กลับไป sathai โฮมเพจ

::: หนึ่งฟาร์มเท่ากับหนึ่งหมู่บ้าน :::
ชาวนาอเมริกา ชาวนาไทย กับเบื้องหลังอันเจ็บปวด

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

โดย อุบล อยู่หว้า
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

การปลูกข้าวในรัฐแคริฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกามีมากว่า 100 ปี ที่ผ่านมาข้าวถูกนำเข้ามาในแคริฟอร์เนียโดยชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาร่อนทองตามแม่น้ำทางตอนเหนือของรัฐแคริฟอร์เนีย ชาวยุโรปซึ่งเข้ามาครอบครองพื้นที่อยู่ก่อนแล้วเห็นว่าน่าจะปลูกข้าวขายให้คนจีน เพราะชาวจีนเข้ามาอยู่มาก และดินในแถบนั้นก็เป็นดินเหนียวเหมาะกับการปลูกข้าว

เกรก มาสซา กับ ผู้เขียน และแปลงนาข้าวอินทรีย์ของเกรก

เกรก มาสซา (Greg Massa) ชาวนาแคริฟอร์เนียผู้ซึ่งเคยมาเมืองไทยในฐานะวิทยากรของกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการรณรงค์ต่อต้านข้าว GMOs เล่าว่าเขาเป็นชาวนารุ่นที่ 4 ของตระกูล บรรพบุรุษเขามาจากโปรตุเกสตั้งแต่รุ่นทวด (ยายของพ่อ) และเป็นตระกูลที่ปลูกข้าวมาตั้งแต่อยู่ในโปรตุเกส การปลูกข้าวในแคริฟอร์เนียทำได้ครั้งเดียวในรอบปี โดยจะปลูกในช่วงฤดูร้อนประมาณเดือนมิถุนายนและเก็บเกี่ยวราวๆ เดือนสิงหาคมถึงกันยายน ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวญี่ปุ่นเม็ดขนาดกลาง (Japonica medium grain) มีบางฟาร์มที่ปลูกข้าวเมล็ดยาวอย่างข้าวหอมมะลิด้วย เช่น ลันเบอกฟาร์ม (Lundberg Farm)

เกรกสร้างบ้านด้วยฟางข้าวอัดสวยงามตาม “กระแสกรีน” ที่กำลังได้รับความสนใจในสหรัฐฯ ผู้เขียนมีโอกาสพบปะพูดคุยกับเกรกที่บ้านของเขาและร่วมเกี่ยวข้าวในรถเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่ เพียงไม่กี่นาทีก็ได้เมล็ดข้าวเต็มรถบรรทุกสิบล้อ หลังจากที่ผู้เขียนล่ำลากลับฟาร์มที่เมืองโบลินัส เกรกได้ส่งจดหมายที่มีข้อความสั้นๆ ตามมา และมีเนื้อความที่น่าสนใจว่า

ลันเบอกฟาร์ม ฟาร์มข้าวขนาดใหญ่

“ขณะที่เราเป็นชาวนาในสถานการณ์ที่ต่างกันมาก แต่ผมกับอุบลมีปัญหาคล้ายกัน ผมรู้ว่าเครื่องจักรที่เราใช้มันแปลกมากสำหรับอุบล แต่มันคือความจริงของการทำเกษตรในสหรัฐฯ ที่ดินใหญ่มาก หนี้สินก้อนใหญ่มาก ฟาร์มของเรา 700 เอเคอร์* เลี้ยงชีพได้เพียง 2 ครอบครัว ที่ดินขนาดนั้นหากอยู่ในเมืองไทยน่าจะทำกินได้ถึง 50 ครอบครัว..ถามว่าใครมีระบบที่ดีกว่ากัน?”

เป็นมุมมองของคนที่เห็นปัญหาและเข้าใจชี้วัด แน่นอน..เกรกเป็นหนึ่งในพลเมืองส่วนน้อยของคนอเมริกันที่มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ชีวิตเกษตรกรในต่างประเทศ เกรกเคยใช้ชีวิตกับเกษตรกรในคอสตาริกา ต่อคำถามว่าหากไม่มีการอุดหนุนจากรัฐบาลจะเกิดอะไรขึ้นกับชาวนาสหรัฐฯ คำตอบก็คือส่วนหนึ่งอยู่ไม่ได้แน่ๆ เพราะต้นทุนการปลูกข้าวสูงขึ้นมาก แต่ราคาข้าวยังคงเดิม ชาวนาแคริฟอร์เนียใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ใช้น้ำมันมาก น้ำต้องสูบทุกหยด ซื้อเมล็ดพันธุ์ ใช้เครื่องบินหว่านเมล็ดพันธุ์ซึ่งต้องจ้าง และใช้เครื่องบินพ่นสารเคมีฆ่าหญ้า 2 ครั้งในหนึ่งฤดูการผลิต

