กลับไป sathai โฮมเพจ

ทบทวนอดีต มองอนาคต เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้
ความหวังและเชื่อมั่นในพลังประชาชน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง


รายงานโดย
วราภรณ์ ดวงมณี

ท่ามกลางความร้อนระอุของแสงแดดที่แผดเผาทุกสรรพสิ่งแม้แต่ใจคน ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ความเหนื่อยล้าจากการงานจึงเกิดง่ายขึ้น กำลังใจหรือพลังกลับเกิดน้อยลงและหดหายไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ในขบวนการภาคประชาชน องค์กรชาวบ้านที่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ความทุกข์ยากและไม่เป็นธรรมที่ต้องร่วมกันสู้ จึงมิอาจปล่อยให้อุปสรรคดังกล่าวมาขวางกั้น

ณ ร.ร.สทิงพระชนูปถัมภ์ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ หนึ่งในข่ายที่ได้เข้ามารวมตัวเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้จัดงานสมัชชาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นเมื่อวันที่ 24 – 26 เมษายน 2550

เนิ่นนานมาแล้วที่พวกเขาได้ห่างหายจากเวทีที่ถูกเรียกว่า สมัชชา ในระดับภาค จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายว่าพวกเขาทุกคนจะร่วมกันสร้างสรรค์งานนี้ให้สำเร็จได้ตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้หรือไม่ทั้งในแง่ของเนื้อหาที่จะได้ออกมา และอารมณ์ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในใจของผู้เข้าร่วมทุกคน

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ในวันนี้

จนถึงวันนี้เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้มีพัฒนาการมากว่า 20 ปี ได้เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนคิดและวิถีปฏิบัติสู่วิถีการพึ่งตนเองในทุกด้าน ทำให้วาทกรรม “เกษตรกรรมยั่งยืน” มิได้เป็นเพียงมายาที่ไม่มีปฏิบัติการรองรับ หากแต่สามารถเป็นทางเลือกที่เป็นทางรอดของครอบครัวและชุมชนที่เชื่อมั่นและปฏิบัติอย่างเข้มข้น

มีกลุ่มองค์กรสมาชิกกว่า 60 องค์กรรวมกันเป็นข่ายใหญ่ 10 ข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด มีฐานการออมทรัพย์เกือบทุกพื้นที่ แต่ละพื้นที่มีฐานที่มาและบริบทชุมชนที่แตกต่างกัน การให้น้ำหนักในการทำงานพัฒนาแต่ละด้านจึงไม่เท่ากัน

ระยะทางที่ผ่านมา มีผู้ร่วมเดินทางใหม่เข้ามาเพิ่ม ขณะเดียวกันมิตรสหายหลายกลุ่มได้จากไปเช่นกัน

มียุทธศาสตร์การทำงาน 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การพัฒนาองค์กร 2. การผลิตและการตลาด 3. การพัฒนาองค์ความรู้/การจัดการความรู้ 4. การจัดการกองทุน/พัฒนากองทุนทางเลือก 5.การรณรงค์และผลักดันนโยบาย/ประสานพันธมิตร

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้เริ่มต้นจากการแสวงหาเกษตรกรต้นแบบที่เป็นทางเลือกให้กับสังคมได้ในช่วงปี 2528 และได้พัฒนาขบวนเกษตรกรรมทางเลือกมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถแบ่งพัฒนาการได้เป็น 5 ยุคคือ

