กลับไป sathai โฮมเพจ

ฉันจำได้ว่า...ป่าให้อะไรกับฉัน
เสียงสะท้อนของเกษตรกรจากเวทีอบรมจุลินทรีย์พื้นบ้าน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง


กิจกรรมอบรมจุลินทรีย์พื้นบ้านระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2549 เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ได้ร่วมกันจัดขึ้นที่บ้านสองแพรก ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เกษตรกรและผู้ที่สนใจจากหลายจังหวัดในภาคใต้ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 60 คน โดยได้วิทยากรจากมูลนิธิข้าวขวัญซึ่งมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการเพาะขยายและประยุกต์ใช้จุลินทรีย์พื้นบ้าน มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ต่างๆ รวมถึงได้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมอบรมทำการฝึกปฏิบัติด้วยตัวเอง และกิจกรรมสำคัญประการหนึ่งของการอบรม คือ การให้เกษตรกรเข้าไปเก็บดินดีจากป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่น เนื่องจากดินดีจากป่าเหล่านี้จะอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก และมีความเหมาะสมกับท้องถิ่นในการนำมาเพาะขยายและนำไปประยุกต์ใช้

การเสาะหาดินดีครั้งนี้ เกษตรกรต้องเดินขึ้นเขาไปยังที่ตั้งของ “สำนักสงฆ์น้ำทุ่นธรรมิการาม” ซึ่งมี พระอาจารย์สำรวย คุณสาโร เป็นเจ้าสำนัก ทั้งนี้หลวงพ่อท่านถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวบ้านสองแพรกในการรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์ป่าไม้ในบริเวณโดยรอบ จนก่อเกิดเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ สัตว์ป่าและสมุนไพรนานาชนิด คงอยู่เคียงคู่กับชุมชนในปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรหลายต่อหลายคนที่เข้าไปเก็บดินดีจากป่าแห่งนี้เกิดความรู้สึกประทับใจและได้ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านี้ออกมาเป็นข้อเขียนที่ชื่อว่า “ฉันจำได้ว่า...ป่าให้อะไรกับฉัน” และต่อไปนี้คือบางส่วนบางตอนของข้อเขียนเหล่านั้น...

“ผมเริ่มเมื่อบ่ายหนึ่งโมง พอไปถึงผมเป็นคนที่ห้าในกลุ่ม เดินไปสักพักหนึ่งผมรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาในใจ แต่ผมก็พยายามเดินต่อไป พอไปถึงสำนักสงฆ์ที่อยู่บนเขาผมก็เดินเข้าไปกราบพระแล้วผมก็เดินดูต้นไม้น้อยใหญ่ที่มีมากมายเป็นพันๆ ต้น อากาศสดชื่นเย็นสบายใจขึ้น ผิดกับตอนขึ้นมาทีแรก...ผมนึกในใจว่าถ้าต้นไม้มีมากมายแบบนี้คงมีจุลินทรีย์มากพอดู ผมเลยแวะข้างทางมองเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ผมเลยก้มกราบแล้วขอดินมา” (นายทองจันทร์ เถาพิมาย อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง)

“ระหว่างสองทางที่เดินขึ้นไปชาวบ้านปลูกมังคุด ทุเรียน ลองกอง กาแฟ ระกำหวาน ปลูกยางพารา ปลูกพืชร่วมยาง ผมทึ่งใจมากอยากเอาไปปลูกที่สงขลาบ้างไม่รู้ได้ผลหรือเปล่า...ดีใจกับพี่น้องชาวสวนระนองที่มีดินหนึ่งแปลงแต่สินค้าด้านเกษตรมีหลายอย่าง ผิดกับสวนที่อำเภอเทพา ปลูกยางเชิงเดี่ยวไม่มีผลไม้ในแปลง...ไม่หลากหลายเหมือนที่ระนอง...และชาวบ้านปูลกบ้านล้อมด้วยพันธุ์ไม้นานา เรียกว่าคนอยู่กับป่าจริงๆ...เรารักษาป่า ป่าก็รักเรา เราเอื้ออาทรต่อกัน คนอยู่กับป่า ป่าอยู่กับคนได้มหัศจรรย์ ฝึกตัวเองและลูกหลานให้ประหยัด ขจัดวัตถุนิยม ชื่นชมในความเป็นไทย” (นายอำนาจ วัดทะทอง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา)

“เราต้องเดินทางเข้าป่าใหญ่ในหมู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำนักสงฆ์น้ำทุ่น ให้ครุ่นคิดว่าต้องมาติดกับความลำบากเพราะว่ามันสูง แต่แล้วขึ้นไปบนที่สูงได้เห็นสถานที่อันกว้างใหญ่แห่งนี้มันทำให้ผมมีความภูมิใจมาก ที่ผมได้เห็นความชุ่มชื่นของป่าและความหลากหลายทางพันธุกรรม...ไว้ให้ลูกหลานเราได้ดูและได้เห็นถึงความสำคัญของป่า” (นายจำนงค์ อินอักษร อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช)