บ้านของเกรก มาสซา
สร้างจากฟางข้าวอัด

ข้าวจากแคริฟอร์เนียส่งออกไปยังเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในราคาถูกเพียงครึ่งหนึ่งของราคาที่ชาวนาแคริฟอร์เนียขายได้ อันเนื่องมาจากการอุดหนุน 150 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ของรัฐ ประเทศเหล่านั้นไม่ต้องการข้าวเลย เขาผลิตข้าวได้พอกิน มันเป็นการฆ่าชาวนาในประเทศนั้นชัดๆ เกรกและเพื่อนชาวนา ชิพ สตรัคไมเออร(Chip Struckmier) ได้พยายามหาทางออกให้ตนเองด้วยการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกข้าวอินทรีย์ ขอรับรองมาตรฐาน จ้างโรงสีในท้องถิ่นสี และพยายามขายตรงกับผู้บริโภคในท้องถิ่น ผ่านระบบ CSA (Community Supported Agriculture) และตลาดนัดชาวนา

ความวัวยังไม่หายความควายก็มาแทรก!...ขณะที่ปัญหาต้นทุนการผลิตการค้าการส่งออกยังไม่เห็นทางออก ข้าวตัดต่อพันธุกรรมหรือข้าวจีเอ็มโอ (GMOs) ก็ถูกตรวจพบในรัฐเทกซัส ข้าวจีเอ็มโอลิเบอตี้ลิงค์ 601 ซึ่งเป็นข้าวจีเอ็มโอของบริษัทไบเออร์ ถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนกับข้าวเมล็ดยาวของชาวนา จนกระทั่งขณะนี้ก็ยังตรวจสอบไม่ได้ว่าปนเปื้อนจากโรงสีหรือปนเปื้อนจากการผสมเกสร จากแปลงทดลอง และนาของเกษตรกร หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็ยุติการนำเข้าข้าวจากภาคใต้ของสหรัฐฯ และมีการตรวจพบข้าวจีเอ็มโอจากสหรัฐฯ ในยุโรป 16 ประเทศ ประเทศยุโรปลดการนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ ทันที ทำให้ราคาข้าวในรัฐภาคใต้ของสหรัฐฯ อย่างเทกซัส หลุยส์เซียน่า ลดลงต่ำมาก ชาวนาสหรัฐฯ จึงยื่นฟ้องบริษัทไบเออร์ต่อศาล

     
 
เครื่องบิน อุปกรณ์หว่านเมล็ดพันธุ์และพ่นสารเคมีฆ่าหญ้า
 
รถเก็บเกี่ยวไฮเทค บอกความชื้น น้ำหนักข้าว สะดวกสบาย แต่ลงทุนสูงมาก
 

ชาวนาแคริฟอร์เนียดูจะวิตกกังวลกับเรื่องจีเอ็มโอมาก เพราะกลัวการเสียตลาดเช่นที่เกิดขึ้นกับรัฐทางภาคใต้ ฟาร์มใหญ่ออกมาแสดงจุดยืนเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่ยอมให้ข้าวจีเอ็มโอเข้ามาในแคริฟอร์เนียอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนี้จะมีการผลักดันกฎหมายห้ามทดลอง ห้ามปลูกข้าวจีเอ็มโอในรัฐแคริฟอร์เนียผ่านทางคณะกรรมการข้าว (California Rice Commission) ซึ่งจะประชุมในสัปดาห์หน้า** ผลการประชุมคณะกรรมการข้าวแคริฟอร์เนียจะกำหนดการเคลื่อนไหวของชาวนาที่ต่อสู้เรื่องจีเอ็มโอ ซึ่งต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป…

ข้าวหอมมะลิพลัดถิ่นยังน่าเป็นห่วง

สถานีวิจัยข้าวแคริฟอร์เนียที่ปฏิเสธ
การขอเข้าดูงานของผู้เขียน

การเคลื่อนไหวของชาวนาอีสานเมื่อ 3-4 ปีก่อน กรณีนักวิจัยสหรัฐฯ ขโมยข้าวหอมมะลิมาทำวิจัยในสหรัฐฯ สิ่งที่ได้คือจดหมายจากรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะไม่จดสิทธิบัตรข้าวที่ได้จากการวิจัย ซึ่งอาจจะไปน้ำขุ่นๆ ว่าหมายถึงการวิจัยของนักวิจัยที่ชื่อ คริสดีแลนด์ ที่ตกเป็นข่าวเพียงงานวิจัยเดียวนั้นหรือไม่ ทุกวันนี้การวิจัยข้าวหอมมะลิทำอยู่ในหลายรัฐที่มีการปลูกข้าว ตัวอย่างเช่น Louisiana State University (LSU) Agcenter Rice Research Station สถานีวิจัยที่กำลังพัฒนาข้าวหอมจากข้าวหอมมะลิและข้าวบัสมาติให้มีความหอมมากขึ้น ต้นเตี้ย ผลผลิตสูง และออกรวงเร็วขึ้น ให้เป็นพันธุ์ข้าวหอมเชิงพาณิชย์แบบสุดๆ ในขณะที่ California Cooperative Rice Research Foundation ปฏิเสธการขอเข้าดูงานของผู้เขียน โดยบอกแต่เพียงว่าเขาทำวิจัยข้าวหอมมะลิอยู่ เขาไม่อยากเป็นข่าว...

ขอให้ชาวนาไทย ประชาชนไทย เตรียมใจสำหรับการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนี้ได้เลย !


หมายเหตุ

* 1 เอเคอร์ เท่ากับ 2.529 ไร่ ดังนั้น 700 เอเคอร์ จึงเท่ากับพื้นที่ประมาณ 1,770 ไร่ หรือเทียบได้กับพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของท่าอากาศยานดอนเมือง
** ผู้เขียนได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549