ยุคก่อนก่อตั้งเครือข่าย
(ก่อนปี 2534)
เป็นยุคการแสวงหารูปแบบทางเลือกทางรอดของเกษตรกรรายย่อย และค้นหาเกษตรกรต้นแบบเป็นหลัก เริ่มเรียนรู้เกษตรที่ไม่ใช่กระแสหลัก คำที่ใช้ในตอนนั้นคือคำว่าเกษตรกระแสหลัก เกษตรเคมีและเกษตรทางเลือก โดยอธิบายว่า คำว่าทางเลือกหมายถึง ศักดิ์ศรีของคนจน เป็นการทำเกษตรที่เคารพศักดิ์ศรีของคนจนให้น้ำหนักกับคนด้อยโอกาสทางสังคม และมีการจัดเวทีเชื่อมโยงกลุ่มคนผู้สนใจในระบบเกษตรทางเลือกแบบนี้
ยุคก่อตั้งเครือข่าย
(ปี พ.ศ. 2534 - 2538)
เป็นยุคการสร้างกลุ่มองค์กรเกษตรกร ขยายฐานแนวคิดในภาคใต้ มีการดำเนินงานโครงการการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ ภาคใต้ (ระยะที่ 1) ซึ่งเริ่มการทำงานสร้างและพัฒนาองค์กรเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่ทำงานครอบคลุม 11 ลุ่มน้ำในภาคใต้ มีการจัดสมัชชาเกษตรกรรมทางเลือก ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2535) ได้จัดทำข้อเสนอในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8
ยุคลุ่มน้ำ
(ปี พ.ศ. 2538 - 2543)
ในยุคนี้ได้มีการศึกษาดูงาน ขยายความคิด มีการกระตุ้นให้กลุ่มเกิดการรวมกลุ่มในพื้นที่จังหวัดต่างๆ มีจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เครือข่ายภาค และมีออมทรัพย์ที่ชาวบ้านบริหารเองภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ ภาคใต้ (ระยะที่ 2) ซึ่งมีพื้นที่ทำงานครอบคลุม 4 ลุ่มน้ำหลักในภาคใต้ มีการจัดสมัชชาเกษตรกรรมทางเลือก ครั้งที่ 2 (ในปี พ.ศ. 2539) ผลักดันเกษตรยั่งยืนเข้าสู่แผน 8 แต่แทบไม่ผลตอบรับในเชิงปฏิบัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายฯจึงตัดสินใจขอเข้าร่วมขบวนการคนจนโดยเป็นหนึ่งในกลุ่มปัญหาของสมัชชาคนจน โดยชูประเด็นในการเจรจา ขอปรับแผนปฏิบัติการของกระทรวงเกษตรฯให้สอดรับกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับโครงสร้างการเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ต่ำกว่า 20 % ของพื้นที่การเกษตรในประเทศไทย และผลต่อเนื่องจากการเจรจา คือ ได้รับโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย 630 ล้านบาท มาดำเนินการ ซึ่งได้ดำเนินการในปี พ.ศ. 2544 - 2546
ยุคนำร่อง
(ปี พ.ศ. 2544 – 2547)
ในยุคนี้ได้มีการทำงานขยายเชิงความคิดและการปฏิบัติในระดับแปลงเกษตรยั่งยืน โดยดำเนินการผ่าน โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นโครงการแรกที่ภาครัฐยอมให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการเองโดยไม่ติดยึดรูปแบบ ส่งผลให้ประชาชนมีบทบาทในการค้นคว้ารูปแบบที่ตนเองต้องการในการทำเกษตร เกิดการรวมกลุ่ม การพัฒนาองค์กรชุมชน การรวมกลุ่มในระดับเครือข่าย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด มีการพัฒนางานวิจัย การทดลองชาวบ้าน มีนักวิจัยชาวบ้าน และมีกองทุนเกษตรยั่งยืนเกิดขึ้นในพื้นที่ ทำให้มีการขยายตัวของเกษตรยั่งยืนไปอย่างรวดเร็ว มีการขยายฐานสมาชิกที่ทำเกษตรยั่งยืนครอบคลุมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ เกิดกลุ่มองค์กรสมาชิกในส่วนขององค์กรชาวบ้าน ซึ่งรวมกันเป็นข่ายใหญ่ 10 ข่าย กว่า 50 กลุ่ม ทำให้มีเกษตรกรสมาชิกกว่า 700 ครอบครัว
ยุคปัจจุบัน
(2548 – ปัจจุบัน)
เป็นยุคของการขยายฐานสมาชิกที่ทำเกษตรกรรมทางเลือกครอบคลุมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ มีการประสานความร่วมมือกับองค์กรชาวบ้านในส่วนกลไกจังหวัดที่มีการทำเกษตรยั่งยืนในระดับพื้นที่ มีการพัฒนาแนวทาง ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการร่วมกัน ก่อให้เกิดกลุ่มองค์กรสมาชิกในส่วนขององค์กรชาวบ้าน ซึ่งรวมกันเป็นข่ายใหญ่ 10 ข่าย มีกลุ่มสมาชิก 60 กลุ่ม มีเกษตรกรสมาชิกที่ทำเกษตรทางเลือก กว่า 2,800 ครอบครัว

ทำไมต้องสมัชชา?

งานสมัชชาในระดับภาค ที่ถูกเรียกว่า สมัชชาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ถูกกำหนดไว้ว่าจะจัด 2 ปีครั้ง เพื่อมาสรุปบทเรียน ทบทวน ประเมินผลการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต รวมทั้งมาคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่ายฯชุดใหม่ ซึ่งก็มีวาระ 2 ปีเช่นเดียวกัน ต่างจากงานมหกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนประสบการณ์รูปธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในทุกๆด้านของความเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้และประกาศให้สาธารณรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ขณะที่งานสมัชชาเป็นเวทีของการมามองตัวเองร่วมกัน ทบทวนและพิจารณาถึงสิ่งที่ได้ทำมาร่วมกัน วิพากษ์วิจารณ์และให้กำลังใจกัน กำหนดแนวทางที่จะทำร่วมกันต่อไปเช่นว่าเห็นการทำงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีบทเรียนปัญหาอุปสรรคอะไร มีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอย่างไร และอยากเห็นอะไรในอนาคต แล้วจะเดินไปถึงสิ่งที่อยากเห็นได้อย่างไร

งานนี้จึงเป็นการชุมนุมโดยมีการนัดหมายและเตรียมตัวกันพอสมควร ผู้เข้าร่วมคือตัวแทนจากพื้นที่ระดับจังหวัดคัดเลือกและส่งมา พวกเขาสังกัดองค์กรชาวบ้านกลุ่มต่างๆที่กระจายอยู่ใน 10 จังหวัด การเข้ามาร่วมกับเครือข่ายภาคของแต่ละพื้นที่แก่-อ่อนไม่เท่ากัน บางพื้นที่เข้ามาร่วมตั้งแต่ก่อตั้งเครือข่าย บางพื้นที่ก็เพิ่งได้ร่วมงานกัน เวทีแห่งนี้จึงมีทั้งกลุ่มเก่า กลุ่มใหม่ คนเก่าและคนใหม่ ที่มีอุดมการณ์ ความคิด ประสบการณ์หรือความเข้าใจต่อเครือข่าย และต่อการทำงานในระดับที่ไม่เท่ากัน แต่หากวัดกันที่สปิริตแล้ว ไม่ว่าคนไหนๆ ก็ไม่แพ้กัน

นอกจากพวกเขาจะได้แลกเปลี่ยน ถกเถียงกันในวงประชุมแล้ว การจับกลุ่มพูดคุยกัน หรือ เรียกอีกอย่างว่า วงธรรมชาติ ขณะกินน้ำชา ทานข้าว เดินเล่นริมทะเล อาบน้ำ หรือในเวทีวัฒนธรรมตอนกลางคืนได้สร้างการเรียนรู้เป็นอย่างดี ในการจัดและดำเนินการประชุมที่เป็นทางการนั้นคนที่เป็นผู้อำนวยการคงต้องใช้ทักษะหลายอย่าง เช่น การนำคุย การจับประเด็น การกระตุ้นให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งต้องฝึกฝนและเตรียมตัว แต่ในวงธรรมชาติแล้วทุกคนล้วนมีความสามารถในการเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในการอำนวยการพูดคุยกันถ้วนหน้า

นอกจากนี้แล้วหลายพื้นที่ได้เอานิทรรศการมาแสดง เอาของดีๆ มาโชว์ เอาผลิตภัณฑ์อินทรีย์มาแบ่งปันกันกินพร้อมอวดสรรพคุณอธิบายถึงคุณค่าและความเป็นมา เช่นกลุ่มจากบางแก้ว จ.พัทลุง นำข้าวพื้นบ้านภาคใต้หลากหลายพันธุ์มาโชว์ กลุ่มจากลำเลียงนำกาแฟอินทรีย์มาชงให้กิน กลุ่มจากสุราษฎร์นำสมุนไพรที่ประกอบกันเยอะแยะมากมายมาต้มให้กิน และอีกหลายพื้นที่เก็บผลไม้ และผักมาไว้ให้แม่ครัวประกอบอาหารให้กินกัน เป็นต้น

แม้อากาศจะร้อนแต่ทุกคนก็ช่วยกันสร้างบรรยากาศกันเต็มที่ ความสามารถพิเศษของคนที่นี่คือ สามารถทำให้ไมโครโฟนไม่ว่างเลย และก็น่าฟังกว่าคลื่นวิทยุสถานีไหนๆซะอีก

มีเสียงบอกเล่าว่า สิ่งที่ถูกเตรียมอย่างดีเป็นงานจัดการซะส่วนใหญ่ งานนี้จึงไม่ค่อยเห็นความขลุกขลัก ขณะที่กระบวนการประชุมถูกเตรียมน้อยมากอาศัยว่าแต่ละคนมีความเก๋ากันอยู่แล้วพอสมควรมันจึงดำเนินไปได้ไม่เสียหาย และงานจัดการที่ดีก็ช่วยการประชุมได้มาก รวมทั้งภาพที่ทุกคนต่างช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ทำให้บรรยากาศงานดูไม่อ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง

จากความเห็นที่หลากหลายและมุมมองที่แตกต่างทำให้การทบทวนรอบด้านมากขึ้น ความเห็นที่แย้งกันได้เกิดการปะทะสังสรรค์ทำให้ประเด็นนั้นมีการขัดเกลาและถูกพิจารณาซ้ำอีก และเวทีแห่งนี้ก็ได้ทำให้เห็นว่ามันเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความเป็นเจ้าของร่วมของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้

ทบทวนยุทธศาสตร์

1. ยุทธศาสตร์การบริหารและจัดการองค์กร ลักษณะการจัดองค์กรในระดับพื้นที่ผสมผสานระหว่างการใช้ขอบเขตระบบนิเวศน์และพื้นที่จังหวัด ซึ่งจะต้องคิดค้นกันต่อไปว่าในระดับเครือข่ายภาคจะบริหารจัดการอย่างไร ส่วนปัญหาที่คนทำงานเจอคือว่าการทำงานของแกนนำซึ่งเป็นชาวบ้านเกิดความขัดแย้งกับวิถีชีวิต มีภารกิจมาก ประสบกับภาวะอ่อนล้า ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมของสมาชิก จึงมีข้อเสนอว่าในระดับพื้นที่ให้มีการจัดตั้งชุดคนทำงานในพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของเครือข่าย เพื่อเสริมประเด็นการทำงานแต่ละยุทธศาสตร์ และทำแผนในการสร้างแกนนำคนรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในส่วนของการบริหารโครงการให้มีการบูรณาการงบประมาณแต่ประเด็นและเนื้อหาให้แยกเพื่อความชัดเจนในการทำงาน

2. ยุทธศาสตร์ การผลิตการตลาด มีการทำสวนผสมผสาน ผักอินทรีย์ ไร่นาสวนผสม มีรูปแบบเกษตรทางเลือก 7 รูปแบบ เช่น เกษตรผสมผสาน สวนสมรม สวนพ่อเฒ่า การจัดการการตลาดยังเป็นจุดอ่อนอย่างมากของเครือข่าย ซึ่งต้องขบคิดกันต่อไปว่าการจัดการผลผลิต/การตลาด ควรเป็นอย่างไร

3. ยุทธศาสตร์องค์ความรู้ ที่มาขององค์ความรู้คือ องค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง องค์ความรู้จากงานวิจัย และองค์ความรู้จากการฟื้นฟูองค์ความรู้เดิม มีบทเรียนที่เกิดขึ้นดังนี้ มีองค์ความรู้ถูกใช้ในการขับเคลื่อนเครือข่ายฯทำให้เกิดพลังมากขึ้น องค์ความรู้ได้รับการยอมรับพอสมควร ซึ่งควรขยายองค์ความรู้อย่างไรต่อ องค์ความรู้ใหม่ที่น่าจะถอดบทเรียน เช่น องค์ความรู้ในเรื่องพลังงานทางเลือก ซึ่งสิ่งที่ต้องขบคิดกันต่อไปก็คือ ต้องพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆที่เท่าทันกับสถานการณ์และจะวางแผนเพื่อคิดค้นองค์ความรู้ใหม่อย่างไร

4. ยุทธศาสตร์กองทุน ทุนเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ใช้ในการขับเคลื่อนกลุ่ม/องค์กร การจัดการกองทุนหลังโครงการนำร่องฯมีทั้งที่ประสบผลดีและบางพื้นที่ไม่เกิดการเคลื่อนไหว บทเรียนการทำงานกองทุนที่ผ่านมาคือ ต้องทำงานในระดับพื้นที่ให้มากที่สุด ข้อเสนอคือ มีการขับเคลื่อนกองทุนผู้นำ สร้างแนวทางบริหารจัดการกองทุนที่สอดคล้อง คำถามที่ต้องคิดกันต่อไปคือ เป้าหมายแนวทางการจัดการกองทุนควรเป็นอย่างไรระหว่าง 1) การจัดการกองทุนในระดับพื้นที่ล่างสุด/ระดับกลุ่ม แล้วค่อยขยายไปสู่ระดับที่สูงขึ้น 2) การจัดการกองทุนโดยใช้พื้นที่เครือข่ายระดับจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้เป็นกองทุนทางเลือกที่รับใช้ขบวน

5. ยุทธศาสตร์นโยบายและประสานพันธมิตร สิ่งที่เรียกว่าเป็นการขับเคลื่อนทางนโยบายคือ การผลักดันปฏิบัติการของภาคประชาชนให้ภาคส่วนอื่นรวมทั้งภาครัฐเห็นความสำคัญและนำไปปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นในงานยุทธศาสตร์นี้ได้มีส่วนช่วยหนุนเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับภาคเกษตรกร สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน มีการผลักดันการเมืองที่กินได้ร่วมกันซึ่งสังคมให้ความสนใจพอสมควร ส่วนในกระบวนการทำงานได้มีการปรับให้มีแกนนำชาวบ้านเป็นฝ่ายตัดสินใจทางนโยบาย ส่วนงานประสานพันธมิตรสามารถประสานร่วมพลังได้ในทุกระดับ แต่บางพื้นที่ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดการหนุนช่วยกันได้ ข้อเสนอแนะสำหรับยุทธศาสตร์นี้คือ ควรมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนที่ชัดเจนและควรเสนอกรอบคิด/วิธีคิด สร้างความเข้าใจร่วมให้กับเกษตรกรในเครือข่ายฯให้ได้คิดวิเคราะห์ร่วมกันก่อน โดยใช้ฐานองค์กรชุมชนในการขับเคลื่อน

แนวทางก้าวเดินไปสู่ในอนาคต

“สร้างระบบเกษตรกรรมทางเลือกที่พึ่งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและการจัดการผลผลิตโดยตนเอง รวมถึงการจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างสุขภาพ คุณภาพชีวิต สวัสดิการ การสืบสานฟื้นฟูภูมิปัญญา วิถีชีวิต วิถีการผลิต วิถีวัฒนธรรม ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง นำสู่การสร้างนโยบายชุมชน”

นี่คือเป้าหมายที่อยากเห็นร่วมกันจากเวทีสมัชชาในครั้งนี้ และเพื่อสิ่งที่อยากเห็นจะได้เห็นกันจริง ทุกคนจึงได้ร่วมกำหนดทิศทางการทำงานต่อไปในแต่ละยุทธศาสตร์ และยกระดับการขับเคลื่อนจากงานเชิงประเด็นเฉพาะเกษตรกรรมทางเลือกไปสู่การขับเคลื่อนขบวนการของเกษตรกร