“เมื่อถึงสำนักสงฆ์เข้าไปกราบพระคุณเจ้าซึ่งเป็นเจ้าสำนักและข้าพเจ้าเริ่มเดินสำรวจไปเรื่อยๆ...อากาศเย็นสบาย สายตามองรอบๆ ตัว เห็นต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น ได้ยินเสียงนกเสียงค่างสลับกันไป เหมือนเป็นเสียงดนตรีที่กล่อมป่า ข้าพเจ้าเดินย่ำไปบนดินในป่า มีความรู้สึกนุ่มเหมือนเดินบนฟูกหรือฟองน้ำ ข้าพเจ้านั่งลงเอามือเขี่ยใบไม้ที่ทับถมอยู่จนถึงเนื้อดิน เอานิ้วจิ้มลงไปในดิน โอ้โหนิ่มจริงๆ และทำอย่างนี้หลายที่ก็เหมือนกันหมด ดินนิ่มจริงๆ ลองดมดินมันมีกลิ่นหอมคล้ายเห็ดโคน ข้าพเจ้าแน่ใจแล้วว่าดินที่นี่อุดมสมบูรณ์จริงๆ...ในส่วนลึกของจิตใจนึกขอบคุณชาวชุมชนบ้านน้ำทุ่น สำนักสงฆ์และคุณมณเฑียรซึ่งเป็นแกนนำที่ต่อสู่ให้คงป่าอุดมสมบูรณ์แห่งนี้เอาไว้ หากมีโอกาสจะหวนกลับมาสัมผัสความอุดมสมบูรณ์และความมีน้ำใจของคนในชุมชนนี้อีก ขอบคุณอีกครั้งด้วยความจริงใจ” (ศักดินนท์ เดชนวรัตน์ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช)

“เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ฉันได้ไปเที่ยวป่าน้ำทุ่น จากที่ฉันเห็นที่ป่าน้ำทุ่นเป็นป่าที่เขียวชอุ่ม และเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด อย่างเช่นต้นไม้ใหญ่ คือ ต้นไม้นาคบุตร ต้นตะเคียน ฯลฯ ...ฉันยังเจอต้นไม้เล็กๆ ที่เป็นสมุนไพร เช่น หัวยาโสม ม้ากระทืบโรง และอื่นๆ อีกมาก จากธรรมชาติที่ฉันเห็นนี้ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะเต็มไปด้วยความสวยงามและบรรยากาศที่สดชื่น มีบรรยากาศที่เงียบสงบอีกด้วย” (นางทองหล่อ เยี่ยมกระโทก อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง)

“เมื่อถึงวัดน้ำทุนก็เดินขึ้นไปที่วัด การเดินขึ้นไปบนวัดด้วยความลำบากเล็กน้อยเพราะต้องเดินขึ้นเขา แต่ดูแล้วหลายๆ คนก็สนุกและตื้นเต้นกับการเดินในครั้งนี้ และเมื่อถึงบริเวณวัดก็ได้เข้านมัสการพระ จากนั้นก็เดินเข้าป่ากัน ทุกคนตื้นเต้นมากที่จะได้เก็บดินจากป่าเพื่อไปเพาะเชื้อจุลินทรีย์ แต่บางคนก็ชื่นชมกับธรรมชาติ ในช่วงแรกที่เข้าไปทุกคนจะส่งเสียงดังมาก แต่เมื่อแยกเป็นกลุ่มย่อยเล็ก เสียงก็เงียบลง ครู่หนึ่งก็มีเสียงเรไรและค่างออกมา...ความรู้สึกของฉันเมื่อเดินก้าวขึ้นมาบนลานหน้าสำนักสงฆ์ ก็รู้สึกชื่นชมและเห็นความสวยงาม เมื่อเดินไปบริเวณใกล้ๆ ก็เห็นการสะสมของพันธุ์ไม้นานาชนิดซึ่งเป็นไม้ที่หายาก และเมื่อเดินเข้าไปในป่าแล้วกลับออกมาพร้อมกับความภูมิใจและยินดีกับทุกคนที่นี้ ที่เขามีป่าที่สวยงามมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ ยินดีกับป่าที่สวยงามมีพันธุ์พืชให้เราศึกษาได้มาก ยินดีที่ได้รับความอบอุ่นจากป่า ยินดีที่ได้ฟังเพลงจากป่า...ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ธรรมชาติได้มอบความสวยงามไว้ให้แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไป แล้วสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาซึ่งไปทำลายธรรมชาติ แล้วจะหาความลงตัวได้ไง เพราะธรรมชาติได้สร้างสรรค์ความลงตัวไว้แล้ว” (นางสาวธนพร สุวรรณรัตน์ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล)

