคสนาม หวั่นอุตสาหกรรมข้าวไทยล่มซ้ำรอยอเมริกา

ในรายงานการตลาดเรื่อง “วิกฤตอุตสาหกรรมข้าว” ได้บรรจุแถลงการณ์นโยบายของบริษัทข้าวชั้นนำในเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และทวีปอเมริกาเหนือและใต้รวม 41 บริษัท (1) เช่นบริษัท Ebro Puleva ผู้แปรรูปข้าวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่ระบุว่าหยุดซื้อข้าวจากอเมริกาทันทีหลังการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอของบริษัทไบเออร์เมื่อปลายปี 2549 ในรายงานนี้ยังรวมถึงแถลงการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของโลกระหว่างสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสมาคมอาหารแห่งเวียดนาม ที่ร่วมลงนาม “ไม่ค้า” ข้าวจีเอ็มโออีกด้วย

“ตลาดข้าวยุโรปเป็นตลาดที่มีแนวโน้มสดใสมาก เพราะนอกจากบริโภคภายในแล้วยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลกอีกด้วย เมื่อตลาดยุโรปต้องการข้าวปลอดจีเอ็มโอ 100 % เราจึงต้องทำตามความต้องการของตลาด โดยไม่ต้องเอาใจอเมริกาที่สนับสนุนจีเอ็มโอ สมาคมผู้ส่งออกข้าวจึงมีนโยบายไม่ค้าขายจีเอ็มโออย่างเด็ดขาด และไม่สนับสนุนให้มีการทดลองข้าวจีเอ็มโอในภาคสนาม เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนได้” นายรุจจน์ ทรัพย์นิรันดร์ กรรมการบริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ และประธานกรรมการบริหารบริษัทปทุมไรซ์มิลล์แอนด์แกรนารีจำกัด (มหาชน) - ผู้ผลิตข้าวถุงมาบุญครอง กล่าว

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การปนเปื้อนและการปฏิเสธของตลาดจากทั่วโลก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความต้องการให้ไบเออร์หยุดพัฒนาข้าวจีเอ็มโอ ไบเออร์ได้พิสูจน์ว่าข้าวจีเอ็มโอมีความเสี่ยงมากเกินไป เพียงแค่แปลงทดลองเล็กๆ ก็สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมข้าวโลกได้

“รัฐบาลทั่วโลกต้องตอบสนองต่อกรณีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ตลาดและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปนเปื้อนข้าว จีเอ็มโอในปี 2549 โดยต้องไม่อนุมัติคำขออนุญาตปลูกและทดลองข้าวจีเอ็มโอทุกชนิด การทดลองข้าวจีเอ็มโอภาคสนาม การปลูกข้าวจีเอ็มโอเพื่อการค้าต้องไม่เกิดขึ้น มิเช่นนั้นพืชอาหารหลักของโลกต้องเผชิญหน้ากับหายนะ” ภัสน์วจีกล่าว

ในรายงานได้เปิดเผยผลกระทบจากการปนเปื้อนข้าวของไบเออร์ กล่าวคือราคาข้าวในตลาดล่วงหน้าตกลงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำลายสถิติราคาที่ตกต่ำที่สุดในรอบวันในหลายปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวของสหรัฐฯ จะลดลงถึง 16% ในปีการผลิต 2549-2550 (2) ส่วนกลุ่มเกษตรกรและผู้ค้าข้าวเรียกร้องให้ไบเออร์รับผิดชอบต่อการปนเปื้อนและจ่ายเงินชดเชย โดยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายวงเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ (3)

“ไบเออร์พยายามผลักดันให้ทั่วโลกอนุมัติคำขอปลูกข้าวจีเอ็มโอ รวมถึงในยุโรปและบราซิล แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบจากการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอผิดกฎหมายของตัวเองที่แพร่กระจายไปทั่วอเมริกาและที่อื่นๆ ตรงกันข้ามกลับอ้างว่าเป็น

ความผิดพลาดของเกษตรกรและธรรมชาติ” (4) อดัม ลีวิตต์ ทนายความของสำนักงานกฎหมาย Wolf Haldenstein Adler Freeman & Herz ที่ฟ้องร้องคดีให้กับกลุ่มเกษตรกรในสหรัฐอเมริกากล่าว

นอกจากคดีกลุ่ม ยังมีการฟ้องร้องเป็นรายบุคคลของผู้ค้าข้าวในยุโรปอีกด้วย ผลจากการปนเปื้อนทำให้เกษตรกร โรงสีข้าว ผู้ค้าข้าวและผู้จำหน่ายข้าวต้องเสียเงินมหาศาลจาก ค่าตรวจสอบและเรียกคืนสินค้า การยกเลิกการสั่งซื้อ การห้ามการนำเข้า เสียชื่อเสียงผลิภัณฑ์ และผู้บริโภคขาดความไว้ใจ ซึ่งส่งผลในระยะยาว

ด้านอุบล อยู่หว้า ตัวแทนเกษตรกรจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกกล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินตามอเมริกา ซึ่งภาคธุรกิจจีเอ็มโอและรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกันเอาเปรียบผู้บริโภคและเกษตรกร โดยออกกฎหมายเปิดประเทศให้จีเอ็มโอ รัฐบาลไทยไม่ควรออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่เปิดให้มีการทดลองภาคสนามพืชจีเอ็มโอ และไม่ควรอนุญาตให้มีการทดลองข้าวจีเอ็มโอ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรและสินค้าเกษตรไทยตกอยู่ในความเสี่ยง”

กรีนพีซรณรงค์เกี่ยวกับพืชและผลิตภัณฑ์อาหารปลอดจีเอ็มโอบนหลักการของความยั่งยืน การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย จีเอ็มโอเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นที่ต้องการ ที่สามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และก่อเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

Notes to editors
(1) แถลงการณ์ของบริษัทมาจากประเทศ: ญี่ปุ่น, สวิทเซอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, ฮ่องกง, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, ปากีสถาน, ประเทศไทย, อินเดีย, บราซิล, สเปน, แคนาดา และสหราชอาณาจักร. ดูแถลงการณ์ได้ในรายงานการตลาดหน้า 6 – 14: www.greenpeace.org
(2) Elias P. 2006. California growers fear biotech rice threat. Washington Post. 15 October, 2006.
http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2006/10/15/AR2006101500465.html
(3) Weiss, R. 2006. Firm Blames Farmers, ‘Act of God’ for Rice Contamination. Washington Post. 22 November, 2006.
www.washingtonpost.com/ActofGod
Leonard, C. 2006. 13 Lawsuits Over Accidental Spread of Genetically Altered Rice Could Be Combined Into 1. Associated Press. 30, November, 2006.
www.boston.com/LawsuitGErice
(4) ประเทศที่ไบเออร์ ครอปไซนส์ยื่นขออนุญาตเพื่อเพาะปลูกข้าว เพื่อเป็นอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ เป็นการอนุมัติเฉพาะพันธุ์ LL 62 เว้นแต่เสียว่ามีข้อระบุอื่น
ออสเตรเลีย –อาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2549
บราซิล – เพาะปลูก, อาหารคนและอาหารสัตว์,นำเข้าเมล็ดพันธุ์,การทดลองในสภาพไร่นา เพิ่มเติม, ยื่นคำขอ เมื่อ 2549
แคนาดา – อนุมัติสำหรับเป็นอาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2549
สหภาพยุโรป (25 ประเทศ) – อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
นิวซีแลนด์ – อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
ฟิลิปปินส์ – อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
แอฟริกาใต้ - อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
สหรัฐอเมริกา – อนุมัติเพื่อเพาะปลูก เป็นอาหารคนและอาหารสัตว์แล้ว ในข้าวพันธุ์ LL601, LL 62 และ LL 06 ในปี 2549 และ 2545 ตามลำดับ


<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0049-วารสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รับสมัครกองบรรณาธิการ 1 ตำแหน่ง

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนสาธารณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ต้องการรับสมัครเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการ วารสารฉลาดซื้อ 1 ตำแหน่ง

คุณสมบัติ

- เพศ ชาย หญิง
- การศึกษา ปริญญาตรี
- มีความสามารถในการเขียนข่าว บทความ และสัมภาษณ์
- สามารถถ่ายภาพได้
- มีความรู้และประสบการณ์ในด้านสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อประเภทอื่นๆ
- สนใจงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค

ผู้สนใจส่ง
1. รายละเอียดส่วนตัว
2. รูปถ่าย 2 นิ้ว

มาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
211/2 ซ.งามวงศ์วาน 31 ถ.งามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
หรือทาง E - mail : smbuyer@consumerthai.org , smbuyer@hotmail.com

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมฝ่ายวารสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
0-2952-5060-2 , 0-2589 - 5129


ปิดรับสมัคร วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550



<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0048-รับสมัครงาน-มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค-19 ธ.ค.49

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครับสมัครเจ้าหน้าที่ ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค 1 ตำแหน่ง

งานที่ทำ รับเรื่องราวร้องทุกข์ผู้บริโภค ทำเรื่องงานรณรงค์และเขียนบทความเผยแพร่ทางสื่อ

คุณสมบัติ
จบปริญาญาตรีสาขานิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์
มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สามารถประสานงานกับคนกลุ่มใหญ่ได้
มีความกระตือลือร้นในการทำงาน และอยากช่วยเหลือผู้เดือดร้อนผู้ถูกละเมิดสิทธิ
สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office ได้
สามารถเขียนบทความหรือพิมพ์รายงานได้
สามารถทำงานวันเสาร์ – อาทิตย์ กรณีงานด่วนได้
อายุไม่ต่ำกว่า 25 ป

เอกสารการสมัคร
ประวัติส่วนตัว
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาวุฒิการศึกษา

สนใจสมัครงาน
1. ส่งเอกสารมาที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 211/2 ซ.งามวงศ์วาน 31 ถ.งามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 หรือมาสมัครด้วยตัวคุณเอง
2. ส่งเอกสารมาทาง E – mail : kritv@consumerthai.org และ s_lanyai@hotmail.com

สอบถามรายละเอียดได้ที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 0- 2952-5060-2

ปิดรับสมัคร 15 มกราคม 2550



<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0047-กต.เปิดโต้วาที FTAไทย-ญี่ปุ่น ดัน'กองทุน'อุ้ม-ไทยโพสต์-15 ธ.ค.49

กต.เปิดโต้วาที FTAไทย-ญี่ปุ่น ดัน'กองทุน'อุ้ม


นายพิศาล มาณวพัฒน์ รองปลัดกระทรวงการต่างประทศ (กต.) ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น กล่าวว่า กระทรวงพร้อมสนับสนุนและเห็นด้วยกับการที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์
จะจัดเวทีประชาพิจารณ์เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ในแนวโต้วาทีระหว่างทีมเจรจากับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เช่น FTA Watch หรือ Greenpeace โดยจะมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานกล่าวเปิดการทำประชาพิจารณ์

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณารับทราบร่างข้อตกลงเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นในวันอังคารที่ 19 ธ.ค.นี้ และจะเสนอข้อตกลงเพื่อขอข้อคิดเห็นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเดือน ม.ค.2550 ก่อนพิจารณาลงนาม

นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้การจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวรองรับการเปิดเสรีทางการค้าใกล้ได้ข้อยุติแล้ว โดยในวันที่ 15 ธ.ค.นี้จะมีการจัดสัมมนาเพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ หน่วยงานรัฐและประชาชนทั่วไป ต่อการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อนำไปประกอบการร่างระเบียบการใช้สิทธิ์กองทุน และนำเสนอ รมว.พาณิชย์พิจารณา และนำเสนอ ครม.ต่อไป

สำหรับผู้มีสิทธิ์ขอใช้เงินกองทุน กำหนดให้ขอในรูปของตัวแทนเกษตรกร หรือสมาคมที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการพิจารณาอนุมัติ จะมีคณะกรรมการกองทุนฯ เป็นผู้พิจารณา เบื้องต้นจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ระยะยาวจะผลักดันให้การบริหารงานกองทุนฯ มีรูปแบบเป็นองค์กรมหาชน

แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ คาดว่าจะสามารถขอเงินช่วยเหลือได้ประมาณไตรมาสแรกปี 2550.

ที่มา
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=
15/Dec/2549&news_id=134887&cat_id=600


<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0046-กรมข้าวขานรับ ดันเกษตรอินทรีย์ขึ้นวาระแห่งชาติ-แนวหน้า-14 ธ.ค.49

กรมข้าวขานรับ
ดันเกษตรอินทรีย์ขึ้นวาระแห่งชาติ

นายสุรพงษ์ ปรานศิลป์ อธิบดีกรมการข้าว เผยว่า กรมฯได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรทำแผนการผลิตและขยายพันธุ์ข้าวอินทรีย์ โดยการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์หลัก ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ ที่ปลูกขยายพันธุ์ในสถานีทดลองข้าวของกรมฯ ซึ่งปีที่ผ่านมาสามารถผลิตได้ 170.5 ตัน เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์หลักในการปลูกขยายพันธุ์ในแปลงเกษตรกร โดยกรมการข้าวรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคืน แล้วนำจำหน่ายแก่เกษตรกรทั่วไป

ปัจจุบันกรมฯ มีเครือข่ายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี โดยมีชาวนาชั้นนำ (Smart farmer) 3,500 คน และชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ (Seed grower) 14,000 คนทั่วประเทศ ที่พร้อมจะเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับศูนย์ข้าวชุมชน และยังร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เช่น เกล็ดข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็นสินค้าส่งออกตลาดต่างประเทศ

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การผลักดันนโยบายเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ต้องได้รับความร่วมมือและเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมฯจะเร่งทำความเข้าใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดความรู้ไปในทางเดียวกัน สามารถปฏิบัติได้

ที่มา
http://www.naewna.com/news.asp?ID=39601#news


<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0045-เอกชนระบุอียูลดนำเข้าไก่สุกไทย หวั่นกระทบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์-สยามรัฐ-9 พ.ย.49

เอกชนระบุอียูลดนำเข้าไก่สุกไทย หวั่นกระทบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

นายปรียะโชติ สุทธิรักษ์ ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดอาหารสัตว์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีที่อียูลดโควตาไก่ต้มสุกจากไทย ว่า คงจะมีผลในระยะสั้นเท่านั้น เพราะไม่คิดว่าอียูจะตัดโควตาไก่ต้มสุกจากไทยนานนัก เนื่องจากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ไก่ต้มสุกจากไทยมีคุณภาพเหนือกว่า และที่สำคัญไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องของการได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาล ซึ่งหลายประเทศในอียูต้องการไก่ต้มสุกที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายนี้ ขณะที่ไก่ต้มสุกจากประเทศคู่แข่ง ไม่ค่อยมีเครื่องหมายรับรองดังกล่าว อย่างไรก็ดี คาดว่ารัฐบาลไทยคงจะมีการเจรจากับอียูในรอบต่อไป เพื่อขอเพิ่มโควตาไก่ต้มสุกอย่างแน่นอน

“การที่อียูจำกัดโควตาไก่ต้มสุกจากไทย แล้วไปเพิ่มโควตาให้ประเทศอื่น คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากไก่ต้มสุกของประเทศคู่แข่งในหลายประเทศ ไม่ค่อยได้รับเครื่องหมายฮาลาล แม้แต่ประเทศมุสลิมเอง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย แม้ว่าจะมีเครื่องหมายฮาลาล แต่ถ้าถามถึงคุณภาพแล้ว ไก่ต้มสุกจากไทยจะมีคุณภาพและรสชาติที่เหนือกว่าแน่นอน คิดว่ารัฐบาลน่าจะใช้จุดแข็งอันนี้ เป็นประเด็นในการเจรจาด้วย” นายปรียะโชติ กล่าว

นายปรียะโชติ กล่าวอีกว่า จากการระบาดของโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทำให้ไม่สามารถคาดเดาปริมาณความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ซึ่งต้องใช้ข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ สหฟาร์ม ซีพี เบทาโกร ฯลฯ มักจะไม่บอกปริมาณที่แท้จริงของจำนวนไก่ในฟาร์ม จึงไม่สามารถที่จะคาดเดาปริมาณความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ที่แท้จริงได้ ทำให้ราคาข้าวโพดอาหารสัตว์มีความผันผวน

นายปรียะโชติ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดลดลงจากเดิม 384 บาท/หาบ หาบละ 60 กิโลกรัม เหลือ 360 บาท/หาบ ทั้งนี้ ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปกว่านี้หรือไม่ ต้องอยู่ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ว่า จะแจ้งตัวเลขจริงหรือไม่เช่นกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตัวเลขที่แจ้งไว้มักจะน้อยกว่าปริมาณไก่ที่แท้จริงเสมอ ซึ่งจะทำให้กำหนดสถานการณ์ได้ยากมาก

ดังนั้น เมื่อตัวเลขไม่ชัดเจนจึงประมาณการผลิตข้าวโพดอาหารสัตว์ได้ยาก และไม่สามารถประเมินราคาได้ ราคาจึงผันผวนตลอด อย่างไรก็ดี คาดว่าปี 2550 ปริมาณข้าวโพดอาหารสัตว์ที่จะออกสู่ตลาด น่าจะมีความเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปริมาณ 4 แสนตันต่อปี

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>



0044-
ราคาไก่ตกCPFกำไรหด63%-ไทยโพสต์-9 พ.ย.49

ราคาไก่ตกCPFกำไรหด63%

ซีพีเอฟรุกเพิ่มฐานผลิตในลาว มั่นใจมีศักยภาพ แต่ปัญหาราคาเนื้อสัตว์ราคาตก ดันกำไร 9 เดือน ลดลง 63% แต่พร้อมจ่ายปันผล 0.05 บาทต่อหุ้น

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดตั้ง C.P. Laos Company Limited ขึ้นภายในปีนี้ เพื่อดำเนินธุรกิจอาหารเลี้ยงสัตว์ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 114 ล้านบาท

"ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้เข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตุรกี อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย จีน และลาว เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ทีมงานของซีพีเอฟเข้าไปศึกษาแล้วเห็นว่า มีศักยภาพในการทำธุรกิจ เราจึงตัดสินใจเข้าลงทุน" นายอดิเรกกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2549 บริษัทมียอดขายจำนวน 91,909 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10% โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มจากธุรกิจสัตว์น้ำในต่างประเทศ ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนนี้อยู่ที่ 2,254 ล้านบาท ลดลง 63% ปัจจัยหลักมาจากกำไรขั้นต้นของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง อันมาจากราคาเฉลี่ยของสินค้าเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในประเทศของกิจการสัตว์บกในประเทศไทยและในประเทศตุรกี อยู่ในระดับต่ำกว่าระยะเวลาเดียวกันของปี 2548 พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงาน ไตรมาส 3 ปี 2549 จำนวน 0.05 บาทต่อหุ้น ให้กับผู้ถือหุ้นในวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคมศกนี้.

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0043-ซีพีเอฟ ชี้ตลาดอาหารแปรรูปปี?50 โตเท่าตัว-กรุงเทพธุรกิจ-9 พย 49

ซีพีเอฟ ชี้ตลาดอาหารแปรรูปปี?50 โตเท่าตัว

ซีพีเอฟคาดการณ์แนวโน้มของตลาดอาหารแปรรูปในปีหน้าโตเท่าตัวจากพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นความรวดเร็ว สะดวกสบายในการประกอบการอาหาร และการพัฒนาสินค้าที่หลากหลายของผู้ประกอบการพร้อมจับมือเซ็นทรัลเวิลด์จัดอีเวนท์เปิดตัวสินค้ากุ้งแปรรูป นายอดิเรกศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า แนวโน้มของตลาดอาหารแปรรูปพร้อมรับประทานในปี 2550 คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว เนื่องจากสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวและทางผู้ประกอบการเองก็มีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆที่มีคุณภาพสูงออกมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดบริษัทได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มกุ้งแปรรูปปรุงสำเร็จในไทยซึ่งเดิมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซีพีเอฟผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกายุโรปและญี่ปุ่น เพื่อที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้บริโภคเมนู คุณภาพสูงเช่นเดียวกับตลาดต่างประเทศ

