<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
ระหว่างวันที่
28-29 พฤษภาคม 2549 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกร่วมกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
(ประเทศไทย) จัดเวทีสัมมนาผู้นำเกษตรกรขึ้นที่สวนธรรมร่วมใจวิเวการาม อำเภอป่าติ้ว
จังหวัดยโสธร โดยมีผู้นำเกษตรกรและนักพัฒนาในภาคอีสานเข้าร่วมประมาณ 40 คน
เวทีนี้เป็นมีความมุ่งหมายที่จะทบทวนการทำงานที่ผ่านมา รวมถึงแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทำเกษตรกรรมยั่งยืนในปัจจุบัน
และต่อไปนี้คือบางช่วงบางตอนจากเวทีดังกล่าวต่อคำถามที่ว่า
เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นทางรอดของสังคมไทยจริงหรือ?
ถ้าเชื่อว่าจริง...เชื่อเพราะเหตุผลอะไร?
แล้ววิธีคิดของเกษตรกรต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร?
ถามว่ารอดมั้ย..ก็ต้องดูว่ารอดของใคร?
พ่อวิจิตรสะท้อนมุมมองว่าคำว่ารอดนั้นต้องดูว่าเป็นการรอดของใคร เพราะรอดของเกษตรกรจะไม่เหมือนกับคนเมือง
แต่เมื่อทบทวนแล้วจะรู้ว่าการทำเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นแนวทางในการลดความเสี่ยงและทำให้เกิดความยั่งยืนต่อฐานชีวิต
ซึ่งการอยู่รอดต้องขึ้นกับฝ่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐที่จะต้องมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้
รวมทั้งเกษตรกรรายย่อยเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองสร้างเครือข่ายกับเพื่อนบ้าน
สรุปก็คือรอดหรือไม่รอดอยู่ที่การใช้ทรัพยากรที่มี
การปรับตัวคือการอยู่รอด
พ่อบุญส่งยืนยันว่าการทำเกษตรกรรมยั่งยืนทำให้อยู่รอดได้ แต่เราต้องปรับตัวและวางแผนการทำงานไว้ให้ดี
ยกตัวอย่างเช่น หากต้องส่งลูกเรียนปริญญาตรีถ้าเพิ่งมาเริ่มต้นทำเกษตรกรรมยั่งยืนพร้อมกับลูกเข้าเรียนก็จะลำบาก
แต่ถ้ามีการเตรียมตัวไว้ก่อนก็จะมีเงินเก็บไว้ส่งลูกเรียนได้ เนื่องจากการทำเกษตรยั่งยืนจะมีการปลูกผักขายผักเป็นรายได้ประจำวันอยู่แล้ว
เงินเก็บก็มีจากการเลี้ยงวัวเลี้ยงควายและปลูกไม้ผล ที่สำคัญเกษตรกรต้องคอยปรับตัวอยู่เสมอ
เช่นตอนนี้น้ำมันแพงก็หันมาใช้ควายไถนาบางส่วนบ้าง เราต้องหาทางประหยัด แต่ปัญหาที่เป็นอยู่คือชาวนาเดี๋ยวนี้เลิกใช้ควายกันแล้วหันมาใช้รถไถเดินตามแทน
ยิ่งบางคนไปใช้รถไถคันใหญ่ก็จะเป็นปัญหามากเพราะพอใช้คันใหญ่แล้วจะกลับมาใช้ควายไถนาไม่เป็นเลย
สรุปก็คือเราอย่าหลงไปตามกระแสต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
เพราะเคยเป็นหนี้จึงรู้ดีว่าเกษตรกรรมยั่งยืนคือทางรอด
ผมเคยเป็นหนี้มาก่อนผมรู้ดีว่าเป็นอย่างไร
นี้คือการสะท้อนปัญหาในอดีตของพ่อทราย พ่อทรายเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนคนจนคือคนที่ไม่มีอะไรเลย
มีหนี้สินล้นตัว สภาพดังกล่าวมันแย่มาก พอตัดสินใจหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนก็ลงมือทำด้วยความศรัทธา
เชื่อว่าทำแล้วจะได้ผลจริงสักวัน ช่วงแรกๆ คนในครอบครัวก็ไม่เห็นด้วย แต่พอได้ทำอย่างจริงจังทำจนคนอื่นๆ
เริ่มศรัทธาในแนวทางนี้ คนในครอบครัวก็หันมาสนับสนุน
ผมคิดว่าการทำเกษตรกรรมยั่งยืนทำให้เราหมดหนี้ได้ ผมขุดสระก็มีรายได้จากสระ
ผมเลี้ยงวัวก็มีรายได้จากวัวเป็นเงินเก็บ รวมทั้งมีรายได้ประจำวันจากการปลูกผัก
และที่สำคัญเมื่อผมตั้งใจทำแล้วก็ตัดสินใจลดค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เคยมี หยุดเหล้ายาปลาปิ้งทั้งหมด
เมื่อใช้หนี้หมดแล้วก็หยุดไม่ไปสร้างหนี้อีกต่อไป ทุกวันนี้ผมสบายแล้ว
คำพูดดังกล่าวเป็นคำยืนยันของพ่อทราย เพราะแกเคยผ่านการเป็นหนี้มาก่อนจึงคิดได้
อีกอย่างคนเรามักคิดว่าตัวเองจนเพราะไปเปรียบเทียบกับคนที่รวยกว่ามันไม่ถูกต้อง