“จากประสบการณ์ในการท่องป่าเพื่อค้นหาจุลินทรีย์ กระผมรู้สึกประทับใจมาก ก้าวแรกที่ผมได้เหยียบเท้าลงบนพื้นป่าแห่งนั้น มันมีความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ เหมือนมีเสียงคล้ายต้อนรับอย่างเอื้ออาทรที่เหมือนจะบอกกับเราว่า เรายินดีและภูมิใจในการมาเยือนของท่านทั้งหลาย เมื่อมองดูภูมินิเวศน์แล้วมันมีการเอื้ออาทรกันจริงๆ ไม่ว่าต้นไม้เล็กใหญ่ ต่างอยู่กันด้วยความร่มเย็น จากสิ่งที่ได้ไปพบเห็นทำให้เราพบกับสิ่งที่ไม่เคยได้พบ อาทิเช่น ต้นไม้หลายๆ ชนิดที่หลวงพ่อท่านเก็บรวบรวมไว้ในสำนักสงฆ์น้ำทุ่นธรรมิการาม และได้เห็นทิวทัศน์ทั้งสองข้างทางและห้วยลำคลองเคียงคู่ไปกับถนน และสิ่งที่พวกเราจะลืมไม่ได้ หลวงพ่อท่านให้เราได้ปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น เพื่อคืนชีวิตให้กับป่าได้คงสภาพไว้” (นายทนง จันทร์แท่น อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา)

“เมื่อขึ้นไปบนป่า เจอป่าที่สมบูรณ์มากๆ อากาศดี ทุกคนทั้งคณะมีความรู้สึกเหมือนกัน เราได้เห็นสัตว์ป่าที่คุ้นเคยมาอยู่ใกล้วัดด้วย ดูเป็นธรรมชาติที่มีค่ายิ่งนัก สองข้างทางเป็นสวนสมุนไพรและมีไม้น้อยไม้ใหญ่นานาพันธุ์ ทั้งไม้ยาง ไม้นาคบุตร ไม้ตะเคียน ต้นโตๆ อายุหลายสิบปีเป็นจำนวนมาก ที่นี่มีผ้าเหลืองของพระพันอยู่รอบๆ ต้นไม้ใหญ่ไว้ทุกต้น...ป่าแห่งนี้ที่เขาสงวนไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไป เราเห็นไม้เล็กและไม้ใหญ่อยู่ร่วมกันได้ในธรรมชาติแห่งนี้ เถาวัลย์พันเลื่อยขึ้นไปหาต้นไม้ใหญ่เพื่อหาแสงอาทิตย์ แต่หญ้าซึ่งอยู่ต่ำช่วยยึดและคลุมหน้าดินไม่ให้น้ำระเหยมาก ทำให้ไม้ใหญ่ได้รับความชุ่มชื้น ถึงฤดูผลัดใบไม้ใหญ่ก็ร่วงลงมาเป็นปุ๋ยและฮิวมัส เป็นจุลินทรีย์ให้กับต้นของตัวเองและพืชที่อยู่ชั้นล่าง ไม้ใหญ่บังแสงให้กับต้นไม้ชั้นล่างและหญ้า ไม่ว่าไม้เลื้อย ไม้เล็ก ไม้ใหญ่ กอไผ่ หญ้า กล้วยป่า ซึ่งอยู่ร่วมกันอาศัยซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกันได้โดยธรรมชาติ...ถ้ามนุษย์เราไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งศักดิ์แบ่งศรี แบ่งชั้นวรรณะ รู้จักเกื้อกูลเหมือนต้นไม้ในป่าธรรมชาติ ก็จะดีเป็นที่สุด” (นายธรรมนูญ จันทร์ ภักดี อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง)


เสียงสะท้อนดังกล่าวเป็นเพียงความรู้สึกส่วนหนึ่งของเกษตรกรที่ได้รับจากการอบรมจุลินทรีย์พื้นบ้าน ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากการได้ไปเห็นและได้สัมผัสกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่นับวันจะลดน้อยลงไป สิ่งที่น่าสนใจคือเกษตรกรหลายท่านได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่คล้ายจะตั้งคำถามต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย แม้คำถามเหล่านี้จะเป็นเพียงเสียงของคนส่วนน้อยแต่ก็ถือเป็นส่วนน้อยที่สำคัญ ทั้งนี้คงต้องขึ้นกับผู้คนทั้งในภาคการเกษตรและภาคส่วนอื่นๆซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นสำคัญ ว่าต้องการจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร