<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0060-ข่าวรับสมัครงาน
- สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.)
รับสมัครเจ้าหน้าที่ 5 ตำแหน่ง ดังนี้
1. เจ้าหน้าที่ติดตาม
วิเคราะห์เรียบเรียงข้อมูล ด้านพลังงาน-ไฟฟ้า สาธารณูปโภค
2. เจ้าหน้าที่ติดตาม เรียบเรียงข้อมูล ด้านผู้บริโภค กฎหมาย
นโยบาย
3. เจ้าหน้าที่เชื่อมประสานงานเครือข่าย พื้นที่ทั่วประเทศ
4. เจ้าหน้าที่สื่อสารสาธารณะ
5. เจ้าหน้าที่สำนักงาน บัญชี การเงิน
คุณสมบัติในการพิจารณารับสมัคร
1. วุฒิขั้นต่ำปริญญาตรีทุกสาขา
2. หากมีประสบการณ์การทำงานที่พร้อมทำงานได้เลย จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
3. มีความพร้อมในการใช้อุปกรณ์สำนักงาน ใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมต่างๆได้
4. มีความสนใจและมีศักยภาพการทำงานตามตำแหน่งงาน
5. มีความเข้าใจในลักษณะงานองค์กรพัฒนาเอกชน งานนโยบายและกฎหมายพอสมควร
6. มีความมุ่งมั่น คล่องตัว ใฝ่รู้ เปิดกว้าง พร้อมลุยงานหนัก
7. เจ้าหน้าที่ตามข้อ 1 ด้านพลังงาน-ไฟฟ้า หากเป็นนักวิจัย หรือมีทักษะด้านการวิจัย
วิเคราะห์ข้อมูล จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
8. เจ้าหน้าที่ตามข้อ 4 สื่อสารสาธารณะ หากมีความสนใจ หรือมีความสามารถจัดทำเวปไซด์และดูแลเวปไซด์ได้
จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
สนใจส่งใบสมัครได้ทางไปรษณีย์ หรือทางอีเมล์
หรือส่งแฟ๊กซ์ได้ที่ :
สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) 220/71 หมู่บ้านสวนทิปโก้ ซอยรัชดาภิเษก
62 ถนนรัชดา แขวง/เขต บางซื่อ กรุงเทพฯ 10800
โทรศัพท์-โทรสาร : 0-2587-4677 E-mail: thongplon@yahoo.com
รับสมัครจนถึงวันที่ 15 มีนาคม
2551 และเริ่มงานได้ทันที
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0059-
ข่าวรับสมัครงาน
- มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มีความประสงค์จะรับสมัครเจ้าหน้าที่วิจัยและข้อมูลจำนวน
1 ตำแหน่ง
คุณสมบัติ
1. จบปริญญาตรีด้านเกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม
2. มีประสบการณ์ในการทำงานด้าน วิจัย และการทำข้อมูล การเขียนรายงานการวิจัยและบทความได้
3. มีความสนใจหรือมีประสบการณ์ในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน
4. มีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ สามารถใช้โปรแกรม Microsoft
word, Excel, Power Point
5. อ่าน พูด เขียน ภาษาอังกฤษได้ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
6. สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดและทำงานร่วมกับผู้นำเกษตรกรได้
ผู้สมัครที่สนใจ สามารถส่งจดหมายสมัครงาน หลักฐานการศึกษา
ตัวอย่างบทความ งานวิจัย งานเขียน และหลักฐานอื่นๆ มาที่
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
912 งามวงศ์วาน 31 ซ.ย่อย 7
อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 02-591-1195 ถึง 6
Email : sathai@sathai.org , walai_04@yahoo.com
หมดเขตรับสมัคร 31
ธันวาคม 2550
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0058
- ข่าวรับสมัครงาน - มูลนิธิข้าวขวัญรับเจ้าหน้าที่ 1 ตำแหน่ง
มูลนิธิข้าวขวัญ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ดำเนินงานด้านเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น
พัฒนาพันธุกรรมข้าว และพืชพื้นบ้าน วัจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร
ตลอดจนการค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี
ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา กิจกรรมส่วนใหญ่ขององค์กร มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรและชุมชน
มีการเรียนรู้ภายนอกและฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาจัดการอย่างบูรณาการ
เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบเกษตรกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
สามารถลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก และสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น
สานสร้างเครือข่ายของผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เห็นคุณค่า และความสำคัญกับเรื่องวิถีชีวิต
สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
กับการพัฒนาวิถีชีวิตอย่างเป็นสุข รวมถึงการพัฒนาด้านอื่นอย่างรอบด้าน
มาในปีนี้ กิจกรรมของข้าวขวัญได้มีการพัฒนาและขยายองค์ความรู้ไปยังพื้นที่ใหม่
จึงมีความยินดีที่จะเปิดรับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ ที่มีใจรักในงานพัฒนา
รายละเอียด ต่อไปนี้
ตำแหน่ง : เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม
1 ตำแหน่ง
เพศ : ชาย หรือ หญิง
อายุ : 25 ปีขึ้นไป
วุฒิการศึกษา : ปริญญาตรี
สถานภาพ : โสด
คุณสมบัติที่สำคัญ
- มีใจรักงานพัฒนาชุมชนเป็นพื้นฐาน
- มีความขยัน อดทน เป็นแก้วที่เติมน้ำได้ไม่เคยเต็ม
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับชาวบ้านได้ง่าย มีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าชุมชน
- มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานเพื่อให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
- มีแนวคิดและวิธีการดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
- มีทักษะการพูด โดยเฉพาะการโน้มน้าวใจคน
- มีความสนใจหรือมีประสบการณ์การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนบ้าง
- สามารถเดินทางเข้าพื้นที่ได้ตามลำพังหรือใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านได้
- มีความเข้าใจในกระบวนการการทำงานเป็นทีม
- เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ความสามารถด้านอื่น ๆ ที่ควรจะมี(บ้าง)
- ทักษะด้านภาษาอังกฤษ ลาว เขมร กะเหรี่ยง หรืออื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาไทย
- ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมออฟฟิตได้
- สามารถขับรถยนต์ หรือจักรยานยนต์(หรือจักรยานก็ยังดี)พร้อมใบขับขี่
- ทักษะด้านการสันทนาการ เกมส์หรือกิจกรรมสร้างสรรค์สื่อความหมายและให้แง่คิดต่าง
ๆ
- ความสามารถพิเศษนอกเหนือจากนี้ โปรดระบุ
ผู้สนใจและคิดว่ามีคุณสมบัติดังกล่าว
โปรดส่งใบสมัคร ดังนี้
- รายละเอียดแนะนำตนเอง
- เอกสารสำคัญทางการศึกษา พร้อมรูปถ่าย
- บอกเล่าประสบการณ์ทางด้านงานพัฒนาชุมชนที่ตนมีในด้านต่าง ๆ
และถ้าเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 1 กระดาษ A4(จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
ทางมูลนิธิจะใช้วิธีการคัดเลือกจากจดหมายสมัครงานของคุณ
ที่มีรายละเอียดและความน่าสนใจมากพอ เพื่อทำการนัดสัมภาษณ์ที่มูลนิธิในลำดับต่อไป
คุณจะได้รับทราบอัตราเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ ของมูลนิธิก็ต่อเมื่อได้มีโอกาสให้เราสัมภาษณ์และรู้จักตัวตนของคุณก่อนเท่านั้น
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนกล้า และชอบคิดนอกกรอบ มาแสดงตัวตนให้เราได้รู้จักด่วน
ส่งรายละเอียดมาที่
มูลนิธิข้าวขวัญ 13/1 หมู่ 3 ถ.เทศบาลท่าเสด็จ 1 ซ. 6 ต.สระแก้ว
อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 72230 โทรศัพท์ 035-597193
ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 พฤศจิกายน2550
หรือสอบถาม ชมพู่ CD12 087-4081331
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0057-แถลงการณ์สมัชชาคนจน-26
กันยายน 2550
คมช. ครม. และ สนช.
หยุดออกกฎหมายไม่เป็นธรรม
หนึ่งปีอำนาจที่มาจากรัฐประหาร
คมช. ครม. และสนช. ไม่แก้ปัญหาคนจน ซ้ำสร้างกฎหมายกดหัวประชาชน
นับเป็นเวลาร่วมหนึ่งปีของการรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)
ผู้แต่งตั้งให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลนานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศ
ตลอดทั้งแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อกลั่นกรองและออกกฎหมาย
หนึ่งปีที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ได้แถลงไว้ถึงสาเหตุที่ต้องทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ
อย่างที่รับรู้กัน
หนึ่งปีที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี ซึ่งล้วนส่วนใหญ่แล้วเป็นอดีตข้าราชการเปล่งคำปฏิญาณภายใต้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงแต่ดำเนินการบริหารประเทศตามก้นนโยบายของรัฐบาลที่ตนยึดอำนาจมา
บางเวลาสร้างภาพนั่งเจรจากับคนจนแต่ส่งนายทหารหนุนมวลชนตีกันเองในกรณีเขื่อนปากมูลเพื่อธำรงความชอบธรรมของโครงการขนาดใหญ่
และฝังรากอำนาจจัดการทรัพยากรของข้าราชการประจำในกรณีที่ทำกินของชาวบ้านถูกประกาศเขตป่าทับ
โดยการทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านด้วยจิตใจต่ำทราม นั่งดูดายให้เอกชนไล่ที่คนจนลูกเด็กเล็กแดงต้องมาประท้วงหน้าทำเนียบ
จึงกล่าวได้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย ครองสังคมไทย ณ กาลเวลาปัจจุบัน
และสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับคนจน หรืออีกด้านหนึ่งระบบทุนนิยมไทยที่เชื่อมโยงกับระบบทุนนิยมโลก
ถูกกลไกระบบราชการและทหารรวมศูนย์อำนาจ มีวิธีคิดแบบเจ้าขุนมูลนาย
ชอบวิธีการสั่งการจากบนลงสู่ล่าง ไม่เปิดโอกาสให้ชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วม
ครองอำนาจเหนือสังคมไทย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ผลักดันและออกกฎหมาย
หลายฉบับ ที่ คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น กฎหมายพรบ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายมหาวิทยาลัยพระนครเหนือ
กฎหมายมหาวิทยาลัยมหิดล ฯลฯ และกำลังจะผลักดันการออกกฎหมาย ที่สำคัญ
อาทิเช่น ร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ร่างกฎหมายป่าชุมชน
ร่าง พรบ. ความปลอดภัยในการทำงานของกระทรวงแรงงาน ร่างพรบ. อุทยาน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยบูรพา ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยทักษิณ ร่างกฎหมายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ
ร่างกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำ
ร่างกฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติ ร่างกฎหมายวัตถุอันตราย และร่างกฎหมายอื่นๆนับร้อยฉบับที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
เราในนามสมัชชาคนจน (สคจ.) ซึ่งมีจุดยืนที่เป็นอิสระจากอำนาจทักษิณ
อำนาจพรรคการเมือง และอำนาจรัฐประหาร ขอเรียกร้องดังนี้
1. ขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยุติการออกกฎหมายต่าง
ๆ โดยการประกาศลาออก เพราะหากไม่มี สนช. ก็จะไม่มีการผ่านร่างกม.
ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพ และจำกัดการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรของชาวบ้าน
กฎหมายต่างๆ ที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และรักษาสิ่งแวดล้อม และได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) ให้ถือว่าเป็นโมฆะ
2. รัฐบาลต้องยุติการตัดสินใจด้านนโยบายสำคัญในการบริหารประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
อีกต่อไปโดยทันที เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น
หรือ เจเทปป้า
ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง
ด้วยความเชื่อมั่นพลังประชาชน
สมัชชาคนจน
26 กันยายน 2550
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0056-หยุดก่อน!
สภาการเกษตรแห่งชาติ- 20 กันยายน พ.ศ. 2550- กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
:
หยุดก่อน!
สภาการเกษตรแห่งชาติ
"สภาการเกษตรแห่งชาติ" เป็นสิ่งซึ่งธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่
ได้ผลักดันกันมายาวนาน ปี 2536 รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยหยิบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมา
แต่ถูกเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน พันธมิตร NGO และนักวิชาการจำนวนหนึ่งร่วมกันคัดค้าน
จนทำให้ต้องถอยไป
หลังวิกฤติเศรษฐกิจ "สภาการเกษตรแห่งชาติ"
ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกเป็นระยะๆ แต่ในส่วนของเกษตรกรรายย่อยก็ได้เคลื่อนไหวให้มี
"สภาเกษตรกร" เพื่อเป็นสถาบันรองรับการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อย
และเป็นกลไก ช่องทางของเกษตรกรรายย่อยเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะด้านการเกษตร
ที่ถูกผูกขาดโดยราชการและภาคธุรกิจมาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 สภาการเกษตรแห่งชาติ ที่ถูกผลักดันมาโดยธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่
และสภาเกษตรกร ที่พี่น้องเกษตรกรรายย่อยอยากเห็นก็แท้งไปทั้ง
2 ฉบับ
หลังรัฐประหาร "สภาเกษตรกร" ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาผลักดันอีกครั้ง
โดยสหพันธ์เกษตรกรเพื่อการพัฒนา (สกพ.) ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายกรัฐมนตรี
สกพ.ได้เสนอให้รัฐบาลชั่วคราวผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกร"
รวมทั้งเคลื่อนไหวให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญบรรจุเรื่องสภาเกษตรกรเอาไว้ด้วย
ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2550 มีบทบัญญัติดังกล่าวนี้ในมาตรา 84
(8) และมาตรา 303 ให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งสภาเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน
1 ปี
ช่วงก่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านการพิจารณา
กระทรวงเกษตรฯ ได้แอบเสนอ "ร่าง พ.ร.บ.การเกษตรแห่งชาติ"
สมาชิกสนช.ฝ่ายก้าวหน้าบางท่านก็คิดว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ
"สภาเกษตรกร" ที่เครือข่ายเกษตรกรรายย่อย และสกพ.
อยากจะได้ ดังบทความที่ตีพิมพ์ในวันเสียงปืนแตกพอดี
"เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงเกษตรฯ เสนอ
ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกร เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" (สำราญ
รอดเพชร, ผู้จัดการรายวัน, 7 สิงหาคม 2550 ขีดเส้นใต้โดยผู้เขียนเพื่อย้ำให้เห็นว่า
กระทรวงเกษตรฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.สภาการเกษตรแห่งชาติ)
บัดนี้ "ร่าง พ.ร.บ.สภาการเกษตรแห่งชาติ"
ได้ผ่านการรับหลักการโดย สนช. และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา
และเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นที่สภา
และคงจะผ่านการพิจารณาออกมาในเร็ววันนี้
หัวใจสำคัญของ "สภาการเกษตรแห่งชาติ"
ที่ภาคธุรกิจผลักดันผ่านกระทรวงเกษตรฯ เข้ามาก็คือ การขยายพื้นที่การกำหนดนโยบายสาธารณะซึ่งแต่เดิม
(ตามพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร 2522) กระบวนการนโยบายสาธารณะด้านการเกษตรกรรมถูกผูกขาดโดยนักการเมืองและราชการ
ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้มีสมาชิกสภาการเกษตรแห่งชาติจำนวน
60 คน มีรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน ปลัดกระทรวง 5 ท่าน
อธิบดี 17 ท่าน ประธานองค์กรเกษตรกร 9 องค์กร ผู้แทนภาคเกษตรกรรม
20 ท่าน ซึ่งมาจากสมาคม/กลุ่มการผลิตต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีก
8 คน
ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นเพียงขยายการมีส่วนร่วมให้กับภาคธุรกิจการเกษตรเข้ามาร่วมในคณะกรรมการ
แต่ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งกลุ่ม/องค์กรเกษตรที่ไม่มีการจดทะเบียน
เช่น เครือข่ายหนี้สินชาวนา สกย.อ. สกพ. สกน. สมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ฯลฯ จะไม่มีที่ทางอยู่ในสภาการเกษตรแห่งชาติ
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงไม่เห็นหัวเกษตรกรรายย่อย
เพราะหัวใจสำคัญคือ บรรดาธุรกิจการเกษตรอยากได้กลไกแบบคณะกรรมการร่วมรัฐ-เอกชน
(กรอ.) การออกแบบจึงกำหนดให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมในกระบวนการนโยบายด้านการเกษตรกรรม
การนำเอาเงินกองทุนไปใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตและผลิตภัณฑ์
