<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
โดย อุบล อยู่หว้า*
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ในทุกซอกมุมของรัฐแคริฟอร์เนียและรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา
เช่น เทกซัส หลุยเซียน่า นิวเม็กซิโก อริโซน่า ฯลฯ จะพบเห็นผู้คนที่รูปร่างหน้าตาคล้ายคนเอเชียแต่พูดภาษาสเปน
พวกเขาคือชาวเม็กซิกันที่คนอเมริกันเรียกพวกเขาติดปากว่า ลาติโน
ซึ่งจะพบเห็นชาวลาติโนได้ทุกที่ ทั้งในชนบท ในฟาร์ม ป้ายรถเมล์และตามท้องถนน
โดยเฉพาะย่านมิสชั่น (mission) ในเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโก
อันเป็นย่านที่ชาวลาติโนเข้ามาทำมาหากินกันอย่างหนาแน่น ถ้าหากถามคนอเมริกันทั่วๆ
ไปว่าทำไมคนลาติโนจึงเข้ามาอยู่ในอเมริกามากมายขนาดนี้ มักจะได้รับคำตอบว่า
เขามาหาเงินส่งกลับบ้าน ประเทศเขายากจน ค่าเงินดอลลาร์ของเราแพง
คำตอบเหล่านี้เป็นแต่เพียงความจริงที่เห็นเป็นปรากฏการณ์เท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงอันเจ็บปวดที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์อพยพแรงงานข้ามชาติขนาดใหญ่นั้น
มันโหดร้ายกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าหลายเท่านัก มันคืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติ
โดยอำนาจทุนที่เหนือกว่าสมคบกับทุนภายในชาติทำลายรากฐานชีวิต ชุมชนและวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกันอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปราณี
ประวัติศาสตร์การเกษตรบอกว่าข้าวโพดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้
ชาวเม็กซิกันและชาวอเมริกาใต้มีวัฒนธรรมในการกินข้าวโพดเป็นอาหารหลัก อาหารพื้นบ้านต่างๆ
เช่น tortilla, taco, enchilada, flanta ล้วนแล้วแต่ปรุงขึ้นจากแป้งข้าวโพดหรือมีข้าวโพดเป็นส่วนประกอบหลัก
ชาวลาติโนจึงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมข้าวโพดเช่นเดียวกับคนเอเชียเป็นเจ้าของวัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมปลาแดกในลุ่มน้ำโขง
Cristing
Carrasquillo เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาในเม็กซิโกเล่าว่า
การเปิดเสรีให้ทุนใหญ่จากอเมริกาเข้าถึงตลาดเม็กซิโกอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง
กิจการห้างร้านบริษัทขนาดเล็กของชาวเม็กซิกันอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการ ห้างสรรพสินค้าใหญ่อย่างวอลล์มาร์ท
(Wal-Mart) เข้าไปตั้งเยอะมากในเม็กซิโก ข้าวโพดราคาถูกจากการอุดหนุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไหลบ่าเข้าตลาดเม็กซิโกทำให้เกิดการทำลายวิถีชุมชน
ชาวชนบทที่มีอาชีพปลูกข้าวโพดต้องอพยพเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ ชุมชนเหลือแต่ผู้หญิงกับเด็ก
หลังจากการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือในปี 1994**
รัฐบาลเม็กซิโกยกเลิกมาตรการปกป้องตลาดข้าวโพดทั้งมาตรการภาษีและระบบโควต้า
ข้าวโพดส่งออกในราคาต่ำว่าทุนจากอเมริกา เข้าสู่ตลาดเม็กซิโก ฉุดให้ราคาข้าวโพดในเม็กซิโกต่ำลง
70 % เมื่อระยะเวลาผ่านไป 10 ปี พบว่าการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกา เพิ่มขึ้น
400% จาก 5 ล้านตันเป็น 20 ล้านตัน เกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดประมาณ 3 ล้านคนสูญเสียอาชีพหลั่งไหลเข้าเมืองเพื่อหางานทำเป็นกรรมกรและคนจนในเมือง
เมื่อตำแหน่งงานในเม็กซิโกมีไม่พอก็ดิ้นรนหางานข้ามชาติเข้าสู่อเมริกา พื้นที่การเกษตรที่ดีที่สุดในเม็กซิโกถูกใช้เพาะปลูกผักผลไม้เพื่อส่งออกไปยังรัฐที่มีฤดูหนาวยาวนานในสหรัฐอเมริกา
โดยที่ชาวเม็กซิกันไม่มีโอกาสกินอาหารเหล่านั้นเลย

Watsonville เมืองเล็กๆ
ในแคริฟอร์เนียเป็นเสมือนฐานที่มั่นของชาวลาติโน มีชาวเม็กซิกันย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ชนิดยกหมู่บ้าน
ผู้คนในเมืองนี้เต็มไปด้วยชาวเม็กซิกันและพูดภาษาสเปนกันทั้งเมือง Watsonville
เป็นที่ตั้งขององค์กรต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวลาติโนชื่อ เบเล่ย์สีน้ำตาล
(BROWN BERETS) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุค 1960
การเข้าสหรัฐอเมริกาเพื่อหางานทำหรือแม้แต่ตั้งรกรากในแคริฟอร์เนีย
ของชาวเม็กซิกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วอย่างยาวนาน อันเนื่องมาจากพื้นที่อยู่ใกล้กันและความเป็นมาในประวัติศาสตร์
แคริฟอร์เนียเป็นดินแดนอาณานิคมของสเปนมาก่อน ดังจะเห็นได้จากชื่อเมืองและสถานที่ต่างๆ
ยังคงสืบทอดมาจากภาษาสเปน เช่น ซานฟานซิสโก (San Francisco)
ซานโฮเซ (San Jose) แซคคาร์เมนโต (Sacramento)
เป็นต้น สหรัฐอเมริกายึดครองแคริฟอร์เนียจากการทำสงครามขยายดินแดนกับสเปน
ชนพื้นเมืองอเมริกันและชาวเม็กซิกันในฐานะพลเมืองอาณานิคมของสเปนย่อมอยู่อาศัยบนแผ่นดินนี้มาก่อน
การพยายามเข้าอเมริกาเพื่อหางานทำในปัจจุบันของชาวเม็กซิกันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากลำบากอย่างยิ่ง
เกษตรกรเม็กซิกันที่พลัดพรากจากครอบครัวจะต้องจ่ายเงินให้กับนายหน้าแล้วรอจังหวะเวลาที่จะลักลอบข้ามพรมแดน
การเข้าอเมริกาเพื่อทำงานอย่างถูกกฎหมายของแรงงานเม็กซิกันถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
บางกลุ่มถูกเจ้าหน้าที่อเมริกาจับกุมแล้วส่งตัวกลับทันที หลายคนเสียชีวิตก่อนที่พวกเขาจะมีโอกาสได้งานทำในอเมริกา
เนื่องจากในรัฐทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีพรมแดนติดกับเม็กซิโกมีขบวนการต่อต้านการเข้ามาหางานทำของชาวเม็กซิกันโดยคนในท้องถิ่น
ถึงขนาดมีการลอบยิงชาวเม็กซิกันที่พยายามข้ามพรมแดนเสียชีวิตชนิดจับมือใครดมไม่ได้
สถิติตั้งแต่ปี 1998 ถึง 2004 มีชาวเม็กซิกันเสียชีวิต 1,600 คน จากความพยายามที่จะเข้าไปหางานทำ
สหรัฐอเมริกาประเทศที่สร้างขึ้นมาจากมือของผู้อพยพ ณ วันนี้ ผู้คนบางส่วนในสังคมนี้ซึ่งล้วนแต่กำเนิดมาจากบรรพบุรุษที่เป็นผู้อพยพกลับขลาดกลัวและรังเกียจผู้อพยพใหม่จากเม็กซิโก
จากเกษตรกรมาสู่กรรมาชีพพเนจรข้ามชาติเมื่อเกษตรกรเม็กซิกันข้ามพรมแดนเข้าอเมริกาได้
เข้าไปทำงานที่ต้องการจ้างแรงงานราคาถูกและไม่จำเป็นต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีอย่างงานในฟาร์ม
พวกเขาเหล่านี้ต้องทำงานหนักทั้งวันแต่ได้ค่าแรงต่ำ และการอพยพแรงงานของเกษตรกรเม็กซิกันมักเป็นการอพยพระยะยาว
5-10 ปี ด้วยความหวังว่าลูกจะได้เรียนหนังสือ มีทุนรอนในการประกอบอาชีพกับครอบครัว
คนที่ทำงานอยู่ในอเมริกาเป็นเวลานานพอจะรู้ที่รู้ทางก็จะพยายามเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโก
เพราะมีทรัพยากรมากกว่า แต่พวกเขายังคงต้องทำงานหนักแทบไม่มีวันหยุดและได้ค่าแรงต่ำ
แม้ว่ารัฐแคริฟอร์เนียจะมีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ 7 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง แต่มีโอกาสน้อยมากที่แรงงานชาวเม็กซิกันจะได้ค่าแรงตามกฎหมาย
จำนวนมากต้องอยู่ในลักษณะลูกจ้างรายวัน ในช่วงเช้าของแต่ละวันก็จะเห็นชาวเม็กซิกันยืนรอนายจ้างในเมืองซานฟรานซิสโก
บางวันหรือหลายวันอาจจะไม่มีงานทำเลย

Mexican-American Political Association มีข้อเสนอให้เปิดด่านเสรีการข้ามพรมแดน
เพราะเมื่อเปิดเสรีการเงิน การค้าและการลงทุนได้เหตุใดจึงไม่เปิดเสรีคน ทั้งๆ
ที่ความจริงการข้ามพรมแดนขณะนี้ก็เสรีอยู่แล้วสำหรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ
มีชาวอเมริกันกว่าล้านคนเข้าไปซื้อที่ดินในเม็กซิโก แต่รัฐบาลอเมริกาและบริษัทใหญ่ในอเมริกากลับต้องการควบคุมแรงงานชาวเม็กซิกันและกันพวกเขาออกจากสังคม
กันแรงงานออกจากนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้พวกเขามีโอกาสสร้างครอบครัวในอเมริกา
แม้แต่กลุ่มฝ่ายซ้ายบางส่วนในอเมริกาก็ยังมีความเห็นว่าควรควบคุมแรงงาน อย่างไรก็ตาม
การหลั่งไหลเข้ามาทำงานในอเมริกาของชาวเม็กซิกันเป็นเสมือนกรรมติดจรวดที่ตอบสนองอเมริกาอย่างทันตา
วันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม 2006 ที่ผ่านมามีแรงงานอพยพออกมาชุมนุมในเมืองต่างๆ
นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส เป็นแสนคน ซานฟรานซิสโก ประมาณห้าหมื่นคน แรงงานอพยพข้ามชาติกำลังเป็นหนามยอกอกรัฐบาลอเมริกาที่ยังหาทางออกที่ลงตัวไม่ได้
ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือได้สร้างผลกระทบถึงขั้นทำลายสังคม
วัฒนธรรมชุมชนของเม็กซิโก ขณะที่นายทุนเม็กซิโกหยิบมือเดียวได้ประโยชน์ ยอดการส่งออกของเม็กซิโกไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น
แต่ค่าแรงงานในเม็กซิโกกลับลดลงจากวันละ 5 ดอลลาร์ เป็นวันละ 4 ดอลลาร์
บทเรียนสำหรับรัฐบาลและชาวนาไทย
เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลและชนชั้นนำในประเทศไทยจะไม่รับรู้ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
สังคมวัฒนธรรมและการเมืองจากการเปิดเสรีทางการค้า อีกทั้งความเลวร้ายก็ได้เกิดให้เห็นบ้างแล้ว
มีการชุมนุมประท้วงกันไม่เว้นแต่ละเดือน เหตุการณ์ที่ชาวบ้านเป็นแสนคนมาชุมนุมปิดด่านนำเข้าข้าวโพดก็เกิดขึ้นแล้ว
แต่เท่าที่ติดตามข่าวนโยบายของรัฐบาลไทยก็ยังต้องการที่จะเจรจาการค้าเสรีต่อไป
ใช่หรือไม่หากจะกล่าวว่าเป็นเพราะคนบางกลุ่มในรัฐบาลยังคงเกี่ยวข้องอยู่กับผลประโยชน์จากการสมคบร่วมทุนธุรกิจโลกาภิวัตน์นั่นเอง
การทำนาบนหลังคนยังคงเป็นวิถีทางที่นายทุน ขุนศึก ศักดินา ใช้เพื่อฉกฉวยผลประโยชน์เข้าหาตัว
ในขณะที่ครอบครัวเกษตรกรรายย่อยและชุมชนชนบทถูกกดดันจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมให้ล่มสลายไป
การที่บนเครื่องบินโบอิ้ง 747 ซึ่งจุผู้โดยสารมากกว่า 300 คน ของสายการบินไชน่าแอร์ไลน์
กรุงเทพฯ-ไทเป แทบจะทุกเที่ยวบินผู้โดยสารกว่าครึ่งลำเป็นคนอีสาน เดินเว้าลาวกันได้ทั้งลำ
จึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าหวั่นวิตกเป็นอย่างยิ่ง
ในวันนี้ชุมชนชนบทถูกกระทำให้ค่อยๆ ล่มสลาย ขณะที่ห้างวอลล์มาร์ทจากอเมริกายึดเม็กซิโก
ห้างคาร์ฟูจากฝรั่งเศสยึดอาเจนติน่า เทสโก้จากอังกฤษก็กำลังเข้ายึดประเทศไทย
ได้แต่หวังว่าประชาชนไทยจะตื่นทันเห็นกึ๋นเห็นเหนียงของทุนนิยมเสรี ก่อนที่จะเหลือแต่ประเทศไทยในมือทุนข้ามชาติและนายทุนไทยหยิบมือเดียว...
-------------------------------------------------
หมายเหตุ
* เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนของไทยที่มีประสบการณ์ด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมทางเลือกมายาวนาน
และบทความชิ้นนี้เขียนขึ้นในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Bolinas
ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
** ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
(The North American Free Trade Agreement NAFTA) คือข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ
แคนนาดา และเม็กซิโก มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2537 ก่อนหน้าที่จะมี NAFTA สหรัฐฯ
และแคนนาดามีข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีอยู่แล้ว ต่อมาถูกแทนที่ด้วย NAFTA
บทเรียนของ NAFTA จะเห็นผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยชัดเจนที่สุด ทำให้เกษตรกรตกอยู่ในฐานะคนชายขอบมากยิ่งขึ้น
(คัดลอกจาก มาเรีย เทเรซา ดี. ปาสควล. 2549. ข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีของสหรัฐฯ
อเมริกาในเอเชีย. กรุงเทพมหานคร: เครือข่ายอธิปไตยทางอาหารแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
คณะทำงานโลกาภิวัตน์. หน้า 50.)
อธิบายรูป
รูปที่ 1 การชุมนุมประท้วงของแรงงานอพยพในวันแรงงานสากล
1 พ.ค. 2006 ณ กรุงวอชิงตันดีซี พร้อมกับชูป้าย เราคืออเมริกา
รูปที่ 2 ผู้ใช้แรงงานตัวจริงชาวเม็กซิกันรวมกลุ่มกันดูนายจ้างชาวอเมริกันฉลองวันแรงงานสหรัฐอเมริกา
4 ก.ย. 2006
รูปที่ 3 กลุ่ม BROWN BERETS
องค์กรเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิคนลาติโน ชุมนุมต่อต้านสงครามอิรักเพราะคนลาตินอเมริกันจำนวนมากต้องไปเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ
รูปที่ 4 ชาวเม็กซิโกกำลังปีนกับกำแพงพรมแดนสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก
เพื่อหลบเข้าไปหางานทำ
รูปที่ 5 รั้วเขตแดนอเมริกา-เม็กซิโก
มีกลุ่มชาวอเมริกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนเอาธงชาติไปปักไว้
รูปที่ 6 แรงงานชาวเม็กซิกันทำงานในฟาร์มสตรอเบอรี่
รูปที่ 7 แรงงานชาวเม็กซิกันที่หางานทำรายวันเข้าไปรุมล้อมของานทำจากชาวอเมริกันรายหนึ่ง
รูปที่ 8 การประท้วงเรียกร้องสิทธิแรงงานอพยพเนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล
1 พ.ค. 2006
|