กลับไป sathai โฮมเพจ

::: TERRA MADRE 2006 : การประชุมผู้ผลิตอาหารระดับโลก :::

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

โดย วลัยพร อดออมพานิช
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

พิธีเปิดงาน Terra Madre 2006

ระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้นำทีมเกษตรกร เจ้าหน้าที่ทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและเจ้าของร้านอาหารทางเลือก รวม 23 คน เดินทางไปร่วมงาน Terra Madre ซึ่งจัดโดย องค์กร Slowfood International ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี

การเดินทางของทีมคนไทยเริ่มต้นจากการประชุมแนะนำตัว ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ โดยตัวแทนที่ร่วมเดินทางมาจาก ตัวแทนชุมชนผู้ผลิตอาหารทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวพื้นบ้าน ชาอินทรีย์ ไม้ผลปลอดสาร ผักพื้นบ้าน และตัวแทนจากชุมชนประมงขนาดเล็ก มี การพูดคุยถึงการเดินทางและการเตรียมตัว ที่มีการขู่กันว่า อากาศน่าจะหนาว และอาหารอิตาลีที่ไม่คุ้นลิ้นอาจทำให้หลายคนกินไม่ได้ ระหว่างรอการเดินทางไปสนามบิน พี่น้องบางคนจึงถือโอกาสไปหาซื้อ น้ำพริกและของกินที่ตอกย้ำได้อย่างชัดเจนว่า ถึงอย่างไรเรื่องกินก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทยจริงๆ

การเดินทางจากประเทศไทยไปเมืองตูริน ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 12ชั่วโมงเศษ โดยคณะของเราต้องแวะไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมัน และที่นี่เองที่ทำให้เราได้พบปะกับคณะผู้เดินทางทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่จากประเทศในเอเชียด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เขมร ลาว มาเลเซียและ ฟิลลิปปินส์ ทุกคนมาเพื่อจุดหมายเดียวกันคือ ร่วมงาน TERRA Madre 2006 การประชุมของชุมชนผู้ผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลกงานหนึ่ง

ล่ามกิตติมศักดิ์แปลสาระในวันเปิดงานให้แก่ทีมคนไทย

Terra Madre แปลว่าแผ่นดินแม่ ส่วนงานที่จัดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง โดยเป็นการรวมตัวกันของชุมชนคนกินช้า เกษตรกร ชาวประมง ชนพื้นเมืองผู้ผลิตอาหาร คนปรุงอาหาร เจ้าของร้านอาหาร เจ้าของกิจการแปรรูปอาหาร รวมทั้งผู้บริโภคอาหารทางเลือก ที่ตระหนักถึงพิษภัยของการเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบจานด่วน งาน Terra Madre จึงเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงพลังภาคประชาชน และชุมชนจาก 150 ประเทศทั่วโลก ที่แสดงเจตนารมณ์และประกาศตนผ่านวิธีคิด วิถีการปฏิบัติที่เรียกว่า “สโลว์ฟูด” (Slowfood) หรือ “อาหารจานช้า”*

งานเริ่มขึ้นจากพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่และเต็มเปี่ยมด้วยพลังที่ส่งถึงกันของผู้คนหลายพันคนจากหลายเชื้อชาติที่มาร่วมงาน

ประธานาธิบดี Carlo Ciampi แห่งอิตาลี และภรรยาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด และจุดเด่นของงานก็คือ เมื่อ คาร์โล เปตรินี่ ประธานการจัดงานและผู้ก่อตั้งขบวนการสโลว์ฟูดขึ้นกล่าวต้อนรับและย้ำกับผู้เข้าร่วมหลายพันคนถึงการมารวมตัวกันของตัวแทนชุมชนผู้ผลิตอาหาร ตัวแทนร้านอาหารทางเลือก กุ๊ก นักวิชาการ นักการเมือง และสื่อมวลชน เพื่อแสดงพลังและเจตนารมณ์ของการปกป้องและดำรงไว้ซึ่งอาหารและการเกษตรที่หลากหลาย การรวมตัวกันของทุกคนในวันนี้ จึงเป็นเสมือนการประกาศให้รู้ว่า การเกษตรและอาหารที่หลากหลาย ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยกลุ่ม บุคคลและขบวนการภาคประชาชน ซึ่งส่วนหนึ่งมารวมกันอยู่ที่นี่ ในงาน Terra Madre 2006