"สภาการเกษตรแห่งชาติ" สะท้อนให้เห็นถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราวของพวกผู้ดีในรัฐบาล
และ "ฝ่ายก้าวหน้า" ในสนช. ที่มีเจตนาดี อยากทำเพื่อประชาชน
แต่ตามอะไรไม่ทันสักอย่าง สุดท้ายกลายเป็นเหยื่อให้ภาคธุรกิจและราชการ
และกลับยิ่งสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรรายย่อย คนยากคนจน หนักเข้าไปอีก
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังเช่น
กรณีร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชน ที่เร่งผลักดันกันให้ออกมาในสภารัฐประหารแห่งนี้
ก็มีคำอธิบายได้ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะสนช.กลุ่มหนึ่งเห็นว่า
นี่คือโอกาสของประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้
ก็คือ ชาวบ้านเครือข่ายป่าชุมชนและคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
(กป.อพช.) ได้มีแถลงการณ์ว่า อย่าออกกฎหมายฉบับนี้ดีกว่า
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ (มาสาย แต่กลับเร็ว)
กล่าวในที่ประชุมเอาใจ (แบบนักการเมืองเฮงซวยทั่วๆ ไป) เมื่อวันที่
17 กันยายน ว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ แก้ไขได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อ
แต่โปรดอย่าลืมว่า กระบวนการออกกฎหมายแบบลักไก่ ไม่มีใครรู้เรื่องราวเช่นนี้
จะเกิดขึ้นโดยไม่มีพลังต่อรอง กำกับ ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยใดๆ
ที่สำคัญ สภาแห่งนี้ล้วนประกอบไปด้วย ราชการและภาคธุรกิจ
ส่วนฝ่ายก้าวหน้าที่มีอยู่บ้างก็ล้วน "เจตนาดี แต่ไม่เวลาตามให้ทันสักเรื่องหนึ่ง"
ดังนั้น ถ้าพวกท่านจะสร้างวีรกรรมให้กับประชาชน กรุณาชะลอให้กฎหมายฉบับนี้ค้างจนกระทั่งหมดวาระสนช.
และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการร่างกฎหมายลูกในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
มาตรา 303 เครือข่ายเกษตรกรรายย่อยเตรียมเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายจากเบื้องล่างหลายกลุ่มก้อน
อีกหลายกลุ่มตั้งท่าขอมีส่วนร่วมในคณะกรรมการยกร่างกฎหมายลูก
(ตามมาตรา 308)
กระบวนการดังกล่าวนี้จะก่อให้เกิดการเรียนรู้
และการขับเคลื่อนผลักดันร่วมกันของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะทำให้
"สภาเกษตรกร" เกิดขึ้นอย่างมีวิญญาณ
ประภาส ปิ่นตบแต่ง
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0055- หนุนเก็บภาษีเคมีเกษตร
- ฐานเศรษฐกิจ 13 - 15 ก.ย.50
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T042252a&issue=2252
กรณีที่สมาชิกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกว่า 1,000 คน ประท้วงหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เพื่อขอให้ยกเลิก พ.ร.บ.กองทุนส่งเสริมพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
และให้ยุติกิจกรรมในการยกร่าง พ.ร.บ.ทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า
กฎหมายฉบับที่จะออกมานั้นจะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องเสียภาษีเคมีเกษตร
เราเห็นว่าแนวคิดจัดเก็บภาษีเคมีเกษตรเป็นแนวคิดที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว
เพราะการจ่ายภาษีทำให้ต้นทุนเกษตรเพิ่มสูงขึ้น อาจมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะใช้เคมีต่อไปหรือจะใช้ปุ๋ยชีวภาพ
หรือเกษตรอินทรีย์ ความจริงแนวคิดนี้เกิดมาจากความต้องการให้เกษตรกรลดความสนใจที่จะใช้เคมีเพื่อการเกษตรลง
ถ้าไม่เก็บภาษีเคมีเกษตร เกษตรกรคงหันไปใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีเช่นเดิม
ขณะที่ผู้บริโภคกลับระมัดระวังในการบริโภคอาหารมากยิ่งขึ้น
เราเชื่อว่าหากจัดเก็บภาษีแล้ว รัฐสามารถหาหนทางอื่นเพื่อลดภาระของเกษตรกรลงได้
ไม่ใช่คิดแต่จะขึ้นภาษีเป็นการเพิ่มภาระถ่ายเดียว ขณะเดียวกันผลิตผลทางการเกษตรหลายต่อหลายชนิดไม่มีแหล่งทดแทน
ประโยชน์ยังตกอยู่กับข้างฝ่ายเกษตรกร ทำให้สามารถปรับราคาขึ้นได้
ความจริงแล้วหลายต่อหลายธุรกิจมักจะผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภคหรือประชาชนโดยทั่วไป
จึงไม่น่าจะมีอะไรเดือดร้อนนัก
ถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถออกมามีผลบังคับได้ในยุคสมัยนี้ เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้ายิ่งจะออกกฎหมายาก
และจะสร้างความลำบากใจให้กับนักการเมืองไม่น้อย เพราะมีผลกระทบต่อฐานเสียง
เราไม่เห็นประโยชน์ที่จะประวิงเวลาการพิจารณาออกกฎหมายไป ที่สำคัญ
พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการเสนอโดยสมัชชาคนจน โดยผ่านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นการทำการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เกษตรอินทรีย์
จึงคิดว่าได้มีการพิจารณาและไตรตรองร่วมกันจนออกมาดีแล้ว เห็นสมควรเดินหน้าต่อไปดีกว่า
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0054--แถลงการณ์เรื่อง
หยุดการออกกฎหมาย ๑๑ ฉบับ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน - กป.อพช.-วันที่
๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
แถลงการณ์เรื่อง หยุดการออกกฎหมาย ๑๑ ฉบับ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน
โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) -วันที่ ๑๒
กันยายน ๒๕๕๐
ภายหลังการยึดอำนาจโดยคณะทหารเมื่อวันที่
๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะยึดอำนาจได้แต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่บัญญัติกฎหมายแทนรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจึงทำให้สภาชุดนี้ขาดความเชื่อมโยงและไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับประชาชนโดยตรงดังปรากฏผลการพิจารณากฎหมายที่มีผลบังคับใช้จำนวน
๘๘ ฉบับที่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นกฎหมายที่มุ่งขยายและปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่มีเพียงจำนวนน้อยที่เป็นการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติกำลังจะผลักดันการออกกฎหมายที่นอกจากจะไม่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้วยังอาจเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและอาจกล่าวได้ว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ
๒๕๕๐ เอง โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
๑.ร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร
เป็นร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยมีสาระสำคัญเป็นการขยายอำนาจกองทัพให้สามารถควบคุมสังคมอันเป็นภัยคุกคามต่อหลักสิทธิเสรีภาพหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย
หลักนิติธรรมและหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
๒.ร่างกฎหมายป่าชุมชน
เป็นร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อกีดกันสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการการดูแลรักษา
และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
๓.ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
เป็นร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยมีสาระสำคัญเป็นการให้หน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่เช่นเดิมและการให้รัฐมีอำนาจควบคุมหรือห้ามเสนอข่าวสารโดยการสั่งการด้วยวาจาหรือหนังสือระงับรายการที่เสนอผ่านสื่อสาธารณะ
๔.ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยบูรพา
๕.ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยทักษิณ ๖.ร่างกฎหมายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป็นร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยมีสาระสำคัญเป็นการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเข้าสู่การบริหารโดยอาศัยกลไกตลาดอันจะมีผลกระทบกับสิทธิการเข้าถึงการศึกษา
อิสรภาพทางวิชาการและหลักประกันทางด้านสวัสดิการของบุคลากรของมหาวิทยาลัย
๗.ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ
เป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยมีสาระสำคัญเป็นการให้อำนาจรัฐนำรัฐวิสาหกิจมาเปลี่ยนสภาพให้เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด
และการกระจายหุ้นแก่เอกชนอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศและทำให้ประชาชนเสียสิทธิที่จะเข้าถึงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
๘.ร่างกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
๙.ร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำ เป็นร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยมีสาระสำคัญ
เป็นการเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานรัฐและเป็นการขัดกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๑๐.ร่างกฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติ เป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยมีสาระสำคัญเป็นการให้อำนาจผู้แทนหน่วยงานของรัฐร่วมกับผู้แทนองค์กรธุรกิจการเกษตรในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนาการเกษตรเป็นสำคัญโดยเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเกษตรดังกล่าว
๑๑.ร่างกฎหมายวัตถุอันตราย
เป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยมีสาระสำคัญเป็นการอำนวยประโยชน์ให้เอกชนผู้ประกอบการสามารถผลิตนำเข้า
ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายการยกเลิกค่าธรรมเนียมรายปีแก่เอกชนผู้ประกอบการและยกเลิกอำนาจเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอันอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนตลอดจนเป็นการยกเลิกสิทธิของประชาชนในการคุ้มครอง
ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
ฉะนั้น จากการสัมมนาของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาอกชน (กป.อพช.)
และองค์กรเครือข่ายประชาชนพิจารณากฎหมายทั้งสิบเอ็ดฉบับดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนแล้วเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
๒๕๕๐
จึงขอเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติยุติกระบวนการการออกกฎหมายสิบเอ็ดฉบับและกฎหมายอื่น
ๆที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพและคุกคามการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชนโดยทันที
เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐสภาที่เป็นตัวแทนที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในอนาคตอันใกล้ได้มีบทบาทและเปิดโอกาสให้แก่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกกฎหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไป
แถลง ณ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐
งานสัมมนากฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0053-ทำไมต้องคัดค้าน GMOs-เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก-21 ส.ค.
50
เมื่อวันที่
16 สิงหาคม 2550 องค์กรภาคเอกชนและนักวิชาการมากกว่า 10 องค์กร
ได้แก่ มูลนิธิชีววิถี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไท
กลุ่มกรีนเนท สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน เครือข่ายนักวิชาการปกป้องทรัพยากรชีวภาพ
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิชีวิตไท ฯลฯ ได้จัดแถลงข่าว คัดค้านกรณีที่กรมวิชาการเกษตร
จะเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs)
ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่
3 เมษายน 2544 ที่กำหนดมิให้มีการปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมในระดับไร่นาของเกษตรกร
จนกว่าจะมีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ โดยมีเหตุผลประกอบในการแถลงข่าวดังนี้
1.ยังไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่สมบูรณ์ว่า พันธุ์พืชดัดแปลงพันธุกรรมจะไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และระบบนิเวศ
ดังนั้นก็ควรจะทำการทดลองในห้องทดลองสภาพปิด
2.ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ กรณีกฎหมายดังกล่าว
ในช่วงรัฐบาลของ พตต.ทักษิณ ชินวัตรได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรฯ
เป็นผู้ร่าง ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาร่างกฎหมาย ฯมาตลอด แต่ได้มายุติการดำเนินการ
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสมควรที่จะมีกฎหมายควบคุมไม่ให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
และป้องกันการผูกขาดเมล็ดพันธุ์จากบริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัทข้ามชาติ
3.จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากกรมวิชาการเกษตรว่า
กรณีเมล็ดพันธุ์ฝ้ายจีเอ็มโอ และเมล็ดพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอ หลุดออกไปจากห้องทดลองสู่แปลงของเกษตรกร
เมื่อปี 2542 ได้อย่างไร ส่วนเกษตรกรที่ปลูกพืชจีเอ็มโอแล้วต้องทำลายก็ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชยแต่อย่างใด
ทำให้เห็นว่ายังไม่มีมาตราการมารองรับความเสียหายอย่างรัดกุม
4.สิทธิบัตรพันธุ์จีเอ็มโอนั้นเป็นของมหาวิทยาลัยคอร์แนล
สหรัฐอเมริกา ซึ่งหากพันธุ์ที่เป็นจีเอ็มโอได้ไปผสมกับพันธุ์ท้องถิ่น
ก็จะเป็นเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตร ของมหาวิทยาลัยคอร์แนลด้วยเช่นกัน
เกษตรกรจะนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ฉะนั้นเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอจึงไม่ได้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงแก่เกษตรกรรายย่อยเลย
และหากมีเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอในตลาดจริง เกษตรกรก็ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์
เพราะไม่อนุญาตให้มีการเก็บรักษาพันธุ์ไว้ปลูกในคราวต่อไป และจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรรายย่อยได้
5.จะส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าการส่งออกของพืชเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว
ผลไม้และผัก เพราะมากกว่า 150 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป
(อียู) ไม่ยอมรับพืชจีเอ็มโอมาตลอด จะส่งผลเสียกับเศรษฐกิจประเทศไทยมากกว่าผลดี
จะทำให้ผู้ส่งออกต้องมีผลพิสูจน์ว่าไม่เป็นพืชจีเอ็มโอ ซึ่งทำให้ต้องเสียงบประมาณของแผ่นดินในการสร้างห้องแลปเพิ่มขึ้น
และจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประเทศคู่ค้า จนอาจยกเลิกการซื้อขายกันได้
ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ว่ามีสินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงต่อจีเอ็มโอต่ำ
แล้วทำไมต้องไปทำตลาดที่ไม่มีคนซื้อ อีกรัฐบาลควรให้การสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มากกว่านี้
เพราะมีความต้องการจากตลาดมากขึ้นทุกวัน
6.การทดลองพืชจีเอ็มโอ ควรจะทดลองในโรงเรือนปิด เพราะขณะที่พืชอยู่ในสภาพโรงเรือนปิด
พืชจะแสดงลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ออกมา ดังนั้นการศึกษาผลเสียของจีเอ็มโอจะได้ผลดีกว่าการออกไปศึกษาในภาคสนาม
ดังนั้นคำกล่าวอ้างจึงไม่เป็นความจริงที่ต้องออกไปศึกษาในภาคสนาม
7.พืชดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องการพึ่งตนเองของเกษตรกร
จะกลายเป็นพันธุ์ของต่างชาติ ซึ่งขัดกับพระราชดำรัสของในหลวงในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
พัชราวรรณ มาทีฆะ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
รายงาน
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0052
- ข่าวรับสมัครงาน - มูลนิธิข้าวขวัญ รับสมัครอาสาสมัคร 1 ตำแหน่ง
มูลนิธิข้าวขวัญ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น
พัฒนาพันธุกรรมข้าว และพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร
ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี
รับสมัครอาสาสมัคร 1 ตำแหน่ง เข้ามาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรม
ทำหน้าที่ในส่วนของการจัดกระบวนการการฝึกอบรม
คุณสมบัติ
1. เพศ ชายหรือหญิง
2. อายุระหว่าง 23 - 30 ปี
3. จบอนุปริญญาหรือปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา
4. มีใจรักในงานพัฒนาและชอบที่จะเรียนรู้กับชาวบ้าน
5. สามาถทำงานได้ กล้าลุย ใจกล้า มีภาวะความเป็นผู้นำ และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
6. มีมนุษยสัมพันธ์ อัธยาศัยดี
7. สามารถขับรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยานได้
8. สนใจใฝ่รู้การเป็นวิทยากรกระบวนการ /มีความคิดสร้างสรรค์
ชอบการออกแบบรูปแบบการฝึกอบรม (พิจารณาพิเศษ)
9. ไม่มีประสบการณ์ไม่เป็นไร ขอให้ใจรักจริง
หมายเหตุ...การเป็นอาสาสมัคร จะทำสัญญาปีต่อปี
อาสาสมัครจะได้รับเงินเดือน และสวัสดิการตามความเหมาะสม แต่ถ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ก็อาจพิจารณาให้เป็นเจ้าหน้าที่ในอนาคต
ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชอบงานท้าทายและพบปะผู้คน
ให้ติดต่อมาที่ คุณมะหมี่ยว โทร.089-7910542
แล้วจะนัดมาสัมภาษณ์ที่มูลนิธิอีกครั้ง
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
0051-
ข่าวรับสมัครงาน - มูลนิธิชีวิตไท รับสมัครเจ้าหน้าที่ 4 ตำแหน่ง
มูลนิธิชีวิตไท (มชท.)
Foundation of Reclaiming Rural Agriculture and Food sovereignty
Action (RRAFA)
เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกรและขบวนการประชาชนเพื่อวิถีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุข
และเป็นไท มีบทบาทในการทำงานสนับสนุนขบวนการพัฒนาชนบทและเกษตรกรรมไทยมากว่า
20 ปี
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
1. พัฒนาข้อมูลและองค์ความรู้เรื่องการเกษตร ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน
2. ส่งเสริมการศึกษาและเสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่องค์กรประชาชน
กลุ่มหรือเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ เพื่อการพัฒนาการเกษตร ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน
3. ประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรประชาชน กลุ่มหรือเครือข่ายให้มีความเข้มแข็งในการทำงาน
เพื่อพัฒนาการเกษตร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
4. พัฒนาสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้เกิดความรู้ความเข้าใจและตระหนักในการพัฒนาการเกษตร
ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน
ต้องการรับเจ้าหน้าที่ที่มีใจรักในการทำงานร่วมกันเพื่อเกษตรกรและการพัฒนาระบบเกษตรกรรมไทย
ในตำแหน่ง ดังนี้
1. เจ้าหน้าที่ฝ่ายเสริมสร้างศักยภาพและประสานพันธมิตร
จำนวน 1 ตำแหน่ง
ภารกิจ/ บทบาทหน้าที่ และความสามารถในการรับผิดชอบงาน
ดังนี้
- พัฒนาแผนการทำงานเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และประส่านงานร่วมกับเครือข่ายและพันธมิตรองค์กรเกษตรกรและองค์กรพัฒนาต่างๆ
- ประสานงานและติดตามการทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกร องค์กรพัฒนาและพันธมิตรต่างๆ
- ดำเนินงานและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับองค์กรเกษตรกรและเจ้าหน้าที่พัฒนาในระดับพื้นที่
- จัดระบบข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประเด็นงานด้านการพัฒนาขององค์กร
เช่น การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ฯลฯ
คุณสมบัติ
- จบการศึกษาอย่างน้อยหรือมากกว่าระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการทำงานร่วมกับเกษตรกรและการพัฒนาเกษตรกรรม
เช่น สาขาสังคมศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ส่งเสริมการเกษตร การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
หรือ สาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
- มีจิตใจเปิดกว้าง สนใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องราวของเกษตรกร
เกษตรกรรมไทย การพัฒนาชนบท การทำงานพัฒนาต่างๆ
- มีความพร้อมที่จะทำงานที่มีการเดินทางออกต่างจังหวัด และทำงานร่วมกับเกษตรกรหญิงชายในภูมิภาค
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความสามารถในการสื่อสารและประสานงานกับบุคคลในวงการพัฒนาได้
เช่น นักพัฒนา เกษตรกร นักวิชาการ สื่อมวลชน เยาวชน ฯลฯ
- สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้
- มีความสามารถในการพิมพ์งาน และใช้คอมพิวเตอร์ Ms Office โปรแกรมต่างๆ
- มีความสามารถในการจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นงานในเรื่องการเกษตรและองค์ความรู้ของเกษตรกร
- มีความสามารถ/ ประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัวที่น่าสนใจ และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
เช่น สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ จัดระบบข้อมูล ออกแบบการทำงานลักษณะต่างๆที่เป็นประโยชน์
สามารถใช้สื่อเป็น เช่น ถ่ายภาพ สื่อฯลฯ
- มีความสามารถในการดำเนินการกระบวนการเรียนรู้กับกล่มเกษตรกรได้
เช่น จัดประชุม ร่วมจัดกิจกรรมฝึกอบรม ศึกษาดูงาน ฯลฯ
2. เจ้าหน้าที่ฝ่ายเสริมสร้างศักยภาพและประสานพันธมิตร
จำนวน 1 ตำแหน่ง
(จัดกระบวนการเรียนรู้ เช่น ฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงานฯ และพัฒนาบุคคลากร
)
ภารกิจ/ บทบาทหน้าที่ และความสามารถในการรับผิดชอบงาน
ดังนี้
- สามารถประสานงานให้เกิดความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรพัฒนาและพันธมิตรต่างๆได้
เช่น เกษตรกรหญิง-ชาย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ
ฯลฯ
- พัฒนาแผนการทำงานเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้
- พัฒนาหลักสูตร จัดทำเอกสารคู่มือ สื่อต่างๆ ประกอบการจัดกระบวนการเรียนรู้
เช่น ฝึกอบรมได้
- ดำเนินการ บริหารจัดการ และเป็นวิทยากรในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกรหญิง-ชาย
นักพัฒนาฯ ได้
คุณสมบัติ
- จบการศึกษาอย่างน้อยหรือมากกว่าระดับปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา
- มีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรมาแล้วอย่างน้อย
3 ปี
- ไม่จำกัดเพศ อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี
- สนใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องราวของเกษตรกร เกษตรกรรมไทย การพัฒนาชนบท
การทำงานพัฒนาต่างๆ
- สนใจและพร้อมที่จะเรียนรู้การทำงานประเด็นมิติหญิง-ชาย
- มีความพร้อมที่จะทำงานที่มีการเดินทางออกต่างจังหวัด และทำงานร่วมกับเกษตรกรหญิงชายในภูมิภาคต่างๆ
และต่างประเทศ
- มีจิตใจเปิดกว้าง มนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้
- สื่อสารและประสานงานให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมืออันดีได้
- มีความสามารถในการพิมพ์งาน และใช้คอมพิวเตอร์ Ms Office โปรแกรมต่างๆ
- มีความสามารถ/ ประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัวที่น่าสนใจ และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
เช่น สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ จัดระบบข้อมูล ออกแบบการทำงานลักษณะต่างๆที่เป็นประโยชน์
สามารถใช้สื่อเป็น เช่น ถ่ายภาพ สื่อฯลฯ
3. เจ้าหน้าที่ฝ่ายศึกษาวิจัย
จำนวน 1 ตำแหน่ง
ภารกิจ/ บทบาทหน้าที่ และความสามารถในการรับผิดชอบงาน
ดังนี้
- ประสานงานให้เกิดความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรพัฒนาและพันธมิตรต่างๆได้
เช่น เกษตรกรหญิง-ชาย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ
ฯลฯ
- พัฒนาแผนการทำงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการพัฒนาเกษตรกรรมในด้านนโยบายการเกษตร
และเกษตรกรรมทางเลือกได้ เช่น ศึกษา วิจัย รวบรวมองค์ความรู้
จัดระบบข้อมูลต่างๆ
- จัดกระบวนการศึกษา วิจัย รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านนโยบายการเกษตร
และเกษตรกรรมทางเลือก
- ติดตามและสนับสนุนกระบวนการการทำงานของเครือข่ายองค์กรเกษตรกรและนักพัฒนาเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมทางเลือกและนโยบายทางเลือกด้านการค้าการเกษตร
คุณสมบัติ
- จบการศึกษาอย่างน้อยหรือมากกว่าระดับปริญญาตรี ในสาขาใดก็ได้ที่เกี่ยวกับประเด็นด้านการเกษตร
การพัฒนาชนบท เช่น สาขาเกษตร เศรษฐศาตร์ สังคมศาสตร์
- ไม่จำกัดเพศ
- มีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวกับการทำงานข้อมูลมาแล้วอย่างน้อย
3 ปี
- สนใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องราวของเกษตรกร เกษตรกรรมไทย การพัฒนาชนบทการทำงานพัฒนาต่างๆ
- มีจิตใจเปิดกว้าง มนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้
- สื่อสารและประสานงานให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมืออันดีได้
- มีความสามารถในการพิมพ์งาน และใช้คอมพิวเตอร์ Ms Office โปรแกรมต่างๆ
- มีความสามารถ/ ประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัวที่น่าสนใจ และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
เช่น สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ จัดระบบข้อมูล สามารถใช้สื่อเป็น
เช่น ถ่ายภาพ สื่อฯลฯ
- สามารถเขียนบทความ เขียนข่าว จัดทำ เอกสารเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ
ได้
- มีความพร้อมในการเดินทางเพื่อประสานงานต่าง และลงพื้นที่ในต่างจังหวัดและต่างประเทศเพื่อติดตามการทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรเกษตรกร
องค์กรพัฒนาเอกชน และพันธมิตรต่างๆ ได้
4 เลขานุการสำนักงาน
จำนวน 1 ตำแหน่ง
ภารกิจ/ บทบาทหน้าที่ และความสามารถในการรับผิดชอบงาน
ดังนี้
- พัฒนาระบบภายในองค์กรให้สนับสนุนกับทุกฝ่ายในองค์กร
- จัดระบบเอกสารขององค์กร
- สนับสนุนงานกับทุกฝ่ายภายในองค์กร
- ดูแลเรื่องรายรับรายจ่ายขององค์กร
- ทำเรื่องงานพิมพ์และดูแลระบบคอมพิวเตอร์
- เตรียมการ และสรุปรายงานการประชุม
- ดูและเรื่องการใช้วัสดุและอุปกรณ์สำนักงาน
- การจัดระบบห้องสมุด เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน
คุณสมบัติ
- จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
- มีความสามารถและชำนาญในการพิมพ์งาน และใช้คอมพิวเตอร์ Ms Office
โปรแกรมต่างๆ และสามารถใช้อุปกรณ์สำนักงานได้ดี
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถสื่อสารและทำงานประสานงานกับบุคคลในแวดวงต่างๆได้
เช่น นักพัฒนา เกษตรกร นักวิชาการ สื่อมวลชน ฯลฯ
- สามารถทำงานเป็นทีมได้
- มีความสนใจในงานพัฒนาชนบท โดยเฉพาะการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
- มีความสามารถ/ ประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัวที่น่าสนใจ เช่น สื่อสารภาษาต่างประเทศได้
จัดระบบข้อมูลมีประสิทธิภาพ ทำงานฝีมือต่างๆ ฯลฯ
สำหรับผู้สนใจ
กรุณาส่ง
1. จดหมาย พร้อมรูปถ่ายขนาดใดก็ได้ แจ้งความจำนงในการสมัครงานในตำแหน่งที่ต้องการสมัคร
ความสนใจ ความคาดหวัง อัตราเงินเดือนที่เคยได้รับ และอัตราเงินเดือนที่คาดหวัง
2. เอกสารข้อมูล (Curriculum Vitae(CV) หรือ Resume) ที่ระบุชัดเจนเกี่ยวกับ
2.1 ข้อมูลประวัติส่วนตัว
2.2 ประวัติการศึกษา
2.3 ประสบการณ์การทำงานอดีต-ปัจจุบัน)
3. สำเนาใบ Transcript
ส่งมาที่ :
มณฑาวดี ครุธมีชัย
มูลนิธิชีวิตไท
86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนาแยก 2) เขตวังทองหลาง แขวงวังทองหลาง
กทม 10310 หรือ
E-mail : montawadee007@yahoo.com, rrafa@loxinfo.co.th
โทรสาร. 02-935-2980
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
มณฑาวดี (081)910-1220 และ/ หรือ สำนักงานมูลนิธิฯ (02)935-2981-2
ตำแหน่งที่ 1 และ 4 ภายในวันที่
30 เมษายน 2550
ตำแหน่งที่ 2 และ 3 ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2550
<<กลับหน้าแรก
| ไปหน้ารวมหัวข้อข่าวที่ผ่านมา
>>
|