แต่การทำเช่นนี้ได้ต้องใจเย็นๆ ผมพิสูจน์มาแล้วค่อยๆ ทำไปจะเห็นผลสักวัน
เป็นบทสรุปของพ่อทรายที่ฝากไว้
ผมไม่อยากเอาเงินอนาคตมาใช้...ไม่ต้องมีอะไรก็มีความสุขได้
พี่ภาคภูมิเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างเอาจริงเอาจัง ทั้งๆ
ที่ยังหนุ่มยังแน่นแต่ไม่เคยคิดที่จะสร้างหนี้สินให้กับตัวเอง พี่ภาคภูมิให้ความเห็นว่าไม่ว่าประเทศเราจะพัฒนาไปยังไง
แม้แต่คนทำงานเองก็เชื่อว่าความพอเพียงเท่านั้นที่จะอยู่รอด โดยได้เล่าประสบการณ์ที่ไปเยือนอเมริกามาว่า
อเมริกาเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาก ที่นั้นคนทำงานได้ค่าแรงขั้นต่ำอย่างน้อย
6 เหรียญต่อชั่วโมง รวมวันหนึ่งคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อคน แต่เขายังดิ้นรนที่จะอยู่รอด
ยังต้องดิ้นรนโดยการทำสวนปลูกผัก หาบ้านเช่าอยู่ด้วยกันช่วยกันออกค่าใช้จ่าย
คิดดูแล้วกันว่าค่าแรงขนาดนั้นยังต้องดิ้นรน น่าคิดว่าการพัฒนานั้นพัฒนาเพื่ออะไร
พอหันกลับมาดูตัวเรา ทำงานค่าแรงวันละร้อยกว่าบาท แต่เราก็ไม่ได้ทุกข์หรือไม่ได้แย่ไปกว่าเขาที่ได้ค่าแรงวันละ
2,000 กว่าบาท ก็เลยรู้สึกว่าการพัฒนาหรือการมีเงินไม่ได้ตอบว่าจะมีความสุข
พี่ภาคภูมิแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกว่าเราอาจไม่ต้องมีอะไรก็ได้ หรือถ้าเรามีทุนที่จะซื้อรถโดยไม่เดือนร้อนก็ซื้อไป
มันจึงไม่ได้อยู่ที่ความโลภหรือความไม่พอ แต่มันอยู่ที่ความพร้อมมากกว่า
แม้แต่รถไถนาเขาว่าไม่ต้องใช้ แต่ถ้าทำนา 50-60 ไร่ ก็คงอยู่ไม่ได้ ความพร้อมของแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ไม่ใช้ไปกู้ยืมเงินมาใช้
ผมไม่อยากคิดใช้เงินในอนาคตเพราะว่าเวลาในอนาคตไม่แน่นอน ผมมีความเชื่อว่าการทำการเกษตร
ผมอยู่อย่างพอเพียง ผมไม่มีรถ มีแค่รถมอเตอร์ไซด์คันเก่าๆ ผมก็ยังมีความสุข
เพราะผมไม่เป็นหนี้ผมก็มีเงินพอที่จะใช้จ่าย ไม่ต้องมีอะไรก็มีความสุขได้
ผมเชื่อมั่นว่าตัวเองจะอยู่รอดได้
การคิดเช่นนี้ในมุมมองของพี่ภาคภูมิคือเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกัน คือการพอเพียงที่มีสิ่งต่างๆได้โดยไม่เดือนร้อน
เพราะคนที่ไปกู้หนี้ยืมสินมาก็ต้องวิ่งหาเงิน จะอยู่ไม่เป็นสุข แม้ป่วยไม่สบายก็ต้องทำงาน
แต่การที่อยู่อย่างพอเพียงทำให้ไม่เดือนร้อน เวลาคิดว่าตัวเองเหนื่อยก็นอนได้
ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาจี้ให้เราทำงานใช้หนี้ ซึ่งพี่ภาคภูมิกล่าวสรุปไว้ตอนท้ายว่า
ผมกลัวที่จะเป็นหนี้...ผมไม่อยากเดือดร้อน
คำตอบของคำถาม : ความเชื่อมั่นและศรัทธา
มุมมองที่ได้รับจากวงสัมมนาเหล่านี้ ทำให้เราพอที่จะมั่นใจได้ว่าการทำเกษตรกรรมยั่งยืนสามารถเป็นทางรอดของสังคมไทยได้
โดยเฉพาะกับเกษตรกรที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน หลายคนเชื่อมั่นว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว
ซึ่งเหตุผลที่เชื่อมั่นก็มีทั้งจากผู้ที่เคยประสบปัญหาหนี้สินมาก่อนแล้วพบว่าการทำเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นการแก้ปัญหา
และจากผู้ที่เชื่อว่าการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไม่ก่อหนี้สินจะทำให้ชีวิตมีความสุข
ทั้งนี้มีข้อคิดเห็นว่าการที่จะให้เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นทางรอดได้นั้น เกษตรกรจะต้องวางแผนการทำงานที่เหมาะสม
รวมทั้งต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ไม่หลงไปกับกระแสบริโภคนิยมที่เกิดขึ้น
ถึงที่สุดแล้ว...คำตอบที่ได้รับเหล่านี้อาจไม่สำคัญไปกว่าความเชื่อมั่นและศรัทธาที่มีต่อวิถีการทำเกษตรกรรมยั่งยืนว่าจะนำไปสู่ความหวังและความสุขของตนและสังคมโดยรวม
|