     
 
บูธจัดแสดงเมล็ดพันธุ์ข้าวและสินค้าจากประเทศไทย
ร้านค้าและนิทรรศการจากอัฟริกา
 
         
     
 
ร้านค้าและนิทรรศการจากเปรู
ทีมผู้เข้าร่วมงานจากประเทศไทยถ่ายรูปร่วมกันหน้าบูธ
 

หลังพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ที่บริเวณห้องโถงที่เป็นที่จัดประชุมในวันเปิดงาน ได้ถูกจัดให้กลายเป็นห้องย่อยๆ ประมาณ 10 ห้อง แต่ละห้องมีการนำเสนอเนื้อหา สาระ ทั้งที่เป็นงานวิชาการ บทเรียน ประสบการณ์ของบุคคล และองค์กร นำมาแลกเปลี่ยนให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกและเข้าร่วมฟัง ประเด็นที่นำเสนอผ่าน Earth workshops ซึ่งมีตั้งแต่เรื่อง ข้าว ไม้ผล ชา พืชน้ำมัน เมล็ดพันธุ์ ชีส กาแฟ ดินและการปรับปรุงบำรุงดิน ระบบเกษตรกรผสมผสาน การประมง การท่องเที่ยวทางเลือก ไปจนถึงเรื่องผลกระทบจากพืชดัดแปลงพันธุกรรม

อีกมุมหนึ่งของบูธนิทรรศการ

จุดเด่นในห้องย่อยว่าด้วยเรื่องเมล็ดพันธุ์ ก็คือ การประกาศ คำประกาศว่าด้วยเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีวาดานา ศิวะ นักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาผู้โด่งดังมาเป็นผู้กล่าวสรุปถึงสาระสำคัญของคำประกาศ ที่ปลุกเร้าและเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ที่แสดงเจตจำนงถึงการเคารพสิทธิของเกษตรกร ชนพื้นเมือง รวมทั้งผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ปกปักและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์สะท้อนและเชื่อมโยงกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม เมล็ดพันธุ์เป็นทั้งปัจจัยการผลิต และเป็นวีถีชีวิตของผู้ปลูกพืชทั่วโลก การเคารพสิทธิเกษตรกรในการอนุรักษ์และเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์เป็นความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อขบวนการสโลว์ฟูดและขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนทั่วโลก
นอกจากห้องย่อยที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมในเนื้อหาต่างๆ ห้องโถงใหญ่ได้ถูกจับจองและกลายเป็นบูทร้านค้าและนิทรรศการจากองค์กรต่างๆ ที่นำสินค้าพื้นเมือง อาหารพื้นบ้าน ธัญพืช และอาหารแปรรูปหลากหลายรูปแบบมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายให้แก่ผู้เข้าร่วมงานที่สนใจ สำหรับประเทศไทย ได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไปจัดแสดง โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าร่วม หลายคนบอกด้วยความชื่นชมว่าชอบข้าวไทย บางคนมาถามวิธีหุง บางคนมาถามซื้อข้าว (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมไปขาย) บางคนอยากรู้ว่าจะสามารถทดลองเอาข้าวไทยไปปลูกได้หรือเปล่า นานาคำถามเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจ และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้คนหลากหลายที่มา อย่างไร้พรมแดน

การประชุมจบลงด้วยพิธีปิดและการล่ำลา...

หลังพิธิปิด ถ่ายรูปร่วมกันหน้าที่ประชุม Oval

สำหรับตัวแทนจากประเทศไทย ทุกคนประทับใจกับการเข้าร่วมงานซึ่งแม้ว่าภาษาจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญ แต่การได้เดินทางมาเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นการเข้าร่วมที่เสริมสร้างกำลังใจให้แก่ทุกคนที่อยู่ในขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืน พวกเราตัวแทนที่เป็นเกษตรกร ชุมชน เจ้าหน้าที่จากเครือข่ายที่ทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและเจ้าของร้านอาหารทางเลือกได้ตระหนักและรับรู้ร่วมกันว่า “เรามิได้เดินทางอยู่บนถนนสายนี้แต่เพียงลำพัง หากแต่มีเพื่อนร่วมทางจากหลายชุมชน หลายชนชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนอาหารจานช้า ชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ที่สนับสนุนความหลากหลายของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การอนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุกรรม ทั้งพืชและสัตว์ สนับสนุนตลาดท้องถิ่น และร้านอาหารท้องถิ่นต่างๆ เราไม่ได้ต้องการให้โลกหมุนกลับ เพียงแต่อยากให้ผู้คนในโลกใบนี้ และที่สำคัญคือคนไทยเดินให้ช้าลง หรือหยุดมองให้รอบด้านและตระหนักถึงคุณค่าความเป็นไทย และความสำคัญของความเป็นท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่หลากหลายของไทย ที่พวกเราทุกคนบอกกับตัวเองว่า เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม”





หมายเหตุ
* ความเป็นมาของขบวนการสโลว์ฟูด
ขบวนการสโลว์ฟูด ก่อตั้งขึ้นในปี 2529 (1986) เมื่อร้านแมคโดนัลเปิดสาขาใหม่ที่บริเวณสแปนิชสเตป ในกรุงโรม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทุกคนรู้จักกันดีในยุโรปว่า เป็นศูนย์รวมของผู้คน ศิลปิน คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนสานสรร ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน การรุกคืบของร้านอาหารจานด่วน ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นเกิดการต่อต้าน ซึ่งในจำนวนนั้นมี คาร์โล เปตรินี่ นักเขียนด้านอาหารการครัวชื่อดังของอิตาลี่รวมอยู่ด้วย คาร์โล เปตรินี่จึงก่อตั้งกลุ่มสโลว์ฟูดขึ้น และกลายเป็นขบวนการสโลว์ฟูดที่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

ขบวนการสโลว์ฟูด เชื่อมั่นว่า อาหารที่เราบริโภคควรเป็นอาหารที่มีรดชาติอร่อย มาจากกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ขณะเดียวกันผู้ผลิตอาหารจะต้องได้รับผลตอบแทนและราคาผลผลิตที่เป็นธรรมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมถึงการรณรงค์และอนุรักษ์อาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงความเป็นวัฒนธรรมด้านอาหารการกินที่หลากหลายของผู้คนในโลกใบนี้

ขบวนการสโลว์ฟูดถือว่าผู้เข้าร่วมขบวนการทุกคน เป็นผู้ผลิตร่วม ไม่ใช่ผู้บริโภค เพราะพวกเขาเหล่านั้นมิได้บริโภคแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีส่วนร่วมรวมทั้งให้การสนับสนุนชุมชนผู้ผลิต และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตและแปรรูปอาหาร ปัจจุบันขบวนการสโสว์ฟูดมีสมาชิกอยู่ราว 80,000 คนอยู่ใน 850 ชุมชนทั่วโลก

มูลนิธิสโลว์ฟูดเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Slow Food Foundation for Biodiversity) ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อสนับสนุนโครงการด้านอาหารที่ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ การปรุงอาหารและการดำรงไว้ซึ่งอาหารพื้นบ้าน หรืออาหารในท้องถิ่นโดยมูลนิธิฯให้ความสำคัญและสนับสนุนโครงการต่างๆในประเทศโลกที่สามเป็นอันดับต้นๆ
กิจกรรมที่สำคัญอีกงานหนึ่งของมูลนิธิ คือ งานTERRA MADRE ซึ่งเป็นเวทีการประชุมตัวแทนจากชุมชนผู้ผลิตอาหาร กุ๊ก เจ้าของร้านอาหาร ผู้แปรรูปอาหาร และนักวิชาการด้านอาหารจากทั่วโลก โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 และจัดครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2549

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยที่ว่าด้วยศาสตร์แห่งการทำอาหาร ขึ้น เพื่อเปิดสอนสหวิชาการที่หลากหลายด้านอาหาร ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังเป็นที่รวมของการศึกษา วิจัย ความรู้ดั้งเดิม นวัตกรรมใหม่ ที่เกี่ยวข้องด้านอาหารและการเกษตร ที่ผสมผสานความรู้ทั้งจากนักวิชาการ ปัญญาชน และผู้ผลิตอาหาร หรือเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง


เอกสารอ้างอิง
1. กรรณิการ์ พรมเสาร์. 2549. เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตเนิบช้า. นนทบุรี: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค.
2. เวปไซต์ http://www.slowfood.org