นายอดิเรกกล่าวว่า ตลาดอาหารแปรรูปปรุงสำเร็จนั้นมีอนาคตอย่างมาก ซึ่งทางซีพีเอฟจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกับอาหารสำเร็จรูปไข่ไก่และไข่เป็ด ซึ่งทำรายได้ให้กับซีพีเอฟเป็นสัดส่วนรวมกว่า30% จากรายได้รวม 92,000 ล้านบาทของซีพีเอฟในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาของปีนี้อีกทั้งปัจจุบันที่สหภาพยุโรปหรืออียูมีการจำกัดโควตาไก่ต้มสุก ซึ่งเป็นอีกธุรกิจสำคัญของซีพีเอฟและในอีก2 ปีข้างหน้าอาจจะทำให้เกิดการสะดุดของการเติบโตหรือทำธุรกิจซีพีเอฟจึงมองว่ากลุ่มอาหารแปรูปปรุงสำเร็จ จะเป็นธุรกิจสำคัญที่สร้างความต่อเนื่องในการเติบโตให้แก่ซีพีเอฟได้ในอนาคตเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารที่ไม่มีการกำหนดโควตาการส่งออกไปยังอียู

นายเอียนไพน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่าได้ร่วมกับทางซีพีเอฟ ในการจัดงาน CP@Central Foods Hall ขึ้นระหว่างวันที่ 2-16 พฤศจิกายนนี้ณ ชั้น 7 เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเป็นการฉลองสาขาใหม่ของเซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ และเป็นกิจกรรมครั้งสำคัญที่ทางเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลทำร่วมกับซีพีเอฟเพื่อตอบแทนลูกค้าและนำเสนอสินค้าคุณภาพแก่ผู้บริโภค หลังจากที่ประสบความเร็จด้วยยอดขายร่วมเติบโตขึ้นกว่า30% ในปีนี้

ทั้งนี้งานซีพี แอท เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ จะเป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟทั้งเก่าและใหม่มากมายมาไว้ในที่เดียวอาทิ เกี๊ยวกุ้งซีพี กุ้งป๊อป กุ้งห่มสไบ ไข่สดซีพีปลาทับทิม ไส้กรอกซีพี และสินค้าในเครืออาทิ นมเมจิ ข้าวสารบรรจุถุงตราฉัตร เป็นต้นนอกจากนี้ ผู้ที่มาเยี่ยมชมงานยังจะได้ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์อาหารจากทุกมุมมโลกกว่า65,000 รายการของทางเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ที่ถูกแยกไว้อย่างเป็นสัดส่วนใน 7 โซน อาทิเครื่องดื่ม เครื่องครัว เครื่องปรุง และอาหารสด เป็นต้น

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0042-พืชสวนโลกมหกรรมลวงตา-มติชน-7 พย 49

พืชสวนโลก มหกรรมลวงตาระดับชาติ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ หรือ "ราชพฤกษ์ 2549" ที่กำลังจัดอยู่ที่ *ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง* ต.แม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้ เปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยงานจะมีไปถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 รวมเวลาจัดงานทั้งสิ้น 92 วัน

หลายคนไปงานมาบ้างแล้ว อีกหลายคนยังไม่เคยไป และหลายคนกำลังวางแผนการจะเดินทางไปเที่ยวโดยเฉพาะในเดือนธันวาคม ถือเป็นการเที่ยวส่งท้ายปีจอ

กระนั้นก็ดี งานมหกรรมพืชสวนโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดครั้งนี้ที่เป็นไปอย่างอุตลุดในแบบขายผ้าเอาหน้ารอด รวมไปถึงเรื่องของความไม่ชอบมาพากลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของ *คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา* กำลังตรวจสอบอยู่ในเวลานี้

จากวันเปิดงานคือวันที่ 1 พฤศจิกายน มีปัญหาและอุปสรรคมากมายเกิดขึ้น นับตั้งแต่การก่อสร้างภายในสถานที่จัดงานไม่แล้วเสร็จ ทั้งส่วนของรัฐและเอกชน และจากต่างประเทศ

จากเดิมที่ทางคณะจัดงานกำหนดไว้ว่างานก่อสร้างทุกอย่างจะต้องแล้วเสร็จเรียบร้อยภายในเวลา 6 โมงเย็น ของวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อให้คณะกรรมการได้เข้าไปตรวจสอบความพร้อมนั้น เป็นได้แค่ความฝัน เพราะสภาพที่ปรากฏยังมีการก่อสร้างกันจนนาทีสุดท้าย คนงานแทบไม่ได้หลับได้นอน

ยกตัวอย่างมาให้เห็นพอหอมปากหอมคอ อาทิ สวนของ *สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว* ต้องเขียนแปลนใหม่ เพราะเนื้อที่ที่ให้มานั้นทางเจ้าหน้าที่ลาวบอกว่าเล็กกว่าที่ควรเป็น ทำให้จัดอะไรไม่ได้มาก แค่ "วัดเชียงทอง" ที่จำลองมาจากหลวงพระบาง วางลงไปก็เต็มสวนแล้ว ยังต้องทุบเศียรพญานาคที่สร้างเสร็จแล้วทิ้งไปเพื่อสร้างใหม่ให้เล็กลงกว่าเดิม


*ประเทศภูฏาน* ทางเจ้าหน้าที่ที่มาจัดสวนต้องทุบกำแพงที่สร้างขึ้นเสร็จแล้วทิ้งหมด แล้วสร้างใหม่ เนื่องจากมีปัญหาด้านแลนด์สเคปเช่นเดียวกัน

ส่วน *ประเทศญี่ปุ่น* มี 2 สวน การจัดสวนมีรายละเอียดมาก ทำให้การก่อสร้างจึงต้องละเอียดไปด้วย สถาปนิกต้องทำงานกันจนนาทีสุดท้าย จึงได้ภูเขาไฟฟูจิสีเขียวรายล้อมด้วยทะเลและเกาะเต่าสัญลักษณ์ของความมีอายุยืน ถึงกระนั้นกว่าจะเสร็จก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล สวนญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งซึ่งปลูกดอกบัววิคตอเรีย หรือที่ญี่ปุ่นเรียก "โอกะฮาสุ" เป็นบัวอายุ 2,000 ปี ถึงกับห้ามคนเข้าไปดูก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการ เพราะกลัวงานเสร็จไม่ทัน

สวนของ *ประเทศกัมพูชา* สร้างเสร็จไม่ทัน เพราะกำลังคนมีน้อย ทำให้ต้องใช้โปสเตอร์ภาพของนครวัด นครธม มาติดไว้แทนของจำลองที่ตั้งใจจะสร้าง สวนของ *ประเทศเวียดนาม* มาเสร็จเอานาทีสุดท้ายชนิดหายใจรดต้นคอ เพราะต้องนำช่างจากเวียดนามมาแกะสลักไม้ที่ใช้ประดับในสวน

ส่วน *ประเทศจีน* มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ยอมให้ไต้หวันมาจัดสวนในงานนี้ ถ้าทางผู้จัดให้ไต้หวันมาจัดสวน ทางจีนก็จะถอนตัว

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดสวนจีนก็เสร็จเรียบร้อยก่อนวันงานเปิดเพียง 12 ชั่วโมง มีศาลาจีนจำลองวัฒนธรรมการแต่งงาน มาให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างทันเวลา

ด้านบริษัทเอกชน หลายแห่งต้องใช้ต้นไม้ ดอกไม้ ที่เพาะชำในถุงดำมาตกแต่งและวางเรียงกันทำให้เป็นสวน มีอายุได้แค่ 3-4 วัน ต้นไม้ในถุงไหนตายก็นำมาเปลี่ยนใหม่ บางบริษัทคนงานทิ้งงานไปเฉยๆ ต้องวุ่นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหาดอกไม้ปลอมมาใส่ไว้แทน

นอกจากปัญหาการจัดสวนของนานาประเทศแล้ว ในส่วนของการก่อสร้างเช่น ห้องน้ำ ก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน มีตั้งแต่สร้างผิดสเปค เช่นห้องน้ำทางเข้าศูนย์อาหารของเบียร์สิงห์ ตรงข้ามเพรส เซ็นเตอร์ ต้องปิดห้ามคนเข้าไปใช้ เพราะโถชักโครกมีน้ำซึมและการก่อสร้างไม่เรียบร้อย

ห้องน้ำในบริเวณงานศูนย์นานาชาติ ซึ่งสร้างขึ้นอย่างสวยงามแต่กลับใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะชักโครกไม่ทำงานทำให้มีน้ำเอ่อล้นขึ้นมา ในที่สุดต้องปิด ส่งผลให้ห้องน้ำที่ใช้ในงานไม่เพียงพอ และยังสกปรกอีกด้วย ตกกลางคืนมีปัญหาเรื่องของแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้บางส่วนที่จัดแสดงสวนสวยงาม กลายเป็นสวนมืด

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหามากกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ คือ แผนผังในการจัดแสดงส่วนต่างๆ เจ้าหน้าที่ของงานไม่สามารถบอกหรืออธิบายได้อย่างถูกต้อง เพราะไม่มีความพร้อมและบางคนเป็นเด็กนักศึกษาใหม่หมาดไม่มีประสบการณ์ที่จะรับมือกับงานใหญ่ขนาดนี้ ทำให้ต้องขอลาออกไปหลายคน

มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ส่งกลิ่นมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ทั้งเรื่องของการพบข้อมูลความผิดปรกติการเตรียมการจัดงาน การจัดซื้อ-จัดจ้างไม่โปร่งใสเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มเท่านั้น ปัญหาการใช้พื้นที่จัดงานที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย รวมถึงรุกที่ราษฎรชาวสวนในบางส่วน รวมไปถึงปัญหาเรื่องขยะที่ไม่รู้จะนำไปทิ้งที่ไหน

ที่สำคัญ คือ การจัดงานครั้งนี้เป็นการรวบงานไว้ทำกันในส่วนของพวกพ้องของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทำให้เกิดข้อกังขาและคำถามจากหลายฝ่ายที่สมควรมีส่วนเข้าร่วม ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ เกษตรกรจากทุกส่วนภาค ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ

เมื่อได้ไปงานมาแล้วจึงเกิดคำถามไม่ต่างจากที่ *อาจารย์ระพี สาคริก *ได้ตั้งคำถามไว้ก่อนหน้าจะมีการจัดงาน

*"งานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้ว ถ้าพูดถึงเกษตรกรทั่วไปในระดับชาวบ้านธรรมดาแล้วแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากงานนี้เลย"*

ภาพรวมของงานพืชสวนโลกครั้งแรกที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทย จึงเป็นเหมือนการจัดงานนิทรรศการ ไม่ใช่งานพืชสวนโลกอย่างแท้จริง

*ขอแนะนำว่าต้นไม้ ดอกไม้ ที่สวนหลวง ร.9 ยังสวยกว่าเป็นไหนๆ*

ที่มา http://www.matichon.co.th/matichon/
matichon_detail.php?s_tag=01pra01071149&day=2006/11/07

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>


0041-ความในใจ ระพี สาคริก กับวันที่รอคอย-ประชาชาติธุรกิจ-6 พย 49

ความในใจของ "ระพี สาคริก" กับวันที่รอคอย มหกรรมพืชสวนโลก

งานมหกรรมพืชสวนโลกได้ทำพิธีเปิดเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ศาสตราจารย์ระพี สาคริก อดีตเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในงานมหกรรมพืชสวนโลกที่จัดในประเทศต่างๆ มาโดยได้สะท้อน มุมมองอีกครั้งกับงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ในเมืองไทยว่า

"มหกรรมพืชสวนโลก กับ วันที่รอคอย" ถ้าจะถามว่า รอคอยอะไร ? คำตอบก็คือ รอคอยวันนี้ยังไงล่ะ

และมีคำถามต่อไปอีกว่า วันนี้วันไหน ? ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถมองได้ถึงเหตุและผล ย่อมค้นหาความจริงต่อไปอีกว่า อยู่ที่ผล ซึ่งเกิดจากการจัดงานครั้งนี้ !

ถ้าคนไทยแน่จริง ย่อมไม่ตื่นเต้นกับความสวยงาม ซึ่งอาจฉาบเอาไว้ที่ผิวนอก อย่างที่หลายคนพูดว่า เมืองไทยปลูกอะไรก็ไม่งามเท่ากับปลูกผักชี

"คำว่า พืชสวน" ตามความหมายที่ฝรั่งเคยจัดจำแนกเอาไว้ในตำราว่า หมายถึง ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะคนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกกลับมา คงจะยึดติดทฤษฎีนี้อย่างแน่นหนา

แต่ถ้ามองอย่างคนไทยและมองอย่างบูรณาการว่า ทำไมจะต้องไปแบ่งแยกว่า นั่นพืชสวน นี่พืชไร่...โน่นธัญพืช

เพราะธรรมชาติมันไม่ได้แบ่ง แต่คนต่างหากที่เอามันมาแบ่ง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบธรรมชาติเพราะความรู้มากของคน แบ่งไปแบ่งมามันเลยหวนกลับมาแบ่งคนด้วยกันเอง ทำให้สังคมต้องแตกแยกหนักมากยิ่งขึ้น ดังเช่นทุกวันนี้ !!!

มหาวิทยาลัยที่เป็นของจริงสำหรับคนไทยก็คือ แหล่งวิชาความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานแผ่นดินไทยทั้งหมด เราเป็นคนไทยแท้ๆ ลองสำรวจตัวเองก่อนว่า ความรู้บนพื้นฐานคุณค่าของบ้านนี้เมืองนี้ เรายังรู้ได้ไม่หมด แล้วทำไมถึงต้องมองข้ามตัวเองไปสนใจเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในระบบการจัดการ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของคนชาติอื่น ?

เมื่อฝรั่งแบ่งต้นไม้ใบหญ้าไว้เป็นพืชสวน ซึ่งหมายถึง ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ แถมยังแบ่งอีกส่วนหนึ่งออกเป็นพืชไร่ ซึ่งหมายถึง อ้อย สับปะรด และถั่ว รวมทั้งข้าวประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นธัญพืช

ถ้าเราคิดปูพื้นฐานการศึกษาของเราเอง แต่ไปเอาแนวคิดแบบฝรั่งมาใช้ ในเมื่อมีการจัดงานพืชสวนโลกได้ แล้วการจัดงานพืชไร่โลกล่ะ มันหายไปไหน ? ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบคนทั้งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เขาไม่น้อยใจแย่หรอกหรือ

ถ้าเราไม่ถูกอิทธิพลวัฒนธรรมของฝรั่งจูงจมูกให้ต้องคิดตามก้นเขาเรื่อยไป หากมีรากฐานความคิดอิสระบนพื้นฐานของเราเอง เราอาจคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่เหนือกว่าฝรั่งได้อีกหลายอย่าง

ต่อไปอาจมีงานพืชไร่โลกเกิดขึ้นบนพื้นฐานคนไทยเองก็ยังได้ไม่เห็นจะต้องไปตามก้นคนชาติอื่น

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ควรมีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดเป็นไทยโดยแท้ กลับไม่ได้คิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ เพื่อเกษตรกรไทยให้อยู่ได้อย่างยืนยง แต่กลับมาคิดเรื่องแย่งชิงตำแหน่งสูงๆ และยังมีกระแสความไม่ชอบมาพากลเข้าไปมีส่วนร่วมกับการจัดงานพืชสวนโลกครั้งนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากที่เคยไปสัมผัสและคลุกคลีกับงานนี้ในประเทศต่างๆ มาร่วม 30 ปี หากพิจารณางานพืชสวนโลกครั้งนี้ เพื่อค้นหาความจริงจากความเป็นมาของเราเองในอดีตอันจะได้นำผลการจัดงานเท่าที่ปรากฏให้เห็นให้รู้สึกได้ มาใช้ปรับปรุงคุณภาพความคิดของคนไทยทั้งชาติ

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า พืชสวน หมายถึง ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ แต่งานครั้งนี้ฝ่ายจัดงานมีท่าทีที่ให้ความสนใจเรื่องกล้วยไม้มากเป็นพิเศษ จนกระทั่งตนต้องพูดเตือนสติเอาไว้ว่า งานนี้เป็นงานพืชสวนโลก ไม่ใช่งานกล้วยไม้โลก นอกจากนั้นยังพูดต่อไปอีกว่า การที่ฝ่ายจัดงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคติดเชื้อ ถ้าจะถามว่า เชื้ออะไร? คงต้องตอบว่า ก็เชื้อความคิดแบบคนในระบบราชการ ซึ่งขาดความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้มองเห็นความจริงว่า อะไรที่มีคนอื่นสร้างพื้นฐานไว้แล้ว ก็นิยมคว้าเอาสิ่งนั้นมาทำ

ถ้าเอาไส้ในของงานพืชสวนโลกครั้งนี้มาพิจารณาย่อมเห็นสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นหนังจริงๆ คือกล้วยไม้ ซึ่งฝ่ายจัดงานที่อยู่บนพื้นฐานราชการ ใช้กลยุทธ์เกลี้ยกล่อมเอาไปเป็นพื้นฐาน รวมทั้ง มีไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ งามๆ แทนผักชีร่วมด้วย

งานพืชสวนโลกครั้งนี้ มีเชื้อโรคทางจิตใจและความคิดเข้าไปเกาะกินทำลายคุณค่าความเป็นคนของเกษตรกรไทยอย่างน่าเป็นห่วงที่สุด ขอให้หวนกลับไปทบทวนสู่อดีต และค้นหาคำตอบจากการตั้งคำถามขึ้นภายในกรอบของงานว่า ไม้ผลก็ดี พืชผักก็ดี เริ่มต้นมาควบคู่กับชีวิตคนไทยเป็นเวลาช้านานมาก แม้พืชผักพื้นบ้านในภาคอีสาน และภาคใต้ เราก็มีให้เห็นจากการดำรงชีวิตของชาวบ้านในชนบท จนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ทำไมในงานนี้กลับไม่มีผลงานปรากฏให้เกิดความภูมิใจในคนไทยบ้างเลยเชียวหรือ

เรื่องไม้ผล คนในกลุ่ม ซึ่งทำหน้าที่จัดการโดยตรง คงกล่าวว่า เราได้มีการนำเอาต้น ผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน ลำไย มังคุด ฯลฯ มาปลูกลงในพื้นที่แต่ทำไมถึงได้มากลุ้มรุมจะเอากล้วยไม้ให้ได้ หากถามว่า กล้วยไม้เพิ่งเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย และเข้ามามีบทบาทตอบสนองสังคมไทยอย่างเด่นชัด เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้วมานี่เอง หลังจากฝ่าฟันอุปสรรค ซึ่งถูกต่อต้านโดยคนในราชการอย่างหนักหน่วงมาแล้ว โดยที่เอาแต่ใส่ร้ายป้ายสีว่าไปสนับสนุนกล้วยไม้พื้นบ้านทำไม จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ กล้วยไม้ลูกผสมสวยๆ งามๆ ส่วนใหญ่ มันมีเลือดกล้วยไม้พื้นบ้านแทบทั้งนั้น

ดังนั้นงานครั้งนี้ ถ้าเราไม่พูดถึงความไม่ชอบมาพากลที่แฝงอยู่ในพื้นฐาน หากมองที่ผลการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานใหญ่ทางเศรษฐกิจของชาติ เราคงพบประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำตอบจากคำถามที่ว่า ไม้ผลและพืชผักเกิดมาควบคู่กับผลประโยชน์ของคนในสังคมไทยนานมาก แต่เหตุใดจึงย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแม่บท แถมยังแตกลูกแตกหลานออกไปเป็นสถาบันการศึกษาเกษตรทั่วประเทศ เราคงต้องนำเอาการจัดการศึกษามาค้นหาความจริงที่แฝงเป็นเงื่อนปมอยู่ภายในระบบ แล้วคงต้องพิจารณาหาทางเลือกใหม่

ที่มา http://www.matichon.co.th/prachachat/
prachachat_detail.php?s_tag=02p0108061149&day=2006/11/06

<<กลับหน้าแรก | ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา >>

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน